ข้อ ๑๕
ข้อ ๑๕ ให้บัญชีทางการเงินเป็นบัญชีทางการเงินที่ต้องถูกรายงาน นับแต่วันที่บัญชีดังกล่าวถูกบ่งชี้ตามกระบวนการตรวจสอบบัญชีตามที่กำหนดในกฎกระทรวงนี้ เพื่อนำไปรายงานตามมาตรา ๑๘
ข้อ ๑๕ ให้บัญชีทางการเงินเป็นบัญชีทางการเงินที่ต้องถูกรายงาน นับแต่วันที่บัญชีดังกล่าวถูกบ่งชี้ตามกระบวนการตรวจสอบบัญชีตามที่กำหนดในกฎกระทรวงนี้ เพื่อนำไปรายงานตามมาตรา ๑๘
ข้อ ๑๖ ในการพิจารณายอดคงเหลือหรือมูลค่าของบัญชี ให้ผู้มีหน้าที่รายงานพิจารณายอดคงเหลือหรือมูลค่าของบัญชีดังกล่าว ณ วันสุดท้ายของปีปฏิทิน
ข้อ ๑๗ ในการพิจารณาเกณฑ์ของยอดคงเหลือหรือมูลค่าของบัญชี ณ วันสุดท้ายของปีปฏิทิน ให้ผู้มีหน้าที่รายงานพิจารณาจากยอดคงเหลือหรือมูลค่าที่เกี่ยวข้อง ณ วันสุดท้ายของระยะเวลาการรายงานที่สิ้นสุดในหรือภายในปีปฏิทินนั้น
ข้อ ๑๘ ให้ผู้มีหน้าที่รายงานสามารถเลือกดำเนินกระบวนการตรวจสอบบัญชีได้ในกรณีดังต่อไปนี้ (๑) เลือกดำเนินกระบวนการตรวจสอบบัญชีสำหรับบัญชีที่เปิดในหรือหลังวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับตามที่กำหนดในหมวดนี้ เพื่อใช้ในการตรวจสอบบัญชีที่มีอยู่ในวันก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ ทั้งนี้ หลักเกณฑ์อื่น ๆ ตามหมวด ๖ การตรวจสอบบัญชีทางการเงินที่มีอยู่ในวันก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ ที่ใช้บังคับกับบัญชีดังกล่าว ให้ยังคงใช้บังคับด้วย (๒) เลือกดำเนินกระบวนการตรวจสอบบัญชีสำหรับบัญชีที่มีมูลค่าสูง เพื่อใช้ในการตรวจสอบบัญชีที่มีมูลค่าต่ำ
ข้อ ๑๙ ให้บัญชีที่ถูกบ่งชี้เป็นบัญชีทางการเงินที่ต้องถูกรายงานตามหมวดนี้เป็นบัญชีทางการเงินที่ต้องถูกรายงานในปีต่อ ๆ ไป เว้นแต่ผู้ถือบัญชีดังกล่าวจะสิ้นสุดการเป็นผู้ที่ต้องถูกรายงาน
ข้อ ๒๐ เมื่อมีการเปิดบัญชีใหม่ของบุคคลธรรมดา ให้ผู้มีหน้าที่รายงานต้องจัดให้ได้มาซึ่งเอกสารการรับรองตนเอง ซึ่งอาจกำหนดให้เป็นส่วนหนึ่งของเอกสารประกอบการเปิดบัญชี เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาถิ่นที่อยู่ทางภาษีของผู้ถือบัญชี และต้องสามารถยืนยันความน่าเชื่อถือของเอกสารการรับรองตนเองดังกล่าวตามข้อมูลที่ผู้มีหน้าที่รายงานได้รับมาจากการเปิดบัญชีนั้น รวมถึงเอกสารใด ๆ ที่ได้รวบรวมตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินกำหนด
ข้อ ๒๑ ในกรณีที่เอกสารการรับรองตนเองแสดงให้เห็นว่าผู้ถือบัญชีเป็นผู้ซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในทางภาษีในดินแดนของคู่สัญญาที่จะได้รับรายงาน ให้ผู้มีหน้าที่รายงานถือว่าบัญชีดังกล่าวเป็นบัญชีทางการเงินที่ต้องถูกรายงาน ทั้งนี้ เอกสารการรับรองตนเองดังกล่าวจะต้องรวมถึงวันเดือนปีเกิด และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ถือบัญชีที่เกี่ยวข้องกับคู่สัญญาที่จะได้รับรายงาน เอกสารการรับรองตนเองตามวรรคหนึ่งไม่ต้องระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ถือบัญชี ในกรณีที่คู่สัญญาที่จะได้รับรายงานไม่มีการออกเลขประจำตัวผู้เสียภาษีให้แก่ผู้ถือบัญชี หรือกฎหมายภายในของคู่สัญญาที่จะได้รับรายงานไม่ได้ร้องขอให้ระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ถือบัญชี
ข้อ ๒๒ ในกรณีที่ปรากฏว่ามีการเปลี่ยนแปลงพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับบัญชีอันส่งผลทำให้ผู้มีหน้าที่รายงานรู้หรือควรรู้ว่าต้นฉบับเอกสารการรับรองตนเองไม่ถูกต้องหรือไม่น่าเชื่อถือ มิให้ผู้มีหน้าที่รายงานเชื่อถือต้นฉบับเอกสารการรับรองตนเองดังกล่าว และต้องจัดให้ได้มาซึ่งเอกสารการรับรองตนเองที่ถูกต้องที่สามารถแสดงให้เห็นถึงถิ่นที่อยู่ทางภาษีของผู้ถือบัญชีนั้นได้
ข้อ ๒๓ เมื่อมีการเปิดบัญชีใหม่ของนิติบุคคล ให้ผู้มีหน้าที่รายงานดำเนินการตรวจสอบบัญชีดังกล่าว หากพบว่าเป็นบัญชีที่ถือโดยนิติบุคคลซึ่งเป็นผู้ที่ต้องถูกรายงาน หรือโดยแพสซิฟเอ็นเอฟอีซึ่งมีผู้มีอำนาจควบคุมเป็นผู้ที่ต้องถูกรายงาน ให้บัญชีดังกล่าวเป็นบัญชีทางการเงินที่ต้องถูกรายงาน
ข้อ ๒๔ การพิจารณาว่านิติบุคคลเป็นผู้ที่ต้องถูกรายงาน ให้ผู้มีหน้าที่รายงานดำเนินการดังต่อไปนี้ (๑) เมื่อมีการเปิดบัญชีใหม่ของนิติบุคคล ให้ผู้มีหน้าที่รายงานต้องจัดให้ได้มาซึ่งเอกสารการรับรองตนเอง ที่อาจกำหนดให้เป็นส่วนหนึ่งของเอกสารประกอบการเปิดบัญชี เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาถิ่นที่อยู่ทางภาษีของผู้ถือบัญชี และต้องสามารถยืนยันความน่าเชื่อถือของเอกสารการรับรองตนเองดังกล่าวตามข้อมูลที่ผู้มีหน้าที่รายงานได้รับจากการเปิดบัญชีนั้น รวมถึงเอกสารใด ๆ ที่ได้รวบรวมตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินกำหนด ทั้งนี้ หากนิติบุคคลนั้นรับรองว่าไม่มีถิ่นที่อยู่ทางภาษี ให้ผู้มีหน้าที่รายงานพิจารณาตามที่อยู่ของสำนักงานใหญ่ของนิติบุคคลนั้นเพื่อกำหนดถิ่นที่อยู่ของผู้ถือบัญชีดังกล่าวได้ (๒) ในกรณีที่เอกสารการรับรองตนเองระบุว่าผู้ถือบัญชีเป็นผู้ที่มีถิ่นที่อยู่ในดินแดนของคู่สัญญาที่จะได้รับรายงาน ให้ผู้มีหน้าที่รายงานถือว่าบัญชีดังกล่าวเป็นบัญชีทางการเงินที่ต้องถูกรายงาน เว้นแต่ผู้มีหน้าที่รายงานได้พิจารณาตามข้อมูลที่อยู่ในความครอบครอง หรือข้อมูลที่มีการเปิดเผยต่อสาธารณชนว่า ผู้ถือบัญชีไม่ใช่ผู้ที่ต้องถูกรายงานของคู่สัญญาที่จะได้รับรายงานดังกล่าวนั้น
ข้อ ๒๕ ในการพิจารณาว่านิติบุคคลเป็นแพสซิฟเอ็นเอฟอีซึ่งมีผู้มีอำนาจควบคุมเป็นผู้ที่ต้องถูกรายงาน ให้ผู้มีหน้าที่รายงานดำเนินการดังต่อไปนี้ ตามความเหมาะสม แล้วแต่กรณี (๑) ในการพิจารณาว่าผู้ถือบัญชีเป็นแพสซิฟเอ็นเอฟอีหรือไม่ ให้ผู้มีหน้าที่รายงานพิจารณาตามเอกสารรับรองตนเองจากผู้ถือบัญชีเพื่อแสดงให้เห็นถึงสถานะของผู้ถือบัญชี เว้นแต่ผู้มีหน้าที่รายงานมีข้อมูลที่อยู่ในความครอบครองหรือมีข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณชนว่าผู้ถือบัญชีเป็นแอ็กทิฟเอ็นเอฟอี หรือเป็นนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่นิติบุคคลที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการลงทุนตามข้อ ๘ ซึ่งมิใช่หน่วยงานทางการเงินของคู่สัญญาที่เข้าร่วม (๒) ในการพิจารณาว่าผู้มีอำนาจควบคุมนั้นเป็นผู้มีอำนาจควบคุมของผู้ถือบัญชีหรือไม่ ให้ผู้มีหน้าที่รายงานพิจารณาตามข้อมูลที่รวบรวมและเก็บรักษาไว้ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินกำหนด (๓) ในการพิจารณาว่าผู้มีอำนาจควบคุมของแพสซิฟเอ็นเอฟอีเป็นผู้ที่ต้องถูกรายงานหรือไม่ ให้ผู้มีหน้าที่รายงานพิจารณาตามเอกสารการรับรองตนเองที่ได้จากผู้ถือบัญชี หรือผู้มีอำนาจควบคุมดังกล่าวนั้น
本頁條文逐字來自該國官方公開資料,出處見署名列。
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).