มาตรา ๔๓ ให้รัฐมนตรีมีหน้าที่และอำนาจกำกับดูแลการดำเนินกิจการของสถาบันให้เป็นไปตามกฎหมายและให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสถาบัน ยุทธศาสตร์ชาติ นโยบายของรัฐบาล มติคณะรัฐมนตรี และแผนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถาบัน เพื่อการนี้ ให้รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้สถาบันชี้แจง แสดงความคิดเห็น ทำรายงาน
หรือยับยั้งการกระทำของสถาบันที่ขัดต่อกฎหมาย วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสถาบัน ยุทธศาสตร์ชาติ นโยบายของรัฐบาล มติคณะรัฐมนตรี และแผนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถาบัน ตลอดจนสั่งสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินการของสถาบันได้
บทเฉพาะกาล
มาตรา ๔๔ ให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้ ภาระผูกพัน และเงินงบประมาณของศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) ที่มีอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับไปเป็นของสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) ตามพระราชกฤษฎีกานี้
มาตรา ๔๕ ในวาระเริ่มแรก ให้คณะกรรมการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานกรรมการ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจำนวนไม่เกินสองคนเป็นกรรมการ และให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการตามมาตรา ๔๖ เป็นกรรมการและเลขานุการ ให้คณะกรรมการตามวรรคหนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทยตามพระราชกฤษฎีกานี้ไปพลางก่อนจนกว่าจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการตามพระราชกฤษฎีกานี้
ซึ่งต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสองร้อยสี่สิบวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ
มาตรา ๔๖ ให้ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ เป็นผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) ตามพระราชกฤษฎีกานี้ และให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าสัญญาจ้างผู้อำนวยการดังกล่าวจะสิ้นสุดลง
มาตรา ๔๗ ให้โอนเจ้าหน้าที่และลูกจ้างของศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับไปเป็นเจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างของสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) ตามพระราชกฤษฎีกานี้เป็นการชั่วคราว
มาตรา ๔๘ ให้เจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างตามมาตรา ๔๗ ที่ประสงค์จะปฏิบัติงานในสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) ต่อไป แสดงความจำนงเป็นหนังสือต่อผู้อำนวยการภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้มีผลใช้บังคับ ในกรณีที่ไม่แสดงความจำนงภายในกำหนดเวลาดังกล่าว
ให้ถือว่าไม่ประสงค์จะปฏิบัติงานในสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) ต่อไป ภายในสองร้อยสิบวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ ให้สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) ดำเนินการคัดเลือกเจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างตามวรรคหนึ่ง
เพื่อบรรจุเป็นเจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างของสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) ต่อไป โดยให้นับระยะเวลาทำงานในศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) ของเจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างที่ได้รับการคัดเลือกเป็นระยะเวลาทำงานต่อเนื่องกับระยะเวลาทำงานในสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน)
ด้วย
มาตรา ๔๙ เจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างที่ไม่ประสงค์จะปฏิบัติงานในสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) ต่อไป หรือไม่ได้รับการคัดเลือกตามมาตรา ๔๘ วรรคสอง แล้วแต่กรณี ให้ถือว่าออกจากงานเพราะเลิกจ้างโดยมิใช่ความผิดของเจ้าหน้าที่หรือลูกจ้าง
และให้มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการเลิกจ้างตามข้อบังคับคณะกรรมการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๐ ในส่วนที่เกี่ยวกับการเลิกจ้าง การได้รับค่าตอบแทนการเลิกจ้างต้องไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม
และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน
มาตรา ๕๐ บรรดาบทบัญญัติแห่งกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรีที่อ้างถึงศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) ตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๔๖ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้ถือว่าบรรดาบทบัญญัติแห่งกฎหมาย กฎ
ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรีนั้น อ้างถึงสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) ตามพระราชกฤษฎีกานี้
มาตรา ๕๑ บรรดาระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนด ประกาศ หรือคำสั่งใดที่ออกตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๔๖ และที่แก้ไขเพิ่มเติม และใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ ให้ใช้บังคับได้ต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อพระราชกฤษฎีกานี้
จนกว่าจะมีระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนด ประกาศ หรือคำสั่งที่ออกตามพระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ ซึ่งต้องไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๔๖ โดยเปลี่ยนชื่อศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) เป็นสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) ปรับปรุงวัตถุประสงค์
หน้าที่และอำนาจ และองค์ประกอบของคณะกรรมการ ตลอดจนบทบัญญัติต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การปฏิบัติภารกิจของสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) มีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).