มาตรา ๑๔
ตำแหน่งข้าราชการตุลาการมีดังนี้ ประธานศาลฎีกา อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์
รองประธานศาลฎีกา ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์
อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นอธิบดีศาลคดีเด็กและเยาวชนกลาง ผู้พิพากษาศาลฎีกา
อธิบดีผู้พิพากษาภาค รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น
รองอธิบดีศาลคดีเด็กและเยาวชนกลาง ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์
ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ผู้พิพากษาศาลแพ่ง
ผู้พิพากษาศาลอาญา ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล
ผู้พิพากษาศาลจังหวัด ผู้พิพากษา และผู้ช่วยผู้พิพากษา
นอกจากตำแหน่งตามวรรคหนึ่ง อาจให้มีตำแหน่งข้าราชการตุลาการที่เรียกชื่อ
อย่างอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวงได้
ตำแหน่งดังกล่าวจะเทียบกับตำแหน่งใดตามวรรคหนึ่ง
ให้กำหนดไว้ในกฎกระทรวงนั้นด้วย
กฎกระทรวงเช่นวันนี้ให้ได้รับความเห็นชอบของ ก.ต. ก่อน
มาตรา ๑๕ ข้าราชการตุลาการให้ได้รับเงินเดือนตามตำแหน่งที่ได้รับแต่งตั้ง
ดังต่อไปนี้
(๑) ประธานศาลฎีกาให้ได้รับเงินเดือนชั้น ๙
(๒) อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ และรองประธานศาลฎีกาให้ได้รับเงินเดือน
ชั้น ๘
(๓) ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์
อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น
และอธิบดีศาลคดีเด็กและเยาวชนกลาง ให้ได้รับเงินเดือนชั้น ๗
(๔) ผู้พิพากษาศาลฎีกา อธิบดีผู้พิพากษาภาค รองอธิบดีผู้พิพากษา
ศาลชั้นต้น รองอธิบดีศาลคดีเด็กและเยาวชนกลาง
และผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์
ให้ได้รับเงินเดือนชั้น ๖
(๕) ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ได้รับเงินเดือนชั้น ๕-๖
(๖) ผู้พิพากษาศาลแพ่ง ผู้พิพากษาศาลอาญา และผู้พิพากษาหัวหน้าศาล
ให้ได้รับเงินเดือนชั้น ๓-๔
(๗) ผู้พิพากษาศาลจังหวัดและผู้พิพากษา ให้ได้รับเงินเดือนชั้น ๒-๓
(๘) ผู้ช่วยผู้พิพากษา ให้ได้รับเงินเดือนชั้น๑
สำหรับข้าราชการตุลาการซึ่งดำรงตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่น เมื่อเทียบกับ
ตำแหน่งใดก็ให้ได้รับเงินเดือนตามตำแหน่งนั้น
ในกรณีที่ข้าราชการตุลาการได้เลื่อนขึ้นรับเงินเดือนในชั้นสูงขึ้นให้ได้รับเงินเดือน
ในอัตราขั้นต่ำของชั้นที่เลื่อนขึ้น แต่ถ้าผู้นั้นได้รับเงินเดือนสูงกว่าขั้นต่ำของชั้นที่เลื่อนขึ้น
ก็ให้
ได้รับเงินเดือนในขั้นของชั้นที่เลื่อนขึ้น
ซึ่งมีจำนวนเท่ากับเงินเดือนที่ได้รับอยู่
มาตรา ๑๖
ให้ประธานศาลฎีกาได้รับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งเดือนละ
สองหมื่นบาท และอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ได้รับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งเดือนละ
หนึ่งหมื่นห้าพันบาท
มาตรา ๑๗
การบรรจุข้าราชการตุลาการและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วย
ผู้พิพากษา
ให้รัฐมนตรีเป็นผู้สั่งบรรจุและแต่งตั้งโดยวิธีการสอบคัดเลือกตามความในหมวด ๒
แห่งลักษณะนี้
แต่ถ้าผู้ใด
(๑) สอบไล่ได้ปริญญาหรือประกาศนียบัตรทางกฎหมายจากต่างประเทศ
โดยมีหลักสูตรเดียวไม่น้อยกว่าสามปี ซึ่ง ก.ต.
เทียบว่าไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี และสอบไล่ได้ตาม
หลักสูตรของสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา
(๒) สอบไล่ได้ปริญญาหรือประกาศนียบัตรทางกฎหมายจากต่างประเทศ
โดยมีหลักสูตรเดียวไม่น้อยกว่าสองปีหรือหลายหลักสูตรรวมกันไม่น้อยกว่าสองปี
ซึ่ง ก.ต.
เทียบว่าไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี
และสอบไล่ได้ตามหลักสูตรของสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่ง
เนติบัณฑิตยสภา และได้ประกอบวิชาชีพตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๒๗
(๑) (ค) เป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี
(๓) เป็นธรรมศาสตร์บัณฑิต หรือนิติศาสตร์บัณฑิต และสอบไล่ได้ชั้น
เกียรตินิยมตามหลักสูตรของสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา
และได้ประกอบ
วิชาชีพตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๒๗ (๑) (ค)
เป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี หรือ
(๔) สอบไล่ได้ปริญญาโทหรือปริญญาเอกทางกฎหมายในประเทศไทย
และสอบไล่ได้ตามหลักสูตรของสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา
และได้
ประกอบวิชาชีพตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๒๗ (๑) (ค)
เป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี
เมื่อ ก.ต. พิจารณาเห็นว่าเป็นผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๒๗ (๒) ถึง (๑๒)
และได้ทำการทดสอบความรู้ในวิชากฎหมาย แล้วเห็นสมควรที่จะให้เข้ารับราชการ
ก็ให้รัฐมนตรี
สั่งบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษาได้ ทั้งนี้ ตาม
หลักเกณฑ์วิธีการ
และอัตราส่วนของจำนวนผู้สอบคัดเลือกได้ตามที่ ก.ต. กำหนด
มาตรา ๑๘
ผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาจะต้องเป็นผู้
ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยพิพากษาและได้รับการอบรมจากกระทรวงยุติธรรมมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี
ผลของการอบรมเป็นที่พอใจของกระทรวงยุติธรรมว่าเป็นผู้มีความรู้
ความสามารถ และความ
ประพฤติเหมาะสมที่จะเป็นผู้พิพากษา
ผู้ช่วยผู้พิพากษาผู้ใดเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษามาแล้วเป็นเวลาสองปีและผลของ
การอบรมยังไม่เป็นที่พอใจของกระทรวงยุติธรรมดังกล่าวในวรรคหนึ่ง
ให้รัฐมนตรีมีอำนาจสั่ง
ให้ออกจากราชการ
ในปีแรกที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งต่อไป ให้รัฐมนตรีด้วยความเห็นชอบ
ของ ก.ต. มีอำนาจสั่งให้ออกจากราชการ
มาตรา ๑๙
การแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการตุลาการ นอกจาก
ตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา ให้รัฐมนตรีเสนอ ก.ต.
โดยคำนึงถึงความรู้ ความสามารถ ความ
รับผิดชอบ ประวัติ การปฏิบัติราชการของบุคคลนั้น
เทียบกับงานในตำแหน่งข้าราชการตุลาการ
ที่จะได้รับแต่งตั้งนั้น ๆ เพื่อให้ความเห็นชอบก่อน
เมื่อได้รับความเห็นชอบแล้วจึงนำความ
กราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้ง
ก่อนเข้ารับหน้าที่ผู้พิพากษาครั้งแรก ผู้พิพากษาต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อ
พระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำที่ ก.ต. กำหนด
มาตรา ๒๐
การเลื่อนชั้นและขั้นเงินเดือนข้าราชการตุลาการในชั้นหนึ่ง ๆ ให้
รัฐมนตรีเป็นผู้สั่งเลื่อน ก.ต. เห็นชอบ
สำหรับการเลื่อนขั้นเงินเดือนโดยปกติให้เลื่อนปีละหนึ่งขั้น
โดยคำนึงถึงความอุตสาหะและความสามารถในการปฏิบัติงาน
การปฏิบัติตามระเบียบวินัย
ตลอดจนคุณภาพและปริมาณของผลงานที่ได้ปฏิบัติมา ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่
กำหนดในกฎกระทรวง
กฎกระทรวงเช่นว่านี้ให้ได้รับความเห็นชอบของ ก.ต. ก่อน
มาตรา ๒๑
การสั่งให้ข้าราชการตุลาการไปช่วยทำงานชั่วคราวมีกำหนดไม่เกิน
หกเดือนในตำแหน่งข้าราชการตุลาการที่ไม่ต่ำกว่าตำแหน่งที่ผู้นั้นดำรงอยู่
ให้รัฐมนตรีสั่งได้และ
แจ้งให้ ก.ต. ทราบ แต่ถ้าเกินหกเดือนต้องได้รับอนุมัติของ
ก.ต. ทั้งนี้ ไม่กระทบกระเทือนถึง
อำนาจสั่งให้ช่วยราชการตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม
มาตรา ๒๒
เพื่อประโยชน์แก่ราชการศาลยุติธรรม ให้ข้าราชการตุลาการที่
ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใหม่คงปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเดิมต่อไปจนกว่าจะเข้ารับหน้าที่
ในตำแหน่งใหม่
มาตรา ๒๓
การโอนข้าราชการตุลาการไปเป็นข้าราชการธุรการข้าราชการ
พลเรือน หรือข้าราชการฝ่ายอื่น
ให้รัฐมนตรีสั่งได้เมื่อข้าราชการตุลาการผู้นั้นยินยอม และ ก.ต.
เห็นชอบ
การให้ข้าราชการตุลาการไปทำงานในตำแหน่งข้าราชการธุรการหรือตำแหน่ง
การเมืองในกระทรวงยุติธรรม ให้รัฐมนตรีสั่งได้เมื่อ ก.ต.
เห็นชอบ ในระหว่างปฏิบัติงานเช่นว่านี้
ข้าราชการตุลาการผู้นั้นจะทำการพิจารณาพิพากษาคดีมิได้
มาตรา ๒๔
การโอนข้าราชการธุรการมาเป็นข้าราชการตุลาการโดยได้รับเงิน
เดือนไม่สูงกว่าในขณะที่โอนมาอาจทำได้เมื่อ ก.ต. เห็นชอบ
แต่ข้าราชการธุรการนั้นต้องเคยดำรง
ตำแหน่งข้าราชการตุลาการนอกจากตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษามาแล้ว
มาตรา ๒๕
ข้าราชการตุลาการผู้ใดพ้นจากตำแหน่งข้าราชการตุลาการไปโดย
มิได้มีความผิดหรือมีมลทินหรือมัวหมองในราชการ หรือไปรับราชการในกระทรวงทบวงกรมอื่น
เมื่อจะกลับเข้ารับตำแหน่งข้าราชการตุลาการ
ถ้าผู้นั้นมีคุณสมบัติตามความในมาตรา ๒๗ (๒) ถึง (๑๒)
ให้รัฐมนตรีสั่งบรรจุได้เมื่อ ก.ต. เห็นชอบ
มาตรา ๒๖
ข้าราชการตุลาการผู้ใดไปรับราชการทหารตามกฎหมายว่าด้วย
การรับราชการทหาร เมื่อผู้นั้นพ้นจากราชการทหารโดยไม่มีความเสียหายและประสงค์จะกลับ
เข้ารับตำแหน่งข้าราชการโดยได้รับเงินเดือนเท่าที่ได้รับอยู่ในขณะที่ไปรับราชการทหารนั้น
ให้ยื่น
คำขอภายในกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันพ้นจากราชการทหาร
ในกรณีเช่นว่านี้ให้รัฐมนตรีสั่งบรรจุได้เมื่อ ก.ต. เห็นชอบ
การสอบคัดเลือก
มาตรา ๒๗
ผู้สมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการและแต่งตั้งให้
ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา ต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
(๑) (ก) เป็นธรรมศาสตร์บัณฑิต หรือนิติศาสตร์บัณฑิต หรือสอบไล่ได้ปริญญา
หรือประกาศนียบัตรทางกฎหมายจากต่างประเทศ ซึ่ง ก.ต.
เทียบว่าไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี
(ข)
สอบไล่ได้ตามหลักสูตรของสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่ง
เนติบัณฑิตยสภา และ
(ค)
ได้ประกอบวิชาชีพทางกฎหมายเป็น จ่าศาล รองจ่าศาล เจ้าพนักงาน
พิทักษ์ทรัพย์ เจ้าพนักงานบังคับคดี พนักงานคุมประพฤติหรือพนักงานคดีในกระทรวงยุติธรรม
พนักงานอัยการ นายทหารเหล่าพระธรรมนูญทนายความ
หรือประกอบวิชาชีพทางกฎหมาย
อย่างอื่นตามที่ ก.ต. กำหนดเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสองปี
ทั้งนี้ให้ ก.ต. มีอำนาจออกระเบียบกำหนด
เงื่อนไขเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพนั้น ๆ ด้วย
(๒) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
(๓) อายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบห้าปี
(๔) เป็นผู้เลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ
ด้วยความบริสุทธิ์ใจ
(๕) เป็นสามัญสมาชิกแห่งเนติบัณฑิตยสภา
(๖) ไม่เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสีย หรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี
(๗) ไม่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว
(๘) ไม่เป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกพักราชการ หรือถูกสั่งให้ออกจากราชการ
ไว้ก่อนตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการหรือตามกฎหมายอื่น
(๙) ไม่เป็นผู้เคยถูกลงโทษไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ
หรือรัฐวิสาหกิจ
(๑๐) ไม่เป็นผู้เคยรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่
เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท
หรือความผิดลหุโทษ
(๑๑) ไม่เป็นคนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถหรือ
จิตฟั่นเฟือนไม่สบประกอบ
หรือมีกายหรือจิตใจไม่เหมาะสมที่จะเป็นข้าราชการตุลาการ หรือ
เป็นโรคที่ระบุไว้ในกฎกระทรวง และ
(๑๒) เป็นผู้ที่คณะกรรมการแพทย์มีจำนวนไม่น้อยกว่าสามคนซึ่ง ก.ต.
จะได้กำหนด ได้ตรวจร่างกายและจิตใจแล้ว และ ก.ต.
ได้พิจารณารายงานของแพทย์เห็นว่า
สมควรรับสมัครได้
ให้ ก.ต. มีอำนาจออกระเบียบเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครสอบคัดเลือก
ก่อนที่จะรับสมัครได้
มาตรา ๒๘ ให้ ก.ต.
มีอำนาจกำหนดหลักสูตรและวิธีการสอบคัดเลือก ตลอดจนวางเงื่อนไขในการรับสมัคร
เมื่อสมควรจะมีการสอบคัดเลือกเมื่อใด ให้ปลัดกระทรวงยุติธรรมเสนอ ก.ต.
เพื่อจัดให้มีการสอบคัดเลือก
เมื่อได้มีการสอบใหม่และได้ประกาศผลของการสอบแล้ว ให้บัญชี
สอบคัดเลือกคราวก่อนเป็นอันยกเลิก
มาตรา ๒๙
ผู้สอบคัดเลือกที่ได้คะแนนสูง ให้ได้รับบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการ
และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษาก่อนผู้ที่ได้รับคะแนนต่ำลงมาตามลำดับแห่งบัญชีสอบคัดเลือก
หากได้คะแนนเท่ากันให้จับสลากเพื่อจัดลำดับที่ระหว่างผู้ที่ได้คะแนนเท่ากันนั้น
ผู้สอบคัดเลือกได้คนใด หากขาดคุณสมบัติข้อหนึ่งข้อใดตามมาตรา ๒๗ หรือเป็นบุคคลที่
ก.ต. เห็นว่ามีชื่อเสียงหรือความประพฤติหรือเหตุอื่น ๆ
ที่ไม่เหมาะสมจะเป็นข้าราชการตุลาการ เป็นอันหมดสิทธิเข้ารับราชการตามผลของการสอบคัดเลือกนั้น
การพ้นจากตำแหน่ง
มาตรา ๓๐ ข้าราชการตุลาการพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ได้รับอนุญาตให้ลาออก
(๓) พ้นจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
(๔) โอนไปรับราชการทางอื่น
(๕) ออกจากราชการเพื่อไปรับราชการทหารตามกฎหมายว่าด้วย
การรับราชการทหาร
(๖) ถูกสั่งให้ออกจากราชการตามมาตรา ๑๘ มาตรา ๓๒ หรือมาตรา ๓๓
(๗) ถูกสั่งลงโทษไล่ออก ปลดออก หรือให้ออก
การพ้นจากตำแหน่งข้าราชการตุลาการนอกจากตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา
ตาม (๑) (๒) หรือ (๓) ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบ
ถ้าเป็นการพ้นจากตำแหน่ง
ตาม (๔) (๕) (๖) หรือ (๗)
ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงมีพระบรมราชโองการให้พ้น
จากตำแหน่ง
พระบรมราชโองการดังกล่าวให้มีผลตั้งแต่วันโอนหรือวันออกจากราชการ แล้ว
แต่กรณี
มาตรา ๓๑
ข้าราชการตุลาการผู้ใดประสงค์จะลาออกจากราชการให้ยื่นหนังสือ
ขอลาออก
เมื่อรัฐมนตรีพิจารณาสั่งอนุญาตแล้วให้ถือว่าพ้นจากตำแหน่ง
ในกรณีที่ข้าราชการตุลาการขอลาออกเพื่อดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือ
เพื่อสมัครรับเลือกตั้ง
ให้การลาออกมีผลตั้งแต่วันที่ผู้นั้นขอลาออก
นอกจากกรณีตามวรรคสอง ถ้ารัฐมนตรีเห็นว่าจำเป็นเพื่อประโยชน์แก่
ทางราชการ
จะยับยั้งการอนุญาตให้ลาออกไว้เป็นเวลาไม่เกินสามเดือนนับแต่วันขอลาออก
ก็ได้
มาตรา ๓๒
ข้าราชการตุลาการผู้ใดหากปรากฏว่าขาดคุณสมบัติในการสมัคร
เข้ารับราชการเป็นข้าราชการตุลาการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการที่ใช้อยู่
ในเวลาสมัครตั้งแต่วันสมัครเข้ารับราชการหรือตั้งแต่ก่อนได้รับการบรรจุ
ให้รัฐมนตรีด้วยความ
เห็นชอบของ ก.ต. สั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการ
แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนถึงการใดที่ผู้นั้นได้
ปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่
และการรับเงินเดือนหรือผลประโยชน์อื่นใดที่ได้รับจากทางราชการ
ก่อนมีคำสั่งให้ออกนั้น
และถ้าการเข้ารับราชการเป็นไปโดยสุจริต แล้วให้ถือว่าเป็นการสั่งให้ออก
เพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
มาตรา ๓๓
เมื่อรัฐมนตรีเห็นสมควรให้ข้าราชการตุลาการผู้ใดออกจากราชการ
เพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน เหตุทุพพลภาพ
หรือเหตุรับราชการนาน ตามกฎหมายว่าด้วย
บำเหน็จบำนาญข้าราชการให้ทำได้ด้วยความเห็นชอบของ ก.ต.
แต่การให้ออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนให้ทำได้เฉพาะ
ในกรณีต่อไปนี้
(๑) เมื่อข้าราชการตุลาการนั้นถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง
และดำเนินการสอบสวนตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในลักษณะ ๖ หมวด
๒ แล้ว ไม่ได้ความเป็นสัตย์
ว่ากระทำผิดที่จะต้องถูกสั่งลงโทษ ไล่ออก ปลดออก หรือให้ออก
แต่เห็นว่าผู้นั้นมีมลทินหรือ
มัวหมองจะให้รับราชการต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ
(๒) เมื่อข้าราชการตุลาการนั้นบกพร่องต่อหน้าที่ หรือหย่อนความสามารถ
ในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ
หรือประพฤติตนไม่สมควรที่จะให้คงเป็นข้าราชการตุลาการต่อไป
(๓) เมื่อข้าราชการตุลาการนั้นเจ็บป่วยไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ราชการได้โดย
สม่ำเสมอ แต่ไม่ถึงเหตุทุพพลภาพ หรือ
(๔) เมื่อปรากฏว่าข้าราชการตุลาการนั้นขาดสัญชาติไทยหรือขาดคุณสมบัติตาม
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).