มาตรา ๓๖ สภากรุงเทพมหานครประกอบด้วย สมาชิกซึ่งราษฎรเลือกตั้งตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร การเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร
ให้ถือเกณฑ์จำนวนราษฎรตามหลักฐานการทะเบียนราษฎรที่กระทรวงมหาดไทยประกาศครั้งสุดท้ายก่อนวันประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานครหนึ่งแสนคนต่อสมาชิกสภากรุงเทพมหานครหนึ่งคน เศษของหนึ่งแสนคน ถ้าถึงห้าหมื่นคนหรือกว่านั้น ให้นับเป็นหนึ่งแสนคน
มาตรา ๓๗ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานครต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเช่นเดียวกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ตามมาตรา ๒๒ และมาตรา ๒๔
มาตรา ๓๘ ผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนดังต่อไปนี้ (๑) สัญชาติไทยตามกฎหมาย แต่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยและมีสัญชาติอื่นด้วยในขณะเดียวกันก็ดี บุคคลผู้ได้สัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติก็ดี ต้องมีคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๓๙ อีกด้วย
เว้นแต่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิดแต่เกิดในต่างประเทศไม่ต้องมีคุณสมบัติดังกล่าว (๒) อายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบห้าปีบริบูรณ์ในวันที่หนึ่งมกราคมของปีที่มีการเลือกตั้ง (๓) มีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพมหานครเป็นเวลาติดต่อกันจนถึงวันสมัครไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวัน
มาตรา ๓๙ บุคคลผู้มีสัญชาติไทยและมีสัญชาติอื่นด้วยในขณะเดียวกัน เว้นแต่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิดแต่เกิดในต่างประเทศและบุคคลผู้ได้สัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติจะเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภากรุงเทพมหานครได้ต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติสอบไล่ได้ไม่ต่ำกว่าชั้นมัธยมปีที่หกหรือมัธยมศึกษาปีที่สาม
ตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการหรือมีความรู้ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเทียบเท่า และต้องมีคุณสมบัติอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ (๑) เคยรับราชการทหารตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร (๒) เคยเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นตั้งแต่ชั้นตรีขึ้นไปหรือเทียบได้ตั้งแต่ชั้นตรีขึ้นไป
โดยให้คณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานครมีอำนาจเทียบชั้นตามนี้ (๓) เคยเป็นสมาชิกสภาซึ่งมีหน้าที่ในทางนิติบัญญัติ ผู้บริหารท้องถิ่น กำนัน สารวัตรกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หรือแพทย์ประจำตำบล (๔) มีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรไทยติดต่อกันนับแต่วันได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่าสิบปี
มาตรา ๔๐ บุคคลผู้มีลักษณะใดลักษณะหนึ่งดังต่อไปนี้เป็นบุคคลต้องห้าม มิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร คือ (๑) ติดยาเสพติดให้โทษ (๒) เป็นบุคคลล้มละลายซึ่งศาลยังไม่สั่งให้พ้นคดี (๓) เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตามมาตรา ๒๔ (๑) (๒) (๓) หรือ (๕) (๔)
ต้องคำพิพากษาของศาลใดศาลหนึ่งให้จำคุก และต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาลในคดีนั้น (๕) เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกตั้งแต่สองปีขึ้นไป โดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึงห้าปีในวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท (๖) เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
หรือสมาชิกสภาซึ่งมีหน้าที่ในทางนิติบัญญัติ เว้นแต่สมาชิกสภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน หรือเป็นผู้บริหารท้องถิ่นอื่น หรือสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หรือผู้บริหารท้องถิ่นอื่น ในขณะเดียวกับที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (๗)
เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ (๘) เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของทางราชการไม่ว่าจะเป็นราชการบริหารส่วนกลาง ราชการบริหารส่วนภูมิภาค หรือราชการบริหารส่วนท้องถิ่น พนักงานหรือลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจ หรือของการพาณิชย์ของท้องถิ่น (๙) เป็นบุคคลซึ่งทางราชการ องค์การของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจไล่ออก
หรือปลดออก หรือให้ออก หรือเลิกจ้างเพราะทุจริตต่อหน้าที่ นับแต่วันที่ถูกไล่ออก ปลดออก ให้ออก หรือเลิกจ้าง แล้วแต่กรณี ถึงวันสมัครรับเลือกตั้งยังไม่ครบแปดปี (๑๐) ผู้เคยเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครซึ่งถูกให้ถอดถอนออกจากตำแหน่งตามมาตรา ๓๒ ถึงวันสมัครรับเลือกตั้งยังไม่ครบแปดปี (๑๑)
ผู้เคยเป็นสมาชิกสภากรุงเทพมหานครซึ่งต้องออกจากตำแหน่งตามมาตรามาตรา ๔๖ (๘) (๙) ถึงวันสมัครรับเลือกตั้งยังไม่ครบแปดปี (๑๒)
ผู้เคยเป็นสมาชิกสภาซึ่งมีหน้าที่ในทางนิติบัญญัติหรือผู้บริหารท้องถิ่นซึ่งถูกสั่งให้พ้นจากตำแหน่งถึงวันสมัครรับเลือกตั้งยังไม่ครบแปดปีเพราะปฏิบัติการอันฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ละเลยไม่ปฏิบัติตามหรือปฏิบัติการอันไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่
มีความประพฤติในทางที่จะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียแก่ศักดิ์ตำแหน่งหรือแก่ท้องถิ่นนั้นหรือแก่ราชการ
มาตรา ๔๑ อายุของสภากรุงเทพมหานครมีกำหนดคราวละสี่ปีนับแต่วันเลือกตั้ง เมื่ออายุของสภากรุงเทพมหานครสิ้นสุดลง ให้จัดการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานครใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไปซึ่งต้องกำหนดวันเลือกตั้งภายในหกสิบวันนับแต่วันที่อายุของสภากรุงเทพมหานครสิ้นสุดลง
มาตรา ๔๒ สมาชิกภาพของสมาชิกสภากรุงเทพมหานครเริ่มแต่วันเลือกตั้งและอยู่ในตำแหน่งตามอายุของสภากรุงเทพมหานคร ถ้าตำแหน่งสมาชิกสภากรุงเทพมหานครว่างลงเพราะเหตุอื่น นอกจากถึงคราวออกตามวาระหรือเมื่อมีการยุบสภากรุงเทพมหานคร ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานครขึ้นแทนภายในกำหนดเก้าสิบวัน
แต่สมาชิกสภากรุงเทพมหานครที่เข้ามาแทนนั้น ให้อยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่ากำหนดเวลาของผู้ซึ่งตนแทน ถ้าตำแหน่งสมาชิกสภากรุงเทพมหานครว่างลงก่อนถึงกำหนดออกตามวาระไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน จะไม่ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานครขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่างนั้นก็ได้
มาตรา ๔๓ รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มีอำนาจที่จะยุบสภากรุงเทพมหานครเพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานครใหม่ ในคำสั่งยุบสภากรุงเทพมหานครนั้น ต้องแสดงเหตุผลและต้องกำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานครใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไปภายในเก้าสิบวันนับแต่วันยุบสภากรุงเทพมหานคร
การยุบสภากรุงเทพมหานครจะกระทำได้เพียงครั้งเดียวในเหตุการณ์เดียวกัน ในกรณีที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแนะนำรัฐมนตรีให้ยุบสภากรุงเทพมหานครตามความในวรรคหนึ่ง แต่รัฐมนตรีไม่สั่งยุบสภากรุงเทพมหานครภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับคำแนะนำจากผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
ถ้าผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครยังเห็นว่าควรยุบสภากรุงเทพมหานคร ก็ให้เสนอทบทวนไปยังรัฐมนตรีได้อีกครั้งหนึ่งภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้เสนอคำแนะนำครั้งแรก ในกรณีที่รัฐมนตรียังไม่สั่งยุบสภากรุงเทพมหานครภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับการขอให้ทบทวนตามความในวรรคสาม
ให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเสนอรัฐมนตรีสั่งยุบสภากรุงเทพมหานคร ในกรณีเช่นนี้ ให้รัฐมนตรีสั่งยุบสภากรุงเทพมหานคร และสั่งให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครพ้นจากตำแหน่ง และให้รัฐมนตรีกำหนดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปภายในเก้าสิบวันนับแต่วันยุบสภากรุงเทพมหานคร
มาตรา ๔๔ สมาชิกสภากรุงเทพมหานครย่อมเป็นผู้แทนของประชาชนภายในเขตกรุงเทพมหานครและต้องปฏิบัติหน้าที่ตามความเห็นของตนโดยบริสุทธิ์ใจ ไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมายใด ๆ
มาตรา ๔๕ สมาชิกสภากรุงเทพมหานครต้องไม่ดำรงตำแหน่งหรือหน้าที่อื่นใดในหน่วยราชการ หรือหน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ หรือการพาณิชย์ของกรุงเทพมหานคร หรือบริษัท ซึ่งกรุงเทพมหานครถือหุ้น หรือตำแหน่งผู้บริหารท้องถิ่น หรือพนักงานส่วนท้องถิ่น
มาตรา ๔๖ สมาชิกภาพของสมาชิกสภากรุงเทพมหานครสิ้นสุดลงด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งดังต่อไปนี้ (๑) ถึงคราวออกตามวาระหรือมีการยุบสภากรุงเทพมหานคร (๒) ตาย (๓) ลาออก โดยยื่นใบลาออกต่อประธานสภากรุงเทพมหานคร และให้มีผลนับแต่วันที่ยื่นใบลาออก (๔) กระทำการอันต้องห้ามตามมาตรา ๔๕ (๕) ขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๓๘ (๖)
มีลักษณะต้องห้ามตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๔๐ ยกเว้นมาตรา ๔๐ (๔) (๗) ถูกจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ (๘) สภากรุงเทพมหานครวินิจฉัยให้ออก เพราะเห็นว่ามีความประพฤติในทางจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียแก่กรุงเทพมหานคร
โดยสมาชิกสภากรุงเทพมหานครไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเข้าชื่อเสนอญัตติให้สภากรุงเทพมหานครวินิจฉัย และมติในข้อนี้ต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมด ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่สภากรุงเทพมหานครลงมติ (๙)
ไม่มาประชุมสภากรุงเทพมหานครสามครั้งติดต่อกันโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ในการนี้ให้ประธานสภากรุงเทพมหานครเป็นผู้ออกคำสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง และมีผลนับแต่วันที่ได้ออกคำสั่งนั้น ให้นำบทบัญญัติในมาตรา ๓๑ มาใช้บังคับแก่กรณีตาม (๕) (๖) และ (๗) โดยอนุโลม
มาตรา ๔๗ ให้สภากรุงเทพมหานครเลือกประธานสภาคนหนึ่งและรองประธานสภาไม่เกินสองคนโดยให้ดำรงตำแหน่งทันทีที่ได้รับเลือก ให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครประกาศชื่อประธานสภาและรองประธานสภากรุงเทพมหานครผู้ได้รับเลือกในกรุงเทพกิจจานุเบกษา ประธานและรองประธานสภากรุงเทพมหานครดำรงตำแหน่งตามวาระคราวละหนึ่งปี
มาตรา ๔๘ ประธานหรือรองประธานสภากรุงเทพมหานครย่อมพ้นจากตำแหน่งก่อนถึงวาระด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งดังต่อไปนี้ (๑) ขาดจากสมาชิกภาพของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (๒) ลาออกจากตำแหน่ง โดยยื่นใบลาออกต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และให้มีผลนับแต่วันที่ยื่นใบลาออก (๓)
เมื่อสมาชิกสภากรุงเทพมหานครไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมด เข้าชื่อเสนอญัตติให้สภากรุงเทพมหานครมีการเลือกตั้งประธานและหรือรองประธานสภาใหม่และสภามีมติตามนั้นด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด
มาตรา ๔๙ ประธานสภากรุงเทพมหานครมีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการของสภากรุงเทพมหานคร ให้เป็นไปตามระเบียบ รองประธานสภากรุงเทพมหานครมีอำนาจหน้าที่กระทำกิจการแทนประธานสภากรุงเทพมหานคร เมื่อประธานสภากรุงเทพมหานครไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ หรือตามที่ประธานสภากรุงเทพมหานครมอบหมาย
เมื่อประธานและรองประธานสภากรุงเทพมหานครไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้สมาชิกสภากรุงเทพมหานครเลือกตั้งกันขึ้นเป็นประธานเฉพาะในคราวประชุมนั้น
มาตรา ๕๐ การประชุมสภากรุงเทพมหานครให้เป็นไปตามข้อบังคับว่าด้วยการประชุมสภากรุงเทพมหานครซึ่งใช้อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้
ข้อบังคับว่าด้วยการประชุมสภาตามวรรคหนึ่งให้แก้ไขปรับปรุงได้ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด และด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี สภากรุงเทพมหานครมีอำนาจตราข้อบังคับเกี่ยวกับจรรยาบรรณของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร
มาตรา ๕๑ ภายในสามสิบวันนับแต่วันเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานครแล้วเสร็จ ให้มีการเรียกประชุมสภากรุงเทพมหานครเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรก ในปีหนึ่งให้มีสมัยประชุมสามัญของสภากรุงเทพมหานครไม่น้อยกว่าสองสมัยแต่ต้องไม่เกินสี่สมัย จำนวนสมัยประชุมสามัญและวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจำปีแต่ละสมัย
ให้สภากรุงเทพมหานครกำหนด สมัยประชุมสามัญของสภากรุงเทพมหานครสมัยหนึ่ง ๆ ให้มีกำหนดเวลาสามสิบวัน แต่ถ้ามีกรณีจำเป็น ให้ประธานสภากรุงเทพมหานครสั่งขยายสมัยประชุมสามัญออกไปอีกได้ตามความจำเป็นครั้งละไม่เกินสิบห้าวัน การปิดสมัยประชุมสามัญก่อนครบกำหนดเวลาสามสิบวัน
จะกระทำได้แต่โดยความเห็นชอบของสภากรุงเทพมหานคร
มาตรา ๕๒ โดยปกติให้ประธานสภากรุงเทพมหานครเป็นผู้เรียกประชุมสภากรุงเทพมหานครตามสมัยประชุมและเป็นผู้เปิดหรือปิดการประชุม ในกรณีที่ไม่มีประธานสภากรุงเทพมหานครหรือประธานสภากรุงเทพมหานครไม่เรียกประชุมตามกฎหมาย ให้รองประธานสภากรุงเทพมหานครเป็นผู้เรียกประชุมและเป็นผู้เปิดหรือปิดการประชุม
มาตรา ๕๓ นอกจากสมัยประชุมสามัญแล้ว เมื่อมีกรณีเป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งกรุงเทพมหานคร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครหรือสมาชิกสภากรุงเทพมหานครมีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดอาจทำคำร้องยื่นต่อประธานสภากรุงเทพมหานคร ขอให้เรียกประชุมสภากรุงเทพมหานครเป็นการประชุมสมัยวิสามัญได้
ให้ประธานสภากรุงเทพมหานครเรียกประชุมโดยกำหนดวันประชุมภายในสิบห้าวันนับแต่วันได้รับคำร้อง สมัยประชุมวิสามัญ ให้มีกำหนดเวลาสามสิบวัน แต่ถ้ามีกรณีจำเป็นให้ประธานสภากรุงเทพมหานครสั่งขยายสมัยประชุมวิสามัญออกไปอีกได้ตามความจำเป็นครั้งละไม่เกินสิบห้าวัน การปิดสมัยประชุมวิสามัญก่อนครบกำหนดเวลาสามสิบวัน
จะกระทำได้แต่โดยความเห็นชอบของสภากรุงเทพมหานคร
มาตรา ๕๔ การประชุมสภากรุงเทพมหานครทุกคราวต้องมีสมาชิกมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และข้าราชการกรุงเทพมหานครที่เกี่ยวข้องซึ่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเห็นสมควร
มีหน้าที่เข้าประชุมสภากรุงเทพมหานครและมีสิทธิแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับงานในหน้าที่ต่อที่ประชุมแต่ไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน
มาตรา ๕๕ การลงมติวินิจฉัยข้อปรึกษา ให้ถือเอาเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ เว้นแต่ที่มีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในพระราชบัญญัตินี้ หรือในข้อบังคับว่าด้วยการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมาชิกสภากรุงเทพมหานครคนหนึ่ง ย่อมมีเสียงหนึ่งในการออกเสียงลงคะแนน ถ้ามีคะแนนเสียงเท่ากัน
ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเสียงเป็นเสียงชี้ขาด
มาตรา ๕๖ ห้ามมิให้สภากรุงเทพมหานครประชุมปรึกษาหารือในเรื่องนอกเหนืออำนาจหน้าที่หรือเรื่องที่ฝ่าฝืนกฎหมาย
มาตรา ๕๗ การประชุมของสภากรุงเทพมหานครย่อมเป็นการเปิดเผยตามลักษณะที่ได้กำหนดในข้อบังคับว่าด้วยการประชุมสภากรุงเทพมหานคร แต่ถ้าหากผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครหรือสมาชิกสภากรุงเทพมหานครมีจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดร้องขอให้ประชุมลับก็ให้กระทำได้
มาตรา ๕๘ ในที่ประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมาชิกย่อมมีสิทธิตั้งกระทู้ถามผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในข้อความใด ๆ อันเกี่ยวกับงานในหน้าที่กรุงเทพมหานคร แต่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครย่อมทรงไว้ซึ่งสิทธิที่จะไม่ตอบ เมื่อเห็นว่าข้อความนั้น ๆ ยังไม่ควรเปิดเผย
เพราะเกี่ยวกับความปลอดภัยหรือประโยชน์สำคัญของกรุงเทพมหานคร
มาตรา ๕๙ สมาชิกสภากรุงเทพมหานครจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดมีสิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติขอให้เปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแถลงข้อเท็จจริง หรือแสดงความคิดเห็นในปัญหาอันเกี่ยวกับการบริหารราชการกรุงเทพมหานคร ญัตติดังกล่าวในวรรคหนึ่ง ให้ยื่นต่อประธานสภากรุงเทพมหานคร
และให้ประธานสภากรุงเทพมหานครแจ้งไปยังผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อกำหนดเวลาสำหรับการเปิดอภิปรายทั่วไป ซึ่งต้องไม่ช้ากว่าสามสิบวันนับแต่วันที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้รับแจ้ง แต่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครย่อมมีสิทธิที่จะขอให้ระงับการเปิดอภิปรายทั่วไปนั้นเสียได้
เมื่อเห็นว่าเป็นเรื่องที่ยังไม่ควรเปิดเผย เพราะเกี่ยวกับความปลอดภัยหรือประโยชน์สำคัญของกรุงเทพมหานคร และหรือของประเทศชาติ การเปิดอภิปรายทั่วไปตามมาตรานี้ สภาจะลงมติในปัญหาที่อภิปรายมิได้
มาตรา ๖๐ สภากรุงเทพมหานครมีอำนาจเลือกสมาชิกสภากรุงเทพมหานครตั้งเป็นคณะกรรมการสามัญ และมีอำนาจเลือกบุคคลผู้เป็นสมาชิกสภากรุงเทพมหานครหรือมิได้เป็นสมาชิกตั้งเป็นคณะกรรมการวิสามัญ เพื่อกระทำการหรือพิจารณาสอบสวน หรือศึกษาเรื่องใด ๆ อันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานครแล้วรายงานต่อสภากรุงเทพมหานคร
หรือเพื่อให้ข้อปรึกษา หรือแนะนำในนามของสภากรุงเทพมหานครต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ข้อเสนอของคณะกรรมการดังกล่าวประธานสภาจะส่งให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครพิจารณาดำเนินการ หรือจะนำเข้าหารือต่อสภากรุงเทพมหานครก่อนก็ได้ ให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเสนอชื่อบุคคลผู้มิได้เป็นสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร
เพื่อให้สภากรุงเทพมหานครตั้งเข้าร่วมในคณะกรรมการวิสามัญชุดใด ๆ ทั้งคณะกรรมการวิสามัญเฉพาะกิจและคณะกรรมการวิสามัญประจำสภากรุงเทพมหานคร ได้เป็นจำนวนไม่เกินกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งคณะ ถ้าผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครผู้เสนอชื่อดังกล่าวพ้นจากตำแหน่ง
ให้กรรมการวิสามัญที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเสนอชื่อนั้นพ้นจากตำแหน่ง ให้ประกาศรายชื่อคณะกรรมการซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากสภากรุงเทพมหานคร ในกรุงเทพกิจจานุเบกษา
มาตรา ๖๑ ให้มีคณะกรรมการสามัญประจำสภากรุงเทพมหานครดังต่อไปนี้เป็นอย่างน้อย คือ (๑) คณะกรรมการตรวจรายงานการประชุม (๒) คณะกรรมการพิจารณาเปิดเผยรายงานการประชุมลับ
มาตรา ๖๒ ให้มีคณะกรรมการวิสามัญประจำสภากรุงเทพมหานครในเรื่องต่าง ๆ ดังต่อไปนี้เป็นอย่างน้อย คือ (๑) คณะกรรมการการศึกษา (๒) คณะกรรมการโยธาและสาธารณูปโภค (๓) คณะกรรมการสาธารณสุข (๔) คณะกรรมการสังคมสงเคราะห์และสันทนาการ (๕) คณะกรรมการรักษาความสะอาดและสิ่งแวดล้อม (๖) คณะกรรมการเศรษฐกิจการคลัง (๗)
คณะกรรมการกฎหมาย (๘) คณะกรรมการส่งเสริมอาชีพ (๙) คณะกรรมการปกครองและรักษาความสงบเรียบร้อย คณะกรรมการวิสามัญประจำสภากรุงเทพมหานครคณะหนึ่งให้มีจำนวนไม่เกินสิบเอ็ดคน โดยให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเสนอชื่อบุคคลได้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๖๐ วรรคสอง
คณะกรรมการวิสามัญเฉพาะกิจพิจารณาร่างข้อบัญญัติงบประมาณให้มีจำนวนไม่เกินสิบเก้าคน และให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเสนอชื่อบุคคลผู้มิได้เป็นสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ให้สภากรุงเทพมหานครตั้งเป็นกรรมการได้ไม่เกินหนึ่งในสามของจำนวนกรรมการทั้งคณะ
มาตรา ๖๓ การประชุมคณะกรรมการตามมาตรา ๖๐ ต้องมีกรรมการประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม และให้ใช้ข้อบังคับว่าด้วยการประชุมสภากรุงเทพมหานครโดยอนุโลม
มาตรา ๖๔ คณะกรรมการของสภากรุงเทพมหานครย่อมมีอำนาจเชิญเจ้าหน้าที่ของกรุงเทพมหานครมาแถลงข้อเท็จจริง หรือแสดงความคิดเห็นในกิจการที่กระทำหรือในเรื่องที่พิจารณาสอบสวนหรือศึกษาอยู่นั้นได้ ทั้งนี้ จะกระทำนอกสมัยประชุมของสภาสภากรุงเทพมหานครก็ได้
และถ้ามีความจำเป็นคณะกรรมการแต่ละคณะอาจตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นพิจารณารายละเอียดปลีกย่อยในเรื่องที่เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการ แล้วเสนอรายงานต่อคณะกรรมการก็ได้
มาตรา ๖๕ คณะกรรมการสามัญ และวิสามัญของสภากรุงเทพมหานคร ที่เป็นคณะกรรมการเฉพาะกิจให้สิ้นสภาพไปหลังจากที่ได้ปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายและเสนอรายงานต่อสภากรุงเทพมหานครเรียบร้อยแล้ว คณะกรรมการสามัญและวิสามัญประจำสภากรุงเทพมหานครให้มีวาระการปฏิบัติหน้าที่คราวละหนึ่งปี
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).