มาตรา ๗ ภายใต้บังคับมาตรา ๘ การประกอบธุรกิจประกันชีวิตจะกระทำได้ต่อเมื่อได้จัดตั้งขึ้นในรูปบริษัทจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และโดยได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรี คำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตต้องมีรายการตามที่รัฐมนตรีกำหนด
และจะดำเนินการเพื่อจัดตั้งบริษัทจำกัดได้ก็ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรี ในการนี้รัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขก็ได้ การควบบริษัทเข้ากันให้ถือว่าเป็นการจัดตั้งบริษัทจำกัด เมื่อได้จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดและได้วางหลักทรัพย์ประกันตามมาตรา ๑๔ กับทั้งได้ดำรงไว้ซึ่งเงินกองทุนตามมาตรา ๑๙ แล้ว
ให้แจ้งต่อรัฐมนตรีเพื่อขอรับใบอนุญาต ใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตให้ทำตามแบบที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา ๘ การประกอบธุรกิจประกันชีวิตโดยตั้งเป็นสาขาของบริษัทประกันชีวิตต่างประเทศจะกระทำได้เมื่อได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรี ในการนี้รัฐมนตรีจะอนุญาตโดยมีเงื่อนไขก็ได้ หลักเกณฑ์และวิธีการในการขอรับใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิต ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
สาขาของบริษัทประกันชีวิตต่างประเทศที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตต้องดำรงทรัพย์สินไว้ในประเทศไทยตามจำนวน ชนิด วิธีการและเงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา จำนวนทรัพย์สินที่รัฐมนตรีกำหนดต้องไม่ต่ำกว่าจำนวนเงินกองทุนที่บริษัทต้องดำรงตามมาตรา ๑๙ ในการปฏิบัติตามมาตรา ๑๙
ให้ถือว่าทรัพย์สินตามวรรคสามเท่านั้นเป็นเงินกองทุน รัฐมนตรีจะออกใบอนุญาตตามความในวรรคหนึ่งก็ต่อเมื่อบริษัทได้วางหลักทรัพย์ประกันตามมาตรา ๑๔ และดำรงไว้ซึ่งทรัพย์สินในประเทศไทยตามวรรคสามแล้ว
มาตรา ๙ นอกจากค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิต บริษัทต้องเสียค่าธรรมเนียมรายปีสำหรับการประกอบธุรกิจประกันชีวิตทุกปี เว้นแต่ปีที่ออกใบอนุญาต บริษัทใดไม่ชำระค่าธรรมเนียมรายปีภายในสามสิบวันนับแต่วันสิ้นปีปฏิทิน ให้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตของบริษัทนั้นสิ้นอายุ
มาตรา ๑๐ ในกรณีใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตของบริษัทใดสิ้นอายุเพื่อประโยชน์แห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ถือว่าบริษัทนั้นถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาต
มาตรา ๑๑ บริษัทซึ่งเป็นสาขาของบริษัทประกันชีวิตต่างประเทศจะเปิดสาขา ณ ที่ใด ๆ มิได้ บริษัทซึ่งมิใช่สาขาของบริษัทประกันชีวิตต่างประเทศจะเปิดสาขาได้ก็แต่โดยได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรี ในการอนุญาตรัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขก็ได้
มาตรา ๑๒ ห้ามมิให้ผู้ใดทำการเป็นผู้รับประกันภัยโดยทำสัญญาประกันชีวิตกับบุคคลใด ๆ นอกจากจะเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๑๓ ห้ามมิให้ผู้ใดนอกจากบริษัทใช้ชื่อหรือคำแสดงชื่อในธุรกิจว่า "ประกันชีวิต" หรือคำอื่นใดที่มีความหมายเช่นเดียวกัน
มาตรา ๑๔ บริษัทต้องมีหลักทรัพย์ของบริษัทวางไว้กับนายทะเบียนเป็นหลักทรัพย์ประกันมีมูลค่าสองล้านบาท หลักทรัพย์ของบริษัทที่ต้องวางไว้กับนายทะเบียนจะเป็นเงินสด พันธบัตรรัฐบาลไทย หรือทรัพย์สินอย่างอื่นตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษาก็ได้
มาตรา ๑๕ ในกรณีที่หลักทรัพย์ประกันของบริษัทใดมีมูลค่าลดต่ำลงกว่าที่กำหนดตามมาตรา ๑๔ ให้นายทะเบียนสั่งให้บริษัทนั้นนำหลักทรัพย์มาเพิ่มเติมจนครบจำนวนที่กำหนดภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับคำสั่ง
มาตรา ๑๖ ในกรณีที่หลักทรัพย์ประกันของบริษัทใดมีมูลค่าเพิ่มขึ้นกว่าที่กำหนดตามมาตรา ๑๔ บริษัทนั้นอาจขอถอนหลักทรัพย์ประกันส่วนที่เพิ่มขึ้นนั้นได้
มาตรา ๑๗ บริษัทอาจขอเปลี่ยนแปลงหลักทรัพย์ประกันที่วางไว้ได้ ทั้งนี้ ภายใต้บังคับมาตรา ๑๔
มาตรา ๑๘ หลักทรัพย์ประกันที่บริษัทวางไว้ตามมาตรา ๑๔ ย่อมไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ทั้งนี้ ตราบเท่าที่บริษัทยังมิได้เลิกกัน ในกรณีที่บริษัทเลิกกันแล้ว ให้เจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ที่เกิดจากการเอาประกันชีวิตมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่เป็นหลักทรัพย์ประกันก่อนเจ้าหนี้อื่น
มาตรา ๑๙ บริษัทต้องดำรงไว้ซึ่งเงินกองทุนไม่น้อยกว่าห้าล้านบาท
มาตรา ๒๐ ให้บริษัทจัดสรรเบี้ยประกันภัยไว้เป็นเงินสำรองประกันภัยสำหรับกรมธรรม์ประกันภัยที่ยังมีความผูกพันอยู่ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๒๑ รัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดให้บริษัทวางเงินสำรองประกันภัยเป็นมูลค่าไม่เกินร้อยละยี่สิบห้าของเงินสำรองประกันภัยตามมาตรา ๒๐ ไว้กับนายทะเบียน เงินสำรองประกันภัยที่วางไว้กับนายทะเบียนจะเป็นเงินสดพันธบัตรรัฐบาลไทยหรือทรัพย์สินอย่างอื่นตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษาก็ได้ และให้นำความในมาตรา
๑๕ มาตรา ๑๖ และมาตรา ๑๗ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).