กฎกระทรวง กำหนดการแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อปฏิบัติตามความตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๖๖
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๖ วรรคหนึ่ง มาตรา ๑๕ วรรคสอง มาตรา ๑๖ มาตรา ๑๗ วรรคสอง วรรคสี่ วรรคห้า และวรรคหก และมาตรา ๓๒ วรรคสอง แห่งพระราชกำหนดการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อปฏิบัติตามความตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๖๖ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ กฎกระทรวงนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ ๒ ในกฎกระทรวงนี้ “หน่วยงานทางการเงิน” หมายความว่า นิติบุคคลที่ให้บริการรับฝากสินทรัพย์ตามข้อ ๖ หรือรับฝากเงินตามข้อ ๗ หรือดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการลงทุนตามข้อ ๘ หรือประกอบธุรกิจประกันชีวิตตามข้อ ๙ “นิติบุคคล” ให้หมายความรวมถึงนิติสัมพันธ์ที่ก่อตั้งขึ้นตามกฎหมาย เช่น ทรัสต์ “สินทรัพย์ทางการเงิน”
หมายความรวมถึงสินทรัพย์ดังต่อไปนี้ แต่ไม่หมายความรวมถึงผลประโยชน์โดยตรงในอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ได้มีลักษณะเป็นหนี้ (๑) หลักทรัพย์ เช่น หุ้นในบริษัท ความเป็นหุ้นส่วนหรือสิทธิประโยชน์แห่งความเป็นเจ้าของในห้างหุ้นส่วนหรือทรัสต์ ที่ถือโดยประชาชนในวงกว้างหรือมีการซื้อขายเป็นการทั่วไป ตั๋วเงิน พันธบัตร
หุ้นกู้ หรือหลักฐานอื่นซึ่งแสดงภาระผูกพันในลักษณะหนี้ (๒) ส่วนได้เสียในห้างหุ้นส่วน (๓) สินค้าโภคภัณฑ์ (๔) สัญญาสวอป เช่น สัญญาสวอปอัตราดอกเบี้ย สัญญาสวอปเงินตราต่างประเทศหรือข้อตกลงที่คล้ายกัน (๕) สัญญาประกันภัย หรือสัญญาประกันชีวิตแบบเงินรายปี หรือ (๖) ผลประโยชน์ใด ๆ เช่น สัญญาฟิวเจอร์
สัญญาฟอร์เวิร์ด หรือออปชัน ในสินทรัพย์ทางการเงินตาม (๑) ถึง (๕) “บัญชีเงินฝาก” หมายความว่า บัญชีทางพาณิชย์ บัญชีกระแสรายวัน บัญชีออมทรัพย์ บัญชีฝากประจำ บัญชีที่มีหลักฐานเป็นบัตรเงินฝาก เอกสารรับรองการลงทุน ตราสารหนี้ หรือตราสารอื่นที่มีลักษณะเดียวกัน
ที่เก็บรักษาโดยหน่วยงานทางการเงินที่ดำเนินการเป็นปกติธุระในลักษณะของธนาคารหรือธุรกิจที่มีลักษณะเดียวกัน และหมายความรวมถึงจำนวนเงินที่บริษัทประกันภัยถือไว้ตามสัญญาการลงทุนที่รับประกันผลตอบแทนจากการลงทุนหรือสัญญาที่มีลักษณะคล้ายกันที่จ่ายหรือหักผลประโยชน์จากสัญญานั้น “บัญชีดูแลสินทรัพย์” หมายความว่า
บัญชีที่มีการถือสินทรัพย์ทางการเงินอย่างน้อยหนึ่งหน่วยเพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น แต่ไม่รวมถึงสัญญาประกันภัยหรือสัญญาประกันชีวิตแบบเงินรายปี “ส่วนได้เสียในส่วนทุน” หมายความว่า (๑) ส่วนได้เสียในทุนหรือกำไรของห้างหุ้นส่วนในกรณีของห้างหุ้นส่วนที่เป็นหน่วยงานทางการเงิน (๒)
ส่วนได้เสียในส่วนทุนที่ถือโดยผู้ก่อตั้งทรัสต์หรือผู้รับประโยชน์จากทรัสต์ทั้งหมดหรือบางส่วน หรือบุคคลธรรมดาอื่นซึ่งมีอำนาจควบคุมสูงสุดในทรัสต์ ในกรณีของทรัสต์ที่เป็นหน่วยงานทางการเงิน ทั้งนี้ ผู้ที่ต้องถูกรายงานจะถือว่าเป็นผู้รับประโยชน์จากทรัสต์
หากผู้ที่ต้องถูกรายงานดังกล่าวมีสิทธิที่จะได้รับการจัดสรรผลประโยชน์แบบบังคับ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม หรืออาจได้รับการจัดสรรผลประโยชน์จากทรัสต์ตามดุลพินิจ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม “สัญญาประกันภัย” หมายความว่า
สัญญาที่ผู้รับประกันภัยตกลงที่จะชำระเงินเมื่อเกิดเหตุการณ์ความไม่แน่นอนตามที่ได้ระบุไว้ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิต ความเจ็บป่วย อุบัติเหตุ ความรับผิด หรือความเสี่ยงด้านทรัพย์สิน แต่ไม่รวมถึงสัญญาประกันชีวิตแบบเงินรายปี “สัญญาประกันชีวิตแบบเงินรายปี” หมายความว่า
สัญญาที่ผู้รับประกันภัยได้ตกลงที่จะจ่ายเงินตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ทั้งหมดหรือเป็นงวด โดยอ้างอิงจากการทรงชีพของบุคคลธรรมดา ซึ่งรวมถึงสัญญาที่ถือว่าเป็นสัญญาประกันชีวิตแบบเงินรายปีตามกฎหมาย กฎ หรือแนวปฏิบัติของดินแดนที่มีการทำสัญญาประกันภัยนั้นตามที่ผู้รับประกันภัยได้ตกลงที่จะจ่ายเงินตามจำนวนปี
“สัญญาประกันภัยมูลค่าเงินสด” หมายความว่า สัญญาประกันภัยที่มีมูลค่าเงินสด แต่ไม่รวมถึงสัญญาการรับประกันภัยต่อเพื่อชดใช้ค่าเสียหายระหว่างบริษัทประกันภัยสองแห่ง “มูลค่าเงินสด” หมายความว่า
มูลค่าที่มากกว่าระหว่างจำนวนเงินที่ผู้ถือกรมธรรม์มีสิทธิได้รับเมื่อมีการเวนคืนหรือการสิ้นสุดสัญญาประกันภัยโดยไม่ต้องหักค่าธรรมเนียมการเวนคืนหรือเงินกู้ยืมที่มีกรมธรรม์ประกันภัยเป็นหลักประกัน กับจำนวนเงินที่ผู้ถือกรมธรรม์สามารถกู้ยืมได้ภายใต้สัญญาประกันภัย ทั้งนี้
มูลค่าเงินสดดังกล่าวไม่รวมถึงจำนวนเงินที่พึงจ่ายตามสัญญาประกันภัยในกรณีดังต่อไปนี้ (๑) จากกรณีการเสียชีวิตของผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาที่เอาประกันภายใต้สัญญาประกันชีวิตเท่านั้น (๒) จากกรณีบาดเจ็บหรือความเจ็บป่วย
หรือผลประโยชน์อื่นที่จ่ายสำหรับการชดเชยความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากเหตุการณ์ที่ได้มีการเอาประกันภัยไว้ (๓) จากกรณีการคืนค่าเบี้ยประกันภัยที่ได้จ่ายไว้โดยมีการหักค่าธรรมเนียมการทำประกันภัย ไม่ว่าจะมีการเรียกเก็บหรือไม่ ภายใต้สัญญาประกันภัย นอกจากประกันชีวิตควบการลงทุนหรือประกันชีวิตแบบเงินรายปี
เนื่องจากการยกเลิกหรือสิ้นสุดสัญญาดังกล่าว หรือกรณีความเสี่ยงที่ลดลงระหว่างระยะเวลาที่สัญญาประกันภัยมีผลบังคับ หรือเกิดจากการคำนวณค่าเบี้ยประกันภัยให้ถูกต้อง (๔) จากกรณีการจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือกรมธรรม์ นอกจากเงินปันผลที่จ่ายเมื่อสัญญาประกันภัยสิ้นสุดลง
โดยเงินปันผลดังกล่าวเกี่ยวข้องกับสัญญาประกันภัยที่มีการจ่ายผลประโยชน์ตาม (๒) เท่านั้น (๕) จากกรณีการคืนค่าเบี้ยประกันภัยที่ได้มีการจ่ายไว้ล่วงหน้าหรือมีการมัดจำเบี้ยประกันภัยไว้สำหรับสัญญาประกันภัยใด ๆ ที่กำหนดให้จ่ายเบี้ยประกันภัยอย่างน้อยเป็นรายปี
หากจำนวนเบี้ยประกันภัยที่ได้มีการจ่ายไว้ล่วงหน้าหรือมีการมัดจำเบี้ยประกันภัยไว้ไม่เกินเบี้ยประกันภัยของปีถัดไปที่ต้องมีการชำระตามสัญญาประกันภัยนั้น “ผู้ถือบัญชี” หมายความว่า บุคคลซึ่งเป็นลูกค้าที่มีชื่อหรือถูกระบุชื่อเป็นผู้ถือบัญชีทางการเงินที่อยู่ในความครอบครองดูแลของหน่วยงานทางการเงิน
แต่ไม่รวมถึงตัวแทน ผู้รักษาสินทรัพย์ นอมินี ผู้มีอำนาจในการลงนาม ที่ปรึกษาการลงทุน หรือตัวกลาง ที่ไม่ใช่หน่วยงานทางการเงิน ถือบัญชีทางการเงินเพื่อประโยชน์หรือเพื่อบุคคลอื่น ในกรณีสัญญาประกันภัยมูลค่าเงินสดหรือสัญญาประกันชีวิตแบบเงินรายปี
ให้ผู้ถือบัญชีหมายถึงบุคคลที่มีสิทธิเข้าถึงมูลค่าเงินสดหรือมีสิทธิเปลี่ยนแปลงผู้รับผลประโยชน์ตามสัญญา หากไม่มีบุคคลดังกล่าว ให้ผู้ถือบัญชีหมายถึง บุคคลใด ๆ ที่มีการระบุชื่อในสัญญาว่าเป็นเจ้าของบัญชี และบุคคลใด ๆ ที่มีสิทธิในเงินที่จ่ายภายใต้เงื่อนไขของสัญญาดังกล่าวนั้น ทั้งนี้
ในกรณีครบกำหนดสัญญาประกันภัยมูลค่าเงินสดหรือสัญญาประกันชีวิตแบบเงินรายปี ให้ผู้ถือบัญชีหมายถึงบุคคลแต่ละรายที่มีสิทธิได้รับเงินตามสัญญา “บัญชีที่มีมูลค่าต่ำ” หมายความว่า บัญชีของบุคคลธรรมดาที่มีอยู่ในวันก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ ที่มียอดรวมหรือมูลค่ารวมไม่เกินสามสิบล้านบาท ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม
พ.ศ. ๒๕๖๕ หรือวันก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ “บัญชีที่มีมูลค่าสูง” หมายความว่า บัญชีของบุคคลธรรมดาที่มีอยู่ในวันก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ ที่มียอดรวมหรือมูลค่ารวมเกินสามสิบล้านบาท ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ หรือวันก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ หรือ ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ หรือ
ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๗ “หลักฐานเอกสาร” หมายความรวมถึงเอกสารหรือหลักฐานอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ (๑) ใบรับรองความมีถิ่นที่อยู่ที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐบาลที่มีอำนาจของดินแดนที่ผู้รับเงินอ้างว่ามีถิ่นที่อยู่ เช่น รัฐบาล องค์กรของรัฐบาล หรือเทศบาล (๒)
เอกสารระบุตัวตนที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐบาลที่มีอำนาจ เช่น รัฐบาล องค์กรของรัฐบาล หรือเทศบาล ทั้งนี้ เอกสารนั้นต้องมีชื่อของบุคคลธรรมดาดังกล่าว และสามารถใช้เป็นเอกสารในการระบุตัวตนเป็นการทั่วไป (๓) เอกสารทางการที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐบาลที่มีอำนาจ เช่น รัฐบาล องค์กรของรัฐบาล หรือเทศบาล ทั้งนี้
เอกสารนั้นต้องมีชื่อของนิติบุคคลและที่อยู่ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ในดินแดนที่นิติบุคคลอ้างว่าเป็นดินแดนที่เป็นถิ่นที่อยู่ หรือเป็นดินแดนที่นิติบุคคลนั้นถูกจัดตั้งหรือก่อตั้งเพื่อดำเนินกิจการ (๔) งบการเงินที่ได้รับการตรวจสอบแล้ว รายงานข้อมูลเครดิตของบุคคลภายนอก การยื่นขอเป็นบุคคลล้มละลาย
หรือรายงานหลักทรัพย์ของหน่วยงานที่กำกับดูแล “คู่สัญญาที่จะได้รับรายงาน” หมายความว่า รัฐหรือภาคีตามความตกลงที่มีการประกาศให้เป็นคู่สัญญาที่จะได้รับรายงาน “คู่สัญญาที่เข้าร่วม” หมายความว่า รัฐหรือภาคีตามความตกลงที่มีการประกาศให้เป็นคู่สัญญาที่เข้าร่วม “เอ็นเอฟอี” หมายความว่า
นิติบุคคลที่มิได้เป็นหน่วยงานทางการเงิน “แพสซิฟเอ็นเอฟอี” หมายความว่า (๑) เอ็นเอฟอี ซึ่งมิได้เป็นแอ็กทิฟเอ็นเอฟอี หรือ (๒) นิติบุคคลที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการลงทุนตามข้อ ๘ (๒) ที่มิใช่หน่วยงานทางการเงินในคู่สัญญาที่เข้าร่วม “แอ็กทิฟเอ็นเอฟอี” หมายความว่า เอ็นเอฟอีที่เป็นไปตามข้อหนึ่งข้อใด
ดังต่อไปนี้ (๑) มีรายได้จากธุรกรรมทางการเงินเป็นจำนวนน้อยกว่าร้อยละห้าสิบของเงินได้ทั้งหมดของเอ็นเอฟอีในปีปฏิทินก่อนหน้าหรือระยะเวลารายงานที่เหมาะสมอื่นใด
และมีสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดหรือถือไว้เพื่อก่อให้เกิดรายได้จากธุรกรรมทางการเงินเป็นจำนวนน้อยกว่าร้อยละห้าสิบของสินทรัพย์ทั้งหมดที่ถือโดยเอ็นเอฟอีในระหว่างปีปฏิทินก่อนหน้าหรือระยะเวลารายงานที่เหมาะสมอื่นใด (๒) หุ้นของเอ็นเอฟอีมีการซื้อขายตามปกติในตลาดหลักทรัพย์ที่ได้รับการยอมรับ
หรือหุ้นของนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันกับเอ็นเอฟอีดังกล่าวมีการซื้อขายตามปกติในตลาดหลักทรัพย์ที่ได้รับการยอมรับ (๓) เอ็นเอฟอีเป็นหน่วยงานของรัฐบาล องค์การระหว่างประเทศ หรือธนาคารกลาง ที่มีลักษณะตามที่กำหนดในข้อ ๑๓ หรือนิติบุคคลที่มีหน่วยงานที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเจ้าของ (๔)
เอ็นเอฟอีมีกิจการหลักที่สำคัญเป็นการถือหุ้น ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือมีการให้ความช่วยเหลือทางการเงินหรือการบริการแก่บริษัทย่อยที่ทำการค้าหรือธุรกิจที่มิใช่ธุรกิจของหน่วยงานทางการเงิน เว้นแต่นิติบุคคลดังกล่าวดำเนินการ หรือแสดงตน ในฐานะกองทุนเพื่อการลงทุน เช่น กองทุนเพื่อกิจการเงินร่วมลงทุน
กองทุนเพื่อการเข้าซื้อหุ้นของกิจการ หรือเครื่องมือเพื่อการลงทุนใด ๆ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้มาหรือให้การสนับสนุนทางการเงินแก่บริษัทต่าง ๆ และถือเอาผลประโยชน์ในบริษัทเหล่านั้นในรูปสินทรัพย์จากการลงทุนสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการลงทุน (๕)
เอ็นเอฟอีที่ยังไม่ได้ดำเนินธุรกิจและไม่มีประวัติในการดำเนินธุรกิจมาก่อน แต่มีการนำทุนไปลงทุนในสินทรัพย์โดยมีเจตนาที่จะดำเนินธุรกิจอย่างอื่นนอกจากการเป็นหน่วยงานทางการเงิน โดยเอ็นเอฟอีไม่ได้มีคุณสมบัติดังกล่าวภายหลังระยะเวลายี่สิบสี่เดือนนับจากวันที่ก่อตั้งเอ็นเอฟอีดังกล่าว (๖)
เอ็นเอฟอีที่ไม่เคยเป็นหน่วยงานทางการเงินภายในระยะเวลาห้าปีที่ผ่านมา และอยู่ในกระบวนการขายทรัพย์สินเพื่อชำระบัญชีหรือฟื้นฟูกิจการ โดยมีเจตนาที่จะดำเนินธุรกิจต่อหรือเริ่มธุรกิจที่มิใช่ธุรกิจของหน่วยงานทางการเงิน (๗)
เอ็นเอฟอีที่ดำเนินธุรกิจหลักเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือทางการเงินหรือการป้องกันความเสี่ยงสำหรับนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันที่มิใช่หน่วยงานทางการเงิน โดยกลุ่มของนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันนั้นต้องดำเนินธุรกิจหลักที่มิใช่ธุรกิจของหน่วยงานทางการเงิน
และไม่ได้ให้ความช่วยเหลือทางการเงินหรือการป้องกันความเสี่ยงสำหรับนิติบุคคลใดซึ่งมิใช่นิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน (๘) เอ็นเอฟอีที่มีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้ (ก) ถูกจัดตั้งขึ้นและดำเนินการในดินแดนที่เอ็นเอฟอีนั้นมีถิ่นที่อยู่ โดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะเพื่อการศาสนา การสาธารณกุศล วิทยาศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม
การกีฬา หรือการศึกษา หรือถูกจัดตั้งและดำเนินการในดินแดนที่เอ็นเอฟอีนั้นมีถิ่นที่อยู่และเป็นองค์กรทางวิชาชีพ สมาคมธุรกิจ หอการค้า องค์กรแรงงาน องค์กรทางการเกษตรหรือพืชสวน สมาคมเกี่ยวกับการพลเมือง หรือองค์กรใดที่ดำเนินการเพื่อสนับสนุนสวัสดิการของรัฐเท่านั้น (ข)
ได้รับยกเว้นการเสียภาษีเงินได้ในดินแดนที่เอ็นเอฟอีมีถิ่นที่อยู่ (ค) ไม่มีผู้ถือหุ้นหรือสมาชิกที่มีผลประโยชน์ในทางทรัพย์สินหรือผลประโยชน์ใด ๆ ในเงินได้หรือสินทรัพย์ของเอ็นเอฟอี (ง) มีกฎหมายที่บังคับใช้ของดินแดนที่เอ็นเอฟอีมีถิ่นที่อยู่ หรือมีเอกสารจัดตั้งของเอ็นเอฟอี
ที่ไม่อนุญาตให้มีการจ่ายเงินได้หรือสินทรัพย์ใด ๆ ของเอ็นเอฟอีดังกล่าวให้แก่หรือนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของบุคคลในภาคเอกชนหรือนิติบุคคลที่ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการสาธารณกุศล เว้นแต่เป็นการดำเนินการเพื่อการสาธารณกุศลของเอ็นเอฟอีเอง หรือเพื่อการจ่ายเงินชดเชยตามความเหมาะสมสำหรับการทำงานให้
หรือเพื่อชำระเงินเป็นค่าทรัพย์สินที่เอ็นเอฟอีได้ซื้อไว้ตามราคาตลาด และ (จ) มีกฎหมายที่บังคับใช้ของดินแดนที่เอ็นเอฟอีมีถิ่นที่อยู่ หรือมีเอกสารจัดตั้งของเอ็นเอฟอี ที่กำหนดให้เมื่อมีการชำระบัญชีหรือเลิกกิจการของเอ็นเอฟอีดังกล่าว
สินทรัพย์ของเอ็นเอฟอีทั้งหมดต้องถูกจำหน่ายให้แก่หน่วยงานของรัฐบาลที่มีลักษณะตามที่กำหนดในข้อ ๑๓ หรือองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรอื่น หรือให้ตกเป็นของรัฐบาล หรือหน่วยย่อยทางการเมืองของดินแดนที่เอ็นเอฟอีมีถิ่นที่อยู่ “รายได้จากธุรกรรมทางการเงิน” หมายความว่า
รายได้ที่ไม่ได้มาจากการประกอบกิจการโดยตรงของนิติบุคคลนั้น แต่ไม่รวมถึงรายได้จากการทำธุรกรรมใด ๆ ที่ได้รับมาในการประกอบธุรกิจโดยทั่วไปของผู้ค้าหลักทรัพย์ ในกรณีของเอ็นเอฟอีที่ทำหน้าที่เป็นผู้ค้าหลักทรัพย์ในสินทรัพย์ทางการเงิน เช่น (๑) เงินปันผล (๒) ดอกเบี้ย (๓) เงินได้ในลักษณะเดียวกันกับดอกเบี้ย (๔)
ค่าเช่า หรือค่าลิขสิทธิ์ ซึ่งไม่ได้มาจากการประกอบธุรกิจโดยตรงที่กระทำโดยลูกจ้างของเอ็นเอฟอี (๕) เงินรายปี (๖) ส่วนต่างกำไรจากการซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงินที่ก่อให้เกิดรายได้จากธุรกรรมทางการเงินดังกล่าว (๗) ส่วนต่างกำไรจากการดำเนินธุรกรรม เช่น สัญญาฟิวเจอร์ สัญญาฟอร์เวิร์ด ออปชัน
หรือธุรกรรมทางการเงินที่มีลักษณะคล้ายกัน ในสินทรัพย์ทางการเงิน (๘) ส่วนต่างกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน (๙) เงินได้สุทธิจากสัญญาสวอป หรือ (๑๐) จำนวนมูลค่าเงินสดที่ได้รับภายใต้สัญญาประกันภัยมูลค่าเงินสด “นิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน” หมายความว่า นิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับนิติบุคคลอื่น
โดยนิติบุคคลหนึ่งมีอำนาจควบคุมอีกนิติบุคคลหนึ่ง หรือนิติบุคคลทั้งสองอยู่ภายใต้อำนาจควบคุมเดียวกัน ทั้งนี้ ให้การควบคุมดังกล่าวหมายถึงการมีความเป็นเจ้าของโดยทางตรงหรือทางอ้อมเกินกว่าร้อยละห้าสิบของสิทธิออกเสียงและมูลค่าของนิติบุคคล “การเปลี่ยนแปลงพฤติการณ์” หมายความว่า การเปลี่ยนแปลงใด ๆ
ที่ส่งผลให้มีข้อมูลเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับสถานะของบุคคลหรือก่อให้เกิดความขัดแย้งกับสถานะของบุคคลดังกล่าว และให้หมายความรวมถึงการเปลี่ยนแปลงหรือการเพิ่มเติมของข้อมูลใด ๆ ในบัญชีของผู้ถือบัญชี การเพิ่มเติม การทดแทน หรือการเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ของผู้ถือบัญชี
หรือการเปลี่ยนแปลงหรือการเพิ่มเติมข้อมูลในบัญชีที่เกี่ยวข้องกับบัญชีดังกล่าว หากการเปลี่ยนแปลงหรือการเพิ่มเติมของข้อมูลดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อสถานะของผู้ถือบัญชีได้
ข้อ ๓ ในกรณีที่มีปัญหาในการปฏิบัติตามกฎกระทรวงนี้ ให้วินิจฉัยตามมาตรฐานการรายงานทั่วไป (Common Reporting Standard) ตามที่กำหนดไว้ในความตกลง
หมวด ๑ ผู้มีหน้าที่รายงาน
ข้อ ๔ บุคคลผู้มีหน้าที่รายงานตามมาตรา ๑๕ ไม่รวมถึงสาขาของผู้มีหน้าที่รายงานที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศ
ข้อ ๕ บุคคลผู้มีหน้าที่รายงานตามมาตรา ๑๕ ต้องมีลักษณะหรือการให้บริการหรือทำธุรกรรมตามข้อ ๖ ข้อ ๗ ข้อ ๘ หรือข้อ ๙
ข้อ ๖ บุคคลผู้มีหน้าที่รายงานตามมาตรา ๑๕ ที่มีการให้บริการรับฝากสินทรัพย์ จะต้องเป็นการถือสินทรัพย์ทางการเงินเพื่อผู้อื่น โดยนิติบุคคลนั้นต้องมียอดรวมรายได้ที่มาจากการถือสินทรัพย์ทางการเงินเพื่อผู้อื่น และการให้บริการทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการถือสินทรัพย์ทางการเงินนั้น
ตั้งแต่ร้อยละยี่สิบของรายได้รวมของนิติบุคคลในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่งที่สั้นกว่า ได้แก่ ระยะเวลาสามปีปฏิทินที่สิ้นสุดภายในวันที่ ๓๑ ธันวาคม หรือวันสิ้นสุดอื่นใดในกรณีรอบระยะเวลาบัญชีไม่เป็นไปตามปีปฏิทิน ของปีก่อนปีที่มีการพิจารณาการเป็นนิติบุคคลผู้ให้บริการรับฝากสินทรัพย์
หรือช่วงระยะเวลาที่นิติบุคคลดังกล่าวได้มีการจัดตั้งขึ้น
ข้อ ๗ บุคคลผู้มีหน้าที่รายงานตามมาตรา ๑๕ ที่มีการรับฝากเงิน จะต้องรับฝากเงินเป็นปกติธุระในลักษณะของธุรกิจธนาคารหรือธุรกิจอื่นที่มีลักษณะเดียวกัน
ข้อ ๘ บุคคลผู้มีหน้าที่รายงานตามมาตรา ๑๕ ที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการลงทุน ต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้ (๑) ประกอบธุรกิจหลักเองหรือดำเนินการเพื่อหรือแทนลูกค้าในธุรกรรมอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ (ก) การซื้อขายตราสารทางการเงิน การปริวรรตเงินตราต่างประเทศ
การซื้อขายเครื่องมือทางการเงินอ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ย และดัชนีประเภทต่าง ๆ การซื้อขายหลักทรัพย์ที่เปลี่ยนมือได้ หรือการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า (ข) การบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนแบบรายบุคคลและแบบรวมกลุ่ม หรือ (ค) การลงทุน การบริหารจัดการ
การบริหารสินทรัพย์ทางการเงินหรือการบริหารเงินแทนบุคคลอื่น นอกจากกรณีตาม (ก) หรือ (ข) หรือ (๒) มีรายได้รวมซึ่งเป็นรายได้หลักมาจากการลงทุน การลงทุนต่อ หรือการซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงิน โดยถูกบริหารจัดการโดยนิติบุคคลอื่นที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการลงทุนตาม (๑) หรือนิติบุคคลที่ให้บริการตามข้อ ๖ ข้อ ๗
และข้อ ๙ การดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการลงทุนตาม (๑) หรือ (๒) ต้องมีรายได้รวมของนิติบุคคลเกิดจากกิจกรรมดังกล่าวตั้งแต่ร้อยละห้าสิบของรายได้รวมของนิติบุคคลดังกล่าว แล้วแต่กรณี ในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่งที่สั้นกว่า ได้แก่ ระยะเวลาสามปีปฏิทินที่สิ้นสุดในวันที่ ๓๑
ธันวาคมของปีก่อนปีที่มีการพิจารณาการเป็นนิติบุคคลที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการลงทุน หรือช่วงระยะเวลาที่นิติบุคคลดังกล่าวได้มีการจัดตั้งขึ้น นิติบุคคลที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการลงทุนตามวรรคหนึ่ง ไม่ให้หมายความรวมถึงนิติบุคคลที่เป็นแอ็กทิฟเอ็นเอฟอี
เนื่องจากนิติบุคคลดังกล่าวเข้าลักษณะตามหลักเกณฑ์อย่างหนึ่งอย่างใดตาม (๔) ถึง (๗) ของบทนิยามคำว่า “แอ็กทิฟเอ็นเอฟอี”
ข้อ ๙ บุคคลผู้มีหน้าที่รายงานตามมาตรา ๑๕ ซึ่งเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตตามกฎหมายว่าด้วยการประกันชีวิต ต้องมีการออกกรมธรรม์หรือมีภาระที่ต้องชำระเงินตามสัญญาประกันภัยมูลค่าเงินสดหรือสัญญาประกันชีวิตแบบเงินรายปี
ข้อ ๑๐ ให้บุคคลผู้มีหน้าที่รายงานตามมาตรา ๑๕ ดังต่อไปนี้ ได้รับยกเว้นไม่ต้องมีหน้าที่รายงาน (๑) กองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพที่มีผู้เข้าร่วมในวงกว้างที่เป็นกองทุนจัดตั้งขึ้นเพื่อให้ผลประโยชน์จากการเกษียณอายุ ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต หรือหลายอย่างประกอบกัน แก่ผู้รับผลประโยชน์ที่เป็นหรือเคยเป็นลูกจ้าง
หรือบุคคลที่ลูกจ้างดังกล่าวระบุให้ได้รับผลประโยชน์ของนายจ้างรายเดียวหรือหลายรายเพื่อตอบแทนการทำงาน โดยกองทุนนั้นต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้ (ก) ไม่มีบุคคลผู้รับผลประโยชน์รายใดรายหนึ่งที่มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของกองทุนมากกว่าร้อยละห้าของทรัพย์สินของกองทุนทั้งหมด (ข) อยู่ภายใต้การกำกับดูแลตามกฎหมาย
และมีการรายงานข้อมูลไปยังกรมสรรพากรตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด และ (ค) เป็นไปตามข้อกำหนดอย่างน้อยข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้ ๑) กองทุนได้รับการยกเว้นภาษีเป็นการทั่วไปสำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการลงทุน
หรือมีการกำหนดมาตรการเพื่อขยายเวลาการเสียภาษีหรือลดอัตราภาษีจากเงินได้ดังกล่าว เนื่องจากการมีสถานะเป็นโครงการเพื่อการเกษียณอายุหรือโครงการบำเหน็จบำนาญ ๒) กองทุนได้รับเงินอุดหนุนอย่างน้อยร้อยละห้าสิบของเงินนำส่งทั้งหมด นอกจากการโอนทรัพย์สินจากโครงการอื่นที่กำหนดใน (๑) (๒) และ (๓)
หรือจากบัญชีเพื่อการเกษียณอายุหรือบำเหน็จบำนาญตามที่กำหนดในข้อ ๑๒ (๑) จากนายจ้างที่ให้การสนับสนุน ๓) การจ่ายเงินหรือการถอนเงินจากกองทุน สามารถกระทำได้เฉพาะในกรณีที่กำหนดไว้เท่านั้น โดยกรณีดังกล่าวต้องเกี่ยวข้องกับการเกษียณอายุ ความทุพพลภาพ หรือการเสียชีวิต
เว้นแต่การโอนเงินนำส่งไปยังกองทุนเพื่อการเกษียณอายุอื่นตามที่กำหนดใน (๑) (๒) และ (๓) หรือบัญชีเพื่อการเกษียณอายุหรือบำเหน็จบำนาญในข้อ ๑๒ (๑) หรือในกรณีที่มีการอนุญาตให้จ่ายเงินหรือถอนเงินจากกองทุนก่อนที่จะมีกรณีที่กำหนดไว้ข้างต้น โดยต้องมีค่าปรับหรือบทลงโทษ หรือ ๔) การจ่ายเงินนำส่ง
นอกจากการจ่ายเงินนำส่งตามที่ได้รับอนุญาตบางประการ ของลูกจ้างเข้ากองทุนจะถูกจำกัดจำนวน โดยอิงจากรายได้ของลูกจ้างหรือไม่เกินหนึ่งล้านห้าแสนบาทต่อปี และให้ใช้หลักเกณฑ์ตามที่กำหนดในข้อ ๕๐ ข้อ ๕๑ และข้อ ๕๒ สำหรับการรวมยอดเงินหรือมูลค่าของบัญชีและการแปลงสกุลเงิน (๒)
กองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพที่มีผู้เข้าร่วมในวงแคบซึ่งเป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้ผลประโยชน์จากการเกษียณอายุ ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต หรือหลายอย่างประกอบกัน แก่ผู้รับผลประโยชน์ที่เป็นหรือเคยเป็นลูกจ้าง หรือบุคคลที่ลูกจ้างดังกล่าวระบุให้ได้รับผลประโยชน์ ของนายจ้างรายเดียวหรือหลายรายเพื่อตอบแทนการทำงาน
โดยที่กองทุนนั้นต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้ (ก) กองทุนมีผู้เข้าร่วมเป็นสมาชิกน้อยกว่าห้าสิบราย (ข) กองทุนได้รับการสนับสนุนจากนายจ้างรายเดียวหรือหลายรายที่มิใช่นิติบุคคลที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการลงทุนตามที่กำหนดในข้อ ๘ หรือแพสซิฟเอ็นเอฟอี (ค) เงินนำส่งที่ลูกจ้างและนายจ้างจ่ายเข้ากองทุน
นอกจากการโอนทรัพย์สินจากบัญชีเพื่อการเกษียณอายุหรือบำเหน็จบำนาญตามข้อ ๑๒ (๑) ถูกจำกัดจำนวนโดยอิงกับรายได้และเงินทดแทนที่ลูกจ้างได้รับตามลำดับ (ง) ผู้เข้าร่วมเป็นสมาชิกที่ไม่ได้เป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในดินแดนของกองทุนนั้น ไม่มีสิทธิในทรัพย์สินของกองทุนเกินร้อยละยี่สิบ และ (จ)
กองทุนอยู่ภายใต้การกำกับดูแลตามกฎหมาย และมีการรายงานข้อมูลไปยังกรมสรรพากรตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด (๓) กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนบำเหน็จบำนาญขององค์การระหว่างประเทศตามข้อ ๑๓ (๒) หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญของธนาคารกลางตามข้อ ๑๓ (๓)
เพื่อให้ผลประโยชน์จากการเกษียณอายุ ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต แก่ผู้รับผลประโยชน์หรือผู้เข้าร่วมเป็นสมาชิกที่เป็นหรือเคยเป็นลูกจ้าง หรือบุคคลที่ลูกจ้างดังกล่าวระบุให้ได้รับผลประโยชน์ หรือที่มิได้เป็นลูกจ้าง
ในกรณีที่การให้ผลประโยชน์แก่ผู้รับผลประโยชน์หรือผู้เข้าร่วมเป็นสมาชิกเป็นไปเพื่อตอบแทนการทำงานให้แก่หน่วยงานดังกล่าว (๔) ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตซึ่งมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ (ก)
เป็นหน่วยงานทางการเงินเพียงเพราะเป็นผู้ออกบัตรเครดิตซึ่งมีการรับฝากเงินเมื่อลูกค้าชำระเกินกว่ายอดที่ค้างชำระจากการใช้บัตรเครดิต และไม่ได้คืนเงินที่ชำระเกินนั้นให้แก่ลูกค้าในทันที และ (ข)
มีการกำหนดมาตรการและกระบวนการเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ถือบัญชีทำรายการที่เกิดยอดชำระเงินเกินเป็นจำนวนเงินเกินหนึ่งล้านห้าแสนบาท หรือรับรองว่าผู้ถือบัญชีที่มียอดชำระเงินเกินเป็นจำนวนเงินเกินหนึ่งล้านห้าแสนบาท จะได้รับเงินคืนภายในหกสิบวัน
โดยยอดชำระเงินเกินของผู้ถือบัญชีให้รวมถึงยอดเงินที่ได้รับคืนเนื่องจากการคืนสินค้า แต่ไม่รวมถึงยอดเงินที่ยังมีข้อพิพาท (๕) กองทรัสต์ซึ่งมีทรัสตีตามมาตรา ๑๕ (๘) และได้รายงานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับบัญชีทางการเงินที่ต้องถูกรายงานทั้งหมดของกองทรัสต์ (๖)
นิติบุคคลอื่นใดที่มีความเสี่ยงต่ำในการที่จะถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อเลี่ยงภาษีอากร ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับ (๑) (๒) (๓) และ (๔) ในส่วนสำคัญ ตามที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนดให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องมีหน้าที่รายงาน
โดยที่การมีสถานะดังกล่าวไม่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของมาตรฐานการรายงานทั่วไปตามความตกลง
ข้อ ๑๑ บัญชีทางการเงินที่ผู้มีหน้าที่รายงานต้องดำเนินการให้มีลักษณะดังต่อไปนี้ (๑) บัญชีเงินฝาก (๒) บัญชีดูแลสินทรัพย์ (๓) สัญญาประกันภัยมูลค่าเงินสดและสัญญาประกันชีวิตแบบเงินรายปีที่ออกหรือดำรงไว้โดยผู้มีหน้าที่รายงาน นอกจากสัญญาประกันชีวิตแบบเงินรายปีที่ต้องจ่ายเงินทันที
แบบที่ไม่สามารถเปลี่ยนมือได้และไม่เกี่ยวข้องกับการลงทุน และเป็นการออกให้แก่บุคคลธรรมดาโดยแปลงจากมูลค่าของเงินบำนาญหรือผลประโยชน์กรณีทุพพลภาพจากบัญชีที่ถูกยกเว้นการรายงาน (๔) ส่วนได้เสียในส่วนทุนหรือส่วนหนี้ของหน่วยงานทางการเงิน ในกรณีนิติบุคคลที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการลงทุน
เว้นแต่นิติบุคคลนั้นเป็นนิติบุคคลที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการลงทุนเพียงเพราะให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการลงทุนแก่และดำเนินการในนามของลูกค้า หรือบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนเพื่อและดำเนินการในนามของลูกค้า สำหรับการลงทุน บริหาร หรือจัดการสินทรัพย์ทางการเงินที่ฝากไว้ในนามของลูกค้ากับหน่วยงานทางการเงิน
นอกจากตนเอง (๕) ส่วนได้เสียในส่วนทุนหรือส่วนหนี้ของหน่วยงานทางการเงิน ในกรณีหน่วยงานทางการเงินอื่นนอกจากที่กำหนดไว้ใน (๔) หากมีการจัดกลุ่มของส่วนได้เสียดังกล่าวโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงหน้าที่การรายงานตามกฎหมายว่าด้วยการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อปฏิบัติตามความตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับภาษีอากร
ข้อ ๑๒ บัญชีทางการเงินที่ถูกยกเว้นการรายงานได้แก่บัญชีดังต่อไปนี้ (๑) บัญชีเพื่อการเกษียณอายุหรือบำเหน็จบำนาญที่เป็นบัญชีเพื่อการเกษียณอายุส่วนบุคคล หรือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเพื่อการเกษียณอายุหรือโครงการบำเหน็จบำนาญที่จ่ายผลประโยชน์เพื่อการเกษียณอายุหรือบำเหน็จบำนาญ
รวมถึงผลประโยชน์ที่จ่ายสำหรับความทุพพลภาพหรือการเสียชีวิต และเป็นบัญชีที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยเงินนำส่งเข้ากองทุนสามารถนำไปหักออกหรือยกเว้นจากเงินได้พึงประเมินของผู้ถือบัญชี หรือเสียภาษีในอัตราลด
หรือมีการกำหนดมาตรการเพื่อขยายเวลาการเสียภาษีหรือลดอัตราภาษีสำหรับเงินได้จากการลงทุนจากบัญชีดังกล่าว และมีการรายงานข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีไปยังกรมสรรพากรตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด
รวมทั้งมีบทลงโทษในกรณีมีการถอนเงินก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ตามที่กำหนดตามวัตถุประสงค์การออม และมีเพดานวงเงินการจ่ายเงินนำส่งเป็นไปตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้ (ก) การจ่ายเงินนำส่งประจำปีจำนวนไม่เกินหนึ่งล้านห้าแสนบาท หรือ (ข) การจ่ายเงินนำส่งตลอดชีวิตสูงสุดจำนวนไม่เกินสามสิบล้านบาท (๒)
บัญชีที่มีวัตถุประสงค์อื่นนอกจากเพื่อการเกษียณอายุ ที่ใช้เป็นเครื่องมือในการลงทุนและมีการซื้อขายตามปกติในตลาดหลักทรัพย์ที่ได้รับการยอมรับ หรือบัญชีที่เป็นเครื่องมือในการออม โดยเป็นบัญชีที่ได้รับสิทธิประโยชน์ในทางภาษี โดยเงินนำส่งเข้ากองทุนสามารถนำไปหักออกหรือยกเว้นจากเงินได้พึงประเมินของผู้ถือบัญชี
หรือเสียภาษีในอัตราลด หรือมีการกำหนดมาตรการเพื่อขยายเวลาการเสียภาษีหรือลดอัตราภาษีสำหรับเงินได้จากการลงทุนจากบัญชีดังกล่าว รวมทั้งมีบทลงโทษในกรณีมีการถอนเงินก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ตามที่กำหนดตามวัตถุประสงค์การออม และมีเพดานวงเงินการจ่ายเงินนำส่งประจำปีจำนวนไม่เกินหนึ่งล้านห้าแสนบาท (๓)
สัญญาประกันชีวิตที่มีระยะเวลาคุ้มครองสิ้นสุดก่อนบุคคลธรรมดาผู้เอาประกันจะมีอายุเก้าสิบปี ที่มีการชำระเบี้ยประกันภัยเป็นรายงวดอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งตลอดระยะเวลาคุ้มครองตามสัญญา หรือจนกว่าผู้เอาประกันมีอายุเก้าสิบปี แล้วแต่เวลาใดจะถึงก่อน และเบี้ยประกันภัยไม่มีการลดลงตลอดระยะเวลา
ไม่มีเงื่อนไขให้ใช้สิทธิถอน กู้ยืม หรือวิธีการอื่นใด เพื่อนำมูลค่าตามสัญญาประกันชีวิตออกมาได้ เว้นแต่มีการบอกเลิกสัญญา และจำนวนเงินนอกจากผลประโยชน์กรณีเสียชีวิตที่จ่ายเนื่องจากการยกเลิกหรือสิ้นสุดความคุ้มครองตามสัญญาประกันภัย ต้องมีจำนวนไม่เกินจำนวนเบี้ยประกันภัยรวมที่ชำระมาแล้วทั้งหมด
หักด้วยผลรวมของค่าการประกันภัยที่คำนวณจากอัตรามรณะ อัตราการเจ็บป่วย และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ไม่ว่าจะมีการเรียกเก็บหรือไม่ สำหรับระยะเวลาหรือตลอดระยะเวลาที่สัญญาประกันภัยยังมีผลอยู่ และจำนวนเงินที่จ่ายไป ก่อนที่จะมีการยกเลิกหรือสิ้นสุดความคุ้มครองตามสัญญาประกันภัย
รวมทั้งเป็นสัญญาที่มิได้ถูกถือโดยผู้รับโอนเพื่อมูลค่าใด ๆ (๔) บัญชีที่ถูกถือโดยกองมรดกเท่านั้น หากเอกสารสำหรับบัญชีดังกล่าวมีสำเนาพินัยกรรมของผู้ตายหรือใบมรณบัตรประกอบอยู่ (๕) บัญชีที่จัดทำเพื่อรองรับ (ก) คำสั่งหรือคำพิพากษาศาล (ข) การขาย แลกเปลี่ยน หรือให้เช่าอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์
โดยที่บัญชีเป็นไปตามข้อกำหนดดังต่อไปนี้ ๑) เงินในบัญชีมีที่มาจากเงินที่ชำระราคาครั้งแรก เงินมัดจำ หรือเงินที่ฝากไว้เป็นจำนวนที่เหมาะสมเพื่อประกันหนี้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมดังกล่าวโดยตรง หรือการจ่ายเงินที่มีลักษณะคล้ายกัน เพียงแหล่งเดียว
หรือได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากสินทรัพย์ทางการเงินที่ฝากไว้ในบัญชีซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการขาย แลกเปลี่ยน หรือการให้เช่าทรัพย์สินดังกล่าว ๒) บัญชีที่เปิดและใช้เพื่อวัตถุประสงค์เพื่อประกันหนี้ที่เกี่ยวกับการซื้อขายหรือให้เช่าทรัพย์สิน หรือค่าเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ทรัพย์สิน ๓) ทรัพย์สินของบัญชี
ซึ่งรวมถึงเงินได้ที่ได้รับจากทรัพย์สินของบัญชี จะจ่ายหรือจำหน่ายออกได้เพื่อประโยชน์ของผู้ซื้อ ผู้ขาย ผู้ให้เช่า หรือผู้เช่า หรือเพื่อชำระหนี้ของบุคคลดังกล่าว เมื่อมีการขาย แลกเปลี่ยน หรือสละสิทธิในอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ หรือเมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลง ๔)
ไม่เป็นบัญชีมาร์จิ้นหรือบัญชีที่มีลักษณะคล้ายกัน ที่ถูกจัดตั้งขึ้นโดยเกี่ยวเนื่องกับการขายหรือการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ทางการเงิน และ ๕) บัญชีไม่มีความเกี่ยวข้องกับบัญชีเงินฝากตาม (๖) (ค) หน้าที่ของหน่วยงานทางการเงินที่ให้กู้ยืมเงิน โดยมีอสังหาริมทรัพย์เป็นหลักประกัน
เพื่อกันเงินไว้สำหรับอำนวยความสะดวกในการจ่ายภาษีหรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการประกันภัยอสังหาริมทรัพย์นั้นในภายหลัง (ง) หน้าที่ของหน่วยงานทางการเงิน ในการอำนวยความสะดวกในการจ่ายภาษีในภายหลัง (๖) บัญชีเงินฝากที่มีอยู่เพื่อผู้ถือบัญชีชำระเงินเกินกว่ายอดที่พึงชำระสำหรับบัตรเครดิตหรือสินเชื่อหมุนเวียนอื่น
ๆ และยอดชำระเงินเกินไม่ได้ถูกส่งคืนให้ผู้ถือบัญชีทันที โดยผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตต้องจัดให้มีมาตรการและกระบวนการเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ถือบัญชีทำรายการที่เกิดยอดชำระเงินเกินเป็นจำนวนเงินเกินหนึ่งล้านห้าแสนบาท หรือรับรองว่าผู้ถือบัญชีที่มียอดชำระเงินเกินเป็นจำนวนเงินเกินหนึ่งล้านห้าแสนบาท
จะได้รับเงินคืนภายในหกสิบวัน โดยยอดชำระเงินเกินของผู้ถือบัญชี ให้รวมถึงยอดเงินคงเหลือที่เป็นผลมาจากการคืนสินค้า แต่ไม่รวมถึงยอดเงินคงเหลือของจำนวนเงินที่มีข้อพิพาท (๗) บัญชีอื่นใดที่มีความเสี่ยงต่ำในการที่จะถูกใช้เพื่อเลี่ยงภาษี ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับบัญชีตาม (๑) ถึง (๖) ในส่วนสำคัญ
ตามที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนดให้เป็นบัญชีที่ถูกยกเว้นการรายงาน โดยที่สถานะของบัญชีดังกล่าวไม่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของมาตรฐานการรายงานทั่วไปตามความตกลง
หมวด ๓ ผู้ที่ไม่ต้องถูกรายงาน
ข้อ ๑๓ หน่วยงานที่ไม่เป็นผู้ที่ต้องถูกรายงานตามมาตรา ๑๗ วรรคสาม มีลักษณะดังต่อไปนี้ (๑) เป็นหน่วยงานของรัฐบาลต่างประเทศ ซึ่งหมายความว่า รัฐบาลของดินแดน หรือหน่วยย่อยทางการเมืองของดินแดน เช่น รัฐ จังหวัด เขตปกครอง เทศบาล หรือองค์กรหรือหน่วยงานที่ดินแดน รัฐบาล
หรือหน่วยย่อยทางการเมืองของดินแดนนั้นเป็นเจ้าของทั้งหมด และหมายความรวมถึง ส่วนหนึ่งส่วนใดของรัฐบาล และหน่วยงานที่อยู่ภายใต้การควบคุม ที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ (ก) ส่วนหนึ่งส่วนใดของรัฐบาลที่เป็นบุคคล องค์การ องค์กร สำนักงาน กองทุน หน่วยงาน หรือหน่วยงานอื่นใดซึ่งเป็นหน่วยงานผู้มีอำนาจ
และรายได้สุทธิของหน่วยงานนั้นจะต้องจ่ายเข้าบัญชีของหน่วยงานหรือเข้าในบัญชีอื่นของรัฐบาล โดยไม่มีเงินส่วนใดของรายได้ตกแก่บุคคลเอกชน ทั้งนี้ ไม่รวมถึงผู้มีอำนาจสูงสุดในการปกครอง เจ้าหน้าที่ หรือผู้บริหาร ที่กระทำการในฐานะเอกชนหรือส่วนบุคคล (ข) หน่วยงานที่อยู่ภายใต้การควบคุม หมายถึง
นิติบุคคลที่มีฐานะเป็นเอกเทศจากรัฐ หรือที่มีสภาพนิติบุคคลเป็นเอกเทศ ดังต่อไปนี้ ๑) เป็นนิติบุคคลที่หน่วยงานของรัฐบาลแห่งใดแห่งหนึ่งหรือหลายแห่งเป็นเจ้าของทั้งหมดและมีอำนาจควบคุม ไม่ว่าจะโดยตรงหรือผ่านหน่วยงานที่อยู่ภายใต้การควบคุมแห่งใดแห่งหนึ่งหรือหลายแห่ง ๒)
รายได้สุทธิของนิติบุคคลนั้นจะต้องจ่ายเข้าบัญชีของนิติบุคคลหรือเข้าบัญชีอื่นของหน่วยงานของรัฐบาลแห่งใดแห่งหนึ่งหรือหลายแห่ง โดยไม่มีเงินส่วนใดของรายได้ตกแก่บุคคลเอกชน ๓) สินทรัพย์ของนิติบุคคลนั้นจะต้องตกเป็นของหน่วยงานของรัฐบาลแห่งใดแห่งหนึ่งหรือหลายแห่งเมื่อมีการยุบเลิก ทั้งนี้
มิให้ถือว่ารายได้ตกแก่บุคคลเอกชน หากบุคคลนั้นเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ตามความประสงค์ของโครงการของรัฐ และการดำเนินโครงการดังกล่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยรวม ในเรื่องเกี่ยวกับสวัสดิการทั่วไปหรือการบริหารงานบางประการของรัฐบาล แต่หากรายได้นั้นมาจากการใช้หน่วยงานของรัฐดำเนินการในเชิงพาณิชย์ เช่น
การประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ที่ให้บริการทางการเงินแก่บุคคลเอกชน ให้ถือว่ารายได้ดังกล่าวได้ตกแก่บุคคลเอกชนด้วย (๒) เป็นองค์การระหว่างประเทศ ซึ่งหมายความว่า องค์การระหว่างประเทศ หรือองค์กรหรือหน่วยงานที่องค์การระหว่างประเทศเป็นเจ้าของทั้งหมด และหมายความรวมถึงองค์การระหว่างประเทศระดับรัฐบาล
หรือองค์การเหนือชาติ ซึ่งประกอบด้วยรัฐบาลเป็นหลัก และมีความตกลงว่าด้วยสำนักงานใหญ่หรือความตกลงที่มีสาระสำคัญใช้บังคับกับดินแดน และรายได้ขององค์การดังกล่าวไม่ตกแก่บุคคลเอกชน (๓) เป็นธนาคารกลาง ซึ่งหมายความว่า
หน่วยงานที่ถูกกำหนดโดยผลของกฎหมายหรือการอนุมัติของรัฐบาลให้เป็นผู้มีอำนาจในการออกตราสารเพื่อใช้หมุนเวียนเป็นเงินตรา นอกจากรัฐบาลของดินแดนนั้น ทั้งนี้ ธนาคารกลางอาจรวมถึงหน่วยงานที่เป็นเอกเทศจากรัฐบาลของดินแดนนั้น ไม่ว่าหน่วยงานนั้นรัฐบาลจะเป็นเจ้าของทั้งหมดหรือแต่เพียงบางส่วน (๔)
เป็นนิติบุคคลที่มีการให้บริการหรือทำธุรกรรมในลักษณะเช่นเดียวกับหน่วยงานทางการเงิน
ข้อ ๑๔ ผู้มีอำนาจควบคุมเหนือลูกค้า ให้หมายถึงบุคคลธรรมดาที่มีอำนาจควบคุมเหนือนิติบุคคล ในกรณีของทรัสต์ ผู้มีอำนาจควบคุมหมายถึง ผู้ก่อตั้งทรัสต์ ทรัสตี ผู้คุ้มครองประโยชน์ ผู้รับประโยชน์ หรือกลุ่มผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงที่จำแนกตามประเภท หรือบุคคลธรรมดาอื่นใดที่มีอำนาจควบคุมสูงสุดเหนือทรัสต์
ในกรณีนิติสัมพันธ์อื่นนอกจากทรัสต์ ผู้มีอำนาจควบคุมหมายถึง บุคคลที่มีฐานะเทียบเท่าหรือคล้ายกัน ผู้มีอำนาจควบคุมตามข้อนี้ให้ตีความตามแนวทางการระบุผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
หมวด ๕ หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาถิ่นที่อยู่ การแจ้งและยืนยันข้อมูล และการตรวจสอบข้อมูลของผู้ที่ต้องถูกรายงาน
ข้อ ๑๕ ให้บัญชีทางการเงินเป็นบัญชีทางการเงินที่ต้องถูกรายงาน นับแต่วันที่บัญชีดังกล่าวถูกบ่งชี้ตามกระบวนการตรวจสอบบัญชีตามที่กำหนดในกฎกระทรวงนี้ เพื่อนำไปรายงานตามมาตรา ๑๘
ข้อ ๑๖ ในการพิจารณายอดคงเหลือหรือมูลค่าของบัญชี ให้ผู้มีหน้าที่รายงานพิจารณายอดคงเหลือหรือมูลค่าของบัญชีดังกล่าว ณ วันสุดท้ายของปีปฏิทิน
ข้อ ๑๗ ในการพิจารณาเกณฑ์ของยอดคงเหลือหรือมูลค่าของบัญชี ณ วันสุดท้ายของปีปฏิทิน ให้ผู้มีหน้าที่รายงานพิจารณาจากยอดคงเหลือหรือมูลค่าที่เกี่ยวข้อง ณ วันสุดท้ายของระยะเวลาการรายงานที่สิ้นสุดในหรือภายในปีปฏิทินนั้น
ข้อ ๑๘ ให้ผู้มีหน้าที่รายงานสามารถเลือกดำเนินกระบวนการตรวจสอบบัญชีได้ในกรณีดังต่อไปนี้ (๑) เลือกดำเนินกระบวนการตรวจสอบบัญชีสำหรับบัญชีที่เปิดในหรือหลังวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับตามที่กำหนดในหมวดนี้ เพื่อใช้ในการตรวจสอบบัญชีที่มีอยู่ในวันก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ ทั้งนี้ หลักเกณฑ์อื่น ๆ
ตามหมวด ๖ การตรวจสอบบัญชีทางการเงินที่มีอยู่ในวันก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ ที่ใช้บังคับกับบัญชีดังกล่าว ให้ยังคงใช้บังคับด้วย (๒) เลือกดำเนินกระบวนการตรวจสอบบัญชีสำหรับบัญชีที่มีมูลค่าสูง เพื่อใช้ในการตรวจสอบบัญชีที่มีมูลค่าต่ำ
ข้อ ๑๙ ให้บัญชีที่ถูกบ่งชี้เป็นบัญชีทางการเงินที่ต้องถูกรายงานตามหมวดนี้เป็นบัญชีทางการเงินที่ต้องถูกรายงานในปีต่อ ๆ ไป เว้นแต่ผู้ถือบัญชีดังกล่าวจะสิ้นสุดการเป็นผู้ที่ต้องถูกรายงาน
ส่วนที่ ๑ บัญชีของบุคคลธรรมดา
ข้อ ๒๐ เมื่อมีการเปิดบัญชีใหม่ของบุคคลธรรมดา ให้ผู้มีหน้าที่รายงานต้องจัดให้ได้มาซึ่งเอกสารการรับรองตนเอง ซึ่งอาจกำหนดให้เป็นส่วนหนึ่งของเอกสารประกอบการเปิดบัญชี เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาถิ่นที่อยู่ทางภาษีของผู้ถือบัญชี
และต้องสามารถยืนยันความน่าเชื่อถือของเอกสารการรับรองตนเองดังกล่าวตามข้อมูลที่ผู้มีหน้าที่รายงานได้รับมาจากการเปิดบัญชีนั้น รวมถึงเอกสารใด ๆ ที่ได้รวบรวมตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินกำหนด
ข้อ ๒๑ ในกรณีที่เอกสารการรับรองตนเองแสดงให้เห็นว่าผู้ถือบัญชีเป็นผู้ซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในทางภาษีในดินแดนของคู่สัญญาที่จะได้รับรายงาน ให้ผู้มีหน้าที่รายงานถือว่าบัญชีดังกล่าวเป็นบัญชีทางการเงินที่ต้องถูกรายงาน ทั้งนี้ เอกสารการรับรองตนเองดังกล่าวจะต้องรวมถึงวันเดือนปีเกิด
และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ถือบัญชีที่เกี่ยวข้องกับคู่สัญญาที่จะได้รับรายงาน เอกสารการรับรองตนเองตามวรรคหนึ่งไม่ต้องระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ถือบัญชี ในกรณีที่คู่สัญญาที่จะได้รับรายงานไม่มีการออกเลขประจำตัวผู้เสียภาษีให้แก่ผู้ถือบัญชี
หรือกฎหมายภายในของคู่สัญญาที่จะได้รับรายงานไม่ได้ร้องขอให้ระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ถือบัญชี
ข้อ ๒๒ ในกรณีที่ปรากฏว่ามีการเปลี่ยนแปลงพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับบัญชีอันส่งผลทำให้ผู้มีหน้าที่รายงานรู้หรือควรรู้ว่าต้นฉบับเอกสารการรับรองตนเองไม่ถูกต้องหรือไม่น่าเชื่อถือ มิให้ผู้มีหน้าที่รายงานเชื่อถือต้นฉบับเอกสารการรับรองตนเองดังกล่าว
และต้องจัดให้ได้มาซึ่งเอกสารการรับรองตนเองที่ถูกต้องที่สามารถแสดงให้เห็นถึงถิ่นที่อยู่ทางภาษีของผู้ถือบัญชีนั้นได้
ส่วนที่ ๒ บัญชีของนิติบุคคล
ข้อ ๒๓ เมื่อมีการเปิดบัญชีใหม่ของนิติบุคคล ให้ผู้มีหน้าที่รายงานดำเนินการตรวจสอบบัญชีดังกล่าว หากพบว่าเป็นบัญชีที่ถือโดยนิติบุคคลซึ่งเป็นผู้ที่ต้องถูกรายงาน หรือโดยแพสซิฟเอ็นเอฟอีซึ่งมีผู้มีอำนาจควบคุมเป็นผู้ที่ต้องถูกรายงาน ให้บัญชีดังกล่าวเป็นบัญชีทางการเงินที่ต้องถูกรายงาน
ข้อ ๒๔ การพิจารณาว่านิติบุคคลเป็นผู้ที่ต้องถูกรายงาน ให้ผู้มีหน้าที่รายงานดำเนินการดังต่อไปนี้ (๑) เมื่อมีการเปิดบัญชีใหม่ของนิติบุคคล ให้ผู้มีหน้าที่รายงานต้องจัดให้ได้มาซึ่งเอกสารการรับรองตนเอง ที่อาจกำหนดให้เป็นส่วนหนึ่งของเอกสารประกอบการเปิดบัญชี
เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาถิ่นที่อยู่ทางภาษีของผู้ถือบัญชี และต้องสามารถยืนยันความน่าเชื่อถือของเอกสารการรับรองตนเองดังกล่าวตามข้อมูลที่ผู้มีหน้าที่รายงานได้รับจากการเปิดบัญชีนั้น รวมถึงเอกสารใด ๆ ที่ได้รวบรวมตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินกำหนด ทั้งนี้
หากนิติบุคคลนั้นรับรองว่าไม่มีถิ่นที่อยู่ทางภาษี ให้ผู้มีหน้าที่รายงานพิจารณาตามที่อยู่ของสำนักงานใหญ่ของนิติบุคคลนั้นเพื่อกำหนดถิ่นที่อยู่ของผู้ถือบัญชีดังกล่าวได้ (๒) ในกรณีที่เอกสารการรับรองตนเองระบุว่าผู้ถือบัญชีเป็นผู้ที่มีถิ่นที่อยู่ในดินแดนของคู่สัญญาที่จะได้รับรายงาน
ให้ผู้มีหน้าที่รายงานถือว่าบัญชีดังกล่าวเป็นบัญชีทางการเงินที่ต้องถูกรายงาน เว้นแต่ผู้มีหน้าที่รายงานได้พิจารณาตามข้อมูลที่อยู่ในความครอบครอง หรือข้อมูลที่มีการเปิดเผยต่อสาธารณชนว่า ผู้ถือบัญชีไม่ใช่ผู้ที่ต้องถูกรายงานของคู่สัญญาที่จะได้รับรายงานดังกล่าวนั้น
ข้อ ๒๕ ในการพิจารณาว่านิติบุคคลเป็นแพสซิฟเอ็นเอฟอีซึ่งมีผู้มีอำนาจควบคุมเป็นผู้ที่ต้องถูกรายงาน ให้ผู้มีหน้าที่รายงานดำเนินการดังต่อไปนี้ ตามความเหมาะสม แล้วแต่กรณี (๑) ในการพิจารณาว่าผู้ถือบัญชีเป็นแพสซิฟเอ็นเอฟอีหรือไม่
ให้ผู้มีหน้าที่รายงานพิจารณาตามเอกสารรับรองตนเองจากผู้ถือบัญชีเพื่อแสดงให้เห็นถึงสถานะของผู้ถือบัญชี เว้นแต่ผู้มีหน้าที่รายงานมีข้อมูลที่อยู่ในความครอบครองหรือมีข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณชนว่าผู้ถือบัญชีเป็นแอ็กทิฟเอ็นเอฟอี
หรือเป็นนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่นิติบุคคลที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการลงทุนตามข้อ ๘ ซึ่งมิใช่หน่วยงานทางการเงินของคู่สัญญาที่เข้าร่วม (๒) ในการพิจารณาว่าผู้มีอำนาจควบคุมนั้นเป็นผู้มีอำนาจควบคุมของผู้ถือบัญชีหรือไม่
ให้ผู้มีหน้าที่รายงานพิจารณาตามข้อมูลที่รวบรวมและเก็บรักษาไว้ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินกำหนด (๓) ในการพิจารณาว่าผู้มีอำนาจควบคุมของแพสซิฟเอ็นเอฟอีเป็นผู้ที่ต้องถูกรายงานหรือไม่ ให้ผู้มีหน้าที่รายงานพิจารณาตามเอกสารการรับรองตนเองที่ได้จากผู้ถือบัญชี
หรือผู้มีอำนาจควบคุมดังกล่าวนั้น
หมวด ๖ การตรวจสอบบัญชีทางการเงิน ที่มีอยู่ในวันก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ
ข้อ ๒๖ ให้นำข้อ ๑๕ ข้อ ๑๖ ข้อ ๑๗ ข้อ ๑๘ และข้อ ๑๙ มาใช้บังคับแก่การดำเนินการตามหมวดนี้ด้วย
ส่วนที่ ๑ บัญชีของบุคคลธรรมดา
ข้อ ๒๗ ให้บัญชีสัญญาประกันภัยมูลค่าเงินสดหรือสัญญาประกันชีวิตแบบเงินรายปีของบุคคลธรรมดา เป็นบัญชีที่ไม่ต้องถูกตรวจสอบ บ่งชี้ หรือรายงาน หากมีกฎหมายกำหนดห้ามผู้มีหน้าที่รายงานขายประกันภัยตามสัญญาดังกล่าวให้แก่ผู้ซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในดินแดนของคู่สัญญาที่จะได้รับรายงาน
ข้อ ๒๘ ในกรณีบัญชีที่มีมูลค่าต่ำ ให้พิจารณาถิ่นที่อยู่ทางภาษีจากที่อยู่อาศัยปัจจุบันซึ่งเป็นข้อมูลล่าสุดของผู้ถือบัญชีที่ผู้มีหน้าที่รายงานมีอยู่ และมิใช่ที่อยู่อาศัยที่ใช้เพื่อการส่งเอกสาร ทั้งนี้ กรณีบัญชีที่ไม่มีการเคลื่อนไหวให้ใช้ที่อยู่อาศัยที่ระบุในบัญชีดังกล่าวเป็นที่อยู่อาศัยปัจจุบัน
ในช่วงระยะเวลาที่บัญชีนั้นไม่มีการเคลื่อนไหว ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่รายงานไม่มีข้อมูลที่อยู่อาศัยปัจจุบันของผู้ถือบัญชีตามวรรคหนึ่ง ที่อาจเชื่อถือได้ตามหลักฐานเอกสาร ให้ผู้มีหน้าที่รายงานสืบค้นข้อมูลในระบบฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ตนเก็บรักษาไว้ เพื่อหาข้อบ่งชี้ดังต่อไปนี้ (๑)
เอกสารระบุตัวตนที่ระบุว่าผู้ถือบัญชีเป็นผู้ซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในดินแดนของคู่สัญญาที่จะได้รับรายงาน (๒) ที่อยู่สำหรับส่งไปรษณีย์หรือที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน และรวมถึงตู้รับไปรษณีย์ในคู่สัญญาที่จะได้รับรายงาน (๓) หมายเลขโทรศัพท์ในคู่สัญญาที่จะได้รับรายงาน และไม่มีหมายเลขโทรศัพท์ในประเทศไทย (๔)
คำสั่งเพื่อโอนเงินเป็นประจำโดยอัตโนมัติไปยังบัญชีที่เก็บรักษาอยู่ในคู่สัญญาที่จะได้รับรายงาน ทั้งนี้ ไม่รวมถึงคำสั่งที่เกี่ยวกับบัญชีเงินฝาก (๕) คำสั่งมอบอำนาจหรือคำสั่งให้อำนาจลงลายมือชื่อให้แก่ผู้ที่มีที่อยู่ในคู่สัญญาที่จะได้รับรายงาน ที่ยังมีผลใช้บังคับในปัจจุบัน หรือ (๖) คำสั่ง
“ผู้เก็บไปรษณีย์ไว้ให้” หรือที่อยู่ “ผู้รับไปรษณีย์แทน” ในคู่สัญญาที่จะได้รับรายงาน หากผู้มีหน้าที่รายงานไม่พบที่อยู่ของผู้ถือบัญชีในฐานข้อมูล ในกรณีที่ไม่ปรากฏข้อบ่งชี้ตามวรรคสอง ให้ผู้มีหน้าที่รายงานไม่ต้องดำเนินการตรวจสอบอื่นใดอีกต่อไป
จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงพฤติการณ์อันส่งผลให้ปรากฏข้อบ่งชี้อย่างหนึ่งอย่างใดเกี่ยวข้องกับบัญชีดังกล่าวนั้น หรือบัญชีดังกล่าวนั้นเปลี่ยนเป็นบัญชีที่มีมูลค่าสูง
ข้อ ๒๙ ในกรณีที่ปรากฏข้อบ่งชี้อย่างหนึ่งอย่างใดตามข้อ ๒๘ วรรคสอง (๑) ถึง (๕) จากการสืบค้นข้อมูลในระบบฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ หรือมีการเปลี่ยนแปลงพฤติการณ์อันส่งผลให้ปรากฏข้อบ่งชี้อย่างหนึ่งอย่างใดเกี่ยวข้องกับบัญชีดังกล่าว
ให้ผู้มีหน้าที่รายงานถือว่าผู้ถือบัญชีดังกล่าวเป็นผู้ซึ่งมีถิ่นที่อยู่ทางภาษีของทุกคู่สัญญาที่จะได้รับรายงานที่มีข้อบ่งชี้นั้นระบุถึง เว้นแต่ผู้มีหน้าที่รายงานจะเลือกดำเนินการตามข้อ ๓๑ และบัญชีดังกล่าวเข้าข้อยกเว้นตามข้อ ๓๑
ข้อ ๓๐ ในกรณีที่ปรากฏคำสั่ง “ผู้เก็บไปรษณีย์ไว้ให้” หรือ “ผู้รับไปรษณีย์แทน” จากการสืบค้นข้อมูลในระบบฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ โดยไม่พบที่อยู่อื่นใด และไม่ปรากฏข้อบ่งชี้ตามข้อ ๒๘ วรรคสอง (๑) ถึง (๕) ของผู้ถือบัญชี ให้ผู้มีหน้าที่รายงานดำเนินการสืบค้นข้อมูลที่เก็บไว้ในรูปแบบกระดาษตามข้อ ๓๔
หรือจัดให้ได้มาซึ่งเอกสารการรับรองตนเองจากผู้ถือบัญชี หรือหลักฐานเอกสารที่บ่งชี้ถิ่นที่อยู่ทางภาษีของผู้ถือบัญชีดังกล่าว ทั้งนี้ หากการสืบค้นข้อมูลที่เก็บไว้ในรูปแบบกระดาษดังกล่าวไม่สามารถระบุข้อบ่งชี้ใด ๆ ได้ และการจัดให้ได้มาซึ่งเอกสารการรับรองตนเองหรือหลักฐานเอกสารนั้นไม่สามารถทำได้
ให้ผู้มีหน้าที่รายงานรายงานบัญชีนั้นเป็นบัญชีที่หาข้อมูลไม่ได้ต่ออธิบดีกรมสรรพากร
ข้อ ๓๑ ในกรณีดังต่อไปนี้ แม้จะปรากฏข้อบ่งชี้ตามข้อ ๒๘ วรรคสอง ให้ผู้มีหน้าที่รายงานไม่ต้องถือว่าผู้ถือบัญชีเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในคู่สัญญาที่จะได้รับรายงาน (๑) ข้อมูลของผู้ถือบัญชีปรากฏข้อบ่งชี้ตามข้อ ๒๘ วรรคสอง (๒) (๓) หรือ (๔) แต่ข้อมูลที่ผู้มีหน้าที่รายงานได้รับ หรือเคยตรวจสอบและเก็บบันทึก
ไม่ตรงกับข้อมูลดังต่อไปนี้ (ก) เอกสารรับรองตนเองจากผู้ถือบัญชีซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ถือบัญชีมีถิ่นที่อยู่ในดินแดนที่ไม่ใช่คู่สัญญาที่จะได้รับรายงาน และ (ข) หลักฐานเอกสารซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ถือบัญชีเป็นผู้ที่ไม่ต้องถูกรายงาน (๒) ข้อมูลของผู้ถือบัญชีปรากฏข้อบ่งชี้ตามข้อ ๒๘ วรรคสอง (๕)
แต่ข้อมูลที่ผู้มีหน้าที่รายงานได้รับ หรือเคยตรวจสอบและเก็บบันทึก ไม่ตรงกับข้อมูลดังต่อไปนี้ (ก) เอกสารรับรองตนเองจากผู้ถือบัญชีซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ถือบัญชีมีถิ่นที่อยู่ในดินแดนที่ไม่ใช่คู่สัญญาที่จะได้รับรายงาน หรือ (ข) หลักฐานเอกสารซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ถือบัญชีเป็นผู้ที่ไม่ต้องถูกรายงาน
ข้อ ๓๒ ในกรณีที่เป็นบัญชีที่มีมูลค่าสูง ให้ผู้มีหน้าที่รายงานตรวจสอบด้วยการสืบค้นข้อมูลในระบบฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ตนเก็บรักษา สำหรับการหาข้อบ่งชี้ ตามข้อ ๒๘ วรรคสอง
ข้อ ๓๓ ในกรณีที่ระบบฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ของผู้มีหน้าที่รายงานมีรายการและปรากฏข้อมูลทั้งหมดดังต่อไปนี้ ให้ผู้มีหน้าที่รายงานไม่ต้องสืบค้นข้อมูลเอกสารในรูปแบบกระดาษเพิ่มเติมอีก (๑) สถานะที่อยู่อาศัยของผู้ถือบัญชี (๒) ที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน
หรือที่อยู่สำหรับส่งไปรษณีย์ที่เป็นปัจจุบันของผู้ถือบัญชีซึ่งอยู่ในแฟ้มข้อมูลของผู้มีหน้าที่รายงาน (๓) หมายเลขโทรศัพท์ปัจจุบันของผู้ถือบัญชี (ถ้ามี) ที่เก็บอยู่ในแฟ้มข้อมูลปัจจุบันของผู้มีหน้าที่รายงาน (๔) คำสั่งเพื่อโอนเงินเป็นประจำโดยอัตโนมัติจากบัญชีหนึ่งไปยังอีกบัญชีหนึ่ง
และรวมถึงการโอนเงินไปยังบัญชีต่างสาขาของผู้มีหน้าที่รายงานหรือบัญชีในสาขาของสถาบันการเงินอื่น ในกรณีของบัญชีทางการเงินอื่นที่ไม่ใช่บัญชีเงินฝาก (๕) ที่อยู่ “ผู้รับไปรษณีย์แทน” หรือคำสั่ง “ผู้เก็บไปรษณีย์ไว้ให้” ของผู้ถือบัญชี และ (๖) คำสั่งมอบอำนาจหรือคำสั่งให้อำนาจลงลายมือชื่อให้แก่บุคคลอื่น
เพื่อดำเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวกับบัญชี
ข้อ ๓๔ ในกรณีที่ระบบฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวไม่ปรากฏข้อมูลทั้งหมดตามข้อ ๓๓ ให้ผู้มีหน้าที่รายงานตรวจสอบแฟ้มข้อมูลหลักปัจจุบันของผู้ถือบัญชี และตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับบัญชีดังกล่าว เฉพาะในส่วนที่ไม่ปรากฏข้อมูลนั้นในแฟ้มข้อมูลหลักปัจจุบันของผู้ถือบัญชี เพื่อการหาข้อบ่งชี้ใด ๆ ตามข้อ ๒๘
วรรคสอง ทั้งนี้ เอกสารดังกล่าวต้องเป็นเอกสารที่ผู้มีหน้าที่รายงานได้รับมาภายในช่วงระยะเวลาห้าปีที่ผ่านมา ดังต่อไปนี้ (๑) หลักฐานเอกสารที่เกี่ยวกับบัญชีซึ่งเป็นปัจจุบันมากที่สุด (๒) สัญญาหรือเอกสารประกอบในการเปิดบัญชีซึ่งเป็นปัจจุบันมากที่สุด (๓) เอกสารที่เป็นปัจจุบันมากที่สุด
ที่ผู้มีหน้าที่รายงานได้รับตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือเพื่อวัตถุประสงค์ตามหลักเกณฑ์การกำกับของกฎหมายอื่น (๔) คำสั่งมอบอำนาจหรือคำสั่งให้อำนาจลงลายมือชื่อให้แก่บุคคลอื่นที่ยังมีผลใช้บังคับในปัจจุบัน (๕) คำสั่งเพื่อโอนเงินเป็นประจำโดยอัตโนมัติที่เป็นปัจจุบัน ทั้งนี้
ไม่รวมถึงคำสั่งที่เกี่ยวกับบัญชีเงินฝาก
ข้อ ๓๕ ในกรณีที่ได้ดำเนินการตามข้อ ๓๓ และข้อ ๓๔ แล้ว และปรากฏว่าผู้จัดการฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ที่เป็นผู้ดูแลบัญชีที่มีมูลค่าสูง รู้ว่าบัญชีดังกล่าวถือโดยผู้ซึ่งมีถิ่นที่อยู่ทางภาษีในดินแดนของคู่สัญญาที่จะได้รับรายงาน ให้ผู้มีหน้าที่รายงานถือว่าบัญชีดังกล่าวเป็นบัญชีทางการเงินที่ต้องถูกรายงาน
ข้อ ๓๖ เมื่อผู้มีหน้าที่รายงานตรวจสอบบัญชีแล้วให้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้ แล้วแต่กรณี (๑) ในกรณีที่ไม่ปรากฏข้อบ่งชี้ตามข้อ ๒๘ วรรคสอง สำหรับกระบวนการตรวจสอบบัญชีที่มีมูลค่าสูงและบัญชีดังกล่าวไม่ได้ถูกระบุว่าเป็นบัญชีที่ถือโดยผู้ที่ต้องถูกรายงานตามที่กำหนดในข้อ ๓๕
ให้ผู้มีหน้าที่รายงานไม่ต้องดำเนินการอื่นใดอีกต่อไปจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงพฤติการณ์อันส่งผลให้มีข้อบ่งชี้อย่างหนึ่งอย่างใดเกี่ยวข้องกับบัญชีนั้น (๒) ในกรณีที่ปรากฏข้อบ่งชี้ตามข้อ ๒๘ วรรคสอง (๑) ถึง (๕)
หรือต่อมามีการเปลี่ยนแปลงพฤติการณ์อันส่งผลให้ปรากฏข้อบ่งชี้อย่างหนึ่งอย่างใดเกี่ยวข้องกับบัญชีดังกล่าว ให้ผู้มีหน้าที่รายงานถือว่าบัญชีทางการเงินนั้นเป็นบัญชีทางการเงินที่ต้องถูกรายงานของทุกคู่สัญญาที่จะได้รับรายงานที่มีข้อบ่งชี้นั้นระบุถึง เว้นแต่ผู้มีหน้าที่รายงานจะเลือกดำเนินการตามข้อ ๓๑
และบัญชีดังกล่าวเข้าข้อยกเว้นตามข้อ ๓๑ (๓) ในกรณีที่ปรากฏคำสั่ง “ผู้เก็บไปรษณีย์ไว้ให้” หรือ “ผู้รับไปรษณีย์แทน” แต่ไม่พบที่อยู่อื่นใด และไม่ปรากฏข้อบ่งชี้อื่นใดตามข้อ ๒๘ วรรคสอง (๑) ถึง (๕) ของผู้ถือบัญชี
ให้ผู้มีหน้าที่รายงานดำเนินการจัดให้ได้มาซึ่งเอกสารการรับรองตนเองจากผู้ถือบัญชีหรือหลักฐานเอกสารที่บ่งชี้ถิ่นที่อยู่ทางภาษีของผู้ถือบัญชีดังกล่าว ทั้งนี้ หากการจัดให้ได้มาซึ่งเอกสารการรับรองตนเองหรือหลักฐานเอกสารนั้นไม่สามารถทำได้
ให้ผู้มีหน้าที่รายงานรายงานบัญชีนั้นเป็นบัญชีที่หาข้อมูลไม่ได้ต่ออธิบดีกรมสรรพากร
ข้อ ๓๗ ในกรณีบัญชีที่มีมูลค่าต่ำและต่อมาบัญชีดังกล่าวเปลี่ยนสถานะเป็นบัญชีที่มีมูลค่าสูง ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ หรือ ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๗ ให้ผู้มีหน้าที่รายงานดำเนินการตรวจสอบบัญชีตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้สำหรับบัญชีที่มีมูลค่าสูง
ภายในปีปฏิทินถัดจากปีที่บัญชีเปลี่ยนสถานะเป็นบัญชีที่มีมูลค่าสูง และรายงานบัญชีทางการเงินที่ต้องถูกรายงานนั้นต่ออธิบดีกรมสรรพากรภายในวันที่ ๓๐ มิถุนายนของปีถัดไปเป็นประจำทุกปี
ข้อ ๓๘ เมื่อผู้มีหน้าที่รายงานได้ดำเนินการตรวจสอบบัญชีที่มีมูลค่าสูงโดยสมบูรณ์หรือครบถ้วนแล้ว ผู้มีหน้าที่รายงานไม่ต้องดำเนินการตรวจสอบบัญชีนั้นในปีต่อ ๆ ไป เว้นแต่เป็นการดำเนินการโดยผู้จัดการฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ตามข้อ ๓๕ ในกรณีบัญชีที่ได้ดำเนินการตามวรรคหนึ่งเป็นบัญชีที่หาข้อมูลไม่ได้
ให้ผู้มีหน้าที่รายงานดำเนินการตรวจสอบบัญชีดังกล่าวต่อไปเป็นประจำทุกปี จนกว่าบัญชีนั้นจะสิ้นสุดการเป็นบัญชีที่หาข้อมูลไม่ได้
ข้อ ๓๙ ในกรณีที่ปรากฏว่ามีการเปลี่ยนแปลงพฤติการณ์อันส่งผลให้ปรากฏข้อบ่งชี้อย่างหนึ่งอย่างใดเกี่ยวข้องกับบัญชีที่มีมูลค่าสูงนั้น ให้ผู้มีหน้าที่รายงานถือว่าบัญชีดังกล่าวเป็นบัญชีทางการเงินที่ต้องถูกรายงานของทุกคู่สัญญาที่จะได้รับรายงานที่มีข้อบ่งชี้นั้นระบุถึง
เว้นแต่ผู้มีหน้าที่รายงานจะเลือกดำเนินการตามข้อ ๓๑ และบัญชีดังกล่าวเข้าข้อยกเว้นตามข้อ ๓๑
ข้อ ๔๐ ผู้มีหน้าที่รายงานต้องจัดให้มีกระบวนการเพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่าผู้จัดการฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์จะสามารถระบุการเปลี่ยนแปลงพฤติการณ์ของบัญชี เช่น เมื่อผู้จัดการฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ได้รับแจ้งว่าผู้ถือบัญชีมีการเปลี่ยนที่อยู่ทางไปรษณีย์ใหม่ในคู่สัญญาที่จะได้รับรายงาน
ผู้มีหน้าที่รายงานจะต้องถือว่าที่อยู่ใหม่ดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติการณ์ของบัญชี และหากผู้มีหน้าที่รายงานเลือกดำเนินการตามข้อ ๓๑ ให้ผู้มีหน้าที่รายงานต้องจัดให้ได้มาซึ่งเอกสารตามที่เห็นสมควรจากผู้ถือบัญชี
ข้อ ๔๑ การตรวจสอบบัญชีทางการเงินของบุคคลธรรมดาที่มีอยู่ในวันก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ ให้ผู้มีหน้าที่รายงานดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาดังต่อไปนี้ (๑) บัญชีที่เป็นบัญชีที่มีมูลค่าต่ำ ให้ตรวจสอบบัญชีดังกล่าวและรายงานข้อมูลบัญชีทางการเงินที่ต้องถูกรายงานต่ออธิบดีกรมสรรพากรภายในวันที่ ๓๐
มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๗ (๒) บัญชีที่เป็นบัญชีที่มีมูลค่าสูง ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ ให้ตรวจสอบบัญชีดังกล่าวให้แล้วเสร็จและรายงานข้อมูลบัญชีทางการเงินที่ต้องถูกรายงานต่ออธิบดีกรมสรรพากรภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ (๓) บัญชีที่เป็นบัญชีที่มีมูลค่าสูง ณ
วันก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ ให้ตรวจสอบบัญชีดังกล่าวและรายงานข้อมูลบัญชีทางการเงินที่ต้องถูกรายงานต่ออธิบดีกรมสรรพากรภายในวันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๗
ส่วนที่ ๒ บัญชีของนิติบุคคล
ข้อ ๔๒ ให้บัญชีของนิติบุคคลที่มีอยู่ในวันก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ ซึ่งมียอดเงินรวมหรือมีมูลค่ารวมของบัญชีเกินเจ็ดล้านห้าแสนบาท ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ หรือ ณ วันก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ และบัญชีซึ่งมียอดเงินรวมหรือมีมูลค่ารวมของบัญชีไม่เกินเจ็ดล้านห้าแสนบาท ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม
พ.ศ. ๒๕๖๕ หรือวันก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ โดยต่อมามียอดเงินรวมหรือมูลค่ารวมของบัญชีเกินเจ็ดล้านห้าแสนบาท ณ วันสุดท้ายของปีปฏิทินถัดไป เป็นบัญชีที่ต้องถูกตรวจสอบ ตามที่กำหนดในส่วนนี้
ข้อ ๔๓ ให้ผู้มีหน้าที่รายงานดำเนินการตรวจสอบบัญชีตามข้อ ๔๒ หากพบว่าเป็นบัญชีที่ถือโดยนิติบุคคลซึ่งเป็นผู้ที่ต้องถูกรายงาน หรือโดยแพสซิฟเอ็นเอฟอีซึ่งมีผู้มีอำนาจควบคุมเป็นผู้ที่ต้องถูกรายงาน ให้บัญชีดังกล่าวเป็นบัญชีทางการเงินที่ต้องถูกรายงาน
ข้อ ๔๔ ในการพิจารณาว่านิติบุคคลเป็นผู้ที่ต้องถูกรายงาน ให้ผู้มีหน้าที่รายงานดำเนินการดังต่อไปนี้ (๑) ตรวจสอบข้อมูลที่เก็บรักษาเพื่อการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์กำกับดูแลตามกฎหมาย หรือเพื่อการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ รวมถึงข้อมูลที่รวบรวมตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
เพื่อพิจารณาว่าข้อมูลดังกล่าวนั้นระบุว่าผู้ถือบัญชีเป็นผู้ซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในดินแดนของคู่สัญญาที่จะได้รับรายงานหรือไม่ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการนี้ ข้อมูลที่ระบุว่า ผู้ถือบัญชีเป็นผู้ซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในดินแดนของคู่สัญญาที่จะได้รับรายงานนั้น ได้แก่ สถานที่ที่ก่อตั้งหรือจัดตั้งองค์กร
หรือที่อยู่ในดินแดนของคู่สัญญาที่จะได้รับรายงาน (๒) ในกรณีที่ข้อมูลระบุว่าผู้ถือบัญชีเป็นผู้ซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในดินแดนของคู่สัญญาที่จะได้รับรายงาน ให้ผู้มีหน้าที่รายงานถือว่าบัญชีดังกล่าวเป็นบัญชีทางการเงินที่ต้องถูกรายงาน เว้นแต่ผู้มีหน้าที่รายงานได้รับเอกสารรับรองตนเองจากผู้ถือบัญชี
หรือได้พิจารณาตามข้อมูลที่อยู่ในความครอบครองหรือข้อมูลที่มีการเปิดเผยต่อสาธารณชนว่า ผู้ถือบัญชีไม่ใช่ผู้ที่ต้องถูกรายงานของคู่สัญญาที่จะได้รับรายงาน
ข้อ ๔๕ ในการพิจารณาว่านิติบุคคลเป็นแพสซิฟเอ็นเอฟอีซึ่งมีผู้มีอำนาจควบคุมเป็นผู้ที่ต้องถูกรายงาน ให้ผู้มีหน้าที่รายงานดำเนินการ ดังต่อไปนี้ ตามความเหมาะสม แล้วแต่กรณี (๑) ในการพิจารณาว่าผู้ถือบัญชีเป็นแพสซิฟเอ็นเอฟอีหรือไม่ ให้ผู้มีหน้าที่รายงานต้องจัดให้ได้มาซึ่งเอกสารรับรองตนเองจากผู้ถือบัญชี
เพื่อแสดงให้เห็นถึงสถานะของผู้ถือบัญชี เว้นแต่ผู้มีหน้าที่รายงานมีข้อมูลอยู่ในความครอบครองหรือข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณชนว่า ผู้ถือบัญชีเป็นแอ็กทิฟเอ็นเอฟอีหรือเป็นนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่นิติบุคคลที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการลงทุนตามข้อ ๘ ซึ่งมิใช่หน่วยงานทางการเงิน ของคู่สัญญาที่เข้าร่วม (๒)
ในการพิจารณาว่าผู้มีอำนาจควบคุมนั้นเป็นผู้มีอำนาจควบคุมของผู้ถือบัญชีหรือไม่ ให้ผู้มีหน้าที่รายงานพิจารณาตามข้อมูลที่รวบรวมและเก็บรักษาไว้ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินกำหนด (๓) ในการพิจารณาว่าผู้มีอำนาจควบคุมของแพสซิฟเอ็นเอฟอีเป็นผู้ที่ต้องถูกรายงานหรือไม่
ให้ผู้มีหน้าที่รายงานพิจารณาตามข้อมูลดังต่อไปนี้ (ก) ข้อมูลที่รวบรวมและเก็บรักษาไว้ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินกำหนด ในกรณีของบัญชีซึ่งถือโดยเอ็นเอฟอีตั้งแต่หนึ่งรายขึ้นไป และมียอดเงินรวมหรือมูลค่ารวมไม่เกินสามสิบล้านบาท หรือ (ข)
เอกสารการรับรองตนเองที่ได้จากผู้ถือบัญชี หรือผู้มีอำนาจควบคุมในดินแดนที่ผู้มีอำนาจควบคุมมีถิ่นที่อยู่ทางภาษี
ข้อ ๔๖ ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงพฤติการณ์อันมีผลทำให้ผู้มีหน้าที่รายงานรู้หรือควรรู้ว่าเอกสารการรับรองตนเองหรือเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับบัญชีนั้นไม่ถูกต้องหรือไม่น่าเชื่อถือ ให้ผู้มีหน้าที่รายงานดำเนินการตรวจสอบบัญชีดังกล่าวตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในส่วนนี้อีกครั้ง
ข้อ ๔๗ การตรวจสอบบัญชีทางการเงินของนิติบุคคลที่มีอยู่ในวันก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ ให้ผู้มีหน้าที่รายงานดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาดังต่อไปนี้ (๑) บัญชีที่เป็นบัญชีที่มียอดรวมหรือมูลค่ารวมเกินเจ็ดล้านห้าแสนบาท ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ หรือ ณ วันก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ
ให้ตรวจสอบและรายงานข้อมูลบัญชีทางการเงินที่ต้องถูกรายงานต่ออธิบดีกรมสรรพากรภายในวันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๗ (๒) บัญชีที่ยอดรวมหรือมีมูลค่ารวมไม่เกินเจ็ดล้านห้าแสนบาท (ก) ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ แต่เกินเจ็ดล้านห้าแสนบาท ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ (ข) ณ วันก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ
แต่เกินเจ็ดล้านห้าแสนบาท ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๗ ให้ตรวจสอบบัญชีตาม (๒) และรายงานข้อมูลบัญชีทางการเงินที่ต้องถูกรายงานต่ออธิบดีกรมสรรพากรภายในวันที่ ๓๐ มิถุนายนของปีถัดจากปีที่ยอดรวมหรือมูลค่ารวมเกินเจ็ดล้านห้าแสนบาท
หมวด ๗ หลักเกณฑ์เพิ่มเติมในการตรวจสอบข้อมูล
ข้อ ๔๘ หากผู้มีหน้าที่รายงานรู้หรือควรรู้ว่าเอกสารการรับรองตนเองหรือหลักฐานเอกสารไม่ถูกต้องหรือไม่น่าเชื่อถือ มิให้ผู้มีหน้าที่รายงานเชื่อถือเอกสารการรับรองตนเองหรือหลักฐานเอกสารดังกล่าว
ข้อ ๔๙ ในกรณีบัญชีทางการเงินที่ถือโดยผู้รับประโยชน์ที่เป็นบุคคลธรรมดาในสัญญาประกันภัยมูลค่าเงินสดหรือสัญญาประกันชีวิตแบบเงินรายปี
ให้ผู้มีหน้าที่รายงานอาจสันนิษฐานได้ว่าบุคคลธรรมดาซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์จากการเสียชีวิตของผู้ถือกรมธรรม์ซึ่งเป็นสัญญาประกันภัยมูลค่าเงินสดหรือสัญญาประกันชีวิตแบบเงินรายปี ไม่เป็นผู้ที่ต้องถูกรายงาน และอาจถือว่าบัญชีทางการเงินดังกล่าวเป็นบัญชีที่ไม่ต้องถูกรายงาน
เว้นแต่ผู้มีหน้าที่รายงานรู้ว่าผู้รับประโยชน์เป็นผู้ที่ต้องถูกรายงาน หรือควรรู้ว่าผู้รับประโยชน์เป็นผู้ที่ต้องถูกรายงาน หากผู้มีหน้าที่รายงานมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผู้รับผลประโยชน์ที่มีข้อบ่งชี้ตามส่วนที่ ๑ บัญชีของบุคคลธรรมดา ของหมวด ๖
การตรวจสอบบัญชีทางการเงินที่มีอยู่ในวันก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ ให้ผู้มีหน้าที่รายงานดำเนินการตรวจสอบตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในส่วนที่ ๑ บัญชีของบุคคลธรรมดา ของหมวด ๖ การตรวจสอบบัญชีทางการเงินที่มีอยู่ในวันก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ
ข้อ ๕๐ เพื่อประโยชน์ในการคำนวณหายอดเงินรวมหรือมูลค่ารวมของบัญชีทางการเงิน ให้ผู้มีหน้าที่รายงานต้องรวมหรือต้องพิจารณาบัญชีทางการเงินซึ่งถือโดยบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล แล้วแต่กรณี ที่อยู่ในความครอบครองดูแลของตน หรือของนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันกับตนทั้งหมด
แต่เฉพาะเท่าที่ระบบคอมพิวเตอร์ของผู้มีหน้าที่รายงานจะสามารถเชื่อมโยงไปถึงบัญชีทางการเงินโดยอ้างอิงองค์ประกอบของข้อมูล เช่น เลขประจำตัวของลูกค้า หรือเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ถือบัญชี และให้รวมยอดเงินรวมหรือมูลค่ารวมดังกล่าวเข้าด้วยกัน ในกรณีบัญชีทางการเงินที่มีผู้ถือบัญชีร่วมกัน
ให้ผู้มีหน้าที่รายงานต้องนำยอดเงินรวมหรือมูลค่ารวมของบัญชีทางการเงินทั้งหมดของบัญชีทางการเงินที่ถือร่วมกันมานับรวมเป็นยอดเงินรวมหรือมูลค่ารวมของผู้ถือบัญชีแต่ละรายดังกล่าว
ข้อ ๕๑ เพื่อประโยชน์ในการคำนวณหายอดเงินรวมหรือมูลค่ารวมของบัญชีทางการเงินซึ่งถือโดยบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล เพื่อพิจารณาว่าบัญชีทางการเงินดังกล่าวเป็นบัญชีที่มีมูลค่าสูงหรือไม่
ให้ผู้มีหน้าที่รายงานนำยอดเงินรวมและมูลค่ารวมของบัญชีทางการเงินทุกบัญชีที่ผู้จัดการฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์รู้หรือควรรู้ว่าเป็นบัญชีเดียวกันทั้งที่เป็นเจ้าของโดยตรงหรือเป็นเจ้าของโดยอ้อม มีอำนาจควบคุม หรือจัดตั้งขึ้น นอกจากการจัดการในฐานะผู้ได้รับความไว้วางใจมารวมในการคำนวณ
ข้อ ๕๒ ในกรณีบัญชีทางการเงินที่อยู่ในความครอบครองดูแลของผู้มีหน้าที่รายงานที่อยู่ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ และรวมถึงสกุลเงินอื่น ให้ผู้มีหน้าที่รายงานแปลงค่าเป็นสกุลเงินบาท โดยให้ใช้อัตราซื้อถัวเฉลี่ยของสกุลเงินตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ
วันที่ต้องมีการพิจารณาเกณฑ์ของยอดคงเหลือหรือมูลค่าของบัญชีที่มีอยู่ในวันก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ
ให้ไว้ ณ วันที่ ๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่พระราชกำหนดการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อปฏิบัติตามความตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๖๖
กำหนดให้ต้องมีการออกกฎกระทรวงเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อปฏิบัติตามความตกลงพหุภาคีระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจในการแลกเปลี่ยนข้อมูลบัญชีทางการเงินแบบอัตโนมัติ จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).