我的書籤免費註冊

พระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 หมวด ๑ บททั่วไป

มาตรา ๔–มาตรา ๒๓共 20 條

มาตรา ๔

มาตรา ๔ ในพระราชกำหนดนี้ “ภาษีส่วนเพิ่ม” หมายความว่า ภาษีส่วนที่จัดเก็บเพิ่มขึ้นจากภาษีที่ได้เสียแล้วของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ กิจการร่วมค้า และกลุ่มกิจการร่วมค้า โดยคำนวณตามวิธีการที่กำหนดไว้ในพระราชกำหนดนี้ “ประเทศ” หมายความรวมถึงเขตเศรษฐกิจ “ประเทศไทย” หมายความว่า อาณาเขตของราชอาณาจักรไทย รวมถึงน่านน้ำภายในอาณาเขตทะเล และพื้นที่ทะเลอื่นใด ซึ่งราชอาณาจักรไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือเขตอำนาจตามกฎหมายระหว่างประเทศ “นิติบุคคล” หมายความรวมถึงกลุ่มบุคคลซึ่งมีนิติสัมพันธ์กันและจัดทำงบการเงินแยกเฉพาะส่วนของกลุ่มบุคคลนั้นได้ เช่น ห้างหุ้นส่วนที่มิใช่นิติบุคคล หรือทรัสต์ “กลุ่มนิติบุคคล” หมายความว่า (๑) นิติบุคคลมากกว่าหนึ่งนิติบุคคลซึ่งมีความสัมพันธ์ระหว่างกันในด้านความเป็นเจ้าของหรือด้านการควบคุมอันทำให้ทรัพย์สิน หนี้สิน รายได้ รายจ่าย และกระแสเงินสดของนิติบุคคลเหล่านั้น (ก) ถูกรวมอยู่ในงบการเงินรวมของนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุด หรือ (ข) ไม่ถูกรวมในงบการเงินรวมของนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุดเนื่องจากขนาดหรือความมีสาระสำคัญ หรือเนื่องจากนิติบุคคลนั้นถูกถือครองไว้เพื่อขาย หรือ (๒) นิติบุคคลหนึ่งที่ไม่เข้าลักษณะกลุ่มนิติบุคคลตาม (๑) แต่มีสถานประกอบการถาวรแห่งหนึ่งหรือหลายแห่งตั้งอยู่ในประเทศอื่น “นิติบุคคลหลัก” หมายความว่า นิติบุคคลที่ได้รวมกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิของสถานประกอบการถาวรในงบการเงินของตน “นิติบุคคลในเครือ” หมายความว่า (๑) นิติบุคคลที่เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มนิติบุคคลหนึ่ง (๒) สถานประกอบการถาวรของนิติบุคคลหลักตาม (๑) โดยให้ถือว่าสถานประกอบการถาวรดังกล่าวเป็นนิติบุคคลในเครือหนึ่งแยกต่างหากจากนิติบุคคลหลักนั้นและแยกต่างหากจากสถานประกอบการถาวรอื่นของนิติบุคคลดังกล่าวด้วย “นิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุด” หมายความว่า (๑) นิติบุคคลหนึ่งที่มีส่วนได้เสียที่มีอำนาจควบคุมในนิติบุคคลอื่นไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม และนิติบุคคลหนึ่งนั้นไม่มีนิติบุคคลอื่นใดมีส่วนได้เสียที่มีอำนาจควบคุมไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม แต่ไม่รวมถึงนิติบุคคลที่เป็นหน่วยงานของรัฐตามมาตรา ๒๗ ที่รัฐมีส่วนได้เสียในความเป็นเจ้าของทั้งหมดไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม และมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อบริหารจัดการทรัพย์สินของรัฐนั้นหรือของประเทศนั้นผ่านการลงทุน การถือครองการลงทุน การจัดการทรัพย์สิน หรือกิจกรรมอื่นที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในทรัพย์สินของรัฐนั้นหรือของประเทศนั้นโดยที่ไม่ได้ดำเนินการในทางการค้าหรือธุรกิจ หรือ (๒) นิติบุคคลหลักของกลุ่มนิติบุคคล สำหรับกรณี (๒) ของบทนิยามคำว่า “กลุ่มนิติบุคคล” “กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ” หมายความว่า กลุ่มนิติบุคคลหนึ่งที่มีนิติบุคคลอย่างน้อยรายหนึ่งหรือสถานประกอบการถาวรอย่างน้อยแห่งหนึ่งตั้งอยู่ในประเทศอื่นที่ไม่ใช่ประเทศที่นิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุดตั้งอยู่ “สถานประกอบการถาวร” หมายความว่า (๑) สถานประกอบธุรกิจหรือที่ถือว่าเป็นสถานประกอบธุรกิจซึ่งตั้งอยู่ในประเทศหนึ่ง และมีลักษณะเป็นสถานประกอบการถาวรตามความตกลงหรืออนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรที่มีผลใช้บังคับและปรับใช้ได้แก่กรณี ซึ่งตามความตกลงหรืออนุสัญญาดังกล่าวได้กำหนดให้ประเทศนั้นมีสิทธิจัดเก็บภาษีจากกำไรที่พึงถือว่าเป็นของสถานประกอบการถาวรนั้นตามหลักเกณฑ์ที่คล้ายคลึงกับที่กำหนดไว้ในข้อบทที่ ๗ ของต้นแบบมาตรฐานสัญญาว่าด้วยการเว้นการเก็บภาษีซ้อน (๒) สถานประกอบธุรกิจหรือที่ถือว่าเป็นสถานประกอบธุรกิจซึ่งประเทศหนึ่งได้จัดเก็บภาษีตามกฎหมายจากกำไรที่พึงถือว่าเป็นของสถานประกอบธุรกิจเช่นว่านั้น โดยคำนวณจากยอดสุทธิในลักษณะเดียวกันกับที่ได้จัดเก็บภาษีจากผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีในประเทศของตน ในกรณีไม่มีความตกลงหรืออนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรที่สามารถปรับใช้ได้ (๓) สถานประกอบธุรกิจหรือที่ถือว่าเป็นสถานประกอบธุรกิจที่ตั้งอยู่ในประเทศหนึ่ง ซึ่งพึงถือได้ว่าเป็นสถานประกอบการถาวรตามต้นแบบมาตรฐานสัญญาว่าด้วยการเว้นการเก็บภาษีซ้อน และประเทศดังกล่าวพึงมีสิทธิในการจัดเก็บภาษีจากกำไรที่พึงถือว่าเป็นของสถานประกอบการถาวรนั้นตามข้อบทที่ ๗ ของต้นแบบมาตรฐานดังกล่าว ในกรณีที่ประเทศนั้นไม่มีระบบภาษีเงินได้นิติบุคคล หรือ (๔) สถานประกอบธุรกิจหรือที่ถือว่าเป็นสถานประกอบธุรกิจที่ไม่เข้าลักษณะตาม (๑) ถึง (๓) ซึ่งกิจการของสถานประกอบธุรกิจหรือที่ถือว่าเป็นสถานประกอบธุรกิจนั้นได้ดำเนินการอยู่นอกประเทศที่นิติบุคคลผู้ประกอบธุรกิจนั้นตั้งอยู่ และประเทศที่นิติบุคคลผู้ประกอบธุรกิจตั้งอยู่นั้นได้ยกเว้นภาษีสำหรับกำไรที่พึงถือว่าเป็นของกิจการที่ได้ดำเนินการอยู่นอกประเทศเช่นว่านั้น “ต้นแบบมาตรฐานสัญญาว่าด้วยการเว้นการเก็บภาษีซ้อน” หมายความว่า ต้นแบบมาตรฐานอนุสัญญาภาษีซ้อนที่จัดทำขึ้นโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ฉบับเผยแพร่ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๐ “กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ” หมายความว่า กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศเกี่ยวกับการกัดกร่อนฐานภาษีและการโอนกำไร (Inclusive Framework on Base Erosion and Profit Shifting) ที่ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิกตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ “มาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ” หมายความว่า ต้นแบบหลักเกณฑ์มาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (Global Anti-Base Erosion Model Rules) รวมถึงคำอธิบายและแนวปฏิบัติที่จัดทำขึ้นโดยกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศหรือจากการตกลงร่วมกันของกลุ่มภาคีสมาชิก “ความตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนข้อมูล” หมายความว่า ความตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศที่รัฐบาลไทยได้เข้าผูกพันเป็นคู่สัญญาหรือเป็นภาคี หรือที่สำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทยได้ทำไว้กับสำนักงานเศรษฐกิจและการค้าของต่างประเทศ “แบบรายงานข้อมูลตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ” หมายความว่า แบบมาตรฐานเพื่อใช้รายงานข้อมูลตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศซึ่งถูกพัฒนาขึ้นตามกรอบความร่วมมือเพื่ออนุวัติการมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ “อัตราภาษีขั้นตํ่า” หมายความว่า อัตราภาษีร้อยละสิบห้า “เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ” หมายความว่า เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของประเทศคู่สัญญาหรือของภาคีตามความตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนข้อมูล “เจ้าพนักงานประเมิน” หมายความว่า บุคคลซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจากข้าราชการเพื่อทำหน้าที่ประเมินภาษีส่วนเพิ่มโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา “อธิบดี” หมายความว่า อธิบดีกรมสรรพากรหรือผู้ที่อธิบดีกรมสรรพากรมอบหมาย “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชกำหนดนี้

มาตรา ๕

มาตรา ๕ การจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มตามพระราชกำหนดนี้ให้เป็นหน้าที่และอำนาจของกรมสรรพากร

มาตรา ๖

มาตรา ๖ ภาษีส่วนเพิ่มตามพระราชกำหนดนี้ไม่เป็นภาษีเงินได้

มาตรา ๗

มาตรา ๗ ภาษีส่วนเพิ่มตามพระราชกำหนดนี้อยู่ในประเภทภาษีอากรประเมิน และให้เจ้าพนักงานประเมินเป็นผู้ประเมินเกี่ยวกับภาษีส่วนเพิ่มตามพระราชกำหนดนี้

มาตรา ๘

มาตรา ๘ ภาษีส่วนเพิ่มตามพระราชกำหนดนี้จะลดหรือยกเว้นโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาก็ได้

มาตรา ๙

มาตรา ๙ กำหนดเวลาการยื่นรายงานหรือรายการก็ดี กำหนดเวลาการอุทธรณ์ก็ดี กำหนดเวลาการเสียภาษีส่วนเพิ่มตามที่กำหนดไว้ในพระราชกำหนดนี้ก็ดี ถ้ามีเหตุจำเป็นจนไม่สามารถจะปฏิบัติตามกำหนดเวลาได้ เมื่ออธิบดีพิจารณาเห็นเป็นการสมควร จะให้ขยายหรือให้เลื่อนกำหนดเวลาออกไปอีกตามความจำเป็นแก่กรณีก็ได้ กำหนดเวลาต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ในพระราชกำหนดนี้ เมื่อรัฐมนตรีเห็นเป็นการสมควรจะให้ขยายหรือให้เลื่อนกำหนดเวลานั้นออกไปอีกตามความจำเป็นแก่กรณีก็ได้

มาตรา ๑๐

มาตรา ๑๐ เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อว่ามีการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีส่วนเพิ่ม ให้อธิบดีมีอำนาจเข้าไปหรือออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรเข้าไปในสถานที่หรือยานพาหนะใดเพื่อทำการตรวจค้น ยึด หรืออายัดบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่นที่เกี่ยวกับหรือสันนิษฐานว่าเกี่ยวกับภาษีส่วนเพิ่มที่จะต้องเสียได้ทั่วราชอาณาจักร การทำการตามวรรคหนึ่งต้องทำในระหว่างเวลาพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก หรือในระหว่างเวลาทำการของผู้ประกอบกิจการนั้น

มาตรา ๑๑

มาตรา ๑๑ เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่ม อธิบดีมีอำนาจกำหนดให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีส่วนเพิ่มมีและใช้เลขประจำตัวในการปฏิบัติการตามพระราชกำหนดนี้ได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีประกาศกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี ในการกำหนดตามวรรคหนึ่ง อธิบดีอาจกำหนดให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีส่วนเพิ่มมีและใช้เลขประจำตัวในการปฏิบัติการตามประมวลรัษฎากรแทนการกำหนดขึ้นใหม่ก็ได้

มาตรา ๑๒

มาตรา ๑๒ เพื่อประโยชน์ในการคำนวณและการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่ม อธิบดีมีอำนาจสั่งให้นิติบุคคลจัดทำบัญชี หลักฐาน หรือรายงานใด ๆ ซึ่งเกี่ยวกับหรือซึ่งอธิบดีมีเหตุอันควรเชื่อว่าเกี่ยวกับการคำนวณและการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มตามพระราชกำหนดนี้ และให้มีอำนาจสั่งให้นิติบุคคลดังกล่าวยื่นบัญชี หลักฐาน หรือรายงานนั้น หรือให้แจ้งข้อความใดภายในกำหนดเวลาที่อธิบดีกำหนด คำสั่งตามวรรคหนึ่งจะให้ปฏิบัติก่อนรอบระยะเวลาบัญชีที่นิติบุคคลนั้นอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีส่วนเพิ่มตามพระราชกำหนดนี้ก็ได้ บัญชีตามวรรคหนึ่งอาจกำหนดให้ต้องได้รับการตรวจสอบและรับรองโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพบัญชีหรือบุคคลที่ได้รับใบอนุญาตจากอธิบดีก็ได้ บุคคลซึ่งจะขอใบอนุญาตจากอธิบดีตามความในวรรคสาม ต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติและปฏิบัติตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี และเมื่อบุคคลใดได้รับใบอนุญาตดังกล่าวแล้ว ถ้าฝ่าฝืนระเบียบที่อธิบดีกำหนด อธิบดีอาจพิจารณาสั่งถอนใบอนุญาตเสียก็ได้

มาตรา ๑๓

มาตรา ๑๓ เว้นแต่ได้ระบุเป็นเงินตราไทยแล้ว บรรดาบัญชี หลักฐาน และเอกสารประกอบการลงบัญชีซึ่งเกี่ยวกับการคำนวณและการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มตามพระราชกำหนดนี้ให้ระบุเป็นเงินตราสกุลที่ใช้ในการดำเนินงานของนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุดของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ การชำระภาษีส่วนเพิ่มตามพระราชกำหนดนี้ให้เสียเป็นเงินตราไทย ไม่ว่าจะใช้เงินตราสกุลใดในการลงบัญชีตามวรรคหนึ่ง

มาตรา ๑๔

มาตรา ๑๔ ถ้าจำเป็นต้องคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยเพื่อปฏิบัติการตามพระราชกำหนดนี้ ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี

มาตรา ๑๕

มาตรา ๑๕ บรรดาบัญชี เอกสาร และหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับหรือสันนิษฐานว่าเกี่ยวกับการคำนวณและการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มตามพระราชกำหนดนี้ ถ้าทำเป็นภาษาต่างประเทศ เจ้าพนักงานประเมินจะสั่งให้บุคคลใดที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการทำบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานนั้นจัดการแปลเป็นภาษาไทยให้เสร็จภายในเวลาที่สมควรก็ได้

มาตรา ๑๖

มาตรา ๑๖ บรรดาคำสั่งหรือหนังสืออื่นใดที่อธิบดีมีถึงบุคคลใดตามพระราชกำหนดนี้ ให้ส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับหรือให้นำไปส่ง ณ ภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่ หรือสำนักงานของบุคคลนั้น ในระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตกหรือในเวลาทำการของบุคคลนั้น ถ้าไม่พบผู้รับ ณ ภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่ หรือสำนักงานของผู้รับ จะส่งให้แก่บุคคลใดซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วและอยู่หรือทำงานในบ้านหรือสำนักงานที่ปรากฏว่าเป็นของผู้รับนั้นก็ได้ ในกรณีที่ไม่สามารถส่งตามวิธีในวรรคหนึ่งได้ ให้ใช้วิธีปิดคำสั่งหรือหนังสืออื่นแล้วแต่กรณี ในที่ซึ่งเห็นได้ง่าย ณ ที่อยู่ หรือสำนักงานของบุคคลนั้น หรือบ้านที่บุคคลนั้นมีชื่ออยู่ในทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรครั้งสุดท้าย หรือโฆษณาข้อความย่อในหนังสือพิมพ์ที่จำหน่ายเป็นปกติในท้องที่นั้น หรือโฆษณาทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์สาธารณะตามที่กำหนดในกฎกระทรวงก็ได้ บรรดาคำสั่งหรือหนังสืออื่นใดที่อธิบดีส่งไปยังบุคคลใดตามพระราชกำหนดนี้อาจกระทำด้วยกระบวนการทางอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งต้องสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อได้ปฏิบัติตามวิธีที่กำหนดในวรรคหนึ่ง วรรคสอง หรือวรรคสามแล้ว ให้ถือว่าเป็นอันได้รับแล้ว

มาตรา ๑๗

มาตรา ๑๗ บรรดาข้อมูล แบบ รายงาน เอกสารหลักฐาน หรือหนังสืออื่นใด ที่ต้องมี จัดทำ หรือใช้ ตามที่บัญญัติในพระราชกำหนดนี้ และบรรดาเอกสารหลักฐานหรือหนังสือที่ผู้เสียภาษีหรือบุคคลใดต้องใช้ในการติดต่อกับกรมสรรพากร จะกระทำด้วยกระบวนการทางอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ เว้นแต่อธิบดีจะสั่งเป็นอย่างอื่น การกระทำด้วยกระบวนการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวงซึ่งต้องสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์และกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์

มาตรา ๑๘

มาตรา ๑๘ ในกรณีทั้งปวงซึ่งนิติบุคคลเป็นผู้มีหน้าที่ ให้กรรมการหรือผู้จัดการซึ่งมีอำนาจดำเนินการในนามของนิติบุคคลนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ ในกรณีทั้งปวงที่กลุ่มบุคคลซึ่งมีนิติสัมพันธ์กันเป็นผู้มีหน้าที่ ให้ผู้ซึ่งมีอำนาจดำเนินการในนามของกลุ่มบุคคลนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ

มาตรา ๑๙

มาตรา ๑๙ เจ้าพนักงานผู้ใดโดยหน้าที่ราชการตามพระราชกำหนดนี้ได้รู้เรื่องกิจการของผู้เสียภาษีหรือของผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง ห้ามมิให้นำออกแจ้งแก่ผู้ใดหรือยังให้ทราบกันไปโดยวิธีใด เว้นแต่จะมีอำนาจที่จะกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

มาตรา ๒๐

มาตรา ๒๐ ให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของประเทศไทยหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจดังกล่าวมีอำนาจแลกเปลี่ยนข้อมูลตามพระราชกำหนดนี้กับเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของประเทศคู่สัญญาหรือภาคีตามความตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนข้อมูล

มาตรา ๒๑

มาตรา ๒๑ ภายใต้ความตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนข้อมูล เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของประเทศไทยหรือบุคคลซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจดังกล่าวมอบหมายมีอำนาจเปิดเผยข้อมูลที่ได้รับตามพระราชกำหนดนี้หรือข้อมูลที่ได้รับจากเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของประเทศคู่สัญญาหรือภาคีให้แก่เจ้าพนักงานประเมินตามพระราชกำหนดนี้ ตามประมวลรัษฎากร กฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียม หรือกฎหมายภาษีอากรอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

มาตรา ๒๒

มาตรา ๒๒ เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการคลังของประเทศ อธิบดีมีอำนาจเปิดเผยชื่อผู้มีหน้าที่เสียภาษีส่วนเพิ่ม จำนวนภาษีส่วนเพิ่มที่ได้เสียไว้ และวันที่ที่ได้เสียภาษีส่วนเพิ่มนั้นแก่หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด

มาตรา ๒๓

มาตรา ๒๓ กรณีที่มีปัญหาในการตีความบทบัญญัติแห่งพระราชกำหนดนี้ให้ตีความโดยคำนึงถึงเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ของมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ

回 พระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 全文

本頁條文逐字來自該國官方公開資料,出處見署名列。

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).