พระราชบัญญัติ
พระราชบัญญัติ
จัดระเบียบปฏิบัติราชการฝ่ายรัฐสภา
พ.ศ. ๒๕๑๘
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๐ มกราคม
พ.ศ. ๒๕๑๘
เป็นปีที่ ๓๐
ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการจัดระเบียบปฏิบัติราชการฝ่ายรัฐสภา
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่รัฐสภา
ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑
พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติจัดระเบียบปฏิบัติราชการฝ่ายรัฐสภา
พ.ศ. ๒๕๑๘
มาตรา ๒[๑]
พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓
บรรดาบทกฎหมาย กฎ
และข้อบังคับอื่นในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้
หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน
มาตรา ๔
ในพระราชบัญญัตินี้
รัฐสภา หมายความว่า
สภาซึ่งทำหน้าที่นิติบัญญัติตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ
ในกรณีที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้มีสภานิติบัญญัติสภาเดียว ให้หมายถึงสภานั้น
ประธานรัฐสภา หมายความว่า
ประธานรัฐสภาตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้มีสภานิติบัญญัติสภาเดียว
ให้หมายความถึงประธานแห่งสภานั้น
รองประธานรัฐสภา หมายความว่า
รองประธานรัฐสภาตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ
ในกรณีที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้มีสภานิติบัญญัติสภาเดียว
ให้หมายความถึงรองประธานแห่งสภานั้น
มาตรา ๕
ให้ประธานรัฐสภารักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
การจัดระเบียบปฏิบัติราชการฝ่ายรัฐสภา
มาตรา ๖ ให้มีส่วนราชการสังกัดรัฐสภา ดังนี้
(๑)
สำนักงานเลขาธิการรัฐสภา
(๒)
ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น
ส่วนราชการตาม
(๑) และ (๒) มีฐานะเทียบกรมและเป็นนิติบุคคล
มาตรา ๗
การจัดตั้ง การยุบ และการแบ่งส่วนราชการภายในของส่วนราชการตามมาตรา ๖
ให้ตราเป็นพระราชบัญญัติ
การแบ่งส่วนราชการภายในสำนักงานเลขาธิการรัฐสภาหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น
จะแบ่งเป็นฝ่าย กอง แผนก หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นซึ่งมีฐานะเทียบฝ่าย
กอง หรือแผนก
ตามที่คณะกรรมการข้าราชการฝ่ายรัฐสภาตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายรัฐสภาจะพิจารณาเห็นสมควรก็ได้
ฝ่ายและส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นซึ่งมีฐานะเทียบฝ่ายจะมีกองหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเทียบกองอยู่ในสังกัดก็ได้
และมีหัวหน้าส่วนราชการแล้วแต่จะเรียกชื่อเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการตามที่ได้กำหนดไว้ให้เป็นหน้าที่ของส่วนราชการนั้น
ๆ
กองและส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นซึ่งมีฐานะเทียบกองจะมีแผนกอยู่ในสังกัดหรือไม่ก็ได้
และมีหัวหน้าส่วนราชการแล้วแต่จะเรียกชื่อเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการตามที่กำหนดไว้ให้เป็นหน้าที่ของส่วนราชการนั้น
ๆ
แผนกและส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นซึ่งมีฐานะเทียบแผนก
มีหัวหน้าส่วนราชการแล้วแต่จะเรียกชื่อเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการตามที่กำหนดไว้ให้เป็นหน้าที่ของส่วนราชการนั้น
ๆ
มาตรา ๘
สำนักงานเลขาธิการรัฐสภามีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการประจำทั่วไปของรัฐสภา
และรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณของรัฐสภา
มีเลขาธิการรัฐสภาเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการ ขึ้นตรงต่อประธานรัฐสภา
และจะให้มีรองเลขาธิการรัฐสภาเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและช่วยเลขาธิการรัฐสภาปฏิบัติราชการด้วยก็ได้
มาตรา ๙
ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามมาตรา ๖ จะมีเลขาธิการ ผู้อำนวยการ
หรือตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นซึ่งเทียบเท่าเลขาธิการ เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของส่วนราชการนั้น
ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด และจะให้มีรองเลขาธิการ รองผู้อำนวยการ
หรือตำแหน่งรองของตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและช่วยปฏิบัติราชการด้วยก็ได้
มาตรา ๑๐
อำนาจบังคับบัญชาข้าราชการฝ่ายรัฐสภาของข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมืองให้เป็นไปตามระเบียบที่ประธานรัฐสภากำหนด
ด้วยความเห็นชอบของคณะกรรมการข้าราชการฝ่ายรัฐสภา
การปฏิบัติราชการแทนและการรักษาราชการแทน
มาตรา ๑๑
การสั่งและการปฏิบัติราชการของรองประธานรัฐสภาในส่วนที่เกี่ยวกับราชการของส่วนราชการสังกัดรัฐสภาให้เป็นไปตามที่ประธานรัฐสภามอบหมาย
อำนาจในการสั่ง
การอนุญาต การอนุมัติ
หรือการปฏิบัติราชการที่ประธานรัฐสภาจะพึงปฏิบัติหรือดำเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ
ข้อบังคับ หรือคำสั่งใด ถ้ากฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งนั้น
มิได้กำหนดเรื่องการมอบอำนาจไว้เป็นอย่างอื่น
ประธานรัฐสภาจะมอบอำนาจโดยทำเป็นหนังสือให้รองประธานรัฐสภาปฏิบัติราชการแทนประธานรัฐสภาก็ได้
มาตรา ๑๒
ในกรณีที่ประธานรัฐสภาไม่อาจปฏิบัติราชการได้
ให้รองประธานรัฐสภาคนที่หนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้ารองประธานรัฐสภาคนที่หนึ่งไม่สามารถปฏิบัติราชการได้
ให้รองประธานรัฐสภาคนต่อไปเป็นผู้รักษาราชการแทน
ผู้รักษาราชการแทนตามวรรคหนึ่ง
มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ซึ่งตนแทน
มาตรา ๑๓
ในกรณีที่รัฐสภาสิ้นอายุหรือถูกยุบ
ให้ผู้ดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภาและรองประธานรัฐสภาอยู่ในขณะนั้นปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะได้มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานรัฐสภาและรองประธานรัฐสภาใหม่แล้ว
จึงให้พ้นจากตำแหน่ง
มาตรา ๑๔
รองเลขาธิการรัฐสภา หรือรองหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามมาตรา
๖ มีอำนาจหน้าที่ตามที่เลขาธิการรัฐสภา หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามมาตรา
๖ แล้วแต่กรณี กำหนด
เลขาธิการรัฐสภา
หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามมาตรา ๖ จะมอบหมายให้รองเลขาธิการรัฐสภาหรือรองหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามมาตรา
๖ แล้วแต่กรณี ปฏิบัติราชการแทนก็ได้
อำนาจในการสั่ง
การอนุญาต การอนุมัติ หรือการปฏิบัติราชการที่เลขาธิการรัฐสภา
หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามมาตรา ๖
จะพึงปฏิบัติหรือดำเนินการตามกฎหมายระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งใด ถ้ากฎหมาย ระเบียบ
ข้อบังคับ หรือคำสั่งนั้นมิได้กำหนดเรื่องการมอบอำนาจไว้เป็นอย่างอื่น
เลขาธิการรัฐสภา หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามมาตรา ๖
แล้วแต่กรณี จะมอบอำนาจโดยทำเป็นหนังสือให้รองเลขาธิการรัฐสภา
หรือรองหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามมาตรา ๖ แล้วแต่กรณี
ปฏิบัติราชการแทนก็ได้
มาตรา ๑๕
ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการรัฐสภา
หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่อตามมาตรา ๖
หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ให้รองเลขาธิการรัฐสภา
หรือรองหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามมาตรา ๖ แล้วแต่กรณี เป็นผู้รักษาราชการแทน
ถ้ามีรองเลขาธิการรัฐสภา หรือรองหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามมาตรา ๖
แล้วแต่กรณี หลายคน ให้ประธานรัฐสภาแต่งตั้งรองเลขาธิการรัฐสภา
หรือรองหัวหน้าส่วนราชที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามมาตรา ๖ แล้วแต่กรณี
คนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน
ถ้าไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการรัฐสภาหรือรองหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามมาตรา
๖ แล้วแต่กรณี หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้
ให้ประธานรัฐสภาแต่งตั้งข้าราชการรัฐสภาสามัญตำแหน่งไม่ต่ำกว่าหัวหน้าส่วนราชการระดับกองคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทนเลขาธิการรัฐสภา
หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามมาตรา ๖
มาตรา ๑๖
ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการรัฐสภา
หรือรองหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามมาตรา ๖ แล้วแต่กรณี
หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ เลขาธิการรัฐสภา
หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามมาตรา ๖ แล้วแต่กรณี จะแต่งตั้งข้าราชการรัฐสภาสามัญในส่วนราชการนั้นซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าหัวหน้าส่วนราชการระดับกองคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทนก็ได้
มาตรา ๑๗
ในกรณีที่ไม่มีหัวหน้าส่วนราชการตามมาตรา ๗ วรรคสาม วรรคสี่ หรือวรรคห้า
หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ถ้ามีผู้ดำรงตำแหน่งรองหรือผู้ช่วยหัวหน้าส่วนราชการดังกล่าว
ก็ให้ผู้ดำรงตำแหน่งรอง หรือผู้ช่วยหัวหน้าส่วนราชการนั้นเป็นผู้รักษาราชการแทน
ถ้าไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรอง หรือผู้ช่วยหัวหน้าส่วนราชการดังกล่าว เลขาธิการรัฐสภา
หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามมาตรา ๖ แล้วแต่กรณี
จะแต่งตั้งข้าราชการรัฐสภาสามัญที่เห็นสมควรเป็นผู้รักษาราชการแทนก็ได้
มาตรา ๑๘
ให้ผู้รักษาราชการแทนตามมาตรา ๑๕ มาตรา ๑๖ และมาตรา ๑๗
มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ซึ่งตนแทน
ในกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งใดหรือผู้รักษาราชการแทนผู้ดำรงตำแหน่งนั้น
มอบหมายหรือมอบอำนาจให้ผู้ดำรงตำแหน่งอื่นปฏิบัติราชการแทน
ให้ผู้ปฏิบัติราชการแทนมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ซึ่งมอบหมายหรือมอบอำนาจ
ในกรณีที่มีกฎหมายอื่นแต่งตั้งให้ผู้ดำรงตำแหน่งใดเป็นกรรมการหรือให้มีอำนาจหน้าที่อย่างใด
ให้ผู้ปฏิบัติราชการแทนหรือผู้รักษาราชการแทน
ทำหน้าที่กรรมการหรือมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งนั้นในระหว่างที่ปฏิบัติราชการแทน
หรือรักษาราชการแทนด้วย แล้วแต่กรณี
มาตรา ๑๙
เลขาธิการรัฐสภามีอำนาจแต่งตั้งข้าราชการรัฐสภาสามัญเป็นสารวัตรรัฐสภา
รองสารวัตรรัฐสภา และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย
ทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณของรัฐสภา
ให้สารวัตรรัฐสภาและรองสารวัตรรัฐสภาเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาและให้มีอำนาจเช่นเดียวกับพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาภายในบริเวณของรัฐสภา
ให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา
และให้มีอำนาจเช่นเดียวกับพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ภายในบริเวณของรัฐสภา
บทเฉพาะกาล
มาตรา ๒๐ บรรดากฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ
หรือคำสั่งใดที่ใช้บังคับแก่ข้าราชการพลเรือนหรือลูกจ้าง
ให้นำมาใช้บังคับแก่ข้าราชการฝ่ายรัฐสภาหรือลูกจ้างด้วยโดยอนุโลม
เว้นแต่จะมีกฎหมายหรือระเบียบ ข้อบังคับ
หรือคำสั่งของคณะกรรมการข้าราชการฝ่ายรัฐสภาบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น
มาตรา ๒๑
บรรดาอำนาจในการสั่ง การอนุญาต การอนุมัติ หรือการปฏิบัติราชการตามที่กฎหมาย
ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งใด กำหนดว่าเป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรี
ให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการข้าราชการฝ่ายรัฐสภาเฉพาะที่เกี่ยวกับราชการของส่วนราชการฝ่ายรัฐสภา
มาตรา ๒๒
บรรดาอำนาจในการสั่ง การอนุญาต การอนุมัติ หรือการปฏิบัติราชการตามที่กฎหมาย
ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งใด กำหนดว่าเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี
รัฐมนตรีเจ้าสังกัด หรือปลัดกระทรวง
ให้เป็นอำนาจของประธานรัฐสภาเฉพาะที่เกี่ยวกับราชการของส่วนราชการสังกัดรัฐสภา
มาตรา ๒๓
ให้โอนบรรดาอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการของสำนักงานเลขาธิการรัฐสภาและบรรดาอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่สำนักงานเลขาธิการรัฐสภา
ตามข้อ ๓๔ แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๖ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พุทธศักราช
๒๕๑๕ มาเป็นของสำนักงานเลขาธิการรัฐสภา หรือของเจ้าหน้าที่สำนักงานเลขาธิการรัฐสภา
ตามพระราชบัญญัตินี้ แล้วแต่กรณี
มาตรา ๒๔
ให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน หนี้ ข้าราชการ
ลูกจ้างและเงินงบประมาณของสำนักงานเลขาธิการรัฐสภาตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่
๒๑๖ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๑๕
มาเป็นของสำนักงานเลขาธิการรัฐสภาตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๒๕
พระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการของสำนักงานเลขาธิการรัฐสภาที่ใช้บังคับอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ให้คงใช้บังคับเป็นการแบ่งส่วนราชการของสำนักงานเลขาธิการรัฐสภาได้ต่อไปจนกว่าจะได้มีกฎหมายแบ่งส่วนราชการของสำนักงานเลขาธิการรัฐสภาตามพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
สัญญา ธรรมศักดิ์
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ตามกฎหมายปัจจุบัน
ฝ่ายบริหารเป็นผู้จัดแบ่งส่วนราชการ และจัดงานธุรการให้แก่ฝ่ายนิติบัญญัติ
แต่โดยสภาพของการปฏิบัติราชการสมควรจะให้ฝ่ายนิติบัญญัติดำเนินการดังกล่าวเองเพราะจะทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติสามารถปรับปรุงส่วนราชการและระเบียบปฏิบัติราชการของฝ่ายนิติบัญญัติให้เหมาะสมและอำนวยความสะดวกให้แก่ราชการของฝ่ายนิติบัญญัติได้มากยิ่งขึ้น
จึงสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการจัดระเบียบราชการฝ่ายนิติบัญญัติโดยเฉพาะ และเพื่อการนี้
จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น
สุกัญญา/ผู้จัดทำ
๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
สุนันทา/ตรวจ
๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
[๑] ราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๙๒/ตอนที่ ๒๗/ฉบับพิเศษ หน้า ๔๘/๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๘
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).