ข้อ ๓๕ ผู้รับใบอนุญาตต้องวิเคราะห์ความปลอดภัยและจัดทำแผนการจัดการแกนเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัย โดยเสนอให้เลขาธิการให้ความเห็นชอบล่วงหน้าอย่างน้อยสามสิบวัน และรายงานผลการดำเนินงานตามแผนดังกล่าวให้สำนักงานทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่จัดการแกนเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัยแล้วเสร็จ
ข้อ ๓๖ ผู้รับใบอนุญาตต้องควบคุมดูแลให้ผู้จัดการหน่วยเดินเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัยเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดการแกนเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัย และการเคลื่อนย้ายเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ภายในสถานประกอบการ การเคลื่อนย้ายเชื้อเพลิงนิวเคลียร์นอกสถานประกอบการ
ให้เป็นไปตามกฎกระทรวงว่าด้วยการขนส่งที่ออกตามความในมาตรา ๙๙
ข้อ ๓๗ ผู้รับใบอนุญาตต้องจัดทำแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการจัดการแกนเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัยและการเคลื่อนย้ายเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่สอดคล้องกับขีดจำกัดและเงื่อนไขในการเดินเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัย โดยกำหนดรายละเอียดตั้งแต่การบรรจุเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ในแกนเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัย
การนำเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ออกจากแกนเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัย และการตรวจสอบเชื้อเพลิงนิวเคลียร์และส่วนประกอบต่าง ๆ ของแกนเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัย
เชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่ถูกเคลื่อนย้ายออกจากแกนเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัยต้องนำไปจัดเก็บในสถานที่ที่มีการระบายความร้อนจากเชื้อเพลิงนิวเคลียร์อย่างเพียงพอ และเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ต้องมีตัวประกอบพหุคูณยังผล (effective multiplication factor หรือ keff) ไม่เกิน ๐.๙
ข้อ ๓๘ ผู้รับใบอนุญาตต้องตรวจสอบว่าแกนเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัยและเชื้อเพลิงนิวเคลียร์อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ รวมทั้งมีระบบคัดกรองและการจัดการเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่ไม่สมบูรณ์เพื่อมิให้มีการแพร่กระจายของนิวไคลด์กัมมันตรังสี ซึ่งอย่างน้อยต้องมีการถ่ายเทความร้อนและการป้องกันอันตรายจากรังสีที่เพียงพอ
และการควบคุมให้เชื้อเพลิงนิวเคลียร์อยู่ในภาวะต่ำกว่าวิกฤต
ข้อ ๓๙ ผู้รับใบอนุญาตต้องควบคุมให้การบรรจุและการขนส่งเชื้อเพลิงนิวเคลียร์และเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้ว เป็นไปตามกฎกระทรวงว่าด้วยการขนส่งที่ออกตามความในมาตรา ๙๙ และพันธกรณีระหว่างประเทศ
ข้อ ๔๐ ผู้รับใบอนุญาตต้องดำเนินการป้องกันอันตรายจากรังสีที่อาจเกิดขึ้นแก่ผู้ปฏิบัติงานและบุคคลอื่นในสถานประกอบการ ทั้งนี้ ตามกฎกระทรวงว่าด้วยความปลอดภัยทางรังสีที่ออกตามความในมาตรา ๘ (๑๘) ประกอบกับมาตรา ๙๑
ข้อ ๔๑ ผู้รับใบอนุญาตต้องควบคุมดูแลให้ผู้ปฏิบัติงานและบุคคลอื่นในสถานประกอบการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับความปลอดภัยทางรังสี ทั้งนี้ ตามกฎกระทรวงว่าด้วยความปลอดภัยทางรังสีที่ออกตามความในมาตรา ๘ (๑๘) ประกอบกับมาตรา ๙๑
ข้อ ๔๒ ในกรณีที่ผู้ปฏิบัติงานหรือบุคคลอื่นในสถานประกอบการมีความเป็นไปได้ที่จะได้รับรังสีเกินขีดจำกัดปริมาณรังสีที่กำหนดไว้ ให้ผู้รับใบอนุญาตดำเนินการ ดังต่อไปนี้ (๑) แจ้งผู้ปฏิบัติงาน บุคคลอื่นในสถานประกอบการ และสำนักงานทราบโดยทันที (๒)
สั่งให้ผู้ปฏิบัติงานหรือบุคคลอื่นดังกล่าวหยุดปฏิบัติงานที่เกี่ยวกับรังสีออกจากบริเวณที่มีการปนเปื้อนทางรังสี และประเมินอันตรายจากรังสีทันที (๓) ประเมินปริมาณรังสีที่ผู้ปฏิบัติงานหรือบุคคลอื่นในสถานประกอบการได้รับ
หากมีการปฏิบัติงานเกี่ยวกับวัสดุกัมมันตรังสีชนิดไม่ปิดผนึกหรือปฏิบัติงานในบริเวณที่มีการปนเปื้อนทางรังสี (๔) ตรวจสอบหาสาเหตุของการได้รับรังสีเกินขีดจำกัดปริมาณรังสีที่กำหนด (๕) แก้ไขเหตุของการได้รับรังสีเกินขีดจำกัดปริมาณรังสีที่กำหนดและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำขึ้นอีก (๖) จัดทำเอกสารรายงานสาเหตุ
วิธีการแก้ไข และผลการแก้ไข ให้สำนักงานทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบเหตุที่ผู้ปฏิบัติงานหรือบุคคลอื่นในสถานประกอบการได้รับรังสีเกินขีดจำกัดปริมาณรังสีที่กำหนด
ข้อ ๔๓ ผู้รับใบอนุญาตต้องจัดให้มีการตรวจวัดระดับรังสีในสิ่งแวดล้อม ดังต่อไปนี้ (๑) ตรวจวัดระดับรังสีพื้นหลังก่อนการเดินเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัย (๒) ตรวจวัดระดับรังสีในสิ่งแวดล้อมและปริมาณรังสีที่ผู้ปฏิบัติงาน บุคคลอื่นในสถานประกอบการ และประชาชน
ได้รับโดยตรงในระหว่างการเดินเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัย
ข้อ ๔๔ ในกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตพบว่ามีระดับรังสีหรือมีการปล่อยทิ้งกากกัมมันตรังสีออกจากเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัยเกินเกณฑ์การปล่อยทิ้งกากกัมมันตรังสีทางอากาศและทางน้ำท้ายกฎกระทรวงว่าด้วยการปล่อยทิ้งกากกัมมันตรังสีที่ออกตามความในมาตรา ๘ (๑๓) ประกอบกับมาตรา ๗๘
ผู้รับใบอนุญาตต้องหยุดเดินเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัยชั่วคราวและแจ้งให้สำนักงานทราบโดยทันที พร้อมทั้งดำเนินการดังต่อไปนี้ (๑) ตรวจสอบหาสาเหตุของความผิดปกติ (๒) แก้ไขให้กลับสู่ภาวะปกติ (๓) จัดทำเอกสารรายงานสาเหตุ วิธีการแก้ไข และผลการแก้ไขให้สำนักงานทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่พบความผิดปกติ
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).