我的書籤免費註冊

กฎกระทรวงกำหนดการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อปฏิบัติตามความตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับภาษีอากร พ.ศ. 2566 ส่วนที่ ๒ บัญชีของนิติบุคคล

ข้อ ๔๒–ข้อ ๔๗共 6 條

ข้อ ๔๒

ข้อ ๔๒ ให้บัญชีของนิติบุคคลที่มีอยู่ในวันก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ ซึ่งมียอดเงินรวมหรือมีมูลค่ารวมของบัญชีเกินเจ็ดล้านห้าแสนบาท ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ หรือ ณ วันก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ และบัญชีซึ่งมียอดเงินรวมหรือมีมูลค่ารวมของบัญชีไม่เกินเจ็ดล้านห้าแสนบาท ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ หรือวันก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ โดยต่อมามียอดเงินรวมหรือมูลค่ารวมของบัญชีเกินเจ็ดล้านห้าแสนบาท ณ วันสุดท้ายของปีปฏิทินถัดไป เป็นบัญชีที่ต้องถูกตรวจสอบ ตามที่กำหนดในส่วนนี้

ข้อ ๔๓

ข้อ ๔๓ ให้ผู้มีหน้าที่รายงานดำเนินการตรวจสอบบัญชีตามข้อ ๔๒ หากพบว่าเป็นบัญชีที่ถือโดยนิติบุคคลซึ่งเป็นผู้ที่ต้องถูกรายงาน หรือโดยแพสซิฟเอ็นเอฟอีซึ่งมีผู้มีอำนาจควบคุมเป็นผู้ที่ต้องถูกรายงาน ให้บัญชีดังกล่าวเป็นบัญชีทางการเงินที่ต้องถูกรายงาน

ข้อ ๔๔

ข้อ ๔๔ ในการพิจารณาว่านิติบุคคลเป็นผู้ที่ต้องถูกรายงาน ให้ผู้มีหน้าที่รายงานดำเนินการดังต่อไปนี้ (๑) ตรวจสอบข้อมูลที่เก็บรักษาเพื่อการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์กำกับดูแลตามกฎหมาย หรือเพื่อการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ รวมถึงข้อมูลที่รวบรวมตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เพื่อพิจารณาว่าข้อมูลดังกล่าวนั้นระบุว่าผู้ถือบัญชีเป็นผู้ซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในดินแดนของคู่สัญญาที่จะได้รับรายงานหรือไม่ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการนี้ ข้อมูลที่ระบุว่า ผู้ถือบัญชีเป็นผู้ซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในดินแดนของคู่สัญญาที่จะได้รับรายงานนั้น ได้แก่ สถานที่ที่ก่อตั้งหรือจัดตั้งองค์กร หรือที่อยู่ในดินแดนของคู่สัญญาที่จะได้รับรายงาน (๒) ในกรณีที่ข้อมูลระบุว่าผู้ถือบัญชีเป็นผู้ซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในดินแดนของคู่สัญญาที่จะได้รับรายงาน ให้ผู้มีหน้าที่รายงานถือว่าบัญชีดังกล่าวเป็นบัญชีทางการเงินที่ต้องถูกรายงาน เว้นแต่ผู้มีหน้าที่รายงานได้รับเอกสารรับรองตนเองจากผู้ถือบัญชี หรือได้พิจารณาตามข้อมูลที่อยู่ในความครอบครองหรือข้อมูลที่มีการเปิดเผยต่อสาธารณชนว่า ผู้ถือบัญชีไม่ใช่ผู้ที่ต้องถูกรายงานของคู่สัญญาที่จะได้รับรายงาน

ข้อ ๔๕

ข้อ ๔๕ ในการพิจารณาว่านิติบุคคลเป็นแพสซิฟเอ็นเอฟอีซึ่งมีผู้มีอำนาจควบคุมเป็นผู้ที่ต้องถูกรายงาน ให้ผู้มีหน้าที่รายงานดำเนินการ ดังต่อไปนี้ ตามความเหมาะสม แล้วแต่กรณี (๑) ในการพิจารณาว่าผู้ถือบัญชีเป็นแพสซิฟเอ็นเอฟอีหรือไม่ ให้ผู้มีหน้าที่รายงานต้องจัดให้ได้มาซึ่งเอกสารรับรองตนเองจากผู้ถือบัญชี เพื่อแสดงให้เห็นถึงสถานะของผู้ถือบัญชี เว้นแต่ผู้มีหน้าที่รายงานมีข้อมูลอยู่ในความครอบครองหรือข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณชนว่า ผู้ถือบัญชีเป็นแอ็กทิฟเอ็นเอฟอีหรือเป็นนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่นิติบุคคลที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการลงทุนตามข้อ ๘ ซึ่งมิใช่หน่วยงานทางการเงิน ของคู่สัญญาที่เข้าร่วม (๒) ในการพิจารณาว่าผู้มีอำนาจควบคุมนั้นเป็นผู้มีอำนาจควบคุมของผู้ถือบัญชีหรือไม่ ให้ผู้มีหน้าที่รายงานพิจารณาตามข้อมูลที่รวบรวมและเก็บรักษาไว้ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินกำหนด (๓) ในการพิจารณาว่าผู้มีอำนาจควบคุมของแพสซิฟเอ็นเอฟอีเป็นผู้ที่ต้องถูกรายงานหรือไม่ ให้ผู้มีหน้าที่รายงานพิจารณาตามข้อมูลดังต่อไปนี้ (ก) ข้อมูลที่รวบรวมและเก็บรักษาไว้ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินกำหนด ในกรณีของบัญชีซึ่งถือโดยเอ็นเอฟอีตั้งแต่หนึ่งรายขึ้นไป และมียอดเงินรวมหรือมูลค่ารวมไม่เกินสามสิบล้านบาท หรือ (ข) เอกสารการรับรองตนเองที่ได้จากผู้ถือบัญชี หรือผู้มีอำนาจควบคุมในดินแดนที่ผู้มีอำนาจควบคุมมีถิ่นที่อยู่ทางภาษี

ข้อ ๔๖

ข้อ ๔๖ ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงพฤติการณ์อันมีผลทำให้ผู้มีหน้าที่รายงานรู้หรือควรรู้ว่าเอกสารการรับรองตนเองหรือเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับบัญชีนั้นไม่ถูกต้องหรือไม่น่าเชื่อถือ ให้ผู้มีหน้าที่รายงานดำเนินการตรวจสอบบัญชีดังกล่าวตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในส่วนนี้อีกครั้ง

ข้อ ๔๗

ข้อ ๔๗ การตรวจสอบบัญชีทางการเงินของนิติบุคคลที่มีอยู่ในวันก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ ให้ผู้มีหน้าที่รายงานดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาดังต่อไปนี้ (๑) บัญชีที่เป็นบัญชีที่มียอดรวมหรือมูลค่ารวมเกินเจ็ดล้านห้าแสนบาท ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ หรือ ณ วันก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ ให้ตรวจสอบและรายงานข้อมูลบัญชีทางการเงินที่ต้องถูกรายงานต่ออธิบดีกรมสรรพากรภายในวันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๗ (๒) บัญชีที่ยอดรวมหรือมีมูลค่ารวมไม่เกินเจ็ดล้านห้าแสนบาท (ก) ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ แต่เกินเจ็ดล้านห้าแสนบาท ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ (ข) ณ วันก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ แต่เกินเจ็ดล้านห้าแสนบาท ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๗ ให้ตรวจสอบบัญชีตาม (๒) และรายงานข้อมูลบัญชีทางการเงินที่ต้องถูกรายงานต่ออธิบดีกรมสรรพากรภายในวันที่ ๓๐ มิถุนายนของปีถัดจากปีที่ยอดรวมหรือมูลค่ารวมเกินเจ็ดล้านห้าแสนบาท

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).