มาตรา ๕
ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่งในสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เรียกว่า กองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้สำหรับการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินให้มั่นคงและมีเสถียรภาพ
ช่วยเหลือหรือสนับสนุนทางการเงินแก่สถาบันการเงินเฉพาะกิจ
และเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและทางการเงินของประเทศ
มาตรา ๖ กองทุนประกอบด้วย
(๑) เงินที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจนำส่งตามมาตรา ๑๕
และเงินเพิ่มตามมาตรา ๑๖
(๒) เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้เป็นคราว ๆ
(๓) เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคหรือมอบให้แก่กองทุน
(๔) เงินหรือทรัพย์สินที่ตกเป็นของกองทุน
(๕) ดอกผลหรือผลประโยชน์ที่เกิดจากเงินหรือทรัพย์สินของกองทุน
มาตรา ๗
รายได้ของกองทุนไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดินตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง
มาตรา ๘ เงินของกองทุน
ให้ใช้จ่ายเพื่อการดังต่อไปนี้
(๑) เป็นแหล่งเงินในการเพิ่มทุนแก่สถาบันการเงินเฉพาะกิจตามมาตรา ๑๗
(๒) ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่สถาบันการเงินอื่นในการเพิ่มทุนตามมาตรา
๑๘
(๓) พัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจตามมาตรา ๑๙
(๔)
ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินโดยการกู้ยืมตามมาตรา
๒๒
(๕) เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการของกองทุนตามมาตรา ๒๓
มาตรา ๙ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า คณะกรรมการกองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานกรรมการ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ
เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา อธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ
ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
เป็นกรรมการ
ให้ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เป็นกรรมการและเลขานุการ
และให้ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังแต่งตั้งข้าราชการของสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเป็นผู้ช่วยเลขานุการ
มาตรา ๑๐
การประชุมของคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด
จึงจะเป็นองค์ประชุม
ในการประชุมของคณะกรรมการ
ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม
การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก
กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
มาตรา ๑๑ คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑) กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการนำส่งเงินเข้ากองทุนตามมาตรา ๑๕
และเงินเพิ่มตามมาตรา ๑๖
(๒) กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ
และเงื่อนไขในการพิจารณาจัดสรรเงินจากกองทุนเพื่อการเพิ่มทุนตามมาตรา ๑๗ และมาตรา
๑๘
(๓) พิจารณาโครงการหรือแผนงานพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจตามมาตรา
๑๙
(๔) พิจารณาจัดสรรเงินกองทุนตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามมาตรา ๒๐
(๕)
ออกระเบียบเกี่ยวกับการเก็บรักษาเงินและการนำเงินกองทุนไปลงทุนหรือหาประโยชน์ตามมาตรา
๑๔
(๖)
ออกระเบียบเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการของกองทุนตามมาตรา ๒๓
(๗) ออกระเบียบเกี่ยวกับการรับเงินและการจ่ายเงินของกองทุน
(๘)
เสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีเพื่อให้มีการออกประกาศตามพระราชบัญญัตินี้
(๙)
ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการหรือตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย
มาตรา ๑๒
คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่คณะกรรมการมอบหมายได้
ให้นำความในมาตรา ๑๐
มาใช้บังคับแก่การประชุมของคณะอนุกรรมการโดยอนุโลม
มาตรา ๑๓ ให้ประธานกรรมการ กรรมการ
และอนุกรรมการได้รับประโยชน์ตอบแทนตามที่รัฐมนตรีกำหนด
ประโยชน์ตอบแทนตามวรรคหนึ่งให้ถือเป็นค่าใช้จ่ายของกองทุน
มาตรา ๑๔ การนำเงินกองทุนไปลงทุนหรือหาประโยชน์
ให้ฝากกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลหรือตราสารหนี้ที่รัฐบาลค้ำประกันต้นเงินและดอกเบี้ย
หรือลงทุนในหลักทรัพย์อื่นที่มีความมั่นคงสูง ทั้งนี้
ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
การนำส่งเงินเข้ากองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).