พระราชบัญญัติ
พระราชบัญญัติ
กองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
พ.ศ. ๒๕๕๘
ภูมิพลอดุลยเดช
ป.ร.
ให้ไว้ ณ
วันที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๘
เป็นปีที่ ๗๐
ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยกองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ พ.ศ. ๒๕๕๘
มาตรา ๒[๑]
พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เป็นต้นไป
มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้
กองทุน หมายความว่า
กองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
สถาบันการเงินเฉพาะกิจ
หมายความว่า
(๑) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรตามกฎหมายว่าด้วยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
(๒) ธนาคารออมสินตามกฎหมายว่าด้วยธนาคารออมสิน
(๓) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยธนาคารอาคารสงเคราะห์
(๔)
ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยตามกฎหมายว่าด้วยธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
(๕) สถาบันการเงินที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น
ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
คณะกรรมการ หมายความว่า
คณะกรรมการกองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
รัฐมนตรี หมายความว่า
รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๔
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกประกาศเพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้
ประกาศนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
กองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
มาตรา ๕
ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่งในสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เรียกว่า กองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้สำหรับการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินให้มั่นคงและมีเสถียรภาพ
ช่วยเหลือหรือสนับสนุนทางการเงินแก่สถาบันการเงินเฉพาะกิจ
และเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและทางการเงินของประเทศ
มาตรา ๖ กองทุนประกอบด้วย
(๑) เงินที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจนำส่งตามมาตรา ๑๕
และเงินเพิ่มตามมาตรา ๑๖
(๒) เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้เป็นคราว ๆ
(๓) เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคหรือมอบให้แก่กองทุน
(๔) เงินหรือทรัพย์สินที่ตกเป็นของกองทุน
(๕) ดอกผลหรือผลประโยชน์ที่เกิดจากเงินหรือทรัพย์สินของกองทุน
มาตรา ๗
รายได้ของกองทุนไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดินตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง
มาตรา ๘ เงินของกองทุน
ให้ใช้จ่ายเพื่อการดังต่อไปนี้
(๑) เป็นแหล่งเงินในการเพิ่มทุนแก่สถาบันการเงินเฉพาะกิจตามมาตรา ๑๗
(๒) ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่สถาบันการเงินอื่นในการเพิ่มทุนตามมาตรา
๑๘
(๓) พัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจตามมาตรา ๑๙
(๔)
ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินโดยการกู้ยืมตามมาตรา
๒๒
(๕) เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการของกองทุนตามมาตรา ๒๓
มาตรา ๙ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า คณะกรรมการกองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานกรรมการ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ
เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา อธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ
ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
เป็นกรรมการ
ให้ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เป็นกรรมการและเลขานุการ
และให้ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังแต่งตั้งข้าราชการของสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเป็นผู้ช่วยเลขานุการ
มาตรา ๑๐
การประชุมของคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด
จึงจะเป็นองค์ประชุม
ในการประชุมของคณะกรรมการ
ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม
การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก
กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
มาตรา ๑๑ คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑) กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการนำส่งเงินเข้ากองทุนตามมาตรา ๑๕
และเงินเพิ่มตามมาตรา ๑๖
(๒) กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ
และเงื่อนไขในการพิจารณาจัดสรรเงินจากกองทุนเพื่อการเพิ่มทุนตามมาตรา ๑๗ และมาตรา
๑๘
(๓) พิจารณาโครงการหรือแผนงานพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจตามมาตรา
๑๙
(๔) พิจารณาจัดสรรเงินกองทุนตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามมาตรา ๒๐
(๕)
ออกระเบียบเกี่ยวกับการเก็บรักษาเงินและการนำเงินกองทุนไปลงทุนหรือหาประโยชน์ตามมาตรา
๑๔
(๖)
ออกระเบียบเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการของกองทุนตามมาตรา ๒๓
(๗) ออกระเบียบเกี่ยวกับการรับเงินและการจ่ายเงินของกองทุน
(๘)
เสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีเพื่อให้มีการออกประกาศตามพระราชบัญญัตินี้
(๙)
ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการหรือตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย
มาตรา ๑๒
คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่คณะกรรมการมอบหมายได้
ให้นำความในมาตรา ๑๐
มาใช้บังคับแก่การประชุมของคณะอนุกรรมการโดยอนุโลม
มาตรา ๑๓ ให้ประธานกรรมการ กรรมการ
และอนุกรรมการได้รับประโยชน์ตอบแทนตามที่รัฐมนตรีกำหนด
ประโยชน์ตอบแทนตามวรรคหนึ่งให้ถือเป็นค่าใช้จ่ายของกองทุน
มาตรา ๑๔ การนำเงินกองทุนไปลงทุนหรือหาประโยชน์
ให้ฝากกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลหรือตราสารหนี้ที่รัฐบาลค้ำประกันต้นเงินและดอกเบี้ย
หรือลงทุนในหลักทรัพย์อื่นที่มีความมั่นคงสูง ทั้งนี้
ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
การนำส่งเงินเข้ากองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
มาตรา ๑๕
ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจมีหน้าที่นำส่งเงินเข้ากองทุนตามอัตราที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี
แต่ต้องไม่เกินร้อยละหนึ่งต่อปีของยอดเงินที่ได้รับจากประชาชน
ยอดเงินที่ได้รับจากประชาชนและการคำนวณเงินนำส่งเข้ากองทุน
ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรี
ในการประกาศกำหนดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนครั้งแรกให้กำหนดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนเป็นอัตราเดียว
สำหรับครั้งต่อไปจะกำหนดอัตราดังกล่าวให้แตกต่างกันตามประเภทหรือฐานะการดำเนินงานของสถาบันการเงินเฉพาะกิจก็ได้
มาตรา ๑๖
สถาบันการเงินเฉพาะกิจใดไม่นำส่งเงินเข้ากองทุนหรือนำส่งไม่ครบภายในระยะเวลาที่กำหนด
ต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราไม่เกินร้อยละสองต่อเดือนของจำนวนเงินที่ไม่นำส่งหรือนำส่งไม่ครบ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรี
การจ่ายเงินของกองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
มาตรา ๑๗
ในกรณีที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจใดมีเหตุต้องเพิ่มทุนของสถาบันการเงินเฉพาะกิจนั้น
หากกระทรวงการคลังเห็นสมควรใช้เงินจากกองทุน
ให้เสนอคณะกรรมการพิจารณาจำนวนเงินที่จะจัดสรรจากกองทุนเพื่อการเพิ่มทุน
เมื่อคณะกรรมการพิจารณาจำนวนเงินที่จะจัดสรรตามวรรคหนึ่งแล้ว
ให้กระทรวงการคลังเสนอความเห็นของคณะกรรมการต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติ
การพิจารณาของคณะกรรมการตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ
และเงื่อนไขที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
มาตรา ๑๘
ในกรณีที่มีความจำเป็นให้คณะรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดให้สถาบันการเงินที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้นแต่มิได้เป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจตามพระราชบัญญัตินี้ใช้เงินจากกองทุนเพื่อการเพิ่มทุน ทั้งนี้ ให้นำมาตรา ๑๗
มาใช้บังคับโดยอนุโลม
การพิจารณาของคณะกรรมการในการใช้เงินจากกองทุนเพื่อการเพิ่มทุนตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์
วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
มาตรา ๑๙
ในกรณีที่กระทรวงการคลังเห็นสมควรดำเนินโครงการหรือแผนงานเกี่ยวกับการพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจโดยใช้เงินจากกองทุน
ให้เสนอคณะกรรมการพิจารณาโครงการหรือแผนงานนั้น
หากคณะกรรมการเห็นชอบให้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติเงินจากกองทุนเพื่อดำเนินโครงการหรือแผนงานดังกล่าว
มาตรา ๒๐ เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติจำนวนเงินที่จะจัดสรรให้แก่สถาบันการเงินเฉพาะกิจหรือกระทรวงการคลังตามมาตรา
๑๗ มาตรา ๑๘ หรือมาตรา ๑๙ แล้วแต่กรณี
ให้คณะกรรมการดำเนินการให้มีการจ่ายเงินของกองทุนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
โดยอาจกำหนดเป็นงวดเวลาตามความเหมาะสมได้
ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงภารกิจและสภาพคล่องของกองทุนด้วย
มาตรา ๒๑ การเพิ่มทุนตามมาตรา ๑๗ หรือมาตรา ๑๘
ให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและสำนักงบประมาณเสนอความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในเรื่องดังกล่าวด้วย
มาตรา ๒๒
ในกรณีที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธนาคารแห่งประเทศไทยมีความจำเป็นต้องขอรับความช่วยเหลือทางการเงินโดยการกู้ยืมจากกองทุน
ให้กระทรวงการคลังพิจารณาเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติการจัดสรรเงินของกองทุนแก่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน
เมื่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติตามวรรคหนึ่งแล้ว
ให้กระทรวงการคลังทำสัญญาให้กู้ยืมเงินตามจำนวนที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ
โดยให้คณะกรรมการพิจารณากำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับสัญญาให้กู้ยืม
มาตรา ๒๓
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการของกองทุนให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนดโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรี
การบัญชีและการตรวจสอบรับรอง
มาตรา ๒๔
ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี
ให้คณะกรรมการเสนองบการเงินและรายงานการใช้จ่ายเงินของกองทุนในปีที่ล่วงมาแล้วต่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเพื่อตรวจสอบรับรอง
ให้เสนองบการเงินและรายงานการใช้จ่ายเงินที่มีการรับรองตามวรรคหนึ่งแล้วต่อรัฐมนตรีและให้รัฐมนตรีเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก
ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ
:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ
โดยที่กฎหมายว่าด้วยสถาบันคุ้มครองเงินฝากและกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน
บัญญัติให้มีการเรียกเก็บเงินจากสถาบันการเงินของเอกชน
เพื่อเป็นการคุ้มครองเงินฝากของประชาชน
และเป็นการนำไปช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินในการชำระหนี้เงินกู้ที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศไทยในปี
พ.ศ. ๒๕๔๐
แต่การเรียกเก็บเงินดังกล่าวไม่ครอบคลุมถึงสถาบันการเงินของรัฐที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น
ทำให้สถาบันการเงินของรัฐดังกล่าวมีต้นทุนในการระดมเงินฝากจากประชาชนต่ำกว่าสถาบันการเงินของเอกชน
จึงมีความจำเป็นต้องกำหนดให้มีการเรียกเก็บเงินจากสถาบันการเงินของรัฐในลักษณะเดียวกันกับที่สถาบันคุ้มครองเงินฝากและธนาคารแห่งประเทศไทยเรียกเก็บจากสถาบันการเงินของเอกชนตามกฎหมายสองฉบับดังกล่าว
เพื่อให้สถาบันการเงินของรัฐและของเอกชนมีความเท่าเทียมกันในการรับฝากเงินจากประชาชน
โดยให้มีการนำเงินที่เรียกเก็บมาจัดตั้งเป็นกองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
เพื่อใช้ในการฟื้นฟูและพัฒนาระบบการเงินให้มีความมั่นคงและเสถียรภาพ
รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุนทางการเงินแก่สถาบันการเงินของรัฐที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น
อันจะเป็นการแบ่งเบาภาระงบประมาณของรัฐบาล
ตลอดจนเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากรด้านการเงิน
สมควรให้มีกฎหมายจัดตั้งกองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเรียกเก็บเงินจากสถาบันการเงินของรัฐ และการใช้จ่ายเงินที่ได้มาจากการเรียกเก็บดังกล่าวในการพัฒนาระบบสถาบันการเงินและช่วยเหลือสถาบันการเงินของรัฐ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
ปริยานุช/ผู้จัดทำ
๒๗ มีนาคม ๒๕๕๘
เอกฤทธิ์/ผู้ตรวจ
๘ เมษายน ๒๕๕๘
[๑] ราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๑๓๒/ตอนที่ ๒๑ ก/หน้า ๔๓/๒๖ มีนาคม ๒๕๕๘
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).