我的書籤免費註冊

พระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. 2562

ส0101-1B-0001法律・公布 2019-05-21・全 90 條

อารัมภบท

พระราชบัญญัติ ส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. ๒๕๖๒ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ เป็นปีที่ ๔ ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๖ ประกอบกับมาตรา ๓๓ มาตรา ๓๗ และมาตรา ๔๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เหตุผลและความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้ เพื่อให้การกำกับดูแลการประกอบกิจการของวิสาหกิจเพื่อสังคมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อันเป็นการจัดระเบียบการประกอบอาชีพเพียงเท่าที่จำเป็นและเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งการตราพระราชบัญญัตินี้สอดคล้องกับเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่รัฐสภา ดังต่อไปนี้

มาตรา ๑

มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. ๒๕๖๒”

มาตรา ๒

มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ๓

มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้ “วิสาหกิจเพื่อสังคม” หมายความว่า บริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ซึ่งดำเนินกิจการเกี่ยวกับการผลิต การจำหน่ายสินค้า หรือการบริการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสังคมเป็นเป้าหมายหลักของกิจการ และได้รับการจดทะเบียนตามพระราชบัญญัตินี้ “กลุ่มกิจการเพื่อสังคม” หมายความว่า บุคคลธรรมดา กลุ่มบุคคล ชุมชน หรือนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ซึ่งดำเนินกิจการเกี่ยวกับการผลิต การจำหน่ายสินค้า หรือการบริการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสังคมเป็นเป้าหมายหลักของกิจการ และได้รับการจดแจ้งเป็นกลุ่มกิจการเพื่อสังคมตามพระราชบัญญัตินี้ “กองทุน” หมายความว่า กองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม “ผู้อำนวยการ” หมายความว่า ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม “สำนักงาน” หมายความว่า สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม “นายทะเบียน” หมายความว่า ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมหรือผู้ซึ่งผู้อำนวยการมอบหมาย “พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา ๔

มาตรา ๔ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่และออกประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ประกาศนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

หมวด ๑ วิสาหกิจเพื่อสังคม

มาตรา ๕

มาตรา ๕ กิจการที่จะจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อสังคมเป็นเป้าหมายหลักของกิจการ และต้องมีลักษณะ ดังต่อไปนี้ (๑) มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมการจ้างงานแก่บุคคลผู้สมควรได้รับการส่งเสริมเป็นพิเศษ การแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาชุมชน สังคม หรือสิ่งแวดล้อม หรือเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอื่นหรือคืนประโยชน์ให้แก่สังคมตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด (๒) มีรายได้ไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบมาจากการจำหน่ายสินค้าหรือการบริการ เว้นแต่กิจการที่ไม่ประสงค์จะแบ่งปันกำไรให้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นอาจมีรายได้น้อยกว่าร้อยละห้าสิบมาจากการจำหน่ายสินค้าหรือการบริการ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการประกาศกำหนด (๓) นำผลกำไรไม่น้อยกว่าร้อยละเจ็ดสิบไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ตาม (๑) และแบ่งปันกำไรให้แก่ผู้เป็นเจ้าของกิจการหรือผู้ถือหุ้นได้ไม่เกินร้อยละสามสิบของผลกำไรทั้งหมด โดยให้ถือว่าการลงทุนในกิจการของตนเองซึ่งมีกระบวนการผลิตหรือการบริการที่มีลักษณะตาม (๑) หรือการขยายกิจการเพื่อวัตถุประสงค์ตาม (๑) ตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการประกาศกำหนดเป็นการนำผลกำไรไปใช้เพื่อสังคม (๔) มีการกำกับดูแลกิจการที่ดี (๕) ไม่เคยถูกเพิกถอนการจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม เว้นแต่พ้นกำหนดสองปีนับถึงวันยื่นคำขอจดทะเบียนเพื่อขอรับการส่งเสริมหรือสนับสนุนตามพระราชบัญญัตินี้ (๖) ไม่มีหุ้นส่วน กรรมการหรือผู้มีอำนาจจัดการแทนนิติบุคคล หรือผู้ถือหุ้นซึ่งถือหุ้นตั้งแต่ร้อยละยี่สิบห้าขึ้นไป ซึ่งเคยเป็นหุ้นส่วน กรรมการหรือผู้มีอำนาจจัดการแทนนิติบุคคล หรือผู้ถือหุ้นตั้งแต่ร้อยละยี่สิบห้าขึ้นไป ในกิจการที่เคยถูกเพิกถอนการจดทะเบียนตาม (๕) เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนร่วมหรือรู้เห็นกับการกระทำของนิติบุคคลที่เป็นเหตุให้ถูกเพิกถอนการจดทะเบียน การคำนวณกำไรและการแบ่งปันกำไรตาม (๓) และการกำกับดูแลกิจการที่ดีตาม (๔) ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

มาตรา ๖

มาตรา ๖ การจดทะเบียนวิสาหกิจเพื่อสังคมมีสองประเภท ดังต่อไปนี้ (๑) วิสาหกิจเพื่อสังคมที่ไม่ประสงค์จะแบ่งปันกำไรให้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้น (๒) วิสาหกิจเพื่อสังคมที่ประสงค์จะแบ่งปันกำไรให้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้น วิสาหกิจเพื่อสังคมที่ไม่ประสงค์จะแบ่งปันกำไรให้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นตาม (๑) ให้สามารถดำเนินการจัดตั้งห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือบริษัทจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือบริษัทมหาชนจำกัดตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัดได้ โดยให้ถือว่าวัตถุประสงค์ในการนำผลกำไรไปใช้เพื่อสังคมเป็นการแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำนั้น การเปลี่ยนแปลงประเภทของวิสาหกิจเพื่อสังคมตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

มาตรา ๗

มาตรา ๗ กิจการใดประสงค์จะเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมให้ยื่นคำขอจดทะเบียนต่อสำนักงานตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และแบบที่สำนักงานประกาศกำหนด โดยคำขอต้องประกอบด้วยรายการ ดังต่อไปนี้ (๑) ชื่อกิจการและที่ตั้งของนิติบุคคล (๒) หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล (๓) มติของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น ข้อตกลงของผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนหรือมติของคณะกรรมการของนิติบุคคล (๔) ชื่อและที่อยู่ของผู้มีอำนาจทำการแทนนิติบุคคล (๕) หนังสือบริคณห์สนธิ ถ้ามี (๖) หนังสือแสดงเจตนารมณ์การจัดตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคมและรายละเอียดของกิจการซึ่งดำเนินกิจการมาแล้วตามระยะเวลาที่คณะกรรมการกำหนด (๗) ความประสงค์ที่จะจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมตามมาตรา ๖ (๑) หรือ (๒) (๘) รายการอื่นตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

มาตรา ๘

มาตรา ๘ เมื่อสำนักงานได้รับคำขอจดทะเบียนและนายทะเบียนเห็นว่ากิจการที่ยื่นคำขอมีวัตถุประสงค์และลักษณะตามมาตรา ๕ และมาตรา ๗ ให้นายทะเบียนรับจดทะเบียนและออกใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนแก่กิจการนั้น และประกาศให้สาธารณชนทราบเป็นการทั่วไป กิจการที่จดทะเบียนตามวรรคหนึ่ง อาจใช้คำว่า “วิสาหกิจเพื่อสังคม” ประกอบในชื่อกิจการตามใบสำคัญแสดงการรับจดทะเบียนดังกล่าวก็ได้ การเปลี่ยนแปลงรายการจดทะเบียนตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ในกรณีที่นายทะเบียนมีคำสั่งไม่รับจดทะเบียน ให้มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ตามมาตรา ๗๑

มาตรา ๙

มาตรา ๙ ห้ามมิให้บุคคลใดใช้คำว่า “วิสาหกิจเพื่อสังคม” ประกอบเป็นชื่อในการดำเนินกิจการเกี่ยวกับการผลิต การจำหน่ายสินค้า การบริการ หรือการอื่น ๆ เว้นแต่เป็นผู้ได้รับการจดทะเบียนตามมาตรา ๘

มาตรา ๑๐

มาตรา ๑๐ ในกรณีที่ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนสูญหาย ถูกทำลาย หรือชำรุดในสาระสำคัญ ให้วิสาหกิจเพื่อสังคมยื่นคำขอรับใบแทนใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนดังกล่าวต่อนายทะเบียนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้ทราบการสูญหาย ถูกทำลาย หรือชำรุดดังกล่าว การขอและการออกใบแทนใบสำคัญแสดงการจดทะเบียน ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

มาตรา ๑๑

มาตรา ๑๑ วิสาหกิจเพื่อสังคมต้องดำเนินการตามวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๕ และหนังสือแสดงเจตนารมณ์การจัดตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคมตามมาตรา ๗ (๖) รวมทั้งปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้วิสาหกิจเพื่อสังคมวางและรักษาไว้ซึ่งระบบบัญชีที่เหมาะสมเพื่อให้สามารถจัดทำรายงานทางการเงิน แสดงฐานะทางการเงิน และผลการดำเนินงานของวิสาหกิจเพื่อสังคมได้อย่างถูกต้องตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป โดยมีการตรวจสอบและแสดงความเห็นทุกปีโดยผู้สอบบัญชีที่สำนักงานประกาศกำหนด

มาตรา ๑๒

มาตรา ๑๒ เพื่อประโยชน์ในการเพิ่มประสิทธิภาพและกำกับดูแลการดำเนินงานของวิสาหกิจเพื่อสังคมให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และแผนปฏิบัติการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม ให้วิสาหกิจเพื่อสังคมจัดทำรายงานผลการประกอบกิจการประจำปี รายงานทางการเงินที่รับรองโดยผู้สอบบัญชี และรายงานผลลัพธ์จากการดำเนินกิจการเพื่อสังคมยื่นต่อสำนักงานตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่สำนักงานประกาศกำหนด วิสาหกิจเพื่อสังคมใดไม่ดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้สำนักงานมีหนังสือเตือนให้วิสาหกิจเพื่อสังคมนั้นดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนด

มาตรา ๑๓

มาตรา ๑๓ ให้วิสาหกิจเพื่อสังคมมีหน้าที่นำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนเป็นรายปีตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และอัตราที่คณะกรรมการประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี วิสาหกิจเพื่อสังคมใดไม่นำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนหรือนำส่งไม่ครบภายในระยะเวลาที่กำหนดต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราไม่เกินร้อยละหนึ่งต่อเดือนของจำนวนเงินสมทบที่ไม่นำส่งหรือนำส่งไม่ครบ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

มาตรา ๑๔

มาตรา ๑๔ วิสาหกิจเพื่อสังคมซึ่งประสงค์จะเลิกการเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม ให้แจ้งเป็นหนังสือต่อนายทะเบียนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีมติของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น ข้อตกลงของผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคน หรือมติของคณะกรรมการของนิติบุคคล และให้นายทะเบียนลบชื่อวิสาหกิจเพื่อสังคมนั้นออกจากทะเบียน และประกาศให้สาธารณชนทราบเป็นการทั่วไป ในการเลิกการเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม นายทะเบียนจะกำหนดเงื่อนไขให้วิสาหกิจเพื่อสังคมนั้นปฏิบัติด้วยก็ได้

หมวด ๒ คณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม

มาตรา ๑๕

มาตรา ๑๕ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า “คณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม” ประกอบด้วย (๑) นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ (๒) กรรมการโดยตำแหน่ง จำนวนสิบสองคน ได้แก่ ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปลัดกระทรวงแรงงาน ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย (๓) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจำนวนแปดคน ได้แก่ ผู้ประกอบกิจการวิสาหกิจเพื่อสังคมหรือกลุ่มกิจการเพื่อสังคม จำนวนสามคน ผู้ปฏิบัติงานในภาคเอกชน จำนวนสามคน และผู้ทรงคุณวุฒิอื่น จำนวนสองคน โดยผู้ปฏิบัติงานในภาคเอกชนและผู้ทรงคุณวุฒิอื่นจะต้องมาจากผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านการเงิน ด้านการลงทุน ด้านกฎหมาย ด้านสื่อสารมวลชน ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านการสาธารณสุข ด้านการศึกษา ด้านการพัฒนาสังคม ด้านการตลาด หรือด้านการออกแบบ ทั้งนี้ ให้แต่งตั้งด้านละไม่เกินหนึ่งคน ให้ผู้อำนวยการเป็นกรรมการและเลขานุการ และให้ผู้อำนวยการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ในสำนักงานเป็นผู้ช่วยเลขานุการ จำนวนไม่เกินสามคน

มาตรา ๑๖

มาตรา ๑๖ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้ (๑) มีสัญชาติไทย (๒) มีอายุไม่เกินเจ็ดสิบปี (๓) ไม่เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต (๔) ไม่เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ (๕) ไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ (๖) ไม่เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากงาน เพราะทุจริตต่อหน้าที่ (๗) ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น กรรมการหรือผู้ดำรงตำแหน่งที่รับผิดชอบในการบริหารพรรคการเมือง ที่ปรึกษาพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมือง (๘) ไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในการดำเนินงานของกองทุนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม เว้นแต่เป็นผู้ประกอบกิจการวิสาหกิจเพื่อสังคมหรือกลุ่มกิจการเพื่อสังคม

มาตรา ๑๗

มาตรา ๑๗ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสามปีนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งพ้นจากตำแหน่งแล้วอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระมิได้ ในกรณีที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ให้นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่าง และให้ผู้ได้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งตนแทน เว้นแต่วาระของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเหลืออยู่ไม่ถึงเก้าสิบวัน จะไม่แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนก็ได้ และในการนี้ ให้คณะกรรมการประกอบด้วยกรรมการเท่าที่เหลืออยู่ เมื่อครบกำหนดตามวาระในวรรคหนึ่ง หากยังมิได้มีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นใหม่ ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระนั้นอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่ากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่

มาตรา ๑๘

มาตรา ๑๘ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ (๑) ตาย (๒) ลาออก (๓) นายกรัฐมนตรีให้ออก เพราะหย่อนความสามารถ บกพร่องหรือทุจริตต่อหน้าที่ หรือมีความประพฤติเสื่อมเสีย (๔) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๖

มาตรา ๑๙

มาตรา ๑๙ ให้คณะกรรมการมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้ (๑) กำหนดยุทธศาสตร์ นโยบาย และแผนการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมแห่งชาติ เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติ เพื่อให้ส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถือปฏิบัติ รวมทั้งเร่งรัดให้มีการดำเนินงานให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ นโยบาย และแผนการส่งเสริมอย่างมีประสิทธิภาพ (๒) พิจารณาให้ความเห็นชอบแผนปฏิบัติการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมตามที่สำนักงานเสนอ (๓) เสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้มีการกำหนดนโยบายส่งเสริมการประกอบกิจการของวิสาหกิจเพื่อสังคมโดยการกำหนดสิทธิประโยชน์ด้านภาษีอากรตามมาตรา ๕๙ (๒) มาตรการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐตามกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐตามมาตรา ๕๙ (๓) สิทธิประโยชน์ตามกฎหมายอื่นตามมาตรา ๕๙ (๔) และสิทธิประโยชน์ด้านภาษีอากรแก่บุคคลซึ่งให้การสนับสนุนกิจการของวิสาหกิจเพื่อสังคมตามมาตรา ๖๓ (๔) เสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีให้มีการปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับแผนการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมแห่งชาติ (๕) สนับสนุนการศึกษาวิจัยเพื่อการส่งเสริมและพัฒนาการดำเนินกิจการของวิสาหกิจเพื่อสังคมและกลุ่มกิจการเพื่อสังคม (๖) จัดให้มีสมัชชาวิสาหกิจเพื่อสังคม (๗) กำหนดให้วิสาหกิจเพื่อสังคมนำส่งเงินสมทบหรือเสียเงินเพิ่มเข้ากองทุนตามมาตรา ๑๓ (๘) ให้ความเห็นชอบความตกลงหรือความร่วมมือระหว่างสำนักงานกับหน่วยงานต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ (๙) แต่งตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ตามมาตรา ๗๑ (๑๐) ควบคุมดูแลสำนักงานให้ดำเนินกิจการให้เป็นไปตามกฎหมายและวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ กำหนดนโยบายการบริหารงาน และให้ความเห็นชอบแผนการดำเนินงานและงบประมาณของสำนักงาน รวมทั้งออกระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศเกี่ยวกับสำนักงานในเรื่อง ดังต่อไปนี้ (ก) การบริหารงานบุคคล การเงิน การพัสดุ การบัญชี และการจำหน่ายทรัพย์สินจากบัญชีเป็นสูญ รวมทั้งการดำเนินการหรือการบริหารงานอื่นที่จำเป็นของสำนักงาน (ข) การสรรหา การจ้าง การปฏิบัติงานและการประเมินผลงานของผู้อำนวยการ การรักษาการแทน และการมอบให้ผู้อื่นปฏิบัติงานแทน (ค) การจัดสวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่นแก่เจ้าหน้าที่และลูกจ้าง (ง) การกำหนดเครื่องแบบผู้อำนวยการ เจ้าหน้าที่ และลูกจ้างของสำนักงานและเครื่องหมายของสำนักงาน (จ) การกำหนดอัตราค่าธรรมเนียม ค่าตอบแทน หรือค่าบริการในการดำเนินงานของสำนักงานตามมาตรา ๒๕ (๖) (๑๑) แต่งตั้งและถอดถอนผู้อำนวยการ (๑๒) กำกับการบริหารกองทุนตามพระราชบัญญัตินี้ (๑๓) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่พระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นบัญญัติให้เป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ หรือตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย

มาตรา ๒๐

มาตรา ๒๐ การประชุมคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม ในการประชุมคณะกรรมการ ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม ในการปฏิบัติหน้าที่ กรรมการผู้ใดมีส่วนได้เสียโดยทางตรงหรือทางอ้อมในเรื่องที่พิจารณา ให้ประธานกรรมการหรือกรรมการผู้นั้นแจ้งให้ที่ประชุมทราบและให้กรรมการผู้นั้นชี้แจงข้อเท็จจริงและตอบข้อซักถามเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการ แล้วต้องออกจากที่ประชุมโดยจะมีมติในเรื่องนั้นมิได้ การลงมติในเรื่องดังกล่าวให้กระทำโดยลับ การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

มาตรา ๒๑

มาตรา ๒๑ คณะกรรมการจะแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดหรือทำการแทนตามที่คณะกรรมการมอบหมายก็ได้ ให้นำความในมาตรา ๒๐ มาใช้บังคับแก่การประชุมของคณะอนุกรรมการด้วยโดยอนุโลม

มาตรา ๒๒

มาตรา ๒๒ ให้กรรมการและอนุกรรมการได้รับเบี้ยประชุมและประโยชน์ตอบแทนอื่นในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

หมวด ๓ การบริหารและการดำเนินงานของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจ เพื่อสังคมและกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม
ส่วนที่ ๑ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม

มาตรา ๒๓

มาตรา ๒๓ ให้จัดตั้งสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมขึ้นเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการ และไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณหรือกฎหมายอื่น ให้สำนักงานมีฐานะเป็นนิติบุคคลและอยู่ในกำกับของนายกรัฐมนตรี กิจการของสำนักงานไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน แต่เจ้าหน้าที่และลูกจ้างของสำนักงานต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยรวมไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน

มาตรา ๒๔

มาตรา ๒๔ ให้สำนักงานรับผิดชอบในงานธุรการและงานวิชาการของคณะกรรมการ และมีหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุน ให้ความช่วยเหลือ และพัฒนาวิสาหกิจเพื่อสังคมและกลุ่มกิจการเพื่อสังคมเพื่อให้มีความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้ โดยมีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ (๑) เสนอนโยบายและแผนการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมแห่งชาติให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคม และเสนอแนวทางในการส่งเสริมหรือสนับสนุนด้านสิทธิประโยชน์แก่วิสาหกิจเพื่อสังคม หรือบุคคลซึ่งให้การสนับสนุนกิจการของวิสาหกิจเพื่อสังคมต่อคณะกรรมการ (๒) จัดทำแผนปฏิบัติการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อให้ความเห็นชอบ (๓) ให้คำแนะนำ ฝึกอบรม และส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมให้สามารถพัฒนาการบริหารจัดการในด้านการเงิน การบัญชี การตลาด เทคโนโลยี และด้านอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ (๔) ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานสินค้าและบริการของวิสาหกิจเพื่อสังคม (๕) ให้คำปรึกษาหรือความช่วยเหลือในการขอจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล การขออนุมัติ อนุญาต และการจดทะเบียนสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า หรือทรัพย์สินทางปัญญาอื่น (๖) จัดให้มีมาตรการในการส่งเสริมและสนับสนุนกลุ่มกิจการเพื่อสังคมเพื่อให้สามารถพัฒนาเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมได้ต่อไป (๗) วิเคราะห์สภาพปัญหาและสถานการณ์ อุปสรรค และความสำเร็จของวิสาหกิจเพื่อสังคมในประเทศ และจัดทำรายงานเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (๘) เป็นศูนย์กลางข้อมูลเกี่ยวกับวิสาหกิจเพื่อสังคม และเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับวิสาหกิจเพื่อสังคม ตลอดจนรายงานสถานการณ์วิสาหกิจเพื่อสังคมของประเทศ (๙) บริหารกองทุนตามนโยบายและมติของคณะกรรมการและคณะกรรมการบริหารกองทุน

มาตรา ๒๕

มาตรา ๒๕ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๒๔ ให้สำนักงานมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้ (๑) ถือกรรมสิทธิ์ มีสิทธิครอบครอง และมีทรัพยสิทธิต่าง ๆ (๒) ก่อตั้งสิทธิหรือทำนิติกรรมทุกประเภทเพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการของสำนักงาน (๓) ทำความตกลงหรือร่วมมือกับหน่วยงานอื่นทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ รวมทั้งประสานความร่วมมือกับสถาบันการเงินในกิจการที่เกี่ยวกับการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของสำนักงาน (๔) ถือหุ้นหรือร่วมทุนกับบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นในกิจการที่เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของสำนักงาน (๕) กู้ยืมเงินเพื่อประโยชน์ในการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของสำนักงาน (๖) เรียกเก็บค่าธรรมเนียม ค่าตอบแทน หรือค่าบริการในการดำเนินกิจการต่าง ๆ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และอัตราที่คณะกรรมการประกาศกำหนด (๗) ดำเนินการอื่นใดที่จำเป็นหรือต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของสำนักงาน (๘) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่พระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นบัญญัติให้เป็นหน้าที่และอำนาจของสำนักงาน หรือตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย การถือหุ้นหรือการเข้าร่วมทุนตาม (๔) และการกู้ยืมเงินตาม (๕) ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

มาตรา ๒๖

มาตรา ๒๖ ทุนและทรัพย์สินในการดำเนินกิจการของสำนักงาน ประกอบด้วย (๑) เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้ตามความเหมาะสมเป็นรายปี (๒) เงินอุดหนุนจากภาคเอกชนหรือองค์กรอื่น ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ รัฐบาลต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ และเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคหรือมอบให้สำนักงาน (๓) ค่าธรรมเนียม ค่าตอบแทน และค่าบริการ (๔) ดอกผลของเงินหรือรายได้จากทรัพย์สินของสำนักงาน การรับเงินหรือทรัพย์สินตาม (๒) จะต้องไม่กระทำในลักษณะที่ทำให้สำนักงานขาดความเป็นอิสระหรือความเป็นกลาง

มาตรา ๒๗

มาตรา ๒๗ บรรดารายได้ของสำนักงานไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน ในกรณีมีเหตุจำเป็นหรือสมควร สำนักงานโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการอาจนำรายได้ของสำนักงานในจำนวนที่เห็นสมควรส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน

มาตรา ๒๘

มาตรา ๒๘ การใช้จ่ายเงินของสำนักงาน ให้ใช้จ่ายเพื่อกิจการของสำนักงานโดยเฉพาะ การเก็บรักษาและการเบิกจ่ายเงินของสำนักงาน ให้เป็นไปตามข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนด

มาตรา ๒๙

มาตรา ๒๙ ให้สำนักงานมีผู้อำนวยการคนหนึ่ง เป็นผู้บริหารงานของสำนักงานภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการ ให้คณะกรรมการเป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้งและถอดถอนผู้อำนวยการ การสรรหาและการจ้างผู้อำนวยการ ให้เป็นไปตามข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนด

มาตรา ๓๐

มาตรา ๓๐ ในการแต่งตั้งผู้อำนวยการต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่มีเหตุต้องแต่งตั้งผู้อำนวยการ และหากมีเหตุผลจำเป็นให้คณะกรรมการขยายระยะเวลาได้อีกไม่เกินหกสิบวัน หากดำเนินการไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลาดังกล่าว ให้คณะกรรมการรายงานผลต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา

มาตรา ๓๑

มาตรา ๓๑ ผู้อำนวยการต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้ (๑) เป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์เกี่ยวกับวิสาหกิจเพื่อสังคมหรือการบริหารจัดการองค์กร (๒) เป็นผู้สามารถปฏิบัติงานให้แก่สำนักงานได้เต็มเวลา (๓) มีอายุไม่เกินหกสิบห้าปีในวันที่ได้รับการแต่งตั้ง (๔) มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๖ (๑) (๓) (๔) (๕) (๖) (๗) และ (๘)

มาตรา ๓๒

มาตรา ๓๒ ผู้อำนวยการจะต้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในกิจการที่กระทำกับสำนักงาน ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม เว้นแต่เป็นผู้ซึ่งคณะกรรมการมอบหมายให้เป็นประธานกรรมการหรือกรรมการในบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่สำนักงานเป็นผู้ถือหุ้น ให้นำความในวรรคหนึ่งไปใช้บังคับแก่รองผู้อำนวยการ เจ้าหน้าที่ และลูกจ้างของสำนักงานด้วย

มาตรา ๓๓

มาตรา ๓๓ ผู้อำนวยการมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสี่ปี และอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้แต่ไม่เกินสองวาระติดต่อกัน

มาตรา ๓๔

มาตรา ๓๔ ผู้อำนวยการจะต้องได้รับการประเมินผลการปฏิบัติงานตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

มาตรา ๓๕

มาตรา ๓๕ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ผู้อำนวยการพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ (๑) ตาย (๒) ลาออก (๓) ออกตามที่กำหนดไว้ในข้อตกลงระหว่างคณะกรรมการกับผู้อำนวยการ (๔) คณะกรรมการมีมติให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง เพราะบกพร่องต่อหน้าที่ มีความประพฤติเสื่อมเสีย หรือหย่อนความสามารถ (๕) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา ๓๑ หรือกระทำการอันมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๓๒ (๖) ไม่ผ่านการประเมินผลการปฏิบัติงานตามมาตรา ๓๔ มติของคณะกรรมการให้ถอดถอนผู้อำนวยการออกจากตำแหน่งตาม (๔) ต้องประกอบด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการเท่าที่มีอยู่ โดยไม่นับรวมตำแหน่งผู้อำนวยการ

มาตรา ๓๖

มาตรา ๓๖ ให้ผู้อำนวยการมีหน้าที่บริหารกิจการของสำนักงานให้เป็นไปตามกฎหมาย วัตถุประสงค์ของสำนักงาน ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ นโยบาย และมติของคณะกรรมการ และเป็นผู้บังคับบัญชาเจ้าหน้าที่และลูกจ้างทุกตำแหน่ง รวมทั้งให้มีหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (๑) เสนอเป้าหมาย แผนงาน และโครงการต่อคณะกรรมการเพื่อให้การดำเนินงานของสำนักงานบรรลุวัตถุประสงค์ (๒) เสนอแผนการเงินและงบประมาณประจำปีต่อคณะกรรมการ (๓) เสนอรายงานประจำปีเกี่ยวกับผลการดำเนินงานด้านต่าง ๆ ของสำนักงาน รวมทั้งรายงานทางการเงินและการบัญชีต่อคณะกรรมการ (๔) เสนอความเห็นเกี่ยวกับการปรับปรุงกิจการและการดำเนินงานของสำนักงานให้มีประสิทธิภาพและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสำนักงานต่อคณะกรรมการ ผู้อำนวยการต้องรับผิดชอบต่อคณะกรรมการในการบริหารกิจการของสำนักงาน

มาตรา ๓๗

มาตรา ๓๗ ผู้อำนวยการมีอำนาจ (๑) แต่งตั้งรองผู้อำนวยการโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการเพื่อเป็นผู้ช่วยปฏิบัติงานของผู้อำนวยการตามที่ผู้อำนวยการมอบหมาย (๒) บรรจุ แต่งตั้ง เลื่อน ลด ตัดเงินเดือนหรือค่าจ้าง ลงโทษทางวินัยเจ้าหน้าที่และลูกจ้าง ตลอดจนให้เจ้าหน้าที่และลูกจ้างออกจากตำแหน่ง ทั้งนี้ ตามระเบียบหรือข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนด (๓) วางระเบียบเกี่ยวกับการดำเนินงานของสำนักงานโดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมาย มติของคณะรัฐมนตรี ตลอดจนระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ นโยบาย และมติของคณะกรรมการ

มาตรา ๓๘

มาตรา ๓๘ เมื่อผู้อำนวยการพ้นจากตำแหน่ง ให้รองผู้อำนวยการพ้นจากตำแหน่งด้วย ในกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองผู้อำนวยการเป็นผู้รักษาการแทน ถ้ามีรองผู้อำนวยการหลายคน ให้รองผู้อำนวยการที่ผู้อำนวยการมอบหมายเป็นผู้รักษาการแทน ถ้าผู้อำนวยการมิได้มอบหมาย ให้รองผู้อำนวยการที่มีอาวุโสสูงสุดเป็นผู้รักษาการแทน ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการหรือไม่มีผู้รักษาการแทนผู้อำนวยการ หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้คณะกรรมการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคนหนึ่งเป็นผู้รักษาการแทน ให้ผู้รักษาการแทนมีหน้าที่และอำนาจเช่นเดียวกับผู้อำนวยการ ในกรณีที่มีกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งอื่นแต่งตั้งให้ผู้อำนวยการเป็นกรรมการหรือให้มีหน้าที่และอำนาจอย่างใด ให้ผู้รักษาการแทนมีหน้าที่และอำนาจเป็นกรรมการหรือมีหน้าที่และอำนาจเช่นเดียวกับผู้อำนวยการด้วย แล้วแต่กรณี

มาตรา ๓๙

มาตรา ๓๙ ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก ให้ผู้อำนวยการเป็นผู้แทนของสำนักงาน เพื่อการนี้ ผู้อำนวยการจะมอบอำนาจให้บุคคลใดปฏิบัติงานเฉพาะอย่างแทนก็ได้ แต่ต้องเป็นไปตามระเบียบหรือข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนด นิติกรรมใดที่ผู้อำนวยการหรือผู้รับมอบอำนาจจากผู้อำนวยการกระทำโดยฝ่าฝืนระเบียบหรือข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนดย่อมไม่ผูกพันสำนักงาน เว้นแต่คณะกรรมการจะให้สัตยาบัน

มาตรา ๔๐

มาตรา ๔๐ ให้คณะกรรมการเป็นผู้กำหนดอัตราเงินเดือนและประโยชน์ตอบแทนอื่นของผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

มาตรา ๔๑

มาตรา ๔๑ ให้สำนักงานวางและรักษาไว้ซึ่งระบบบัญชีที่เหมาะสมเพื่อให้สามารถจัดทำรายงานทางการเงิน แสดงฐานะทางการเงิน และผลการดำเนินงานของสำนักงานได้อย่างถูกต้องตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป และให้จัดทำตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด และต้องจัดให้มีการตรวจสอบภายในเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี และการพัสดุของสำนักงาน ตลอดจนรายงานผลการตรวจสอบให้คณะกรรมการทราบอย่างน้อยปีละครั้ง ในการตรวจสอบภายใน ให้มีเจ้าหน้าที่ของสำนักงานทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบภายในโดยเฉพาะและให้รับผิดชอบขึ้นตรงต่อคณะกรรมการตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด ในการแต่งตั้ง โยกย้าย เลื่อนเงินเดือน เลื่อนตำแหน่ง และลงโทษทางวินัยของผู้ตรวจสอบภายใน ให้ผู้อำนวยการพิจารณาแล้วเสนอให้คณะกรรมการให้ความเห็นชอบก่อนจึงดำเนินการได้

มาตรา ๔๒

มาตรา ๔๒ ให้สำนักงานจัดทำรายงานทางการเงินส่งผู้สอบบัญชีภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี ปีบัญชีของสำนักงานให้เป็นไปตามปีงบประมาณ

มาตรา ๔๓

มาตรา ๔๓ ให้บุคคลภายนอกซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งโดยความเห็นชอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้สอบบัญชีและประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินของสำนักงาน โดยให้แสดงความคิดเห็นเป็นข้อวิเคราะห์ว่าการใช้จ่ายดังกล่าวเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ประหยัด และได้ผลตามเป้าหมายเพียงใด ให้ผู้สอบบัญชีของสำนักงานทำรายงานผลการสอบบัญชีเสนอต่อคณะกรรมการภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี

มาตรา ๔๔

มาตรา ๔๔ ให้สำนักงานทำรายงานประจำปีเสนอคณะรัฐมนตรีทุกสิ้นปีงบประมาณ รายงานนี้ให้กล่าวถึงผลงานของสำนักงานในปีที่ล่วงมาแล้ว รายงานทางการเงิน พร้อมทั้งรายงานของผู้สอบบัญชี รวมทั้งคำชี้แจงเกี่ยวกับนโยบายของคณะกรรมการ โครงการและแผนงานที่จะจัดทำในภายหน้า และรายงานสถานการณ์วิสาหกิจเพื่อสังคมของประเทศ ตลอดจนผลสัมฤทธิ์ของการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมตามพระราชบัญญัตินี้ รายงานตามวรรคหนึ่ง ให้เผยแพร่ต่อสาธารณชน

มาตรา ๔๕

มาตรา ๔๕ การประเมินผลการดำเนินงานของสำนักงานให้ดำเนินการทุกปีงบประมาณ โดยคณะกรรมการติดตามตรวจสอบและประเมินผลการปฏิบัติงานของสำนักงานซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้ง การประเมินผลการดำเนินงานตามวรรคหนึ่ง ให้มีการประเมินผลในด้านประสิทธิภาพ ประสิทธิผล การพัฒนาองค์กร และความคุ้มค่าในการใช้จ่ายเงิน

ส่วนที่ ๒ กองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม

มาตรา ๔๖

มาตรา ๔๖ ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่งในสำนักงาน เรียกว่า “กองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาวิสาหกิจเพื่อสังคม อันจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาเพื่อพัฒนาชุมชน สังคม หรือสิ่งแวดล้อม โดยประกอบด้วยเงินและทรัพย์สิน ดังต่อไปนี้ (๑) เงินสมทบและเงินเพิ่มตามมาตรา ๑๓ (๒) เงินค่าปรับทางปกครองตามพระราชบัญญัตินี้ (๓) เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคหรือมอบให้แก่กองทุน (๔) ดอกผลและผลประโยชน์ที่เกิดจากกองทุน (๕) เงินหรือทรัพย์สินอื่นที่ได้รับจากภาคเอกชนทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ รัฐบาลต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ การรับเงินหรือทรัพย์สินตาม (๕) จะต้องไม่กระทำในลักษณะที่ทำให้กองทุนขาดความเป็นอิสระหรือความเป็นกลาง

มาตรา ๔๗

มาตรา ๔๗ บรรดารายได้ของกองทุนไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน

มาตรา ๔๘

มาตรา ๔๘ เงินกองทุนให้ใช้จ่ายเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุน ดังต่อไปนี้ (๑) ให้วิสาหกิจเพื่อสังคมกู้ยืมสำหรับดำเนินการก่อตั้ง ปรับปรุง และพัฒนากิจการของวิสาหกิจเพื่อสังคมนั้นให้มีประสิทธิภาพและขีดความสามารถเพิ่มขึ้น (๒) ให้ความช่วยเหลือด้านเงินทุนในการประกอบกิจการในระยะเริ่มแรก ทั้งนี้ ต้องมีกำหนดเวลาไม่เกินสองปี โดยสามารถขยายกำหนดระยะเวลาได้รวมแล้วไม่เกินสี่ปี (๓) ให้ความช่วยเหลือส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรเอกชน เพื่อนำไปใช้ดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม (๔) ให้ความช่วยเหลือหรืออุดหนุน ร่วมทุน หรือดำเนินการใดร่วมกับนิติบุคคลอื่น เกี่ยวกับการก่อตั้ง การขยายกิจการ การวิจัย การพัฒนา และการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น (๕) ให้ความช่วยเหลืออื่นทางการเงินตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา (๖) เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของกองทุนตามที่คณะกรรมการบริหารกองทุนกำหนด การดำเนินการตาม (๑) (๒) (๓) (๔) และ (๕) ต้องเป็นไปตามที่คณะกรรมการบริหารกองทุนกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ

มาตรา ๔๙

มาตรา ๔๙ ให้คณะกรรมการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารกองทุน ประกอบด้วย (๑) ประธานกรรมการบริหารกองทุนซึ่งแต่งตั้งจากกรรมการ (๒) กรรมการบริหารกองทุนซึ่งแต่งตั้งจากผู้แทนกระทรวงการคลังคนหนึ่ง (๓) กรรมการบริหารกองทุนซึ่งแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนไม่เกินสี่คน โดยจะต้องเป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ หรือมีประสบการณ์เกี่ยวกับวิสาหกิจเพื่อสังคม การเงินการธนาคาร การบริหารธุรกิจ หรือการลงทุน (๔) ผู้อำนวยการเป็นกรรมการบริหารกองทุนและเลขานุการ หลักเกณฑ์และวิธีการในการสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิตาม (๓) ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด

มาตรา ๕๐

มาตรา ๕๐ ให้นำความในมาตรา ๑๖ มาตรา ๑๗ และมาตรา ๑๘ มาใช้บังคับแก่การดำรงตำแหน่งและการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๔๙ (๓) ด้วยโดยอนุโลม เว้นแต่การพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา ๑๘ (๓) ให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการ

มาตรา ๕๑

มาตรา ๕๑ คณะกรรมการบริหารกองทุนมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้ (๑) กำหนดนโยบายและควบคุมดูแลการบริหารกองทุน (๒) พิจารณาจัดสรรเงินกองทุนเพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของกองทุนตามมาตรา ๔๘ (๓) ออกระเบียบเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการปฏิบัติการให้เป็นไปตามมาตรา ๔๘ (๑) (๒) (๓) (๔) และ (๕) ทั้งนี้ โดยมีการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม (๔) ออกระเบียบเกี่ยวกับการรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงินกองทุน และการจัดหาผลประโยชน์ของกองทุน (๕) จัดทำรายงานการรับและการจ่ายเงินของกองทุนเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการ (๖) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่พระราชบัญญัตินี้บัญญัติให้เป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการบริหารกองทุน หรือตามที่คณะกรรมการมอบหมาย การจัดสรรเงินกองทุนตาม (๒) และการออกระเบียบตาม (๓) และ (๔) ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ

มาตรา ๕๒

มาตรา ๕๒ ในการพิจารณาจัดสรรเงินกองทุน ให้คณะกรรมการบริหารกองทุนพิจารณาให้สอดคล้องกับแผนปฏิบัติการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมที่คณะกรรมการให้ความเห็นชอบ

มาตรา ๕๓

มาตรา ๕๓ คณะกรรมการบริหารกองทุนจะแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดหรือทำการแทนตามที่คณะกรรมการบริหารกองทุนมอบหมายก็ได้ ให้นำความในมาตรา ๒๐ มาใช้บังคับแก่การประชุมของคณะกรรมการบริหารกองทุนและคณะอนุกรรมการด้วยโดยอนุโลม

มาตรา ๕๔

มาตรา ๕๔ ให้กรรมการบริหารกองทุนและอนุกรรมการได้รับเบี้ยประชุมและประโยชน์ตอบแทนอื่นตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

มาตรา ๕๕

มาตรา ๕๕ ให้สำนักงานวางและรักษาไว้ซึ่งระบบบัญชีที่เหมาะสมเพื่อให้สามารถจัดทำรายงานทางการเงิน แสดงฐานะทางการเงิน และผลการดำเนินงานของกองทุนได้อย่างถูกต้องตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป และให้จัดทำตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการบริหารกองทุนกำหนด

มาตรา ๕๖

มาตรา ๕๖ ให้สำนักงานจัดทำรายงานทางการเงินของกองทุนส่งผู้สอบบัญชีภายในหกสิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี ปีบัญชีของกองทุนให้เป็นไปตามปีงบประมาณ

มาตรา ๕๗

มาตรา ๕๗ ให้บุคคลภายนอกซึ่งคณะกรรมการบริหารกองทุนแต่งตั้ง โดยความเห็นชอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้สอบบัญชี และทำการตรวจสอบรับรองบัญชีและการเงินทุกประเภทของกองทุนทุกรอบปีบัญชี และประเมินผลการดำเนินงานของกองทุน โดยให้แสดงความคิดเห็นเป็นข้อวิเคราะห์ว่าการดำเนินงานของกองทุนเป็นไปตามวัตถุประสงค์ และได้ผลตามเป้าหมายเพียงใด ให้ผู้สอบบัญชีของกองทุนทำรายงานผลการสอบบัญชีเสนอต่อคณะกรรมการบริหารกองทุนภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี

มาตรา ๕๘

มาตรา ๕๘ ให้สำนักงานจัดให้มีระบบการตรวจสอบภายในเพื่อตรวจสอบการดำเนินงานต่าง ๆ ของกองทุนตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการบริหารกองทุนกำหนด

หมวด ๔ การส่งเสริมและสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคม

มาตรา ๕๙

มาตรา ๕๙ วิสาหกิจเพื่อสังคมอาจได้รับการส่งเสริมและสนับสนุน ดังต่อไปนี้ (๑) ความช่วยเหลือทางการเงินจากกองทุนตามมาตรา ๔๘ (๑) (๒) และ (๕) (๒) สิทธิประโยชน์ด้านภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร (๓) สิทธิประโยชน์ตามมาตรการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐตามกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ (๔) สิทธิประโยชน์ตามกฎหมายอื่น วิสาหกิจเพื่อสังคมใดจะได้รับสิทธิประโยชน์ตาม (๒) (๓) และ (๔) ในลักษณะใดให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะรัฐมนตรีกำหนดตามข้อเสนอของคณะกรรมการ

มาตรา ๖๐

มาตรา ๖๐ ให้คณะกรรมการประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการส่งเสริมและสนับสนุนตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา ๖๑

มาตรา ๖๑ เมื่อมีการประกาศหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามมาตรา ๖๐ แล้ว หากวิสาหกิจเพื่อสังคมรายใดประสงค์จะได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนจากกองทุนตามมาตรา ๕๙ (๑) ให้ยื่นคำขอพร้อมรายละเอียดโครงการต่อสำนักงาน เมื่อสำนักงานได้รับคำขอและรายละเอียดโครงการดังกล่าวแล้ว หากเห็นสมควรให้อนุมัติการส่งเสริมและสนับสนุนตามพระราชบัญญัตินี้แก่วิสาหกิจเพื่อสังคมรายนั้น เมื่อสำนักงานได้อนุมัติการส่งเสริมและสนับสนุนตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้สำนักงานมีหนังสือแจ้งให้วิสาหกิจเพื่อสังคมรายนั้นทราบภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้อนุมัติการส่งเสริมและสนับสนุนดังกล่าว

มาตรา ๖๒

มาตรา ๖๒ วิสาหกิจเพื่อสังคมรายใดประสงค์จะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรตามมาตรา ๕๙ (๒) สิทธิประโยชน์ตามมาตรการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐตามกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐตามมาตรา ๕๙ (๓) หรือสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายอื่นตามมาตรา ๕๙ (๔) แล้วแต่กรณี ให้ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น

มาตรา ๖๓

มาตรา ๖๓ บุคคลซึ่งให้การสนับสนุนกิจการของวิสาหกิจเพื่อสังคมอาจได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีอากรตามที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากรเฉพาะการบริจาคเงินให้แก่กองทุนหรือให้การสนับสนุนกิจการของวิสาหกิจเพื่อสังคม การสนับสนุนกิจการของวิสาหกิจเพื่อสังคมซึ่งอาจได้รับสิทธิประโยชน์ตามวรรคหนึ่ง ต้องเป็นการลงทุนในกิจการของวิสาหกิจเพื่อสังคม หรือการให้เงินสนับสนุนกิจการหรือการดำเนินงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี นวัตกรรม หรือองค์ความรู้ให้แก่วิสาหกิจเพื่อสังคมในด้านการผลิต การตลาด และการบริหารจัดการ บุคคลใดจะได้รับสิทธิประโยชน์ตามวรรคหนึ่งในลักษณะใด ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะรัฐมนตรีกำหนดตามข้อเสนอของคณะกรรมการ

มาตรา ๖๔

มาตรา ๖๔ บุคคลซึ่งให้การสนับสนุนกิจการของวิสาหกิจเพื่อสังคมผู้ใดประสงค์จะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรตามมาตรา ๖๓ ให้ดำเนินการตามประมวลรัษฎากร

มาตรา ๖๕

มาตรา ๖๕ ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรเอกชนใดตามมาตรา ๔๘ (๓) หรือนิติบุคคลอื่นตามมาตรา ๔๘ (๔) ซึ่งประสงค์จะขอรับการส่งเสริมและสนับสนุนจากกองทุน ให้ยื่นคำขอพร้อมรายละเอียดโครงการต่อสำนักงาน โดยให้นำความในมาตรา ๖๑ มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม

หมวด ๕ การกำกับดูแล และการเพิกถอนการจดทะเบียน วิสาหกิจเพื่อสังคม

มาตรา ๖๖

มาตรา ๖๖ ให้สำนักงานมีหน้าที่ติดตามและกำกับดูแลให้วิสาหกิจเพื่อสังคมดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๕ หนังสือแสดงเจตนารมณ์การจัดตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคมตามมาตรา ๗ (๖) และตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ สำนักงานอาจมอบหมายให้หน่วยงานหรือบุคคลอื่นปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคหนึ่งแทนได้

มาตรา ๖๗

มาตรา ๖๗ สำนักงานมีหน้าที่ในการตรวจสอบและประเมินผลกิจการของวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนตามพระราชบัญญัตินี้ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๕ หนังสือแสดงเจตนารมณ์การจัดตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคมตามมาตรา ๗ (๖) โดยสำนักงานอาจมอบหมายให้หน่วยงานหรือบุคคลใดเป็นผู้ดำเนินการแทนและจัดทำรายงานผลการดำเนินการเสนอต่อสำนักงานได้

มาตรา ๖๘

มาตรา ๖๘ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในสถานประกอบการของวิสาหกิจเพื่อสังคมในระหว่างเวลาทำการ เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงหรือเพื่อตรวจสอบเอกสารหรือสิ่งของใด ๆ ที่เกี่ยวกับกิจการของวิสาหกิจเพื่อสังคมได้ตามความจำเป็น ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะเข้าไปในสถานที่ตามวรรคหนึ่ง ถ้าไม่เป็นการเร่งด่วนต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ทราบล่วงหน้าตามสมควร

มาตรา ๖๙

มาตรา ๖๙ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๖๘ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่แสดงบัตรประจำตัวต่อบุคคลซึ่งเกี่ยวข้อง บัตรประจำตัวตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามแบบที่ผู้อำนวยการกำหนด

มาตรา ๗๐

มาตรา ๗๐ เมื่อปรากฏว่าวิสาหกิจเพื่อสังคมใดมีพฤติการณ์อย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ (๑) ไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๕ และหนังสือแสดงเจตนารมณ์การจัดตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคมตามมาตรา ๗ (๖) (๒) ไม่จัดทำรายงานตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่สำนักงานกำหนดตามมาตรา ๑๒ (๓) ไม่นำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนหรือนำส่งไม่ครบภายในระยะเวลาที่กำหนดตามมาตรา ๑๓ (๔) ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามสัญญาที่ทำขึ้นกับสำนักงานโดยไม่มีเหตุอันควรตามที่คณะกรรมการหรือคณะกรรมการบริหารกองทุนกำหนด (๕) ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ในกรณีอื่น เมื่อมีกรณีตามวรรคหนึ่ง ให้นายทะเบียนแจ้งเตือนเป็นหนังสือให้วิสาหกิจเพื่อสังคมปฏิบัติให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนด หากไม่มีการปฏิบัติให้ถูกต้องภายในระยะเวลาดังกล่าว ให้นายทะเบียนเพิกถอนการจดทะเบียน เว้นแต่มีเหตุจำเป็นตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด และให้ประกาศการเพิกถอนการจดทะเบียนให้สาธารณชนทราบเป็นการทั่วไป ในกรณีที่มีการอุทธรณ์การเพิกถอนการจดทะเบียน ให้แจ้งในประกาศนั้นด้วยว่าอยู่ในระหว่างการพิจารณาอุทธรณ์ การเพิกถอนการจดทะเบียนตามวรรคสอง ในกรณีได้รับสิทธิประโยชน์ตามมาตรา ๕๙ (๒) (๓) หรือ (๔) ให้สำนักงานแจ้งรายชื่อวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ถูกเพิกถอนการจดทะเบียนนั้น เพื่อให้กรมสรรพากรหรือหน่วยงานอื่นของรัฐพิจารณาดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป ให้นำความในวรรคสามไปใช้บังคับแก่การแจ้งหน่วยงานหรือนิติบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องด้วยโดยอนุโลม

มาตรา ๗๑

มาตรา ๗๑ กิจการใดที่นายทะเบียนไม่รับจดทะเบียนตามมาตรา ๘ หรือวิสาหกิจเพื่อสังคมใดถูกเพิกถอนการจดทะเบียนตามมาตรา ๗๐ แล้วแต่กรณี กิจการหรือวิสาหกิจเพื่อสังคมนั้นอาจอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งจากนายทะเบียน คณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ตามวรรคหนึ่งประกอบด้วย กรรมการตามมาตรา ๑๕ (๒) และ (๓) ประเภทละหนึ่งคน และผู้ทรงคุณวุฒิอื่นจำนวนไม่น้อยกว่าสามคนแต่ไม่เกินห้าคน ซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งจากผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านการเงินการคลัง ด้านกฎหมาย ด้านการพาณิชย์ หรือด้านการพัฒนาสังคม ให้คณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์พิจารณาและวินิจฉัยอุทธรณ์ตามวรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสืออุทธรณ์ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ให้เป็นที่สุดและให้ประกาศให้สาธารณชนทราบเป็นการทั่วไป

มาตรา ๗๒

มาตรา ๗๒ ให้กรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ได้รับเบี้ยประชุมและประโยชน์ตอบแทนอื่นตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

หมวด ๖ กลุ่มกิจการเพื่อสังคม

มาตรา ๗๓

มาตรา ๗๓ กลุ่มกิจการเพื่อสังคมที่ประสงค์จะขอรับการส่งเสริมจากสำนักงาน ให้จดแจ้งต่อนายทะเบียนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่สำนักงานประกาศกำหนด ประกาศตามวรรคหนึ่ง ให้กำหนดการดำเนินการของกลุ่มกิจการเพื่อสังคม และการกำกับดูแลกลุ่มกิจการเพื่อสังคมตามความเหมาะสมแก่ประเภทของกลุ่มกิจการเพื่อสังคม

มาตรา ๗๔

มาตรา ๗๔ ให้สำนักงานจัดให้มีมาตรการในการส่งเสริมกลุ่มกิจการเพื่อสังคมในการประกอบกิจการอย่างครบวงจร รวมถึงการให้การสนับสนุนในการจัดตั้ง การให้ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการผลิต การใช้เทคโนโลยี การบริหารงานบุคคล การเงิน การบัญชี การตลาด และการบริหารจัดการธุรกิจด้านอื่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ เพื่อให้กลุ่มกิจการเพื่อสังคมสามารถพัฒนาเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมได้ต่อไป

หมวด ๗ สมัชชาวิสาหกิจเพื่อสังคม

มาตรา ๗๕

มาตรา ๗๕ ให้คณะกรรมการจัดให้มีการประชุมสมัชชาวิสาหกิจเพื่อสังคมอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง ให้สำนักงานกำหนดวัน เวลา และสถานที่ประชุมซึ่งต้องประกาศให้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าหกสิบวันก่อนวันประชุม การประชุมสมัชชาวิสาหกิจเพื่อสังคมให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด

มาตรา ๗๖

มาตรา ๗๖ สมัชชาวิสาหกิจเพื่อสังคมอาจเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาดำเนินการในเรื่อง ดังต่อไปนี้ (๑) การกำหนดนโยบายและแนวทางในการส่งเสริมและพัฒนาการประกอบกิจการวิสาหกิจเพื่อสังคมและกลุ่มกิจการเพื่อสังคม (๒) การสร้างความร่วมมือและประสานงานระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ องค์การระหว่างประเทศ และสถาบันการเงิน เพื่อส่งเสริมและพัฒนาวิสาหกิจเพื่อสังคมและกลุ่มกิจการเพื่อสังคม (๓) การกำหนดแผนการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมแห่งชาติและกฎหมายที่เกี่ยวข้องหรือที่มีผลกระทบต่อการประกอบกิจการวิสาหกิจเพื่อสังคมและกลุ่มกิจการเพื่อสังคม (๔) การปฏิบัติการอื่นใดตามที่พระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นบัญญัติให้เป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ หรือตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย

มาตรา ๗๗

มาตรา ๗๗ วิสาหกิจเพื่อสังคมและกลุ่มกิจการเพื่อสังคมใดจะเข้าร่วมประชุมสมัชชา ให้ลงทะเบียนต่อสำนักงานตามแบบ หลักเกณฑ์ และวิธีการที่สำนักงานกำหนด นอกจากผู้ลงทะเบียนตามวรรคหนึ่ง สำนักงานจะกำหนดให้เชิญบุคคล ผู้แทนหน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรภาคเอกชนตามที่เห็นสมควรมาร่วมประชุมด้วยก็ได้

หมวด ๘ โทษทางปกครอง

มาตรา ๗๘

มาตรา ๗๘ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๙ ต้องชำระค่าปรับทางปกครองในอัตราไม่เกินสองหมื่นบาท ในกรณีที่เห็นสมควร พนักงานเจ้าหน้าที่อาจมีคำสั่งให้ผู้นั้นดำเนินการใด ๆ เพื่อแก้ไข หรือปรับปรุง หรือปฏิบัติให้ถูกต้อง ภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่ต้องไม่เกินสามสิบวัน

มาตรา ๗๙

มาตรา ๗๙ ถ้าผู้ถูกปรับตามมาตรา ๗๘ ไม่ชำระค่าปรับทางปกครอง ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลที่มีเขตอำนาจในการพิจารณาคดีอาญาเพื่อบังคับชำระค่าปรับทางปกครอง ในการนี้ ถ้าศาลพิพากษาให้ชำระค่าปรับทางปกครอง หากผู้นั้นไม่ชำระค่าปรับทางปกครองภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา ให้ยึดทรัพย์สินของผู้นั้นเพื่อชดใช้แทนค่าปรับทางปกครอง แต่มิให้นำมาตรการกักขังแทนค่าปรับมาใช้บังคับแก่ผู้นั้น

มาตรา ๘๐

มาตรา ๘๐ ถ้าบุคคลผู้ฝ่าฝืนมาตรา ๙ มิได้ปฏิบัติตามคำสั่งตามมาตรา ๗๘ วรรคสอง ผู้นั้นต้องชำระค่าปรับรายวันอีกวันละห้าร้อยบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามหรือจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง

มาตรา ๘๑

มาตรา ๘๑ ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดได้ปฏิบัติถูกต้องหรือได้ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงภายในระยะเวลาที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนดตามมาตรา ๗๘ วรรคสอง ให้ผู้นั้นได้รับยกเว้นค่าปรับตามมาตรา ๘๐

มาตรา ๘๒

มาตรา ๘๒ ถ้าผู้กระทำความผิดตามมาตรา ๗๘ เป็นนิติบุคคล และการกระทำความผิดนั้นเกิดจากการสั่งการหรือการกระทำของกรรมการหรือผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้น หรือในกรณีที่บุคคลดังกล่าวมีหน้าที่ต้องสั่งการหรือกระทำการและละเว้นไม่สั่งการหรือไม่กระทำการจนเป็นเหตุให้นิติบุคคลนั้นกระทำความผิด ผู้นั้นต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้นด้วย บทเฉพาะกาล

มาตรา ๘๓

มาตรา ๘๓ ให้คณะกรรมการสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐ ปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมตามพระราชบัญญัตินี้ไปพลางก่อน จนกว่าจะได้มีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๑๕ (๓) ทั้งนี้ ต้องแต่งตั้งให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

มาตรา ๘๔

มาตรา ๘๔ ในระหว่างที่ยังไม่มีการแต่งตั้งผู้อำนวยการ ให้อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการไปพลางก่อน จนกว่าจะมีการแต่งตั้งผู้อำนวยการตามมาตรา ๒๙ ซึ่งต้องกระทำให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

มาตรา ๘๕

มาตรา ๘๕ บุคคลใดใช้คำว่า “วิสาหกิจเพื่อสังคม” ประกอบเป็นชื่อในการดำเนินกิจการเกี่ยวกับการผลิต การจำหน่ายสินค้า การบริการ หรือการอื่น ๆ อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ถ้าประสงค์จะเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนตามมาตรา ๕ และมาตรา ๗ ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และเมื่อได้ยื่นคำขอแล้วให้ประกอบกิจการโดยใช้คำว่า “วิสาหกิจเพื่อสังคม” ต่อไปได้จนกว่าจะได้รับแจ้งคำสั่งไม่รับจดทะเบียนจากนายทะเบียน ในกรณีที่นายทะเบียนมีคำสั่งไม่รับจดทะเบียน ให้บุคคลนั้นดำเนินการแก้ไขเพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งไม่รับจดทะเบียน

มาตรา ๘๖

มาตรา ๘๖ กิจการเพื่อสังคมที่ได้รับหนังสือรับรองจากคณะกรรมการสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติตามประกาศคณะกรรมการสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการยื่นคำขอหนังสือรับรองกิจการเพื่อสังคม พ.ศ. ๒๕๖๑ ให้ถือว่าเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมตามพระราชบัญญัตินี้ โดยต้องดำเนินการให้ครบถ้วนถูกต้องตามมาตรา ๕ และมาตรา ๗ ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

มาตรา ๘๗

มาตรา ๘๗ ในวาระเริ่มแรก ให้กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการดำเนินงานในหน้าที่ของสำนักงานไปพลางก่อนจนกว่าจะได้มีการจัดตั้งสำนักงานซึ่งต้องกระทำให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

มาตรา ๘๘

มาตรา ๘๘ ในวาระเริ่มแรก ให้สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สำนักงบประมาณ และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณากำหนดงบประมาณ โครงสร้าง และกรอบอัตรากำลังเจ้าหน้าที่และลูกจ้าง รวมทั้งการดำเนินการอื่นใดอันจำเป็น เพื่อรองรับการดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจของสำนักงานตามพระราชบัญญัตินี้ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

มาตรา ๘๙

มาตรา ๘๙ ในวาระเริ่มแรก ให้รัฐบาลพิจารณาจัดสรรงบประมาณเป็นเงินอุดหนุนให้แก่สำนักงานในการจัดจ้างเจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างเพื่อปฏิบัติงานในสำนักงานไปพลางก่อน ทั้งนี้ ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้เจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างตามวรรคหนึ่ง จัดทำประกาศตามมาตรา ๕ และมาตรา ๗ และจัดทำระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศเกี่ยวกับสำนักงานตามมาตรา ๑๙ (๑๐) ตามที่คณะกรรมการกำหนด เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่การประกอบธุรกิจที่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมการจ้างงานแก่บุคคลผู้สมควรได้รับการส่งเสริมเป็นพิเศษ การแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาชุมชน สังคม หรือสิ่งแวดล้อม หรือเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอื่นหรือคืนประโยชน์ให้แก่สังคมอันเป็นกิจการเพื่อสังคมหรือวิสาหกิจเพื่อสังคม สมควรได้รับการส่งเสริมให้ขยายตัวมากขึ้นและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ โดยกำหนดมาตรการในการสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ได้รับการจดทะเบียน และจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมเพื่อให้ความช่วยเหลือและพัฒนาวิสาหกิจเพื่อสังคมและกลุ่มกิจการเพื่อสังคม รวมทั้งประสานความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

公布日期部分取自:Open Law Data Thailand × สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีCC BY 4.0

條文目次

接下來可以查