พระราชบัญญัติ ประถมศึกษา พุทธศักราช ๒๔๗๘ (ยกเลิก)
ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (ตามประกาศประธานสภาผู้แทนราษฎร ลงวันที่ ๒๐ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๗๘) น.อ. อาทิตย์ทิพอาภา ร.น. พล.อ. เจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน ตราไว้ ณ วันที่ ๑๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๗๘ เป็นปีที่ ๒ ในรัชกาลปัจจุบัน
โดยที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติว่า สมควรปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติประถมศึกษาเพื่อให้เหมาะสมแก่กาลสมัย จึงมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาผู้แทนราษฎร ดังต่อไปนี้
ข้อความเบื้องต้น มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้ให้เรียกว่า “พระราชบัญญัติประถมศึกษา พุทธศักราช ๒๔๗๘”
มาตรา ๒ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติประถมศึกษา พ.ศ. ๒๔๖๔ พระราชบัญญัติประถมศึกษาแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๔๗๓ กฎ และข้อบังคับอื่น ๆ ซึ่งมีข้อความขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ และให้ยกเลิกเก็บเงินศึกษาพลีตามพระราชบัญญัติประถมศึกษา พ.ศ. ๒๔๖๔ ซึ่งค้างชำระอยู่นั้นด้วย
มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้ “โรงเรียนประถมศึกษา” หมายความถึงโรงเรียนรัฐบาล โรงเรียนประชาบาล และโรงเรียนเทศบาลที่ให้จัดสอนตามหลักสูตรประถมศึกษาของกระทรวงธรรมการ หรือหลักสูตรอื่นที่รัฐมนตรีเห็นว่าเทียบเท่ากัน และโรงเรียนราษฎร์ที่อนุมัติให้สอนตามหลักสูตรเช่นนั้น ๆ “โรงเรียนรัฐบาล”
หมายความถึงโรงเรียนประถมศึกษาที่กระทรวงธรรมการตั้ง และดำรงด้วยเงินงบประมาณของกระทรวงธรรมการ "โรงเรียนประชาบาล" หมายความถึงโรงเรียนประถมศึกษาที่ประชาชนในตำบลหนึ่งหรือหลายตำบลจัดตั้งและดำรงด้วยทรัพย์สินของตนเอง และโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด
ที่นายอำเภอจัดตั้งหรือที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดได้รับโอนมา “โรงเรียนเทศบาล” หมายความถึงโรงเรียนประถมศึกษาที่เทศบาลตั้ง หรือได้รับโอนมา และดำรงด้วยเงินรายได้ของเทศบาล “โรงเรียนราษฎร์” หมายความถึงโรงเรียนประถมศึกษาที่ตั้งและดำรงตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนราษฎร์ "ผู้ปกครอง"
หมายความถึงผู้ปกครองตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือบุคคลใด ๆ ที่เด็กอยู่ด้วยเป็นประจำ หรือที่เด็กอยู่รับใช้การงาน “รัฐมนตรี” หมายความถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการ “กฎกระทรวง” หมายความถึงกฎซึ่งรัฐมนตรีออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัตินี้ “พนักงานเจ้าหน้าที่”
หมายความถึงเจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้มีหน้าที่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๕ ให้รัฐมนตรี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ อธิบดีในกระทรวงศึกษาธิการ รองอธิบดีกรมสามัญศึกษา ผู้อำนวยการกองการประถมศึกษา หัวหน้ากองในกรมสามัญศึกษา หัวหน้ากองในกรมพลศึกษา หัวหน้ากองในกรมวิชาการ หัวหน้าแผนกโรงเรียน กองการประถมศึกษา กรมสามัญศึกษา
ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด ผู้ตรวจการศึกษา ศึกษานิเทศก์ ศึกษาธิการจังหวัด ผู้ช่วยศึกษาธิการจังหวัด นายอำเภอ ปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้ากิ่งอำเภอ ศึกษาธิการอำเภอ และศึกษาธิการอำเภอประจำกิ่งอำเภอ เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่โดยตำแหน่ง
ในท้องถิ่นที่มีฐานะเป็นเทศบาล และเทศบาลได้รับโอนโรงเรียนประชาบาลไปจัดการแล้ว ให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมการปกครอง รองอธิบดีกรมการปกครอง ผู้อำนวยการส่วนการปกครองท้องถิ่น ผู้ตรวจราชการกรมการปกครอง หัวหน้าแผนกการศึกษาท้องถิ่น ส่วนการปกครองท้องถิ่น กรมการปกครอง ผู้ตรวจราชการส่วนท้องถิ่น
นายกเทศมนตรี ปลัดเทศบาล และพนักงานเทศบาลซึ่งดำรงตำแหน่งหัวหน้ากอง หัวหน้าแผนก หรือหัวหน้าหมวดการศึกษาของเทศบาล เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่โดยตำแหน่งด้วย ในท้องถิ่นที่มีฐานะเป็นองค์การบริหารส่วนจังหวัด สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารส่วนตำบล และองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้รับโอนโรงเรียนประชาบาลไปจัดการแล้ว
ให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมการปกครอง รองอธิบดีกรมการปกครอง ผู้อำนวยการส่วนการปกครองภูมิภาค ผู้อำนวยการส่วนการปกครองท้องถิ่น ผู้อำนวยการกอง หรือหัวหน้ากองและหัวหน้าแผนกที่เกี่ยวกับการประถมศึกษาในกองบริหารราชการส่วนจังหวัดและส่วนตำบล กรมการปกครอง ผู้ตรวจราชการกรมการปกครอง
ผู้ตรวจราชการส่วนท้องถิ่น ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด หัวหน้าส่วนการศึกษา และผู้ตรวจการศึกษาขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่โดยตำแหน่งด้วย
มาตรา ๖ เด็กทุกคนที่มีอายุย่างเข้าปีที่แปด ต้องเรียนอยู่ในโรงเรียนประถมศึกษาจนกว่าจะมีอายุย่างเข้าปีที่สิบห้า เว้นแต่เป็นผู้สอบได้ชั้นประถมศึกษาปีที่หก ตามหลักสูตรประถมศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการหรือตามหลักสูตรอื่นที่รัฐมนตรีเห็นว่าเทียบเท่า แต่ถ้าในตำบลใด
ผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นสมควรบังคับให้เด็กเข้าเรียนเมื่อเด็กมีอายุครบหกปีบริบูรณ์ หรือเมื่อเด็กมีอายุมากกว่านั้นแต่ต้องไม่เกินอายุครบแปดปีบริบูรณ์ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจประกาศกำหนดอายุเพื่อบังคับเด็กเข้าเรียนได้ การนับอายุให้นับตามปีปฏิทิน
มาตรา ๗ โรงเรียนประชาบาลและโรงเรียนเทศบาลสอนให้โดยไม่เรียกเก็บค่าสอน ส่วนโรงเรียนรัฐบาลนั้นอาจเรียกเก็บค่าสอนได้ตามอัตราที่รัฐมนตรีได้กำหนดไว้
มาตรา ๘ การเรียนอยู่ในโรงเรียนประถมศึกษา ให้หมายความดังนี้ (๑) เด็กผู้ที่มีชื่ออยู่ในบัญชีตามความในมาตรา ๑๒ ต้องเรียนอยู่ในโรงเรียนประถมศึกษา (๒) เด็กต้องเรียนอยู่ในโรงเรียนประถมศึกษาจริง ๆ เดือนหนึ่งไม่ขาดเรียนเกินเจ็ดวันโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร (๓) (ยกเลิก)
มาตรา ๙ ถ้าบิดามารดาหรือผู้ปกครองเด็กคนใดร้องขอเป็นลายลักษณ์อักษร ให้ยกเว้นเด็กคนนั้นจากการเรียนอยู่ในโรงเรียนประถมศึกษา โดยเหตุที่เด็กคนนั้นได้รับการศึกษาอยู่ในครอบครัวของตน และเมื่อนายอำเภอได้พิจารณาเห็นชอบตามเกณฑ์ในกฎกระทรวงที่ได้กำหนดไว้แล้ว ให้นายอำเภอสั่งยกเว้นได้
บิดามารดาหรือผู้ปกครองต้องส่งเด็กที่ได้รับการยกเว้นนั้นให้ศึกษาธิการอำเภอสอบไล่ความรู้ปีละหนึ่งครั้ง ถ้าปรากฏว่าเด็กนั้นไม่มีความรู้เพียงพอตามหลักสูตรประโยคประถมศึกษาตอนต้นหรือประโยคประถมศึกษาตอนปลายของกระทรวงศึกษาธิการ แล้วแต่กรณี หรือหลักสูตรอื่นที่รัฐมนตรีเห็นว่าเทียบเท่า
หรือเมื่อมีเหตุอื่นอันสมควร ผู้ว่าราชการจังหวัดจะสั่งถอนการยกเว้นนั้นก็ได้
มาตรา ๑๐ เมื่อบิดามารดาหรือผู้ปกครองเด็กคนใดร้องขอเป็นลายลักษณ์อักษรว่า การเป็นอยู่ของตนจำต้องอาศัยใช้เด็กนั้นชั่วคราวหรือจำต้องใช้เด็กสำหรับการอาชีพ ซึ่งมิฉะนั้นจะทำไปไม่ได้ทีเดียว และเมื่อนายอำเภอสอบสวนปรากฏความจริง
ก็มีอำนาจผ่อนผันเด็กคนนั้นจากการเรียนอยู่ในโรงเรียนประถมศึกษาได้ปีหนึ่งไม่เกินสองเดือน ข้าหลวงประจำจังหวัดจะสั่งถอนการผ่อนผันที่นายอำเภอได้ให้ไปนั้นเมื่อใดก็ได้ เมื่อมีเหตุผลอันสมควร
มาตรา ๑๑ นายอำเภอมีอำนาจยกเว้นเด็กที่มีลักษณะดังต่อไปนี้จากการเรียนอยู่ในโรงเรียนประถมศึกษา (๑) เด็กที่บกพร่องในส่วนกำลังกาย หรือกำลังความคิดหรือเป็นโรคเรื้อรังหรือโรคติดต่อ (๒)
เด็กที่อยู่ห่างจากโรงเรียนประถมศึกษาที่สอนให้เปล่าเกินสามพันเมตรหรือที่ไม่สามารถจะไปถึงโรงเรียนได้ด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งซึ่งไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ (๓) เด็กที่จำเป็นต้องหาเลี้ยงบิดามารดาหรือผู้ปกครองซึ่งทุพพลภาพไม่มีหนทางหาเลี้ยงชีพ และไม่มีผู้อื่นเลี้ยงดูแทน (๔)
เด็กที่มีความเป็นอยู่อันไม่เหมาะสมที่จะเรียนอยู่ในโรงเรียนประถมศึกษา การยกเว้นตามข้อ (๓) นี้ ถ้าบิดามารดาหรือผู้ปกครองที่ทุพพลภาพมีเด็กที่ต้องเรียนอยู่ในโรงเรียนประถมศึกษาพร้อมกันหลายคน คงยกเว้นให้แต่คนเดียว เมื่อปรากฏว่าเด็กพ้นจากลักษณะที่ได้รับการยกเว้นดังกล่าวแล้ว ให้นายอำเภอสั่งถอนการยกเว้นนั้น
ข้าหลวงประจำจังหวัดจะสั่งถอนการยกเว้นที่นายอำเภอได้ให้ไว้นั้นเมื่อใดก็ได้ เมื่อมีเหตุผลอันสมควร
มาตรา ๑๒ ภายในเดือนธันวาคมและมกราคมทุกรอบปี ให้นายอำเภอประกาศแก่ราษฎรในท้องที่ของตนให้บิดามารดาหรือผู้ปกครองของเด็กที่มีอายุถึงเขตที่จะต้องเข้าเรียนในโรงเรียนประถมศึกษาในเดือนเมษายนหรือพฤษภาคมต่อไป ไปแจ้งความตามรายการสำรวจเด็กต่อเจ้าพนักงานยังสถานที่ในตำบลและภายในเวลาที่นายอำเภอกำหนดไว้
การแจ้งความตามความในมาตรานี้ หรือการทำคำร้องใด ๆ เกี่ยวกับการปฏิบัติให้เป็นไปตามความในพระราชบัญญัตินี้ ให้ยกเว้นไม่ต้องปิดอากรแสตมป์
มาตรา ๑๓ ให้นายอำเภอแจ้งความเป็นลายลักษณ์อักษรแก่บิดามารดาหรือผู้ปกครองของเด็กที่ได้สำรวจตามมาตรา ๑๒ ให้ส่งเด็กนั้นเข้าเรียนในโรงเรียนประถมศึกษาในวันเปิดเรียนภาคต้นของปีต่อไปตามที่นายอำเภอจะได้กำหนดไว้ในใบแจ้งความนั้น เว้นแต่จะมีเหตุสุดวิสัยเป็นอุปสรรคขัดขวางไว้
ถ้าปรากฏว่ามีเด็กที่ยังมิได้เข้าเรียนในโรงเรียนประถมศึกษา ให้นายอำเภอแจ้งความเป็นหนังสือแก่บิดามารดาหรือผู้ปกครองเด็กนั้น ให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติภายในกำหนดเวลาไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน นับแต่วันรับแจ้งความ
มาตรา ๑๔ เมื่อปรากฏว่าเด็กคนใดยังมิได้เรียนอยู่ในโรงเรียนตามแจ้งความของนายอำเภอตามมาตรา ๑๓ หรือขาดเรียนเป็นการฝ่าฝืนต่อมาตรา ๘ (๒) ให้นายอำเภอแจ้งความเป็นลายลักษณ์อักษรอีกครั้งหนึ่ง บังคับให้บิดามารดาหรือผู้ปกครองนำเด็กนั้นไปเข้าเรียน
มาตรา ๑๕ เมื่อบิดามารดาหรือผู้ปกครองเด็กคนใดร้องขอเป็นลายลักษณ์อักษร ให้เด็กซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในท้องที่ตำบลหนึ่งหรืออำเภอหนึ่งไปเรียนยังโรงเรียนประถมศึกษาซึ่งอยู่ในท้องที่อีกตำบลหนึ่งหรืออำเภอหนึ่ง และเมื่อนายอำเภอสอบสวนเห็นสมควรแล้วก็มีอำนาจสั่งได้
มาตรา ๑๖ ครูใหญ่โรงเรียนประถมศึกษาต้องจัดให้มี (๑) ทะเบียนนักเรียน (๒) บัญชีเรียกชื่อ (๓) สมุดหมายเหตุรายวัน ตามแบบของกระทรวงธรรมการ กับทั้งต้องทำให้ทันเวลาและถูกต้องตามข้อบังคับของกระทรวงธรรมการด้วย
มาตรา ๑๗ พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าตรวจสอบความเป็นไปในโรงเรียนประถมศึกษาได้ทุกเมื่อ และเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนต้องให้ความสะดวกแก่เจ้าพนักงานในการนั้นทุกอย่าง
มาตรา ๑๘ การสอบไล่ประโยคประถมศึกษานั้น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่กระทรวงธรรมการเป็นผู้สอบ และให้สอบไล่ทุกวิชาแห่งหลักสูตรประถมศึกษาของกระทรวงธรรมการ หรือหลักสูตรอื่นที่รัฐมนตรีเห็นว่าเทียบเท่ากัน
มาตรา ๑๙ การตั้ง การดำรง และการจัดการโรงเรียนรัฐบาลให้เป็นไปตามระเบียบและข้อบังคับ ซึ่งกระทรวงธรรมการกำหนดให้ใช้สำหรับโรงเรียนรัฐบาล
ส่วนที่ ๑ โรงเรียนประชาบาลที่ประชาชนจัดตั้ง
มาตรา ๒๐ เมื่อประชาชนในตำบลใดประสงค์จะตั้งโรงเรียนประชาบาลในตำบลที่ตนอาศัยอยู่ ให้ผู้เป็นหัวหน้าเปิดบัญชีรับเงินและเก็บเงินที่ประชาชนในตำบลนั้นสมัครออกสำหรับการตั้งโรงเรียนนั้น ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๒๕ (๑) แล้วทำเรื่องราวยื่นต่อข้าหลวงประจำจังหวัดโดยทางนายอำเภอ
ขออนุญาตตั้งโรงเรียนพร้อมทั้งส่งบัญชีแสดงรายชื่อผู้สมัครออกเงินและจำนวนเงินที่สมัครออก และส่งเงินที่เก็บได้ต่อนายอำเภอ เมื่อข้าหลวงประจำจังหวัดเห็นสมควรและมีเงินพอที่จะจัดตั้งโรงเรียนได้ ก็ให้อนุญาตให้ตั้งโรงเรียนตามความประสงค์แล้วรายงานต่อรัฐมนตรี ถ้าข้าหลวงประจำจังหวัดไม่ให้อนุญาต
ก็ให้คืนเงินที่เก็บได้นั้นแก่ผู้ออกเงิน
มาตรา ๒๑ โรงเรียนประชาบาลที่ประชาชนจัดตั้งนั้นเป็นนิติบุคคล มีคณะกรรมการจัดการเป็นผู้จัดการและดำรงมีจำนวนไม่ต่ำกว่าสามคน และไม่เกินกว่าห้าคน
มาตรา ๒๒ การเลือกตั้งกรรมการจัดการนั้น ให้ปฏิบัติดังนี้ (๑) ผู้ที่ได้ออกเงินสำหรับการตั้งโรงเรียนแล้วเป็นจำนวนไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยบาท หรือได้ออกเงินสำหรับการดำรงโรงเรียนในปีนั้นแล้วเป็นจำนวนตามอัตราที่ข้าหลวงประจำจังหวัดกำหนดไว้หรือมากกว่านั้น
แต่ไม่ต่ำกว่าห้าบาทมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งกรรมการจัดการได้ คนหนึ่งออกเสียงได้หนึ่งคะแนน (๒) ให้ผู้มีสิทธิออกเสียงประชุมกันเลือกตั้งกรรมการจัดการในเดือนเมษายนทุกปี กรรมการจัดการนั้นให้เลือกจากประชาชนที่สมัครออกเงิน ผู้ที่ได้คะแนนเสียงมากให้ถือว่าเป็นผู้ได้รับเลือก (๓)
บุคคลที่ได้รับเลือกจะเป็นกรรมการจัดการได้ต่อเมื่อได้รับอนุมัติจากข้าหลวงประจำจังหวัดแล้ว ถ้าข้าหลวงประจำจังหวัดคัดค้านการตั้งกรรมการผู้จัดการทั้งหมด หรือแต่คนใดคนหนึ่ง ให้มีการเลือกกันใหม่ ถ้าหากข้าหลวงประจำจังหวัดยังคงคัดค้านการตั้งกรรมการจัดการที่เลือกขึ้นใหม่ทั้งหมดหรือแต่บางคนอยู่อีก
ให้ข้าหลวงประจำจังหวัดรายงานเรื่องมายังรัฐมนตรี คำวินิจฉัยของรัฐมนตรีเป็นที่สุด
มาตรา ๒๓ เมื่อได้รับอนุมัติการเลือกตั้งกรรมการจัดการแล้ว ให้กรรมการจัดการไปจดทะเบียน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่
มาตรา ๒๔ กรรมการจัดการคณะหนึ่ง จะตั้งให้จัดการโรงเรียนที่ตั้งขึ้นในหมู่บ้านเดียวกันหรือตำบลเดียวกันมากกว่าโรงเรียนหนึ่งก็ได้
มาตรา ๒๕ เงินที่จำเป็นต้องใช้จ่ายสำหรับการตั้งและดำรงโรงเรียนประชาบาลซึ่งประชาชนจัดตั้งนั้น ให้เก็บจากประชาชนตามที่สมัครออกให้และให้ปฏิบัติดังนี้ (๑) สำหรับการจัดตั้งโรงเรียน ให้ผู้เป็นหัวหน้าเก็บเงินจากประชาชนที่สมัครออกให้ส่งต่อนายอำเภอ เพื่อรักษาตามระเบียบ และข้อบังคับของกระทรวงธรรมการ (๒)
สำหรับการดำรงโรงเรียน ให้คณะกรรมการจัดการเป็นผู้เก็บและรักษาเงินที่ประชาชนออกให้ประจำปี นอกจากเงินที่ประชาชนสมัครออกให้แล้ว กระทรวงธรรมการอาจให้เงินอุดหนุนเป็นพิเศษจากงบประมาณของกระทรวงก็ได้
มาตรา ๒๖ คณะกรรมการจัดการมีหน้าที่ (๑) เก็บเงินที่ประชาชนสมัครออกให้ประจำปี (๒) จัดการการเงินและทรัพย์สินของโรงเรียนให้เรียบร้อย (๓) ทำงบประมาณรายได้รายจ่ายของโรงเรียนแยกเป็นรายโรงเรียน (๔) รักษาและดำรงโรงเรียนให้เป็นไปตามทางที่ควร กับจัดสถานที่เรียนและเครื่องใช้ของโรงเรียนให้ควรแก่การ (๕)
จัดการในเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับการจัดการโรงเรียนซึ่งรัฐมนตรีจะกำหนดไว้ในกฎกระทรวง
มาตรา ๒๗ โรงเรียนประชาบาลที่ประชาชนจัดตั้งขึ้นนั้นข้าหลวงประจำจังหวัดมีอำนาจสั่งให้เลิกล้มได้ (๑) เมื่อคณะกรรมการจัดการได้รายงานขอเลิกล้มด้วยเหตุใด ๆ หรือ (๒) ถ้าปรากฏว่าคณะกรรมการจัดการไม่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้
และเมื่อได้รับหนังสือแจ้งความจากข้าหลวงประจำจังหวัดให้ปฏิบัติตามภายในเวลาที่กำหนดไว้ในหนังสือแจ้งความแล้ว คณะกรรมการจัดการก็ยังไม่ปฏิบัติตาม ข้าหลวงประจำจังหวัดสั่งเลิกล้มโรงเรียนได้โดยอนุมัติของรัฐมนตรี เมื่อโรงเรียนใดเลิกล้มตามความข้างต้นนี้
ให้ข้าหลวงประจำจังหวัดสั่งนายอำเภอถอนชื่อคณะกรรมการจัดการโรงเรียนนั้นออกจากทะเบียน
มาตรา ๒๘ เมื่อข้าหลวงประจำจังหวัดสั่งเลิกล้มโรงเรียนตามความในมาตรา ๒๗ ให้คณะกรรมการจัดการตั้งผู้ชำระบัญชีคนหนึ่งหรือหลายคนเพื่อชำระสะสางกิจการของโรงเรียนด้วยความเห็นชอบของนายอำเภอ ถ้าไม่ตกลงกัน ให้นายอำเภอร้องขอต่อศาลให้สั่งตั้งผู้ชำระบัญชี แต่ในกรณีตามมาตรา ๒๗ (๒)
ข้าหลวงประจำจังหวัดอาจสั่งตั้งผู้ชำระบัญชีเสียเองก็ได้เมื่อเห็นสมควร
มาตรา ๒๙ ผู้ชำระบัญชีมีอำนาจจัดการทรัพย์สินของโรงเรียนในระหว่างเวลาที่ยังไม่เสร็จการชำระบัญชี ผู้ชำระบัญชีมีอำนาจเรียกร้องให้ชำระหนี้ที่ค้างชำระแก่โรงเรียน แต่มิให้ผู้ชำระบัญชีชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ของโรงเรียนจนกว่าจะสอบสวนเป็นที่แน่นอนแล้วว่า
ทรัพย์สินของโรงเรียนมีพอที่จะชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้จนสิ้นเชิง ถ้าปรากฏว่าทรัพย์สินของโรงเรียนไม่มีพอ ผู้ชำระบัญชีมีสิทธิเรียกร้องให้ผู้ที่สมัครออกเงินส่งเงินตามจำนวนที่ค้างชำระ ถ้ายังไม่พออยู่อีก ให้ผู้ชำระบัญชีขอเงินช่วยพิเศษจากกระทรวงธรรมการผ่านทางอำเภอ ถ้ากระทรวงธรรมการปฏิเสธ
ให้ผู้ชำระบัญชีเอาทรัพย์สินเท่าที่มีอยู่ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ของโรงเรียนตามส่วนแห่งหนี้
มาตรา ๓๐ เมื่อได้ชำระบัญชีแล้ว ถ้ามีทรัพย์สินเหลืออยู่เท่าใด ให้ผู้ชำระบัญชีมอบหมายแก่ข้าหลวงประจำจังหวัดและให้ข้าหลวงประจำจังหวัดจัดโอนไปยังโรงเรียนประชาบาลหรือโรงเรียนเทศบาลซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับโรงเรียนที่เลิกล้มนั้น เพื่อใช้จ่ายในการประถมศึกษาต่อไป
ส่วนที่ ๒ โรงเรียนประชาบาลสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด
มาตรา ๓๑ ตำบลใดไม่มีโรงเรียนประถมศึกษา หรือมีไม่พอแก่ความเป็นอยู่แห่งตำบลนั้น ให้นายอำเภอจัดตั้งโรงเรียนประชาบาลสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขึ้นตามจำนวนที่เห็นสมควร โดยความเห็นชอบของผู้ว่าราชการจังหวัด
มาตรา ๓๒ เงินที่ต้องใช้จ่ายสำหรับการตั้ง และดำรงโรงเรียนประชาบาลสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด ให้ได้รับจากทรัพย์สินซึ่งประชาชนออกให้โดยใจสมัคร หรือซึ่งได้มาโดยกฎหมายและหรือจากงบประมาณขององค์การบริหารส่วนจังหวัด ซึ่งรวมถึงเงินอุดหนุนที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดได้รับจากรัฐบาลด้วย
มาตรา ๓๓ ให้นายอำเภอเป็นผู้จัดการโรงเรียนประชาบาลสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด และให้ศึกษาธิการอำเภอเป็นผู้ช่วยโดยตำแหน่ง นอกจากนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดจะแต่งตั้งข้าราชการอื่นในอำเภอนั้นเป็นผู้ช่วยอีกก็ได้ ในกรณีจำเป็น เพื่อประโยชน์แห่งการปรับปรุงการประถมศึกษา
ผู้ว่าราชการจังหวัดจะตั้งศึกษาธิการจังหวัดให้เป็นผู้จัดการโรงเรียนประชาบาลโรงเรียนใดโรงเรียนหนึ่งแทนนายอำเภอก็ได้
มาตรา ๓๔ ให้นำบทบัญญัติในส่วนที่ ๑ ว่าด้วยการเลิกล้มและการจัดการชำระสะสางกิจการของโรงเรียนประชาบาลที่ประชาชนจัดตั้ง มาใช้บังคับแก่โรงเรียนประชาบาลสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดโดยอนุโลม
ส่วนที่ ๓ การควบคุมโรงเรียนประชาบาล
มาตรา ๓๕ ภาคเรียน หลักสูตร การสอน หนังสือเครื่องใช้ในการสอน การเรียน วินัย ระเบียบการปกครองโรงเรียน ความสมควรและการสุขาภิบาลแห่งสถานที่ของโรงเรียน ให้อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎกระทรวง
มาตรา ๓๕ ทวิ ภายใต้บังคับมาตรา ๓๕ ในท้องถิ่นที่มีฐานะเป็นองค์การบริหารส่วนจังหวัด สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารส่วนตำบล และองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้รับโอนโรงเรียนประชาบาลไปจัดการแล้ว องค์การบริหารส่วนจังหวัด มีอำนาจออกข้อบัญญัติจังหวัดในกิจการต่อไปนี้ (๑) การปกครองโรงเรียน (๒)
การเงินและทรัพย์สินของโรงเรียน (๓) การทำประมาณการรายได้และงบประมาณรายจ่ายของโรงเรียน (๔) การจัดสถานที่เรียนและเครื่องใช้ในโรงเรียน (๕) การตรวจตรากิจการของโรงเรียน (๖) การบัญชีทุกอย่างในโรงเรียน (๗) การอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการจัดการโรงเรียน
มาตรา ๓๖ นายอำเภอเป็นผู้ตั้งและถอนครูโรงเรียนประชาบาลที่ประชาชนจัดตั้งด้วยความเห็นชอบของผู้ว่าราชการจังหวัด คุณสมบัติและวิทยฐานะของครูโรงเรียนประชาบาลที่ประชาชนจัดตั้งให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา ๓๗ ทรัพย์สินที่มีผู้ให้หรือสั่งไว้ในพินัยกรรมเพื่อประโยชน์ของโรงเรียนโดยมีเงื่อนไข หรือภาระติดพันโรงเรียนประชาบาลที่ประชาชนจัดตั้งหรือนายอำเภอแล้วแต่ประเภทของโรงเรียน จะรับได้ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบของข้าหลวงประจำจังหวัด
มาตรา ๓๘ เพื่อประโยชน์แก่การดำเนินการศึกษาข้าหลวงประจำจังหวัดมีอำนาจตั้งและถอนกรรมการศึกษาได้ตามที่เห็นสมควร
มาตรา ๓๙ กรรมการศึกษามีหน้าที่ (๑) รับปรึกษาหารือในการจัดและดำเนินการศึกษา (๒) ตรวจตราดูแลงบประมาณบัญชีเงิน และสอดส่องความเป็นไปของโรงเรียนประชาบาลที่ประชาชนจัดตั้ง (๓) ช่วยเหลือนายอำเภอในส่วนโรงเรียนประชาบาลที่นายอำเภอจัดตั้ง
หมวดที่ ๔ โรงเรียนเทศบาล
มาตรา ๔๐ เมื่อท้องถิ่นใดมีฐานะเป็นเทศบาลแล้ว ให้โอนโรงเรียนประชาบาลรวมทั้งทรัพย์สินของโรงเรียนมาเป็นของเทศบาลนั้น
มาตรา ๔๑ ท้องถิ่นใดมีฐานะเป็นเทศบาลแล้ว ให้เทศบาลมีหน้าที่จัดตั้งและดำรงโรงเรียนประถมศึกษาด้วยเงินรายได้ของเทศบาลนั้น และให้นำบทบัญญัติมาตรา ๓๕,๓๖,๓๘,๓๙ และ ๔๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่อำนาจการตั้งและถอนครูตามมาตรา ๓๖ อำนาจการตั้งและถอนกรรมการศึกษาตามมาตรา ๓๘ ให้เป็นอำนาจของนายกมนตรีแห่งเทศบาลนั้น
มาตรา ๔๒ การจัดการประถมศึกษาของเทศบาลนั้นให้มีคณะกรรมการอำนวยการศึกษาตามจำนวนที่คณะเทศมนตรีจะได้กำหนด แต่ต้องไม่ต่ำกว่าห้าคนและไม่เกินสิบเอ็ดคน ให้นายกเทศมนตรีเป็นประธานโดยตำแหน่ง และให้มีผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการหนึ่งคน ผู้แทนกระทรวงมหาดไทยหนึ่งคนเป็นกรรมการ นอกนั้นให้คณะเทศมนตรีเป็นผู้เลือก
มาตรา ๔๓ คณะกรรมการอำนวยการศึกษา มีหน้าที่ดังต่อไปนี้ (๑) ควบคุมการเงินและทรัพย์สินของโรงเรียนให้เรียบร้อย (๒) ทำงบประมาณรายรับรายจ่ายของโรงเรียนแยกเป็นรายโรงเรียน (๓) จัดสถานที่เรียนและเครื่องใช้ให้พอควรแก่การ (๔) ตรวจตรากิจการของโรงเรียนเป็นครั้งคราว
และให้รายงานถึงกิจการของโรงเรียนต่อคณะเทศมนตรีทุกภาคเรียน (๕) ทำรายงานประจำปีแสดงกิจการของโรงเรียนยื่นต่อผู้ว่าราชการจังหวัดตามกำหนดเวลาและตามแบบของกระทรวงศึกษาธิการ (๖) หน้าที่อื่น ๆ ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา ๔๔ ภายใต้บังคับมาตรา ๓๕ ท้องถิ่นใดมีฐานะเป็นเทศบาลแล้ว เทศบาลมีอำนาจออกเทศบัญญัติในกิจการต่อไปนี้ (๑) การปกครองโรงเรียน (๒) การเงินและทรัพย์สินของโรงเรียน (๓) การทำงบประมาณรายได้รายจ่ายของโรงเรียน (๔) การจัดสถานที่เรียนและเครื่องใช้ในโรงเรียน (๕) การตรวจตรากิจการของโรงเรียน (๖)
การบัญชีทุกอย่างในโรงเรียน (๗) การอื่น ๆ ที่เกี่ยวด้วยการจัดการโรงเรียน
มาตรา ๔๕ ท้องถิ่นใดมีฐานะเป็นเทศบาลแล้ว รัฐบาลอาจมอบอำนาจตามมาตรา ๙,๑๐,๑๑,๑๒,๑๓,๑๔ และ ๑๕ ให้เทศบาลจัดการได้ตามที่เห็นสมควร เมื่อรัฐบาลมอบอำนาจเช่นว่านั้นให้เทศบาลจัดการแล้วความในพระราชบัญญัตินี้ส่วนที่กำหนดว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของนายอำเภอให้เป็นอำนาจหน้าที่ของนายกมนตรี การมอบอำนาจให้เทศบาลจัดการนั้น
ให้เป็นไปตามที่จะได้มีบทพระราชกฤษฎีกากำหนดไว้
มาตรา ๔๖ การตั้ง การดำรง และการเลิกล้มโรงเรียนราษฎร์ ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์ พุทธศักราช ๒๔๖๑ แต่อยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติต่อไปนี้ ซึ่งให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งแห่งพระราชบัญญัตินั้น (๑) โรงเรียนราษฎร์จะรับเด็กที่มีอายุในเขตบังคับตามพระราชบัญญัตินี้
เข้าเรียนในโรงเรียนต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากข้าหลวงประจำจังหวัดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี (๒) โรงเรียนราษฎร์ซึ่งรับเด็กที่มีอายุในเขตบังคับตามพระราชบัญญัตินี้เข้าเรียน ในเรื่องครู ภาคเรียน เวลาเรียน หลักสูตร การสอน หนังสือเครื่องใช้ในการเรียน ระเบียบการปกครองโรงเรียน
การหยุดทำการสอนชั่วคราวเพราะเหตุจำเป็นใด ๆ ความสมควรและการสุขาภิบาลแห่งสถานที่ของโรงเรียน ให้อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎกระทรวงและต้องปฏิบัติตามความในมาตรา ๑๖ และ ๑๘
มาตรา ๔๗ ข้าหลวงประจำจังหวัดมีอำนาจตั้งและถอนสารวัตรศึกษาได้ตามที่เห็นสมควร แต่ถ้าท้องถิ่นใดมีฐานะเป็นเทศบาลแล้ว การตั้งและถอนสารวัตรศึกษา ให้เป็นอำนาจของนายกมนตรีแห่งเทศบาลนั้น คุณสมบัติและวิทยฐานะสารวัตรศึกษา ให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง
มาตรา ๔๘ เงินเดือนสารวัตรศึกษาที่ข้าหลวงประจำจังหวัดตั้ง ให้จ่ายจากเงินช่วยการประถมศึกษาในงบประมาณของกระทรวงธรรมการ เงินเดือนสารวัตรศึกษาที่นายกมนตรีเทศบาลตั้งให้จ่ายจากเงินรายได้แห่งเทศบาลนั้น
มาตรา ๔๙ สารวัตรศึกษามีหน้าที่ตรวจสอบเพื่อทราบว่า มีเด็กที่มีอายุในเขตบังคับมิได้เข้าเรียนในโรงเรียนประถมศึกษาตามแจ้งความของนายอำเภอเป็นการฝ่าฝืนต่อมาตรา ๑๓ หรือมีเด็กขาดเรียนเป็นการฝ่าฝืนต่อมาตรา ๘ (๒) หรือไม่ ถ้าปรากฏว่ามีการฝ่าฝืน ให้สารวัตรศึกษารายงานเป็นหนังสือต่อนายอำเภอ
หมวด ๗ วิธีพิจารณาและบทลงโทษ
มาตรา ๕๐ บิดามารดาหรือผู้ปกครองคนใดไม่แจ้งรายการสำรวจเด็กตามมาตรา ๑๒ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท
มาตรา ๕๑ บิดามารดาหรือผู้ปกครองเด็กคนใดไม่ปฏิบัติตามแจ้งความของนายอำเภอตามมาตรา ๑๓ วรรคสอง หรือมาตรา ๑๔ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท
มาตรา ๕๒ บิดามารดาหรือผู้ปกครองคนใดต้องโทษตามมาตรา ๕๑ แล้วยังขัดขืนอยู่อีก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๕๓ ถ้าบิดามารดา หรือผู้ปกครองคนใด แสดงให้เห็นเป็นที่พอใจแก่ศาลว่า การที่เด็กไม่ได้ไปเรียนอยู่ในโรงเรียนประถมศึกษานั้นไม่ใช่เป็นความผิดของตน เพราะได้ใช้ความพยายามอันสมควรทุกอย่างที่จะให้เด็กไปเรียนอยู่ในโรงเรียนประถมศึกษาแล้ว จะเอาผิดแก่ผู้นั้นไม่ได้ ถ้าพนักงานอัยการร้องขอ
ศาลมีอำนาจสั่งให้เจ้าพนักงานฝ่ายปกครองส่งเด็กไปไว้ในโรงเรียนฝึกอาชีพมีกำหนดเวลาแต่ไม่ให้พ้นเวลาที่บังคับให้เรียนอยู่ในโรงเรียนตามพระราชบัญญัตินี้ ในการพิจารณาคดีเช่นว่านี้ ให้บิดามารดาหรือผู้ปกครองนำเด็กนั้นไปยังศาลด้วย
มาตรา ๕๔ ผู้ใดต่อสู้หรือขัดขวางผู้ชำระบัญชีซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายลักษณะอาญามาตรา ๑๑๙
มาตรา ๕๕ การฟ้องร้องบุคคลผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ทำต่อเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ร้องขอ
หมวด ๘ การรักษาพระราชบัญญัติ
มาตรา ๕๖ ให้รัฐมนตรีมีหน้าที่รักษาการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวง ตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่กำหนดอัตราค่าธรรมเนียม และกิจการอื่น ๆ เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวงนั้นเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ (ตามมติคณะรัฐมนตรี) พระยานิติศาสตร์ ไพศาลย์ รัฐมนตรี
พระราชบัญญัติประถมศึกษา (ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๔๘๓
附則
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๑๒ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการรักษาการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้
พระราชบัญญัติประถมศึกษา (ฉบับที่ ๓) พุทธศักราช ๒๕๐๕
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ ๑. เพื่อให้เป็นการสอดคล้องกับแผนการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่โดยกำหนดให้มีประถมศึกษาตอนปลายขึ้นในพระราชบัญญัติ แต่ในเวลาเดียวกันก็พยายามจำกัดการขยายการศึกษาภาคบังคับขึ้นให้พอเหมาะแก่กำลังงบประมาณของรัฐบาล ๒.
เพื่อให้การปฏิบัติงานเกี่ยวกับโรงเรียนเทศบาล ทั้งของกระทรวงศึกษาธิการและเทศบาลได้ดำเนินงานไปอย่างรัดกุมและได้ผลดียิ่งขึ้น ๓. เพื่อให้การปฏิบัติงานเกี่ยวกับการปรับปรุงการประถมศึกษาในด้านคุณภาพสะดวกและได้ผลยิ่งขึ้น ๔. เพื่อให้การบังคับการเข้าเรียนมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น โดยเขยิบอำนาจการปรับให้สูงขึ้น
พระราชบัญญัติประถมศึกษา (ฉบับที่ ๔) พุทธศักราช ๒๕๐๙
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๙ เป็นต้นไป
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่มีการโอนโรงเรียนประถมศึกษาบางประเภทไปสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด จึงต้องแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยประถมศึกษา
พระราชบัญญัติประถมศึกษา (ฉบับที่ ๕) พุทธศักราช ๒๕๒๑
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๕ ถ้าในตำบลใดยังไม่พร้อมที่จะจัดการศึกษาภาคบังคับถึงชั้นประถมศึกษาปีที่หกตามหลักสูตรประถมศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการหรือตามหลักสูตรอื่นที่รัฐมนตรีเห็นว่าเทียบเท่า ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศผ่อนผันเป็นปี ๆ ไป และให้ถือว่าเด็กที่เรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่สี่ในตำบลนั้นพ้นเกณฑ์การศึกษาภาคบังคับ
แต่จะผ่อนผันหลังจากเวลาที่กำหนดไว้เพื่อการจัดการศึกษาภาคบังคับของแผนการศึกษาแห่งชาติ ตามประกาศให้ใช้แผนการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๒๐ ไม่ได้
มาตรา ๖ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากได้มีพระบรมราชโองการให้ใช้แผนการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๒๐ แทนแผนการศึกษาแห่งชาติฉบับแรก พุทธศักราช ๒๕๐๓ และฉบับที่ ๒ พุทธศักราช ๒๕๑๒ ซึ่งตามแผนการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่นี้ ได้เปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาระดับประถมศึกษา
ซึ่งเดิมแยกเป็นประโยคประถมศึกษาตอนต้น ๔ ปี และประโยคประถมศึกษาตอนปลาย ๓ ปี มาเป็นการศึกษาระดับประถมศึกษาที่เป็นตอนเดียวตลอดโดยใช้เวลาเรียนประมาณ ๖ ปี และได้เพิ่มเติมเรื่องการกำหนดอายุเข้าเกณฑ์การศึกษาภาคบังคับโดยให้กำหนดขึ้นได้ตามความเหมาะสมกับสภาพของแต่ละท้องถิ่น
และความพร้อมของเด็กในแต่ละท้องถิ่นแต่ต้องไม่บังคับให้เข้าเรียนก่อนอายุครบหกปีบริบูรณ์ และไม่ช้ากว่าอายุครบแปดปีบริบูรณ์ด้วย นอกจากนั้นได้แก้ไขข้อยกเว้นสำหรับเด็กซึ่งไม่ต้องเรียนในโรงเรียนประถมศึกษาเพราะเหตุระยะทางระหว่างที่อยู่ของเด็กกับโรงเรียนประถมศึกษาอยู่ห่างไกลเกินไป
โดยกำหนดระยะทางให้มีความยาวเพิ่มมากขึ้นเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพของการคมนาคมในปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).