มาตรา ๒๐ เมื่อประชาชนในตำบลใดประสงค์จะตั้งโรงเรียนประชาบาลในตำบลที่ตนอาศัยอยู่ ให้ผู้เป็นหัวหน้าเปิดบัญชีรับเงินและเก็บเงินที่ประชาชนในตำบลนั้นสมัครออกสำหรับการตั้งโรงเรียนนั้น ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๒๕ (๑) แล้วทำเรื่องราวยื่นต่อข้าหลวงประจำจังหวัดโดยทางนายอำเภอ
ขออนุญาตตั้งโรงเรียนพร้อมทั้งส่งบัญชีแสดงรายชื่อผู้สมัครออกเงินและจำนวนเงินที่สมัครออก และส่งเงินที่เก็บได้ต่อนายอำเภอ เมื่อข้าหลวงประจำจังหวัดเห็นสมควรและมีเงินพอที่จะจัดตั้งโรงเรียนได้ ก็ให้อนุญาตให้ตั้งโรงเรียนตามความประสงค์แล้วรายงานต่อรัฐมนตรี ถ้าข้าหลวงประจำจังหวัดไม่ให้อนุญาต
ก็ให้คืนเงินที่เก็บได้นั้นแก่ผู้ออกเงิน
มาตรา ๒๑ โรงเรียนประชาบาลที่ประชาชนจัดตั้งนั้นเป็นนิติบุคคล มีคณะกรรมการจัดการเป็นผู้จัดการและดำรงมีจำนวนไม่ต่ำกว่าสามคน และไม่เกินกว่าห้าคน
มาตรา ๒๒ การเลือกตั้งกรรมการจัดการนั้น ให้ปฏิบัติดังนี้ (๑) ผู้ที่ได้ออกเงินสำหรับการตั้งโรงเรียนแล้วเป็นจำนวนไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยบาท หรือได้ออกเงินสำหรับการดำรงโรงเรียนในปีนั้นแล้วเป็นจำนวนตามอัตราที่ข้าหลวงประจำจังหวัดกำหนดไว้หรือมากกว่านั้น
แต่ไม่ต่ำกว่าห้าบาทมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งกรรมการจัดการได้ คนหนึ่งออกเสียงได้หนึ่งคะแนน (๒) ให้ผู้มีสิทธิออกเสียงประชุมกันเลือกตั้งกรรมการจัดการในเดือนเมษายนทุกปี กรรมการจัดการนั้นให้เลือกจากประชาชนที่สมัครออกเงิน ผู้ที่ได้คะแนนเสียงมากให้ถือว่าเป็นผู้ได้รับเลือก (๓)
บุคคลที่ได้รับเลือกจะเป็นกรรมการจัดการได้ต่อเมื่อได้รับอนุมัติจากข้าหลวงประจำจังหวัดแล้ว ถ้าข้าหลวงประจำจังหวัดคัดค้านการตั้งกรรมการผู้จัดการทั้งหมด หรือแต่คนใดคนหนึ่ง ให้มีการเลือกกันใหม่ ถ้าหากข้าหลวงประจำจังหวัดยังคงคัดค้านการตั้งกรรมการจัดการที่เลือกขึ้นใหม่ทั้งหมดหรือแต่บางคนอยู่อีก
ให้ข้าหลวงประจำจังหวัดรายงานเรื่องมายังรัฐมนตรี คำวินิจฉัยของรัฐมนตรีเป็นที่สุด
มาตรา ๒๓ เมื่อได้รับอนุมัติการเลือกตั้งกรรมการจัดการแล้ว ให้กรรมการจัดการไปจดทะเบียน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่
มาตรา ๒๔ กรรมการจัดการคณะหนึ่ง จะตั้งให้จัดการโรงเรียนที่ตั้งขึ้นในหมู่บ้านเดียวกันหรือตำบลเดียวกันมากกว่าโรงเรียนหนึ่งก็ได้
มาตรา ๒๕ เงินที่จำเป็นต้องใช้จ่ายสำหรับการตั้งและดำรงโรงเรียนประชาบาลซึ่งประชาชนจัดตั้งนั้น ให้เก็บจากประชาชนตามที่สมัครออกให้และให้ปฏิบัติดังนี้ (๑) สำหรับการจัดตั้งโรงเรียน ให้ผู้เป็นหัวหน้าเก็บเงินจากประชาชนที่สมัครออกให้ส่งต่อนายอำเภอ เพื่อรักษาตามระเบียบ และข้อบังคับของกระทรวงธรรมการ (๒)
สำหรับการดำรงโรงเรียน ให้คณะกรรมการจัดการเป็นผู้เก็บและรักษาเงินที่ประชาชนออกให้ประจำปี นอกจากเงินที่ประชาชนสมัครออกให้แล้ว กระทรวงธรรมการอาจให้เงินอุดหนุนเป็นพิเศษจากงบประมาณของกระทรวงก็ได้
มาตรา ๒๖ คณะกรรมการจัดการมีหน้าที่ (๑) เก็บเงินที่ประชาชนสมัครออกให้ประจำปี (๒) จัดการการเงินและทรัพย์สินของโรงเรียนให้เรียบร้อย (๓) ทำงบประมาณรายได้รายจ่ายของโรงเรียนแยกเป็นรายโรงเรียน (๔) รักษาและดำรงโรงเรียนให้เป็นไปตามทางที่ควร กับจัดสถานที่เรียนและเครื่องใช้ของโรงเรียนให้ควรแก่การ (๕)
จัดการในเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับการจัดการโรงเรียนซึ่งรัฐมนตรีจะกำหนดไว้ในกฎกระทรวง
มาตรา ๒๗ โรงเรียนประชาบาลที่ประชาชนจัดตั้งขึ้นนั้นข้าหลวงประจำจังหวัดมีอำนาจสั่งให้เลิกล้มได้ (๑) เมื่อคณะกรรมการจัดการได้รายงานขอเลิกล้มด้วยเหตุใด ๆ หรือ (๒) ถ้าปรากฏว่าคณะกรรมการจัดการไม่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้
และเมื่อได้รับหนังสือแจ้งความจากข้าหลวงประจำจังหวัดให้ปฏิบัติตามภายในเวลาที่กำหนดไว้ในหนังสือแจ้งความแล้ว คณะกรรมการจัดการก็ยังไม่ปฏิบัติตาม ข้าหลวงประจำจังหวัดสั่งเลิกล้มโรงเรียนได้โดยอนุมัติของรัฐมนตรี เมื่อโรงเรียนใดเลิกล้มตามความข้างต้นนี้
ให้ข้าหลวงประจำจังหวัดสั่งนายอำเภอถอนชื่อคณะกรรมการจัดการโรงเรียนนั้นออกจากทะเบียน
มาตรา ๒๘ เมื่อข้าหลวงประจำจังหวัดสั่งเลิกล้มโรงเรียนตามความในมาตรา ๒๗ ให้คณะกรรมการจัดการตั้งผู้ชำระบัญชีคนหนึ่งหรือหลายคนเพื่อชำระสะสางกิจการของโรงเรียนด้วยความเห็นชอบของนายอำเภอ ถ้าไม่ตกลงกัน ให้นายอำเภอร้องขอต่อศาลให้สั่งตั้งผู้ชำระบัญชี แต่ในกรณีตามมาตรา ๒๗ (๒)
ข้าหลวงประจำจังหวัดอาจสั่งตั้งผู้ชำระบัญชีเสียเองก็ได้เมื่อเห็นสมควร
มาตรา ๒๙ ผู้ชำระบัญชีมีอำนาจจัดการทรัพย์สินของโรงเรียนในระหว่างเวลาที่ยังไม่เสร็จการชำระบัญชี ผู้ชำระบัญชีมีอำนาจเรียกร้องให้ชำระหนี้ที่ค้างชำระแก่โรงเรียน แต่มิให้ผู้ชำระบัญชีชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ของโรงเรียนจนกว่าจะสอบสวนเป็นที่แน่นอนแล้วว่า
ทรัพย์สินของโรงเรียนมีพอที่จะชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้จนสิ้นเชิง ถ้าปรากฏว่าทรัพย์สินของโรงเรียนไม่มีพอ ผู้ชำระบัญชีมีสิทธิเรียกร้องให้ผู้ที่สมัครออกเงินส่งเงินตามจำนวนที่ค้างชำระ ถ้ายังไม่พออยู่อีก ให้ผู้ชำระบัญชีขอเงินช่วยพิเศษจากกระทรวงธรรมการผ่านทางอำเภอ ถ้ากระทรวงธรรมการปฏิเสธ
ให้ผู้ชำระบัญชีเอาทรัพย์สินเท่าที่มีอยู่ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ของโรงเรียนตามส่วนแห่งหนี้
มาตรา ๓๐ เมื่อได้ชำระบัญชีแล้ว ถ้ามีทรัพย์สินเหลืออยู่เท่าใด ให้ผู้ชำระบัญชีมอบหมายแก่ข้าหลวงประจำจังหวัดและให้ข้าหลวงประจำจังหวัดจัดโอนไปยังโรงเรียนประชาบาลหรือโรงเรียนเทศบาลซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับโรงเรียนที่เลิกล้มนั้น เพื่อใช้จ่ายในการประถมศึกษาต่อไป
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).