我的書籤免費註冊

กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานการให้บริการของหน่วยบริการอาชีวเวชกรรม พ.ศ. 2567

ค0135-2B-0004子法規・公布 2024-11-24・全 14 條

อารัมภบท

กฎกระทรวง กำหนดมาตรฐานการให้บริการของหน่วยบริการอาชีวเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๖๗ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๒๔ (๑) แห่งพระราชบัญญัติควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม พ.ศ. ๒๕๖๒ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยคำแนะนำของคณะกรรมการควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อมออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ ๑

ข้อ ๑ กฎกระทรวงนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามร้อยหกสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ข้อ ๒

ข้อ ๒ ในกฎกระทรวงนี้ “หน่วยบริการอาชีวเวชกรรม” หมายความว่า สถานบริการสาธารณสุข หน่วยงานหรือหน่วยบริการด้านสุขภาพที่ดำเนินการภายในสถานประกอบกิจการ หรือองค์กรที่ให้บริการด้านอาชีวเวชกรรม ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนเพื่อให้บริการอาชีวเวชกรรม “แพทย์” หมายความว่า ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพเวชกรรม “พยาบาล” หมายความว่า ผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์

หมวด ๑ หน่วยบริการอาชีวเวชกรรม

ข้อ ๓

ข้อ ๓ หน่วยบริการอาชีวเวชกรรมมีหกประเภท ดังต่อไปนี้ (๑) สถานบริการสาธารณสุขของรัฐ (๒) สถานบริการสาธารณสุขของเอกชน ดังนี้ (ก) สถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล (ข) สถานพยาบาลเคลื่อนที่ของสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล (๓) สภากาชาดไทย (๔) หน่วยบริการการประกอบโรคศิลปะสาขาต่าง ๆ (๕) หน่วยงานหรือหน่วยบริการด้านสุขภาพที่ดำเนินการภายในสถานประกอบกิจการ ดังนี้ (ก) หน่วยงานหรือหน่วยบริการด้านสุขภาพที่ดำเนินการภายในสถานประกอบกิจการที่มีจำนวนลูกจ้างตั้งแต่สองร้อยคนขึ้นไป แต่ไม่เกินเก้าร้อยเก้าสิบเก้าคน (ข) หน่วยงานหรือหน่วยบริการด้านสุขภาพที่ดำเนินการภายในสถานประกอบกิจการที่มีจำนวนลูกจ้างตั้งแต่หนึ่งพันคนขึ้นไป (๖) องค์กรที่ให้บริการด้านอาชีวเวชกรรม

ข้อ ๔

ข้อ ๔ หน่วยบริการอาชีวเวชกรรมตามข้อ ๓ ต้องให้บริการอาชีวเวชกรรมตามมาตรฐานในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ (๑) ด้านการให้บริการตรวจสุขภาพและเก็บสิ่งส่งตรวจทางชีวภาพ (๒) ด้านบุคลากรผู้ให้บริการอาชีวเวชกรรมและบุคลากรผู้สนับสนุนการให้บริการอาชีวเวชกรรม (๓) ด้านเครื่องมือสำหรับการให้บริการอาชีวเวชกรรม

หมวด ๒ มาตรฐานด้านการให้บริการตรวจสุขภาพและเก็บสิ่งส่งตรวจทางชีวภาพ

ข้อ ๕

ข้อ ๕ หน่วยบริการอาชีวเวชกรรมต้องให้บริการตรวจสุขภาพตามมาตรฐาน ดังต่อไปนี้ (๑) การตรวจสุขภาพตามปัจจัยเสี่ยง ให้ตรวจสุขภาพตามลักษณะของความเสี่ยงการสัมผัสสิ่งคุกคามที่อาจมีผลต่อสุขภาพจากการทำงานที่ลูกจ้างหรือแรงงานนอกระบบรับผิดชอบอยู่ โดยการบ่งชี้และประเมินความเสี่ยงการเกิดโรคจากการประกอบอาชีพ และนำข้อมูลมาออกแบบการตรวจสุขภาพในระยะต่าง ๆ ได้แก่ การตรวจสุขภาพแรกรับเข้าทำงาน การตรวจสุขภาพระหว่างการทำงาน การตรวจสุขภาพเมื่อเปลี่ยนงาน และการตรวจสุขภาพเมื่อออกจากงาน (๒) การตรวจสุขภาพให้เหมาะสมกับงาน ให้ตรวจสุขภาพก่อนที่ลูกจ้างหรือแรงงานนอกระบบเข้าทำงาน เพื่อประเมินว่าลูกจ้างหรือแรงงานนอกระบบมีสภาวะสุขภาพเหมาะสมที่จะทำงานได้โดยไม่มีอันตรายที่อาจส่งผลต่อสุขภาพของลูกจ้าง แรงงานนอกระบบ หรือบุคคลอื่น (๓) การตรวจสุขภาพก่อนกลับเข้าทำงาน ให้ตรวจสุขภาพเพื่อประเมินความพร้อมของร่างกายหลังจากลูกจ้างหรือแรงงานนอกระบบเจ็บป่วยหรือประสบอันตรายทั้งกรณีที่เกิดจากการทำงานและไม่ได้เกิดจากการทำงาน เพื่อประเมินสภาวะสุขภาพเทียบกับความสามารถในการทำงาน และเพื่อปรับเปลี่ยนการทำงานให้เหมาะสมกับสภาวะสุขภาพ ให้กรมควบคุมโรคจัดทำและเผยแพร่คู่มือหรือแนวทางในการดำเนินการตามวรรคหนึ่งให้แก่หน่วยบริการอาชีวเวชกรรม

ข้อ ๖

ข้อ ๖ หน่วยบริการอาชีวเวชกรรมต้องให้บริการเก็บสิ่งส่งตรวจทางชีวภาพตามมาตรฐาน ดังต่อไปนี้ (๑) การควบคุมคุณภาพก่อนการวิเคราะห์ตัวอย่างทางห้องปฏิบัติการ ให้ดำเนินการควบคุมคุณภาพทุกขั้นตอนตั้งแต่การเตรียมความพร้อมผู้รับการตรวจ วิธีเก็บตัวอย่าง วิธีการเก็บรักษาตัวอย่าง และการขนส่งตัวอย่าง (๒) การควบคุมคุณภาพห้องปฏิบัติการ ให้ส่งตัวอย่างทางการแพทย์และสาธารณสุขไปทำการวิเคราะห์ยังห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานทางห้องปฏิบัติการ (ISO 15189) มาตรฐานงานเทคนิคการแพทย์โดยสภาเทคนิคการแพทย์ มาตรฐานการปฏิบัติงานทางพยาธิวิทยาและนิติเวชศาสตร์โดยราชวิทยาลัยพยาธิแพทย์แห่งประเทศไทย หรือมาตรฐานอื่นที่ไม่ต่ำกว่ามาตรฐานดังกล่าว ในรายการทดสอบที่ส่งตรวจ ให้กรมควบคุมโรคจัดทำและเผยแพร่คู่มือหรือแนวทางในการดำเนินการตามวรรคหนึ่งให้แก่หน่วยบริการอาชีวเวชกรรม

หมวด ๓ มาตรฐานด้านบุคลากรผู้ให้บริการอาชีวเวชกรรม และบุคลากรผู้สนับสนุนการให้บริการอาชีวเวชกรรม

ข้อ ๗

ข้อ ๗ หน่วยบริการอาชีวเวชกรรมตามข้อ ๓ ต้องมีมาตรฐานด้านบุคลากรผู้ให้บริการอาชีวเวชกรรมและบุคลากรผู้สนับสนุนการให้บริการอาชีวเวชกรรมตามที่กำหนดในหมวดนี้

ข้อ ๘

ข้อ ๘ หน่วยบริการอาชีวเวชกรรมตามข้อ ๓ ต้องจัดให้มีบุคลากรผู้ให้บริการอาชีวเวชกรรม ดังต่อไปนี้ (๑) หน่วยบริการอาชีวเวชกรรมตามข้อ ๓ (๑) ที่มิใช่หน่วยบริการปฐมภูมิตามกฎหมายว่าด้วยระบบสุขภาพปฐมภูมิ ต้องจัดให้มีบุคลากร ดังนี้ (ก) แพทย์อาชีวเวชศาสตร์หรือแพทย์สาขาอื่น อย่างน้อยหนึ่งคน (ข) พยาบาลอาชีวอนามัย อย่างน้อยหนึ่งคน และพยาบาลวิชาชีพ อย่างน้อยหนึ่งคน (ค) ในกรณีการให้บริการอาชีวเวชกรรมนอกสถานที่ตั้งประจำของหน่วยบริการอาชีวเวชกรรม นอกจากจะต้องจัดให้มีบุคลากรตาม (ก) และ (ข) แล้ว ต้องจัดให้มีแพทย์อาชีวเวชศาสตร์หรือแพทย์สาขาอื่นเพิ่มอีกอย่างน้อยหนึ่งคน และพยาบาลอาชีวอนามัยเพิ่มอีกอย่างน้อยหนึ่งคน (๒) หน่วยบริการอาชีวเวชกรรมตามข้อ ๓ (๑) ที่เป็นหน่วยบริการปฐมภูมิตามกฎหมายว่าด้วยระบบสุขภาพปฐมภูมิ ต้องจัดให้มีบุคลากร ดังนี้ (ก) แพทย์อาชีวเวชศาสตร์ แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว หรือแพทย์สาขาอื่น อย่างน้อยหนึ่งคน (ข) พยาบาลอาชีวอนามัยหรือพยาบาลวิชาชีพ อย่างน้อยหนึ่งคน (๓) หน่วยบริการอาชีวเวชกรรมตามข้อ ๓ (๒) (ก) ต้องจัดให้มีบุคลากร ดังนี้ (ก) แพทย์อาชีวเวชศาสตร์หรือแพทย์สาขาอื่น อย่างน้อยหนึ่งคน (ข) พยาบาลอาชีวอนามัย อย่างน้อยสองคน (๔) หน่วยบริการอาชีวเวชกรรมตามข้อ ๓ (๒) (ข) นอกจากจะต้องจัดให้มีบุคลากรตาม (๓) แล้ว ต้องจัดให้มีบุคลากรเพิ่มเติมในขณะที่ให้บริการอาชีวเวชกรรม ดังนี้ (ก) แพทย์อาชีวเวชศาสตร์หรือแพทย์สาขาอื่น เพิ่มอีกอย่างน้อยหนึ่งคน (ข) พยาบาลอาชีวอนามัย เพิ่มอีกอย่างน้อยหนึ่งคน (๕) หน่วยบริการอาชีวเวชกรรมตามข้อ ๓ (๓) (๔) และ (๖) ต้องจัดให้มีบุคลากรเช่นเดียวกับหน่วยบริการอาชีวเวชกรรมตามข้อ ๓ (๒) (ก) หรือ (๒) (ข) แล้วแต่กรณี (๖) หน่วยบริการอาชีวเวชกรรมตามข้อ ๓ (๕) (ก) ต้องจัดให้มีบุคลากร ดังนี้ (ก) แพทย์อาชีวเวชศาสตร์หรือแพทย์สาขาอื่น อย่างน้อยหนึ่งคน โดยต้องปฏิบัติงาน ณ หน่วยบริการอาชีวเวชกรรมอย่างน้อยสัปดาห์ละสองครั้ง และมีระยะเวลาการปฏิบัติงานรวมกันอย่างน้อยหกชั่วโมงต่อสัปดาห์ (ข) พยาบาลอาชีวอนามัยหรือพยาบาลวิชาชีพ อย่างน้อยหนึ่งคน โดยต้องปฏิบัติงานประจำ ณ หน่วยบริการอาชีวเวชกรรม (๗) หน่วยบริการอาชีวเวชกรรมตามข้อ ๓ (๕) (ข) ต้องจัดให้มีบุคลากร ดังนี้ (ก) แพทย์อาชีวเวชศาสตร์หรือแพทย์สาขาอื่น อย่างน้อยหนึ่งคน โดยต้องปฏิบัติงาน ณ หน่วยบริการอาชีวเวชกรรมอย่างน้อยสัปดาห์ละสามครั้ง และมีระยะเวลาการปฏิบัติงานรวมกันอย่างน้อยสิบสองชั่วโมงต่อสัปดาห์ (ข) พยาบาลอาชีวอนามัยหรือพยาบาลวิชาชีพ อย่างน้อยสองคน ซึ่งในจำนวนนี้ต้องมีพยาบาลอาชีวอนามัย อย่างน้อยหนึ่งคน โดยต้องปฏิบัติงานประจำ ณ หน่วยบริการอาชีวเวชกรรม หน่วยบริการอาชีวเวชกรรมตามวรรคหนึ่งอาจจัดให้มีบุคลากรผู้ให้บริการอาชีวเวชกรรมเพิ่มเติมก็ได้

ข้อ ๙

ข้อ ๙ บุคลากรผู้ให้บริการอาชีวเวชกรรมตามข้อ ๘ ต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้ (๑) แพทย์ ให้มีคุณสมบัติอย่างหนึ่งอย่างใด ดังนี้ (ก) แพทย์อาชีวเวชศาสตร์ที่ได้รับหนังสืออนุมัติหรือวุฒิบัตรแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม สาขาเวชศาสตร์ป้องกัน แขนงอาชีวเวชศาสตร์ จากแพทยสภา (ข) แพทย์สาขาอื่นที่ผ่านหลักสูตรการฝึกอบรมความรู้พื้นฐานด้านอาชีวเวชศาสตร์ที่กรมควบคุมโรค กรมการแพทย์ หรือสมาคมโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทยกำหนด หรือผ่านหลักสูตรการฝึกอบรมด้านอาชีวเวชศาสตร์ของหน่วยงานอื่นที่กรมควบคุมโรครับรอง (๒) พยาบาล ให้มีคุณสมบัติอย่างหนึ่งอย่างใด ดังนี้ (ก) พยาบาลอาชีวอนามัยที่ผ่านหลักสูตรการฝึกอบรมที่สภาการพยาบาลอนุมัติหรือรับรอง ได้แก่ พยาบาลที่ผ่านหลักสูตรการพยาบาลเฉพาะทาง สาขาการพยาบาลอาชีวอนามัย สาขาการพยาบาลอาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม หรือสาขาการพยาบาลเวชปฏิบัติอาชีวอนามัย ระยะเวลาไม่ต่ำกว่าสี่เดือน หรือพยาบาลที่ผ่านหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพยาบาลอาชีวอนามัย หรือสาขาวิชาการพยาบาลเวชปฏิบัติอาชีวอนามัย (ข) พยาบาลวิชาชีพที่ผ่านหลักสูตรความรู้พื้นฐานด้านการพยาบาลอาชีวอนามัย หรือหลักสูตรการพยาบาลอาชีวอนามัย ระยะเวลาไม่ต่ำกว่าหกสิบชั่วโมง ที่สภาการพยาบาลอนุมัติหรือรับรองหรือที่กรมการแพทย์กำหนด หรือผ่านหลักสูตรการฝึกอบรมด้านอาชีวเวชกรรมที่กรมควบคุมโรคกำหนดหรือหลักสูตรการฝึกอบรมของหน่วยงานอื่นที่กรมควบคุมโรครับรอง

ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ นอกจากบุคลากรผู้ให้บริการอาชีวเวชกรรม หน่วยบริการอาชีวเวชกรรมอาจจัดให้มีบุคลากรผู้สนับสนุนการให้บริการอาชีวเวชกรรมก็ได้ โดยบุคลากรดังกล่าวต้องมีคุณสมบัติอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ (๑) ผู้ซึ่งได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควบคุม สาขาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย จากสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (๒) ผู้ซึ่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปทางด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม หรือด้านสุขศาสตร์อุตสาหกรรม (๓) ผู้ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนและได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการสาธารณสุขชุมชนจากสภาการสาธารณสุขชุมชนหรือผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปในสาขาที่เกี่ยวกับสาธารณสุขด้านอื่น และต้องมีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานด้านการเฝ้าระวัง การป้องกัน หรือการควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพไม่น้อยกว่าสองปี หรือผ่านหลักสูตรการฝึกอบรมด้านอาชีวเวชกรรมที่กรมควบคุมโรคกำหนดหรือหลักสูตรการฝึกอบรมของหน่วยงานอื่นที่กรมควบคุมโรครับรอง (๔) ผู้ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนและได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์จากสภาเทคนิคการแพทย์ (๕) ผู้ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนและได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะจากคณะกรรมการวิชาชีพในสาขาการแก้ไขความผิดปกติของการสื่อความหมาย สาขารังสีเทคนิค หรือสาขาจิตวิทยาคลินิก หรือผู้ซึ่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการอาชีวเวชกรรม เช่น วิทยาศาสตร์การแพทย์ การยศาสตร์ พิษวิทยา จิตวิทยาองค์กร วิศวกรรมความปลอดภัย

หมวด ๔ มาตรฐานด้านเครื่องมือสำหรับการให้บริการอาชีวเวชกรรม

ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ หน่วยบริการอาชีวเวชกรรมต้องจัดให้มีเครื่องมือสำหรับการให้บริการอาชีวเวชกรรม ดังต่อไปนี้ (๑) เครื่องตรวจสมรรถภาพการได้ยิน อย่างน้อยหนึ่งเครื่อง (๒) เครื่องตรวจสมรรถภาพปอด อย่างน้อยหนึ่งเครื่อง (๓) เครื่องตรวจสมรรถภาพการมองเห็น อย่างน้อยหนึ่งเครื่อง ในกรณีหน่วยบริการอาชีวเวชกรรมที่เป็นหน่วยบริการปฐมภูมิตามกฎหมายว่าด้วยระบบสุขภาพปฐมภูมิตามข้อ ๓ (๑) และหน่วยบริการอาชีวเวชกรรมตามข้อ ๓ (๕) อาจจัดให้มีเครื่องมือสำหรับการให้บริการอาชีวเวชกรรมเท่าที่จำเป็นและเหมาะสมกับรูปแบบการให้บริการก็ได้ แต่ทั้งนี้ ต้องไม่กระทบต่อมาตรฐานการให้บริการตรวจสุขภาพและเก็บสิ่งส่งตรวจทางชีวภาพตามหมวด ๒

ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ เครื่องมือสำหรับการให้บริการอาชีวเวชกรรมตามข้อ ๑๑ อย่างน้อยต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้ (๑) เครื่องตรวจสมรรถภาพการได้ยินต้องส่งสัญญาณเสียงบริสุทธิ์และได้รับการรับรองตามมาตรฐานสถาบันมาตรฐานแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา ค.ศ. ๑๙๙๖ (American National Standards Institute (ANSI) S3.6-1996) และตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม โดยหน่วยบริการอาชีวเวชกรรมต้องมีเอกสารแสดงการสอบเทียบเครื่องมือตามระยะเวลาที่กำหนดไม่เกินสองปี และให้ดำเนินการภายใต้หลักเกณฑ์ ดังนี้ (ก) ห้องหรือพื้นที่สำหรับการตรวจสมรรถภาพการได้ยินต้องมีระดับเสียงขั้นต่ำตามมาตรฐานสถาบันมาตรฐานแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา ค.ศ. ๑๙๙๙ (American National Standards Institute (ANSI) S3.1-1999) และตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม หรือมาตรฐานสำนักงานบริหารความปลอดภัยและอาชีวอนามัยแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา ค.ศ. ๑๙๘๓ (Occupational Safety and Health Administration (OSHA) 1983) และตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม หรือมาตรฐานอื่นที่ไม่ต่ำกว่ามาตรฐานดังกล่าว (ข) ตู้ตรวจการได้ยิน (Audiometric test booth) ต้องมีระดับเสียงขั้นต่ำตามมาตรฐานสถาบันมาตรฐานแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา ค.ศ. ๑๙๙๙ (American National Standards Institute (ANSI) S3.1-1999) และตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม (๒) เครื่องตรวจสมรรถภาพปอดต้องได้รับการรับรองตามมาตรฐานสมาคมแพทย์โรคทรวงอกแห่งสหรัฐอเมริกา ค.ศ. ๑๙๙๔ (American Thoracic Society (ATS) 1994) และตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม หรือมาตรฐานคณะทำงานเฉพาะกิจสมาคมระบบทางเดินหายใจของยุโรป ค.ศ. ๒๐๐๕ (European Respiratory Society Task Force (ATS/ERS) 2005) และตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม หรือมาตรฐานอื่นที่ไม่ต่ำกว่ามาตรฐานดังกล่าว ทั้งนี้ ต้องสามารถแสดงผลสไปโรแกรมได้ทั้งกราฟแสดงปริมาตรเทียบกับเวลา (Volume-time curve) และกราฟแสดงอัตราการไหลเทียบกับปริมาตรของอากาศ (Flow-volume curve) รวมทั้งต้องสามารถรายงานผลการตรวจสมรรถภาพปอดตามพารามิเตอร์อย่างน้อยในเรื่องต่าง ๆ ได้แก่ ปริมาตรอากาศทั้งหมดที่ออกแรงเป่าได้ (Forced vital capacity : FVC) ปริมาตรอากาศที่ออกแรงเป่าได้ในช่วงหนึ่งวินาทีแรก (Forced expiratory volume in 1 second : FEV1) และค่าอัตราส่วนปริมาตรอากาศที่ออกแรงเป่าได้ในช่วงหนึ่งวินาทีแรกต่อปริมาตรอากาศทั้งหมดที่ออกแรงเป่าได้ (FEV1/FVC) ทั้งค่าที่ตรวจได้จริง (Measure) และร้อยละของค่าคาดคะเน (Percent of predicted value) พร้อมทั้งมีอุปกรณ์สำหรับการปรับความเที่ยงตรงประจำวัน (daily calibration) เช่น กระบอกสูบ (๓) เครื่องตรวจสมรรถภาพการมองเห็นต้องวัดความสามารถในการมองเห็นของสายตาทั้งในระยะใกล้ คือ ระยะที่วัตถุอยู่ห่างจากสายตาสิบสี่นิ้ว และระยะไกล คือ ระยะที่วัตถุอยู่ห่างจากสายตายี่สิบฟุต และต้องมีสไลด์ชุดสำหรับงานอาชีวอนามัยหรือชุดมาตรฐาน โดยผลการตรวจวัดต้องสามารถเทียบกับลักษณะงานได้ ดังนี้ (ก) ทดสอบสายตาเขแนวดิ่ง (vertical phoria test) (ข) ทดสอบสายตาเขแนวนอน (lateral phoria test) (ค) ทดสอบความชัดของภาพ (visual acuity test) (ง) ทดสอบความลึกของภาพ (depth perception test) (จ) ทดสอบการแยกสี (vision color test) (ฉ) ทดสอบลานสายตา (visual field test)

ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ การให้บริการอาชีวเวชกรรมด้วยเครื่องมือตามข้อ ๑๑ ต้องดำเนินการโดยบุคลากรผู้ให้บริการอาชีวเวชกรรมหรือบุคลากรผู้สนับสนุนการให้บริการอาชีวเวชกรรม ดังต่อไปนี้ (๑) บุคลากรผู้ให้บริการอาชีวเวชกรรมตามข้อ ๙ (๑) (ก) และ (๒) (ก) (๒) บุคลากรผู้ให้บริการอาชีวเวชกรรมตามข้อ ๙ (๑) (ข) และ (๒) (ข) หรือบุคลากรผู้สนับสนุนการให้บริการอาชีวเวชกรรมตามข้อ ๑๐ ทั้งนี้ บุคลากรดังกล่าวต้องผ่านหลักสูตรการฝึกอบรมการใช้เครื่องมือสำหรับการให้บริการอาชีวเวชกรรมที่กรมควบคุมโรค กรมการแพทย์ สภาการพยาบาล สมาคมโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย หรือสมาคมพยาบาลอาชีวอนามัยแห่งประเทศไทยกำหนด หรือผ่านหลักสูตรการฝึกอบรมการใช้เครื่องมือสำหรับการให้บริการอาชีวเวชกรรมของหน่วยงานอื่นที่กรมควบคุมโรครับรอง ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๗ สมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๒๔ (๑) แห่งพระราชบัญญัติควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม พ.ศ. ๒๕๖๒ บัญญัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยคำแนะนำของคณะกรรมการควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อมมีอำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานการให้บริการของหน่วยบริการอาชีวเวชกรรม เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการเกี่ยวกับอาชีวเวชกรรม จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

公布日期部分取自:Open Law Data Thailand × สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีCC BY 4.0

接下來可以查