พระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๒
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ เป็นปีที่ ๔ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยสถาบันการพลศึกษา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่รัฐสภา ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๒”
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ให้ยกเลิก (๑) พระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ (๒) พระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๕
มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้ “มหาวิทยาลัย” หมายความว่า มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ “มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประจำภาค” หมายความว่า มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประจำภาคเหนือ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประจำภาคกลาง
และมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประจำภาคใต้ “สภามหาวิทยาลัย” หมายความว่า สภามหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ “สภาวิชาการ” หมายความว่า สภาวิชาการมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ “คณะกรรมการนโยบายวิชาการ” หมายความว่า คณะกรรมการนโยบายวิชาการของโรงเรียนกีฬา “สภาผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย” หมายความว่า
สภาผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ “ผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย” หมายความว่า ข้าราชการ พนักงาน และลูกจ้างของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๕ ให้สถาบันการพลศึกษาตามพระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ เป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติตามพระราชบัญญัตินี้ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติเป็นนิติบุคคล และเป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ อยู่ในสังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
มาตรา ๖ เพื่อประโยชน์และความสอดคล้องในการบริหารงานบุคคลสำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของมหาวิทยาลัย ให้สภามหาวิทยาลัยมีหน้าที่และอำนาจในการบริหารงานบุคคลของมหาวิทยาลัยตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เว้นแต่พระราชบัญญัตินี้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น
มาตรา ๗ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬารักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และมีอำนาจออกกฎกระทรวงและประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวงและประกาศนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
มาตรา ๘ ให้มหาวิทยาลัยเป็นสถานศึกษาทางวิชาการและวิชาชีพชั้นสูงด้านการกีฬา มีวัตถุประสงค์ให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพ ทำการสอน วิจัยและพัฒนา บริการทางวิชาการและวิชาชีพแก่สังคม ทะนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม ที่มุ่งเน้นการสร้างองค์ความรู้ด้านการกีฬา การพลศึกษา การสร้างเสริมสุขภาพ
วิทยาศาสตร์การกีฬา การบริหารจัดการกีฬา การประกอบธุรกิจและอุตสาหกรรมการกีฬา และสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเป็นแหล่งสร้างและพัฒนาบุคลากรด้านการกีฬาของประเทศ
มาตรา ๙ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๘ มหาวิทยาลัยต้องดำเนินการโดยยึดหลัก ดังต่อไปนี้ (๑) ผลิตบุคลากรซึ่งมีความเป็นเลิศด้านการกีฬาของประเทศและมีความรู้ความสามารถทางวิชาการและทักษะในวิชาชีพชั้นสูงด้านการกีฬา รู้จักคิดอย่างมีเหตุผล มีคุณธรรม จริยธรรม และความรับผิดชอบต่อสังคม (๒) ส่งเสริม
สนับสนุน และทำการวิจัย และพัฒนาองค์ความรู้ให้มีความเป็นเลิศด้านการกีฬา การพลศึกษา การสร้างเสริมสุขภาพ วิทยาศาสตร์การกีฬา การบริหารจัดการกีฬา การประกอบธุรกิจและอุตสาหกรรมการกีฬา และสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง (๓) เสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางการศึกษาและการกีฬากับชุมชน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน
สถาบันการศึกษา และองค์กรกีฬาระดับนานาชาติ (๔) จัดการศึกษาสำหรับบุคคลซึ่งมีความสามารถพิเศษทางการกีฬา รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษาทางการกีฬาสำหรับบุคคลซึ่งมีความบกพร่องทางร่างกาย
มาตรา ๑๐ มหาวิทยาลัยอาจแบ่งส่วนราชการ ดังต่อไปนี้ (๑) สำนักงานอธิการบดี (๒) สำนักงานคณะกรรมการบริหารประจำภาค (๓) วิทยาเขต (๔) คณะ (๕) โรงเรียนกีฬา มหาวิทยาลัยอาจให้มีส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ เพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๘ เป็นส่วนราชการของมหาวิทยาลัยอีกได้
สำนักงานอธิการบดีอาจแบ่งส่วนราชการเป็นกองหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากอง สำนักงานคณะกรรมการบริหารประจำภาคอาจแบ่งส่วนราชการเป็นกองหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากอง วิทยาเขตอาจแบ่งส่วนราชการเป็นสำนักงานวิทยาเขตที่มีฐานะเทียบเท่ากอง
คณะอาจแบ่งส่วนราชการเป็นสำนักงานคณบดี ภาควิชา กอง หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชาหรือกอง ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะอาจแบ่งส่วนราชการเป็นสำนักงานผู้อำนวยการ กอง หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากอง
โรงเรียนกีฬาอาจแบ่งส่วนราชการเป็นกลุ่มงาน ฝ่าย หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าฝ่าย สำนักงานวิทยาเขตอาจแบ่งส่วนราชการเป็นกลุ่มงาน ฝ่าย หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าฝ่าย สำนักงานคณบดี สำนักงานผู้อำนวยการ ภาควิชา กอง
หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชาหรือกอง อาจแบ่งส่วนราชการเป็นงานหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่างาน
มาตรา ๑๑ การจัดตั้ง การรวม และการยุบเลิกส่วนราชการตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้ทำเป็นกฎกระทรวง การแบ่งส่วนราชการเป็นสำนักงานวิทยาเขต สำนักงานคณบดี สำนักงานผู้อำนวยการ ภาควิชากอง หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชาหรือกอง ให้ทำเป็นประกาศของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
การแบ่งส่วนราชการเป็นกลุ่มงาน ฝ่าย หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าฝ่าย ให้ทำเป็นประกาศของมหาวิทยาลัย การแบ่งส่วนราชการเป็นงานหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่างาน ให้ทำเป็นประกาศของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๑๒ มหาวิทยาลัยแบ่งการบริหารราชการเป็นสี่ภาค ดังต่อไปนี้ (๑) มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประจำภาคเหนือ (๒) มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (๓) มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประจำภาคกลาง (๔) มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประจำภาคใต้
การกำหนดและเปลี่ยนแปลงที่ตั้งมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประจำภาคตามวรรคหนึ่ง รวมทั้งการกำหนดให้ส่วนราชการตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่งและวรรคสอง ตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประจำภาคใด ให้ทำเป็นกฎกระทรวง
มาตรา ๑๓ ภายใต้วัตถุประสงค์ตามมาตรา ๘ มหาวิทยาลัยอาจรับสถานศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันอื่นเข้าสมทบในมหาวิทยาลัยได้ และมีอำนาจให้ปริญญา อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรชั้นหนึ่งชั้นใดแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากสถานศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันที่สมทบได้
การรับเข้าสมทบหรือการยกเลิกการสมทบซึ่งสถานศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันอื่นตามวรรคหนึ่ง ให้ทำเป็นประกาศของมหาวิทยาลัยและประกาศในราชกิจจานุเบกษา การควบคุมสถานศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันอื่นที่เข้าสมทบในมหาวิทยาลัย ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๑๔ ภายใต้วัตถุประสงค์ตามมาตรา ๘ มหาวิทยาลัยอาจจัดการศึกษาหรือดำเนินการวิจัยร่วมกับสถานศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันอื่นในประเทศหรือต่างประเทศหรือขององค์การระหว่างประเทศได้ โดยในการจัดการศึกษา มหาวิทยาลัยมีอำนาจให้ปริญญา อนุปริญญา
หรือประกาศนียบัตรชั้นหนึ่งชั้นใดร่วมกับสถานศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันอื่นนั้นแก่ผู้สำเร็จการศึกษาได้ การจัดการศึกษาหรือการยกเลิกการจัดการศึกษาตามวรรคหนึ่ง ให้ทำเป็นประกาศของมหาวิทยาลัยและประกาศในราชกิจจานุเบกษา
การควบคุมการจัดการศึกษาหรือดำเนินการวิจัยร่วมกับสถานศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันอื่นให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๑๕ มหาวิทยาลัยต้องส่งเสริมและสนับสนุนผู้ซึ่งมหาวิทยาลัยรับเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัย นักเรียน และนักศึกษาซึ่งขาดแคลนทุนทรัพย์อย่างแท้จริงให้มีโอกาสเรียนจนสำเร็จมัธยมศึกษาตอนปลายหรือปริญญาตรี แล้วแต่กรณี
หลักเกณฑ์การพิจารณาว่าผู้ใดขาดแคลนทุนทรัพย์อย่างแท้จริงให้เป็นไปตามระเบียบที่สภามหาวิทยาลัยกำหนด
มาตรา ๑๖ นอกจากเงินที่กำหนดไว้ในงบประมาณแผ่นดิน มหาวิทยาลัยอาจมีรายได้ ดังต่อไปนี้ (๑) เงินผลประโยชน์ ค่าธรรมเนียม ค่าปรับ และค่าบริการต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย (๒) เงินและทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้แก่มหาวิทยาลัย (๓) เงินอุดหนุนจากราชการส่วนท้องถิ่นหรือเงินอุดหนุนอื่นที่มหาวิทยาลัยได้รับ
เพื่อใช้ในการดำเนินกิจการของมหาวิทยาลัย (๔) รายได้หรือผลประโยชน์ที่ได้มาจากการลงทุนและจากทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย (๕) รายได้หรือผลประโยชน์ที่ได้มาจากการใช้ที่ราชพัสดุหรือจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุที่มหาวิทยาลัยปกครอง ดูแล ใช้ หรือจัดหาประโยชน์ (๖) รายได้หรือผลประโยชน์อื่น
ให้มหาวิทยาลัยมีอำนาจในการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยทั้งที่เป็นที่ราชพัสดุตามกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุและที่เป็นทรัพย์สินอื่น บรรดารายได้และผลประโยชน์ของมหาวิทยาลัย รวมทั้งผลประโยชน์ที่เกิดจากที่ราชพัสดุ เบี้ยปรับที่เกิดจากการผิดสัญญาลาศึกษา
และเบี้ยปรับที่เกิดจากการผิดสัญญาการซื้อทรัพย์สินหรือสัญญาจ้างทำของที่ดำเนินการโดยใช้เงินงบประมาณ ไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดินตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง กฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ หรือกฎหมายอื่น
มาตรา ๑๗ บรรดาอสังหาริมทรัพย์ที่มหาวิทยาลัยได้มาจากการให้ หรือซื้อด้วยเงินรายได้ของมหาวิทยาลัย หรือแลกเปลี่ยนกับทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย ไม่ถือเป็นที่ราชพัสดุและให้เป็นกรรมสิทธิ์ของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๑๘ บรรดารายได้และทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยต้องจัดการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัยตามมาตรา ๘ เงินและทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้แก่มหาวิทยาลัยต้องจัดการตามเงื่อนไขที่ผู้อุทิศกำหนดไว้และต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย แต่ถ้ามีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขดังกล่าว
ต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้อุทิศหรือทายาท หากไม่มีทายาทหรือทายาทไม่ปรากฏ ต้องได้รับอนุมัติจากสภามหาวิทยาลัย
มาตรา ๑๙ ให้มีสภามหาวิทยาลัย ประกอบด้วย (๑) นายกสภามหาวิทยาลัย ซึ่งจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง (๒) กรรมการสภามหาวิทยาลัยโดยตำแหน่งจำนวนแปดคน ได้แก่ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน อธิบดีกรมพลศึกษา ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย อธิการบดี และประธานสภาผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย (๓) กรรมการสภามหาวิทยาลัยจำนวนสามคน ซึ่งเลือกจากผู้ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีจำนวนหนึ่งคน จากผู้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารประจำภาคจำนวนหนึ่งคน
และจากผู้ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีประจำวิทยาเขตจำนวนหนึ่งคน (๔) กรรมการสภามหาวิทยาลัยจำนวนสามคน ซึ่งเลือกจากผู้ดำรงตำแหน่งคณบดีจำนวนหนึ่งคน จากผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะจำนวนหนึ่งคน และจากผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนกีฬาจำนวนหนึ่งคน
ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ให้เลือกจากผู้ดำรงตำแหน่งคณบดีจำนวนสองคน (๕) กรรมการสภามหาวิทยาลัยจำนวนสามคน ซึ่งเลือกจากคณาจารย์ประจำซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งตาม (๓) หรือ (๔) จำนวนสองคน และข้าราชการครูในโรงเรียนกีฬาซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งตาม
(๓) หรือ (๔) จำนวนหนึ่งคน (๖) กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนสิบสองคน ซึ่งจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากบุคคลภายนอกมหาวิทยาลัย ให้สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งรองอธิการบดีคนหนึ่ง ซึ่งมิใช่กรรมการสภามหาวิทยาลัยเป็นเลขานุการสภามหาวิทยาลัย โดยคำแนะนำของอธิการบดี
และให้ผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดีเป็นผู้ช่วยเลขานุการ ให้สภามหาวิทยาลัยเลือกกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิคนหนึ่งเป็นอุปนายกสภามหาวิทยาลัย และให้อุปนายกสภามหาวิทยาลัยทำหน้าที่แทนนายกสภามหาวิทยาลัย เมื่อนายกสภามหาวิทยาลัยไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้หรือเมื่อไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัย
หากอุปนายกสภามหาวิทยาลัยไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้หรือเมื่อไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งอุปนายกสภามหาวิทยาลัย ให้สภามหาวิทยาลัยเลือกกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิคนหนึ่ง ทำหน้าที่แทนนายกสภามหาวิทยาลัย คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม หลักเกณฑ์และวิธีการได้มาซึ่งนายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยตาม (๓) (๔)
(๕) และ (๖) ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๒๐ นายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยตามมาตรา ๑๙ (๓) (๔) (๕) และ (๖) มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสามปี และจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งหรืออาจได้รับเลือกใหม่อีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระมิได้ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามวรรคหนึ่ง
นายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยตามมาตรา ๑๙ (๓) (๔) (๕) และ (๖) พ้นจากตำแหน่งเมื่อ (๑) ตาย (๒) ลาออก (๓) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามของการเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยหรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยในประเภทนั้น (๔) ถูกจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก (๕)
สภามหาวิทยาลัยมีมติให้ถอดถอนด้วยคะแนนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด เพราะมีความประพฤติเสื่อมเสีย บกพร่องต่อหน้าที่ หรือหย่อนความสามารถ (๖) เป็นบุคคลล้มละลาย (๗) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
ในกรณีที่ตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยหรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยว่างลงไม่ว่าด้วยเหตุใดและยังมิได้ดำเนินการให้ได้มาซึ่งนายกสภามหาวิทยาลัยหรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้สภามหาวิทยาลัยประกอบด้วยกรรมการสภามหาวิทยาลัยเท่าที่มีอยู่
ในกรณีที่นายกสภามหาวิทยาลัยหรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระและได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งหรือได้มีการดำเนินการให้ผู้ใดดำรงตำแหน่งแทนแล้ว ให้ผู้นั้นอยู่ในตำแหน่งเพียงเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน แต่ถ้าวาระการดำรงตำแหน่งเหลืออยู่น้อยกว่าเก้าสิบวัน
จะไม่ดำเนินการให้มีผู้ดำรงตำแหน่งแทนก็ได้ ในกรณีที่นายกสภามหาวิทยาลัยหรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยพ้นจากตำแหน่งตามวาระแต่ยังมิได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกสภามหาวิทยาลัยหรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิหรือยังมิได้ดำเนินการให้ได้มาซึ่งกรรมการสภามหาวิทยาลัยอื่นขึ้นใหม่ ให้นายกสภามหาวิทยาลัย
กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ หรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยอื่นซึ่งพ้นจากตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกสภามหาวิทยาลัยหรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ หรือได้มีการดำเนินการให้ได้มาซึ่งกรรมการสภามหาวิทยาลัยอื่นขึ้นใหม่แล้ว
มาตรา ๒๑ สภามหาวิทยาลัยมีหน้าที่และอำนาจควบคุมดูแลกิจการทั่วไปของมหาวิทยาลัย หน้าที่และอำนาจเช่นว่านี้ให้รวมถึง (๑) วางนโยบายและแนวทางในการพัฒนาของมหาวิทยาลัย เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย (๒) ออกระเบียบ ข้อบังคับ และประกาศของมหาวิทยาลัย เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติงานของมหาวิทยาลัย
และอาจมอบหมายให้มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประจำภาคหรือส่วนราชการใดในมหาวิทยาลัยเป็นผู้ออกระเบียบ ข้อบังคับ และประกาศ สำหรับมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประจำภาคหรือส่วนราชการนั้นเป็นเรื่อง ๆ ไปก็ได้ (๓)
พิจารณาอนุมัติหลักสูตรการศึกษาในระดับอุดมศึกษาให้สอดคล้องกับมาตรฐานการอุดมศึกษาที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมกำหนด (๔) กำกับมาตรฐานการศึกษาและการประกันคุณภาพการศึกษา (๕) ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยและอธิการบดี (๖) พิจารณาการจัดตั้ง การรวม
และการยุบเลิกส่วนราชการตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่งและวรรคสอง รวมทั้งการแบ่งส่วนราชการของส่วนราชการดังกล่าว (๗) พิจารณาการกำหนดและเปลี่ยนแปลงที่ตั้งมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประจำภาค และการกำหนดให้ส่วนราชการตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่งและวรรคสอง ตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประจำภาคใดตามมาตรา ๑๒ วรรคสอง
(๘) พิจารณากำหนดเขตพื้นที่บริการของวิทยาเขตและโรงเรียนกีฬา (๙) อนุมัติการให้ปริญญา อนุปริญญา และประกาศนียบัตรชั้นหนึ่งชั้นใดในระดับอุดมศึกษา ทั้งของมหาวิทยาลัยและที่มหาวิทยาลัยจัดการศึกษาร่วมกับสถานศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันอื่น รวมทั้งอนุมัติการให้ปริญญากิตติมศักดิ์ (๑๐)
อนุมัติการรับสถานศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันอื่นเข้าสมทบหรือการยกเลิกการสมทบ (๑๑) อนุมัติการจัดการศึกษาหรือยกเลิกการจัดการศึกษาร่วมกับสถานศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันอื่น (๑๒) พิจารณาดำเนินการเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งและพิจารณาถอดถอนนายกสภามหาวิทยาลัย กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๑๙
(๖) อธิการบดี ศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์พิเศษ (๑๓) แต่งตั้งและถอดถอนรองอธิการบดี รองอธิการบดีประจำวิทยาเขต คณบดี หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ (๑๔) แต่งตั้งและถอดถอนศาสตราจารย์เกียรติคุณ รองศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์พิเศษ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ
กรรมการสภาวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิ กรรมการนโยบายวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิ และกรรมการบริหารประจำภาคผู้ทรงคุณวุฒิ (๑๕) อนุมัติงบประมาณรายจ่ายจากเงินรายได้ของมหาวิทยาลัย (๑๖) ออกระเบียบและข้อบังคับเกี่ยวกับการบริหารงาน การเงินและทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย และการจัดหารายได้และผลประโยชน์ของมหาวิทยาลัย (๑๗)
พิจารณาดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของมหาวิทยาลัยตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง และตามที่สภามหาวิทยาลัยกำหนด (๑๘) แต่งตั้งคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งเพื่อพิจารณาและเสนอความเห็นในเรื่องหนึ่งเรื่องใด
หรือมอบหมายให้ปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดอันอยู่ในหน้าที่และอำนาจของสภามหาวิทยาลัย (๑๙) พิจารณาและให้ความเห็นชอบในเรื่องที่เกี่ยวกับกิจการของมหาวิทยาลัยตามที่อธิการบดีเสนอ และอาจมอบหมายให้อธิการบดี ประธานกรรมการบริหารประจำภาค หรือรองอธิการบดีประจำวิทยาเขตปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใด
อันอยู่ในหน้าที่และอำนาจของสภามหาวิทยาลัยได้ (๒๐) ส่งเสริม สนับสนุน และแสวงหาวิธีการ เพื่อพัฒนาความก้าวหน้าของมหาวิทยาลัย (๒๑) ปฏิบัติหน้าที่อื่นเกี่ยวกับกิจการของมหาวิทยาลัยที่มิได้ระบุให้เป็นหน้าที่ของผู้ใดโดยเฉพาะ
มาตรา ๒๒ การประชุมสภามหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๒๓ ให้มีสภาวิชาการ ประกอบด้วย อธิการบดี เป็นประธานสภาวิชาการ รองอธิการบดีซึ่งรับผิดชอบงานด้านวิชาการ ประธานกรรมการบริหารประจำภาค และผู้ทรงคุณวุฒิจากภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย เป็นกรรมการสภาวิชาการ จำนวน คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม หลักเกณฑ์และวิธีการได้มา วาระการดำรงตำแหน่ง
และการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการสภาวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิ ตลอดจนการประชุมสภาวิชาการ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๒๔ สภาวิชาการมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้ (๑) เสนอแนะการกำหนดนโยบายและแผนพัฒนาทางวิชาการของมหาวิทยาลัยต่อสภามหาวิทยาลัย (๒) เสนอแนะการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานทางวิชาการต่อสภามหาวิทยาลัย (๓) พิจารณาให้ความเห็นเกี่ยวกับหลักสูตรการศึกษา การเปิดสอน รวมทั้งการปรับปรุง การยุบรวม
และการยกเลิกหลักสูตรการศึกษาในระดับอุดมศึกษาต่อสภามหาวิทยาลัย (๔) พิจารณาให้ความเห็นเกี่ยวกับการรับเข้าสมทบหรือยกเลิกการสมทบของสถานศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันอื่นตามมาตรา ๑๓ และการจัดการศึกษาร่วมกับสถานศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันอื่นตามมาตรา ๑๔ ต่อสภามหาวิทยาลัย (๕) พิจารณาให้ความเห็นเกี่ยวกับการจัดตั้ง
การรวม และการยุบเลิกคณะ หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ รวมทั้งเสนอการแบ่งส่วนราชการของส่วนราชการดังกล่าวต่อสภามหาวิทยาลัย (๖) แต่งตั้งคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งเพื่อกระทำการใด ๆ อันอยู่ในหน้าที่และอำนาจของสภาวิชาการ
มาตรา ๒๕ ให้มีคณะกรรมการนโยบายวิชาการ ประกอบด้วย ประธานกรรมการนโยบายวิชาการซึ่งประธานสภาวิชาการแต่งตั้งจากกรรมการสภาวิชาการ ผู้แทนผู้อำนวยการโรงเรียนกีฬาซึ่งผู้อำนวยการโรงเรียนกีฬาในแต่ละภาคเลือกกันเองภาคละหนึ่งคน และผู้ทรงคุณวุฒิจากภายในและภายนอกโรงเรียนกีฬา เป็นกรรมการนโยบายวิชาการ จำนวน
คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม หลักเกณฑ์และวิธีการได้มา วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการนโยบายวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิ ตลอดจนการประชุมคณะกรรมการนโยบายวิชาการ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๒๖ คณะกรรมการนโยบายวิชาการมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้ (๑) เสนอแนะการกำหนดนโยบายและแผนพัฒนาทางวิชาการของโรงเรียนกีฬาต่อสภาวิชาการเพื่อเสนอสภามหาวิทยาลัย (๒) เสนอแนะการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานทางวิชาการของโรงเรียนกีฬาต่อสภาวิชาการเพื่อเสนอสภามหาวิทยาลัย (๓)
พิจารณาและให้ความเห็นชอบเกี่ยวกับการจัดทำสาระหลักสูตรการศึกษา การเปิดสอนรวมทั้งการปรับปรุง การยุบรวม และการยกเลิกหลักสูตรการศึกษาของโรงเรียนกีฬาที่คณะกรรมการสถานศึกษาเสนอ (๔) พิจารณาให้ความเห็นเกี่ยวกับการจัดตั้ง การรวม และการยุบเลิกโรงเรียนกีฬา
รวมทั้งเสนอการแบ่งส่วนราชการของโรงเรียนกีฬาต่อสภาวิชาการเพื่อเสนอสภามหาวิทยาลัย (๕) แต่งตั้งคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งเพื่อกระทำการใด ๆ อันอยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการนโยบายวิชาการ
มาตรา ๒๗ ให้มีสภาผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย ประกอบด้วย (๑) ประธานสภาผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นคณาจารย์ประจำหรือผู้สอนในมหาวิทยาลัยและต้องไม่เป็นผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บริหารในมหาวิทยาลัย (๒) รองประธานสภาผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย คนที่หนึ่ง ซึ่งเป็นคณาจารย์ประจำหรือผู้สอนในมหาวิทยาลัย
และต้องไม่เป็นผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บริหารในมหาวิทยาลัย (๓) รองประธานสภาผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย คนที่สอง ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยและต้องไม่เป็นคณาจารย์ประจำหรือผู้สอนในมหาวิทยาลัย (๔) กรรมการสภาผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย ซึ่งเลือกจากผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย จำนวน คุณสมบัติ
ลักษณะต้องห้าม หลักเกณฑ์และวิธีการได้มา วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของประธานสภาผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย รองประธานสภาผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย และกรรมการสภาผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย ตลอดจนการประชุมของสภาผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๒๘ สภาผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้ (๑) ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะในกิจการของมหาวิทยาลัยและการพัฒนามหาวิทยาลัยแก่อธิการบดีหรือสภามหาวิทยาลัย (๒) จัดทำจรรยาบรรณของผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยเพื่อเสนอสภามหาวิทยาลัย และดูแลให้มีการปฏิบัติตามจรรยาบรรณดังกล่าว (๓)
ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยในการปฏิบัติหน้าที่ตามจรรยาบรรณ (๔) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่สภามหาวิทยาลัยหรืออธิการบดีมอบหมาย
มาตรา ๒๙ ให้มีอธิการบดีคนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดและรับผิดชอบการบริหารงานของมหาวิทยาลัย และให้มีรองอธิการบดีหรือผู้ช่วยอธิการบดี หรือจะมีทั้งรองอธิการบดีและผู้ช่วยอธิการบดีตามจำนวนที่สภามหาวิทยาลัยกำหนด เพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่อธิการบดีมอบหมายก็ได้
ในแต่ละวิทยาเขตให้มีรองอธิการบดีประจำวิทยาเขตเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบงานทั้งปวงของวิทยาเขตตามที่อธิการบดีและประธานกรรมการบริหารประจำภาคมอบหมาย และจะให้มีผู้ช่วยอธิการบดีประจำวิทยาเขตตามจำนวนที่สภามหาวิทยาลัยกำหนด เพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่รองอธิการบดีประจำวิทยาเขตนั้นมอบหมายก็ได้
มาตรา ๓๐ อธิการบดีนั้น จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งโดยคำแนะนำของสภามหาวิทยาลัยจากผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๓๒ หลักเกณฑ์และวิธีการได้มาซึ่งอธิการบดี ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย อธิการบดีมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี และจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งใหม่อีกได้
แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระมิได้ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ อธิการบดีพ้นจากตำแหน่งเมื่อ (๑) ตาย (๒) ลาออก (๓) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๓๒ (๔) สภามหาวิทยาลัยมีมติให้พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากไม่ผ่านการประเมินผลตามหลักเกณฑ์ที่สภามหาวิทยาลัยกำหนด (๕)
สภามหาวิทยาลัยมีมติให้ถอดถอนด้วยคะแนนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด เพราะมีความประพฤติเสื่อมเสีย บกพร่องต่อหน้าที่ หรือหย่อนความสามารถ (๖) ถูกลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง หรือถูกสั่งให้ออกจากราชการ เพราะเหตุมีมลทินหรือมัวหมองในกรณีที่ถูกสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง (๗)
ถูกจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก (๘) เป็นบุคคลล้มละลาย (๙) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ รองอธิการบดีและรองอธิการบดีประจำวิทยาเขตนั้น ให้สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งโดยคำแนะนำของอธิการบดีจากผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๓๒
ผู้ช่วยอธิการบดีและผู้ช่วยอธิการบดีประจำวิทยาเขตนั้น ให้อธิการบดีแต่งตั้งจากผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๓๓ เมื่ออธิการบดีพ้นจากตำแหน่ง ให้รองอธิการบดี รองอธิการบดีประจำวิทยาเขต ผู้ช่วยอธิการบดี และผู้ช่วยอธิการบดีประจำวิทยาเขตพ้นจากตำแหน่งด้วย
มาตรา ๓๑ ให้มีประธานกรรมการบริหารประจำภาค ภาคละหนึ่งคน เป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบงานของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประจำภาคแต่ละภาค และปฏิบัติหน้าที่ช่วยอธิการบดีตามที่อธิการบดีมอบหมาย ประธานกรรมการบริหารประจำภาคนั้น
ให้เลือกจากรองอธิการบดีประจำวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประจำภาคแต่ละภาค หลักเกณฑ์และวิธีการได้มาซึ่งประธานกรรมการบริหารประจำภาค ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย ทั้งนี้ ให้นำความในมาตรา ๓๐ มาใช้บังคับแก่การพ้นจากตำแหน่งของประธานกรรมการบริหารประจำภาคโดยอนุโลม เมื่ออธิการบดีพ้นจากตำแหน่ง
ให้ประธานกรรมการบริหารประจำภาคพ้นจากตำแหน่งด้วย
มาตรา ๓๒ อธิการบดี รองอธิการบดี และรองอธิการบดีประจำวิทยาเขต ต้องมีคุณสมบัติอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ (๑) สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าชั้นปริญญาเอกหรือเทียบเท่าจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง
และได้ทำการสอนในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรองมาแล้วไม่น้อยกว่าสี่ปี หรือมีประสบการณ์ด้านการบริหารในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรองมาแล้วไม่น้อยกว่าสี่ปี หรือเคยดำรงตำแหน่งกรรมการสภามหาวิทยาลัยไม่น้อยกว่าสามปี
หรือมีประสบการณ์ด้านการบริหารอื่นตามหลักเกณฑ์และระยะเวลาที่กำหนดในข้อบังคับของมหาวิทยาลัย (๒) สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาชั้นหนึ่งชั้นใดหรือเทียบเท่าจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง
และได้ทำการสอนในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรองมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี หรือมีประสบการณ์ด้านการบริหารในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรองมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี หรือเคยดำรงตำแหน่งกรรมการสภามหาวิทยาลัยไม่น้อยกว่าสี่ปี
หรือมีประสบการณ์ด้านการบริหารอื่นตามหลักเกณฑ์และระยะเวลาที่กำหนดในข้อบังคับของมหาวิทยาลัย นอกจากคุณสมบัติตามวรรคหนึ่ง อธิการบดี รองอธิการบดี และรองอธิการบดีประจำวิทยาเขตต้องมีคุณสมบัติอื่นและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดในข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๓๓ ผู้ช่วยอธิการบดีและผู้ช่วยอธิการบดีประจำวิทยาเขต ต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาชั้นหนึ่งชั้นใดหรือเทียบเท่าจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรองและได้ทำการสอนในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรองมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปี
หรือมีประสบการณ์ด้านการบริหารในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรองมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปี หรือมีประสบการณ์ด้านการบริหารอื่นตามหลักเกณฑ์และระยะเวลาที่กำหนดในข้อบังคับของมหาวิทยาลัย นอกจากคุณสมบัติตามวรรคหนึ่ง
ผู้ช่วยอธิการบดีและผู้ช่วยอธิการบดีประจำวิทยาเขตต้องมีคุณสมบัติอื่นและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดในข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๓๔ อธิการบดีเป็นผู้แทนของมหาวิทยาลัยในกิจการทั้งปวง และโดยเฉพาะให้มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้ (๑) บริหารกิจการของมหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับของทางราชการและของมหาวิทยาลัย รวมทั้งนโยบายและวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย (๒) บริหารงานบุคคล การเงิน การพัสดุ สถานที่
และทรัพย์สินอื่นของมหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับของทางราชการและของมหาวิทยาลัย (๓) จัดทำแผนพัฒนามหาวิทยาลัย ดูแลให้มีการปฏิบัติตามนโยบายและแผนงาน รวมทั้งติดตามประเมินผลการดำเนินงานด้านต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย (๔) แต่งตั้งและถอดถอนผู้ช่วยอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดีประจำวิทยาเขต
รองคณบดี รองคณบดีประจำวิทยาเขต รองหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ หัวหน้าภาควิชาหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชา อาจารย์พิเศษ และกรรมการวิทยาเขตผู้ทรงคุณวุฒิ รวมทั้งแต่งตั้งผู้อำนวยการโรงเรียนกีฬาและรองผู้อำนวยการโรงเรียนกีฬา (๕)
แต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดีและรองผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดี (๖) จัดทำรายงานประจำปีเกี่ยวกับการดำเนินการและกิจการของมหาวิทยาลัยเพื่อเสนอต่อสภามหาวิทยาลัย (๗) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามระเบียบ ข้อบังคับ และประกาศของมหาวิทยาลัย และตามที่สภามหาวิทยาลัยมอบหมาย
มาตรา ๓๕ ในกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้รองอธิการบดีซึ่งอธิการบดีมอบหมายเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้าอธิการบดีมิได้มอบหมาย ให้รองอธิการบดีซึ่งมีอาวุโสสูงสุดตามหลักเกณฑ์ที่สภามหาวิทยาลัยกำหนดเป็นผู้รักษาราชการแทน
ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีหรือไม่มีผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีตามวรรคหนึ่งหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๓๒ เป็นผู้รักษาราชการแทน แต่ต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน
มาตรา ๓๖ ประธานกรรมการบริหารประจำภาคเป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารงานทั่วไปของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประจำภาค และโดยเฉพาะให้มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้ (๑) บริหารกิจการของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประจำภาคให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับของทางราชการและของมหาวิทยาลัย
รวมทั้งนโยบายและวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย (๒) บริหารงานบุคคล การเงิน การพัสดุ สถานที่ และทรัพย์สินอื่นของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประจำภาค ให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับของทางราชการและของมหาวิทยาลัย (๓)
จัดทำแผนพัฒนามหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประจำภาคเสนอต่อคณะกรรมการบริหารประจำภาคเพื่อเสนอสภามหาวิทยาลัย ๔) ปฏิบัติตามนโยบายและแผนงานรวมทั้งติดตามประเมินผลการดำเนินงานต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประจำภาค (๕)
เสนอความเห็นต่ออธิการบดีในการแต่งตั้งผู้อำนวยการโรงเรียนกีฬาและรองผู้อำนวยการโรงเรียนกีฬา (๖) แต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการบริหารประจำภาคและรองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการบริหารประจำภาค (๗) สร้างและส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชน (๘) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่สภามหาวิทยาลัย
คณะกรรมการบริหารประจำภาค หรืออธิการบดีมอบหมาย
มาตรา ๓๗ ในแต่ละมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประจำภาค ให้มีคณะกรรมการบริหารประจำภาค ประกอบด้วย ประธานกรรมการบริหารประจำภาค เป็นประธานกรรมการ รองอธิการบดีประจำวิทยาเขตที่วิทยาเขตตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประจำภาคนั้น ซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ
ผู้อำนวยการโรงเรียนกีฬาที่โรงเรียนกีฬาตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประจำภาคนั้น ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการบริหารประจำภาค และผู้ทรงคุณวุฒิจากบุคคลภายนอกมหาวิทยาลัยจำนวนไม่น้อยกว่าเจ็ดคนแต่ไม่เกินเก้าคน เป็นกรรมการ คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม หลักเกณฑ์และวิธีการได้มา
วาระการดำรงตำแหน่งและการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการบริหารประจำภาคผู้ทรงคุณวุฒิ ตลอดจนการประชุมของคณะกรรมการบริหารประจำภาค ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๓๘ คณะกรรมการบริหารประจำภาคมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้ (๑) กำกับดูแลให้มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประจำภาคปฏิบัติตามนโยบายและแผนพัฒนามหาวิทยาลัยตามที่สภามหาวิทยาลัยกำหนด (๒)
ออกระเบียบและข้อบังคับของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประจำภาคเฉพาะในกิจการที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประจำภาคนั้น ทั้งนี้ โดยไม่ขัดต่อระเบียบและข้อบังคับของมหาวิทยาลัย รวมทั้งออกระเบียบและข้อบังคับอื่นตามที่สภามหาวิทยาลัยมอบหมาย (๓) พิจารณาและเสนอการจัดตั้ง การรวม
และการยุบเลิกส่วนราชการของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประจำภาคต่อสภามหาวิทยาลัย (๔) พัฒนางานด้านวิชาการและควบคุมมาตรฐานการศึกษาของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประจำภาค (๕) เสนอขออนุมัติการให้ปริญญา อนุปริญญา และประกาศนียบัตรชั้นหนึ่งชั้นใดในระดับอุดมศึกษาต่อสภามหาวิทยาลัย (๖)
พิจารณาและเสนอแผนพัฒนามหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประจำภาคต่อสภามหาวิทยาลัย (๗) พิจารณาและเสนอแผนการใช้เงินรายได้ของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประจำภาคต่อสภามหาวิทยาลัย (๘) ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะแก่อธิการบดีและประธานกรรมการบริหารประจำภาคในกิจการของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประจำภาค (๙)
แต่งตั้งคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพื่อกระทำการใด ๆ อันอยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการบริหารประจำภาค (๑๐) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่สภามหาวิทยาลัยหรืออธิการบดีมอบหมาย
มาตรา ๓๙ รองอธิการบดีประจำวิทยาเขตเป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารงานทั่วไปของวิทยาเขต และโดยเฉพาะให้มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้ (๑) บริหารกิจการของวิทยาเขตให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับของทางราชการและของมหาวิทยาลัย รวมทั้งนโยบายและวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย (๒) บริหารงานบุคคล การเงิน
การพัสดุ สถานที่ และทรัพย์สินอื่นของวิทยาเขตให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับของทางราชการและของมหาวิทยาลัย (๓) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่สภามหาวิทยาลัย คณะกรรมการวิทยาเขต อธิการบดี หรือประธานกรรมการบริหารประจำภาคมอบหมาย
มาตรา ๔๐ ในแต่ละวิทยาเขต ให้มีคณะกรรมการวิทยาเขต ประกอบด้วย รองอธิการบดีประจำวิทยาเขต เป็นประธานกรรมการ รองคณบดีประจำวิทยาเขต และผู้ทรงคุณวุฒิจากบุคคลภายนอกมหาวิทยาลัยจำนวนไม่น้อยกว่าห้าคนแต่ไม่เกินเจ็ดคน เป็นกรรมการ
ซึ่งในจำนวนนี้จะต้องมีนายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดตามกฎหมายว่าด้วยการกีฬาแห่งประเทศไทยที่สมาคมกีฬาแห่งจังหวัดตั้งอยู่ในเขตพื้นที่บริการของวิทยาเขตนั้นอย่างน้อยหนึ่งคน คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม หลักเกณฑ์และวิธีการได้มา วาระการดำรงตำแหน่งและการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการวิทยาเขตผู้ทรงคุณวุฒิ
ตลอดจนหน้าที่และอำนาจและการประชุมของคณะกรรมการวิทยาเขต ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๔๑ ในคณะ ให้มีคณบดีคนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบการบริหารงานของคณะ และจะให้มีรองคณบดีหรือรองคณบดีประจำวิทยาเขตตามจำนวนที่สภามหาวิทยาลัยกำหนดเพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่คณบดีมอบหมายก็ได้ คณบดีนั้น ให้สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งจากผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๔๒
วรรคหนึ่งและวรรคสาม ซึ่งได้รับการสรรหาตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย รองคณบดีและรองคณบดีประจำวิทยาเขตนั้น ให้อธิการบดีแต่งตั้งจากผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๔๒ วรรคสองและวรรคสาม โดยคำแนะนำของคณบดี คณบดีมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี และอาจได้รับแต่งตั้งใหม่อีกได้
แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระมิได้ และให้นำความในมาตรา ๓๐ วรรคสี่ มาใช้บังคับแก่การพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระของคณบดีโดยอนุโลม เมื่อคณบดีพ้นจากตำแหน่ง ให้รองคณบดีและรองคณบดีประจำวิทยาเขตพ้นจากตำแหน่งด้วย
มาตรา ๔๒ คณบดีต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาชั้นหนึ่งชั้นใดหรือเทียบเท่าจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง และได้ทำการสอนในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรองมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี
หรือมีประสบการณ์ด้านการบริหารในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรองมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี รองคณบดีและรองคณบดีประจำวิทยาเขตต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาชั้นหนึ่งชั้นใดหรือเทียบเท่าจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง
และได้ทำการสอนในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรองมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปี หรือมีประสบการณ์ด้านการบริหารในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรองมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปี นอกจากคุณสมบัติตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง คณบดี รองคณบดี
และรองคณบดีประจำวิทยาเขตต้องมีคุณสมบัติอื่นและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดในข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๔๓ ในคณะ ให้มีคณะกรรมการประจำคณะ ประกอบด้วย คณบดี เป็นประธานกรรมการ และกรรมการอื่นอีกจำนวนหนึ่ง จำนวน คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม หลักเกณฑ์และวิธีการได้มา วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการอื่นตามวรรคหนึ่ง ตลอดจนการประชุมของคณะกรรมการประจำคณะให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๔๔ คณะกรรมการประจำคณะมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้ (๑) จัดทำแผนพัฒนาของคณะให้สอดคล้องกับนโยบายของมหาวิทยาลัย (๒) ออกระเบียบและข้อบังคับของคณะเฉพาะในกิจการที่เกี่ยวข้องกับคณะ ทั้งนี้ โดยไม่ขัดต่อระเบียบและข้อบังคับของมหาวิทยาลัย รวมทั้งออกระเบียบและข้อบังคับอื่นตามที่สภามหาวิทยาลัยมอบหมาย (๓)
พิจารณากำหนดหลักสูตรและรายละเอียดเกี่ยวกับหลักสูตรสำหรับคณะเสนอต่อสภาวิชาการเพื่อเสนอสภามหาวิทยาลัย (๔) จัดการวัดผล ประเมินผล และควบคุมมาตรฐานการศึกษาของคณะ (๕) ส่งเสริมงานวิจัย งานบริการวิชาการแก่สังคม และงานทะนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม (๖) ให้คำปรึกษาและข้อแนะนำเกี่ยวกับการดำเนินกิจการต่าง ๆ ของคณะ
(๗) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดอันอยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการประจำคณะ (๘) ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนานักศึกษาของมหาวิทยาลัยให้ไปสู่ความเป็นเลิศด้านกีฬา (๙) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่สภามหาวิทยาลัย สภาวิชาการ หรืออธิการบดีมอบหมาย
มาตรา ๔๕ ในกรณีที่มีการแบ่งภาควิชาหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชาในคณะ ให้มีหัวหน้าภาควิชาหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชาเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบงานของภาควิชาหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชา
หัวหน้าภาควิชาหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชา ให้อธิการบดีแต่งตั้งจากคณาจารย์ประจำซึ่งได้รับการสรรหาตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย และให้อธิการบดีมีอำนาจถอดถอนหัวหน้าภาควิชาหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชาโดยคำแนะนำของคณบดี
คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของหัวหน้าภาควิชาและหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชา ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๔๖ ในส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ให้มีหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ เป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบงานของส่วนราชการนั้น และจะให้มีรองหัวหน้าส่วนราชการตามจำนวนที่สภามหาวิทยาลัยกำหนด เพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่มอบหมายก็ได้
หัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ให้สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งจากผู้ซึ่งได้รับการสรรหาตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของหัวหน้าส่วนราชการและรองหัวหน้าส่วนราชการตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๔๗ ในส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ อาจมีคณะกรรมการประจำส่วนราชการนั้นคณะหนึ่ง องค์ประกอบ จำนวน คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม หลักเกณฑ์และวิธีการได้มา วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ ตลอดจนหน้าที่และอำนาจและการประชุมของคณะกรรมการประจำส่วนราชการตามวรรคหนึ่ง
ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๔๘ ในโรงเรียนกีฬา ให้มีผู้อำนวยการโรงเรียนกีฬาคนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบการบริหารงานของโรงเรียนกีฬา และจะให้มีรองผู้อำนวยการโรงเรียนกีฬาตามจำนวนที่สภามหาวิทยาลัยกำหนด เพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่ผู้อำนวยการโรงเรียนกีฬามอบหมายก็ได้
ผู้อำนวยการโรงเรียนกีฬาและรองผู้อำนวยการโรงเรียนกีฬานั้น ให้อธิการบดีแต่งตั้งจากข้าราชการครูซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๔๙ โดยคำแนะนำของประธานกรรมการบริหารประจำภาค
มาตรา ๔๙ ผู้อำนวยการโรงเรียนกีฬาต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาชั้นหนึ่งชั้นใดหรือเทียบเท่าจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง และได้ทำการสอนในโรงเรียนกีฬาหรือส่วนราชการอื่นในมหาวิทยาลัยหรือโรงเรียนอื่นมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี
หรือมีประสบการณ์ด้านการบริหารในโรงเรียนกีฬาหรือส่วนราชการอื่นในมหาวิทยาลัยหรือโรงเรียนอื่นมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี ทั้งนี้ ผู้อำนวยการโรงเรียนกีฬาต้องเป็นผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา
รองผู้อำนวยการโรงเรียนกีฬาต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาชั้นหนึ่งชั้นใดหรือเทียบเท่าจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง และได้ทำการสอนในโรงเรียนกีฬาหรือส่วนราชการอื่นในมหาวิทยาลัยหรือโรงเรียนอื่นมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปี
หรือมีประสบการณ์ด้านการบริหารในโรงเรียนกีฬาหรือส่วนราชการอื่นในมหาวิทยาลัยหรือโรงเรียนอื่นมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปี ทั้งนี้ รองผู้อำนวยการโรงเรียนกีฬาต้องเป็นผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา นอกจากคุณสมบัติตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง
ผู้อำนวยการโรงเรียนกีฬาและรองผู้อำนวยการโรงเรียนกีฬาต้องมีคุณสมบัติอื่นและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดในข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๕๐ ผู้อำนวยการโรงเรียนกีฬาเป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารงานทั่วไปของโรงเรียนกีฬาและโดยเฉพาะให้มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้ (๑) บริหารกิจการของโรงเรียนกีฬาให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับของทางราชการและของมหาวิทยาลัย รวมทั้งนโยบายและวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย (๒) บริหารงานบุคคล การเงิน
การพัสดุ สถานที่ และทรัพย์สินอื่นของโรงเรียนกีฬาให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับของทางราชการและของมหาวิทยาลัย (๓) จัดทำรายงานประจำปีเกี่ยวกับการดำเนินการและกิจการของโรงเรียนกีฬาเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการบริหารประจำภาค (๔) อนุมัติประกาศนียบัตรและวุฒิบัตรของโรงเรียนกีฬา ทั้งนี้
โดยให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด (๕) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่สภามหาวิทยาลัย อธิการบดี หรือประธานกรรมการบริหารประจำภาคมอบหมาย
มาตรา ๕๑ ในแต่ละโรงเรียนกีฬา ให้มีคณะกรรมการสถานศึกษา เพื่อทำหน้าที่คณะกรรมการสถานศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ ประกอบด้วยประธานกรรมการ และกรรมการซึ่งเป็นผู้แทนครูจำนวนหนึ่งคน ผู้แทนองค์กรชุมชนซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในภูมิลำเนาเดียวกันกับโรงเรียนกีฬาจำนวนหนึ่งคน
ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวนหนึ่งคน ผู้แทนศิษย์เก่าจำนวนหนึ่งคน และผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนไม่น้อยกว่าสี่คนแต่ไม่เกินเจ็ดคน ซึ่งในจำนวนนี้จะต้องมีผู้ทรงคุณวุฒิด้านการกีฬา วิทยาศาสตร์การกีฬา หรือการประกอบธุรกิจและอุตสาหกรรมการกีฬาไม่น้อยกว่าสามคน และให้ผู้อำนวยการโรงเรียนกีฬาเป็นกรรมการและเลขานุการ
คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม หลักเกณฑ์และวิธีการได้มา วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการสถานศึกษา ตลอดจนหน้าที่และอำนาจและการประชุมของคณะกรรมการสถานศึกษา ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๕๒ การจัดทำระเบียนผลการเรียน การจัดทำประกาศนียบัตร การจัดทำวุฒิบัตร การจัดทำแบบรายงานผู้สำเร็จการศึกษา และการจัดทำเอกสารหรือหลักฐานการศึกษาอื่น รวมทั้งการดำเนินการอื่นใดเกี่ยวกับการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด
เว้นแต่สภามหาวิทยาลัยจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
มาตรา ๕๓ ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี รองอธิการบดี รองอธิการบดีประจำวิทยาเขต ผู้ช่วยอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดีประจำวิทยาเขต คณบดี รองคณบดี รองคณบดีประจำวิทยาเขตหัวหน้าและรองหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ จะดำรงตำแหน่งดังกล่าวเกินหนึ่งตำแหน่งในขณะเดียวกันมิได้
ผู้ดำรงตำแหน่งตามวรรคหนึ่ง จะรักษาราชการแทนตำแหน่งอื่นอีกหนึ่งตำแหน่งก็ได้ แต่ต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน
มาตรา ๕๔ ให้ผู้รักษาราชการแทนตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้มีหน้าที่และอำนาจเช่นเดียวกับผู้ซึ่งตนแทน นอกจากที่บัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้ การรักษาราชการแทน การมอบอำนาจให้ปฏิบัติราชการแทน ตลอดจนการมอบอำนาจช่วงให้ปฏิบัติการแทนของผู้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ
ในมหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย ในกรณีที่กฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ผู้ดำรงตำแหน่งใดเป็นกรรมการหรือให้มีหน้าที่และอำนาจอย่างใด ให้ผู้รักษาราชการแทนทำหน้าที่กรรมการหรือมีหน้าที่และอำนาจเช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งนั้นในระหว่างที่รักษาราชการแทนด้วย
แล้วแต่กรณี
หมวด ๓ การประกันคุณภาพและการประเมิน
มาตรา ๕๕ ให้มหาวิทยาลัยจัดให้มีการประกันคุณภาพการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของมหาวิทยาลัย ระบบ หลักเกณฑ์ และวิธีการประกันคุณภาพการศึกษาตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๕๖ ให้มหาวิทยาลัยจัดให้มีการประเมินส่วนราชการของมหาวิทยาลัยตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่กำหนดในข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๕๗ ให้สภาวิชาการหรือคณะกรรมการนโยบายวิชาการ แล้วแต่กรณี จัดให้มีการประเมินหลักสูตรการศึกษา การเรียนการสอน และการวัดผลตามหลักสูตรนั้นตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่สภามหาวิทยาลัยกำหนด แล้วรายงานสภามหาวิทยาลัยเพื่อพิจารณา
มาตรา ๕๘ ให้สภามหาวิทยาลัยจัดให้มีการประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของอธิการบดีตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่กำหนดในข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๕๙ ให้อธิการบดีจัดให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานของหัวหน้าส่วนราชการและผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่กำหนดในข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
หมวด ๔ ตำแหน่งทางวิชาการและวิทยฐานะ
มาตรา ๖๐ คณาจารย์ประจำในมหาวิทยาลัยมีตำแหน่งทางวิชาการ ดังต่อไปนี้ (๑) ศาสตราจารย์ (๒) รองศาสตราจารย์ (๓) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ (๔) อาจารย์ ศาสตราจารย์นั้น จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งโดยคำแนะนำของสภามหาวิทยาลัย คุณสมบัติ หลักเกณฑ์
และวิธีการแต่งตั้งและถอดถอนคณาจารย์ประจำตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
มาตรา ๖๑ ศาสตราจารย์พิเศษนั้น จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งโดยคำแนะนำของสภามหาวิทยาลัยจากผู้ซึ่งมิได้เป็นผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และวิธีการแต่งตั้งและถอดถอนศาสตราจารย์พิเศษ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๖๒ ศาสตราจารย์ซึ่งมีความรู้ความสามารถและความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษและพ้นจากตำแหน่งไปโดยไม่มีความผิด สภามหาวิทยาลัยอาจแต่งตั้งให้เป็นศาสตราจารย์เกียรติคุณในสาขาที่ศาสตราจารย์ผู้นั้นมีความเชี่ยวชาญเพื่อเป็นเกียรติยศได้ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และวิธีการแต่งตั้งและถอดถอนศาสตราจารย์เกียรติคุณ
ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๖๓ สภามหาวิทยาลัยอาจแต่งตั้งผู้ซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสมและมิได้เป็นผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยเป็นรองศาสตราจารย์พิเศษและผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษได้โดยคำแนะนำของอธิการบดี อธิการบดีอาจแต่งตั้งผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมและมิได้เป็นคณาจารย์ประจำของมหาวิทยาลัยเป็นอาจารย์พิเศษได้โดยคำแนะนำของคณบดี คุณสมบัติ
หลักเกณฑ์ และวิธีการแต่งตั้งและถอดถอนรองศาสตราจารย์พิเศษ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ และอาจารย์พิเศษตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๖๔ ให้ผู้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์พิเศษ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ รองศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์พิเศษ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ มีสิทธิใช้ตำแหน่งทางวิชาการดังกล่าวเป็นคำนำหน้านามเพื่อแสดงวิทยฐานะได้ตลอดไป การใช้คำนำหน้านามตามวรรคหนึ่ง ให้ใช้อักษรย่อ ดังต่อไปนี้
ศาสตราจารย์ใช้อักษรย่อศ. ศาสตราจารย์พิเศษใช้อักษรย่อศ. (พิเศษ) ศาสตราจารย์เกียรติคุณใช้อักษรย่อศ. (เกียรติคุณ) รองศาสตราจารย์ใช้อักษรย่อรศ. รองศาสตราจารย์พิเศษใช้อักษรย่อรศ. (พิเศษ) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ใช้อักษรย่อผศ. ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษใช้อักษรย่อผศ. (พิเศษ)
มาตรา ๖๕ สภามหาวิทยาลัยอาจกำหนดให้มีตำแหน่งทางวิชาการที่เรียกชื่ออย่างอื่นได้โดยทำเป็นประกาศของมหาวิทยาลัยและประกาศในราชกิจจานุเบกษา คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และวิธีการแต่งตั้งและถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการที่เรียกชื่ออย่างอื่น ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
การใช้คำนำหน้านามและการใช้อักษรย่อคำนำหน้านามสำหรับตำแหน่งทางวิชาการที่เรียกชื่ออย่างอื่น ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๖๖ วิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในมหาวิทยาลัย ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
หมวด ๕ ปริญญาและเครื่องหมายวิทยฐานะ
มาตรา ๖๗ ปริญญามีสามชั้น คือ ปริญญาเอกเรียกว่าดุษฎีบัณฑิตใช้อักษรย่อด. ปริญญาโทเรียกว่ามหาบัณฑิตใช้อักษรย่อม. ปริญญาตรีเรียกว่าบัณฑิตใช้อักษรย่อบ.
มาตรา ๖๘ มหาวิทยาลัยมีอำนาจให้ปริญญา อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรในสาขาวิชาที่มีการสอนในมหาวิทยาลัย สาขาวิชาที่มีการจัดการศึกษาร่วมหรือสมทบกับสถานศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันอื่น การกำหนดให้สาขาวิชาใดมีปริญญาชั้นใด และจะใช้อักษรย่อสำหรับปริญญานั้นอย่างไร ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
มาตรา ๖๙ สภามหาวิทยาลัยอาจออกข้อบังคับให้ผู้สำเร็จการศึกษาชั้นปริญญาตรีได้รับปริญญาเกียรตินิยมอันดับหนึ่งหรือปริญญาเกียรตินิยมอันดับสองได้
มาตรา ๗๐ สภามหาวิทยาลัยอาจออกข้อบังคับให้มีประกาศนียบัตรชั้นต่าง ๆ และอนุปริญญาได้ ดังต่อไปนี้ (๑) ประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูง ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาในสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่งภายหลังที่ได้รับปริญญาโทหรือเทียบเท่าแล้ว (๒) ประกาศนียบัตรบัณฑิต
ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาในสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่งภายหลังที่ได้รับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าแล้ว (๓) อนุปริญญา ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรในสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่งก่อนถึงขั้นได้รับปริญญาตรี (๔) ประกาศนียบัตร ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาเฉพาะวิชา และตามหลักสูตรที่ต่ำกว่าอนุปริญญา
มาตรา ๗๑ มหาวิทยาลัยมีอำนาจให้ปริญญากิตติมศักดิ์แก่บุคคลซึ่งสภามหาวิทยาลัยเห็นว่าทรงคุณวุฒิสมควรแก่ปริญญานั้น ๆ แต่จะให้ปริญญาดังกล่าวแก่คณาจารย์ประจำ ครู ผู้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัย นายกสภามหาวิทยาลัย หรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยในขณะที่ดำรงตำแหน่งนั้นมิได้ ชั้น สาขาของปริญญา
และหลักเกณฑ์การให้ปริญญากิตติมศักดิ์ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๗๒ มหาวิทยาลัยอาจกำหนดให้มีครุยวิทยฐานะหรือเข็มวิทยฐานะเป็นเครื่องหมายแสดงวิทยฐานะของผู้ได้รับปริญญา อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรชั้นหนึ่งชั้นใด และอาจกำหนดให้มีครุยประจำตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัย ครุยประจำตำแหน่งกรรมการสภามหาวิทยาลัย ครุยประจำตำแหน่งผู้บริหาร
หรือครุยประจำตำแหน่งคณาจารย์ของมหาวิทยาลัยได้ การกำหนดลักษณะ ชนิด ประเภท และส่วนประกอบของครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ และครุยประจำตำแหน่ง ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ และครุยประจำตำแหน่งจะใช้ในโอกาสใด โดยมีเงื่อนไขอย่างใดให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๗๓ มหาวิทยาลัยอาจกำหนดให้มีตรา เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยหรือส่วนราชการของมหาวิทยาลัยได้ โดยทำเป็นข้อบังคับของมหาวิทยาลัยและประกาศในราชกิจจานุเบกษา การใช้ตรา เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ตามวรรคหนึ่งเพื่อการค้า หรือเพื่อการใด ๆ
ที่มิใช่เพื่อประโยชน์ของมหาวิทยาลัยหรือส่วนราชการของมหาวิทยาลัย ต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากมหาวิทยาลัย
มาตรา ๗๔ มหาวิทยาลัยอาจกำหนดให้มีเครื่องแบบ เครื่องหมาย หรือเครื่องแต่งกายของนักเรียนและนักศึกษาได้ โดยทำเป็นข้อบังคับของมหาวิทยาลัยและประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๗๕ ผู้ใดใช้ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ ครุยประจำตำแหน่ง เครื่องแบบ เครื่องหมาย หรือเครื่องแต่งกายของนักศึกษาของมหาวิทยาลัย หรือสิ่งใดที่เลียนแบบสิ่งดังกล่าว โดยไม่มีสิทธิที่จะใช้ หรือแสดงด้วยประการใด ๆ ว่าตนมีปริญญา อนุปริญญา ประกาศนียบัตร หรือมีตำแหน่งใดในมหาวิทยาลัย
หรือเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยโดยที่ตนไม่มีสิทธิ ถ้าได้กระทำเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิที่จะใช้หรือมีวิทยฐานะหรือมีตำแหน่งเช่นนั้น หรือเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๗๖ ผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (๑) ปลอม หรือทำเลียนแบบซึ่งตรา เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยหรือส่วนราชการของมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะทำเป็นสีใดหรือทำด้วยวิธีใด ๆ (๒) ใช้ตรา เครื่องหมาย
หรือสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยหรือส่วนราชการของมหาวิทยาลัยปลอมหรือซึ่งทำเลียนแบบ (๓) ใช้ หรือทำให้ปรากฏซึ่งตรา เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยหรือส่วนราชการของมหาวิทยาลัยที่วัตถุหรือสินค้าใด ๆ โดยฝ่าฝืนมาตรา ๗๓ วรรคสอง ถ้าผู้กระทำความผิดตาม (๑) เป็นผู้กระทำความผิดตาม (๒) ด้วย ให้ลงโทษตาม (๒)
แต่กระทงเดียว ความผิดตาม (๓) เป็นความผิดอันยอมความได้
บทเฉพาะกาล
มาตรา ๗๗ ให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้ ภาระผูกพัน ข้าราชการพนักงานราชการ ลูกจ้าง อัตรากำลัง งบประมาณ และรายได้ของสถาบันการพลศึกษาตามพระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ ไปเป็นของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๗๘ ให้ส่วนราชการของสถาบันการพลศึกษาที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ เป็นส่วนราชการของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติต่อไป จนกว่าจะมีการแบ่งส่วนราชการตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ ต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา ๗๙ ในวาระเริ่มแรก ให้มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประจำภาคตามมาตรา ๑๒ ประกอบด้วยส่วนราชการ ดังต่อไปนี้ (๑) มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประจำภาคเหนือ ประกอบด้วย วิทยาเขตเชียงใหม่ วิทยาเขตเพชรบูรณ์ วิทยาเขตลำปาง วิทยาเขตสุโขทัย โรงเรียนกีฬาจังหวัดนครสวรรค์ และโรงเรียนกีฬาจังหวัดลำปาง (๒)
มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย วิทยาเขตชัยภูมิ วิทยาเขตมหาสารคาม วิทยาเขตศรีสะเกษ วิทยาเขตอุดรธานี โรงเรียนกีฬาจังหวัดขอนแก่น โรงเรียนกีฬาจังหวัดศรีสะเกษ และโรงเรียนกีฬาจังหวัดอุบลราชธานี (๓) มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประจำภาคกลาง ประกอบด้วย วิทยาเขตกรุงเทพ
วิทยาเขตชลบุรี วิทยาเขตสมุทรสาคร วิทยาเขตสุพรรณบุรี วิทยาเขตอ่างทอง โรงเรียนกีฬาจังหวัดชลบุรี โรงเรียนกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี และโรงเรียนกีฬาจังหวัดอ่างทอง (๔) มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประจำภาคใต้ ประกอบด้วย วิทยาเขตกระบี่ วิทยาเขตชุมพร วิทยาเขตตรัง วิทยาเขตยะลา โรงเรียนกีฬาจังหวัดตรัง
โรงเรียนกีฬาจังหวัดนครศรีธรรมราช และโรงเรียนกีฬาจังหวัดยะลา
มาตรา ๘๐ ให้ผู้ดำรงตำแหน่งนายกสภาสถาบันและกรรมการสภาสถาบันของสถาบันการพลศึกษาตามพระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ปฏิบัติหน้าที่นายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัตินี้จนกว่าจะมีสภามหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้
ต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้คณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการซึ่งสภาสถาบันการพลศึกษาแต่งตั้งที่มีอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายต่อไป จนกว่าจะแล้วเสร็จภารกิจหรือสภามหาวิทยาลัยมีมติเป็นอย่างอื่น
มาตรา ๘๑ ในระหว่างที่ยังไม่มีสภาวิชาการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้สภาวิชาการ ประกอบด้วยอธิการบดี เป็นประธานสภาวิชาการ รองอธิการบดีซึ่งรับผิดชอบงานด้านวิชาการ และประธานกรรมการบริหารประจำภาค เป็นกรรมการสภาวิชาการ
มาตรา ๘๒ ให้ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีตามพระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ดำรงตำแหน่งอธิการบดีต่อไปจนกว่าจะมีการแต่งตั้งอธิการบดีตามมาตรา ๙๓ ให้ผู้ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดี รองอธิการบดีประจำวิทยาเขต ผู้ช่วยอธิการบดี
และผู้ช่วยอธิการบดีประจำวิทยาเขตตามพระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ดำรงตำแหน่งดังกล่าวต่อไปจนกว่าผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีตามวรรคหนึ่งจะพ้นจากตำแหน่ง
มาตรา ๘๓ การนับวาระการดำรงตำแหน่งของอธิการบดี ให้นับวาระการดำรงตำแหน่งตามพระราชบัญญัตินี้เป็นวาระแรก
มาตรา ๘๔ ให้ผู้ดำรงตำแหน่งคณบดีตามพระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ดำรงตำแหน่งคณบดีต่อไปจนกว่าจะครบวาระ ให้ผู้ดำรงตำแหน่งรองคณบดีและรองคณบดีประจำวิทยาเขตตามพระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ดำรงตำแหน่งดังกล่าวต่อไปจนกว่าผู้ดำรงตำแหน่งคณบดีตามวรรคหนึ่งจะพ้นจากตำแหน่ง
มาตรา ๘๕ การนับวาระการดำรงตำแหน่งของคณบดี ให้นับรวมวาระการดำรงตำแหน่งตามพระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ เป็นวาระการดำรงตำแหน่งตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย
มาตรา ๘๖ ในระหว่างที่ยังไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารประจำภาคตามพระราชบัญญัตินี้
ให้สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งรองอธิการบดีประจำวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประจำภาคแต่ละภาคเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการบริหารประจำภาคตามพระราชบัญญัตินี้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา ๘๗ ให้ผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนกีฬาและรองผู้อำนวยการโรงเรียนกีฬาตามพระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับดำรงตำแหน่งดังกล่าวต่อไป
มาตรา ๘๘ ในระหว่างที่ยังไม่มีคณะกรรมการบริหารประจำภาคตามพระราชบัญญัตินี้ให้คณะกรรมการบริหารประจำภาคประกอบด้วย ประธานกรรมการบริหารประจำภาค เป็นประธานกรรมการ รองอธิการบดีประจำวิทยาเขตที่วิทยาเขตตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประจำภาคนั้น ซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ
และผู้อำนวยการโรงเรียนกีฬาที่โรงเรียนกีฬาตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประจำภาคนั้น เป็นกรรมการ
มาตรา ๘๙ ในระหว่างที่ยังไม่มีคณะกรรมการวิทยาเขตตามพระราชบัญญัตินี้ ให้คณะกรรมการวิทยาเขต ประกอบด้วย รองอธิการบดีประจำวิทยาเขต เป็นประธานกรรมการ และรองคณบดีประจำวิทยาเขต เป็นกรรมการ
มาตรา ๙๐ ในระหว่างที่ยังไม่มีคณะกรรมการนโยบายวิชาการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้คณะกรรมการนโยบายวิชาการ ประกอบด้วย อธิการบดี เป็นประธานกรรมการ และผู้อำนวยการ โรงเรียนกีฬา เป็นกรรมการ
มาตรา ๙๑ ให้คณะกรรมการสถานศึกษาของโรงเรียนกีฬาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีคณะกรรมการสถานศึกษาตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๙๒ ให้ผู้ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์พิเศษ รองศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์พิเศษ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ และอาจารย์ของสถาบันการพลศึกษาตามพระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มีฐานะเป็นศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์พิเศษ
รองศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์พิเศษ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ และอาจารย์ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ผู้ซึ่งเป็นอาจารย์พิเศษตามพระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เป็นอาจารย์พิเศษตามพระราชบัญญัตินี้จนครบกำหนดเวลาที่ได้รับแต่งตั้ง
ให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาซึ่งมีวิทยฐานะ มีวิทยฐานะนั้นต่อไปตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
มาตรา ๙๓ ในวาระเริ่มแรกภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับให้มีการสรรหาอธิการบดีโดยมีคณะกรรมการสรรหาอธิการบดี ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
ผู้ดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยตามมาตรา ๘๐ และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจำนวนสี่คนเป็นกรรมการ เพื่อทำหน้าที่สรรหาผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีตามพระราชบัญญัตินี้เสนอต่อสภามหาวิทยาลัยเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบและเสนอต่อรัฐมนตรี และเมื่อได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีแล้ว
ให้ดำเนินการเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
มาตรา ๙๔ ในวาระเริ่มแรก ให้มีคณะกรรมการคัดเลือกและกำหนดที่ตั้งมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประจำภาคขึ้นคณะหนึ่ง ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นประธานกรรมการ และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งสภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งจำนวนไม่เกินแปดคน เป็นกรรมการ
เพื่อทำหน้าที่คัดเลือกและกำหนดที่ตั้งมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประจำภาคให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ แล้วเสนอรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป
มาตรา ๙๕ ในระหว่างที่ยังไม่มีพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ระเบียบ ข้อบังคับ และประกาศ เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้นำพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ระเบียบ ข้อบังคับ และประกาศ ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ ที่ใช้อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาใช้บังคับโดยอนุโลมเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้ ในกรณีที่มีปัญหาในการดำเนินการตามที่กำหนดในบทเฉพาะกาลนี้ ให้รัฐมนตรีเป็นผู้มีอำนาจตีความและวินิจฉัยชี้ขาด ในกรณีที่การดำเนินการในเรื่องใดตามพระราชบัญญัตินี้กำหนดให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศ
ถ้ายังมิได้มีพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศในเรื่องนั้น และไม่อาจนำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับได้ ให้สภามหาวิทยาลัยมีมติกำหนดการดำเนินการในเรื่องนั้นเพื่อใช้บังคับเป็นการชั่วคราวได้
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่รัฐให้ความสำคัญกับการใช้กีฬาเป็นเครื่องมือพัฒนาคุณภาพของพลเมืองและกำหนดให้มีการปฏิรูปประเทศด้านการกีฬา จึงมีความจำเป็นต้องยกฐานะสถาบันการพลศึกษาเป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ เพื่อจัดการศึกษาและการวิจัยด้านการกีฬา การพลศึกษา
วิทยาศาสตร์การกีฬา การบริหารจัดการกีฬา การประกอบธุรกิจและอุตสาหกรรมการกีฬา รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการพัฒนากีฬาภูมิปัญญาไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ เพื่อประโยชน์ในการสร้างและพัฒนาบุคลากรด้านการกีฬาของประเทศ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).