มาตรา ๑๔* ตำแหน่งข้าราชการตุลาการมีดังนี้ ประธานศาลฎีกาอธิบดีผู้พิพากษา
ศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลฎีกา อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาคผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ รองอธิบดี ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาศาลฎีกา อธิบดีผู้พิพากษาภาค รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ผู้พิพากษาศาลแพ่งผู้พิพากษาศาลอาญา ผู้พิพากษาศาลจังหวัด ผู้พิพากษา และผู้ช่วยผู้พิพากษา
นอกจากตำแหน่งตามวรรคหนึ่ง อาจให้มีตำแหน่งข้าราชการตุลาการที่เรียกชื่อ
อย่างอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวงได้ ตำแหน่งดังกล่าวจะเทียบกับตำแหน่งใดตามวรรคหนึ่ง
ให้กำหนดไว้ในกฎกระทรวงนั้นด้วย กฎกระทรวงเช่นว่านี้ให้ได้รับความเห็นชอบของ ก.ต. ก่อน
*[วรรคหนึ่งของมาตรา ๑๔ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๓๖]
มาตรา ๑๕* ข้าราชการตุลาการให้ได้รับเงินเดือนตามตำแหน่งที่ได้รับแต่งตั้ง
ดังต่อไปนี้
(๑) ประธานศาลฎีกา ให้ได้รับเงินเดือนชั้น ๙
(๒) อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลฎีกา และอธิบดีผู้พิพากษา
ศาลอุทธรณ์ภาค ให้ได้รับเงินเดือนชั้น ๘
(๓) ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์
รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค และอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ให้ได้รับเงินเดือนชั้น ๗
(๔) ผู้พิพากษาศาลฎีกา อธิบดีผู้พิพากษาภาค รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น
ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ และผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค ให้ได้รับ
เงินเดือนชั้น ๖
(๕) รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ และผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ให้ได้รับเงินเดือนชั้น ๕-๖
(๖) ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ผู้พิพากษาศาลแพ่ง และผู้พิพากษาศาลอาญา ให้ได้รับเงินเดือนชั้น ๔-๕
(๗) ผู้พิพากษาศาลจังหวัดและผู้พิพากษา ให้ได้รับเงินเดือนชั้น ๒-๓
(๘) ผู้ช่วยผู้พิพากษา ให้ได้รับเงินเดือนชั้น ๑
สำหรับข้าราชการตุลาการซึ่งดำรงตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่น เมื่อเทียบกับ
ตำแหน่งใดก็ให้ได้รับเงินเดือนตามตำแหน่งนั้น
ในกรณีที่ข้าราชการตุลาการได้เลื่อนขึ้นรับเงินเดือนในชั้นสูงขึ้น ให้ได้รับ
เงินเดือนในอัตราขั้นต่ำของชั้นที่เลื่อนขึ้น แต่ถ้าผู้นั้นได้รับเงินเดือนสูงกว่าขั้นต่ำของชั้นที่เลื่อนขึ้น
ก็ให้ได้รับเงินเดือนในขั้นของชั้นที่เลื่อนขึ้นซึ่งมีจำนวนเท่ากับเงินเดือนที่ได้รับอยู่ ในกรณีที่
เงินเดือนในขั้นของชั้นที่เลื่อนขึ้นไม่มีจำนวนที่เท่ากับเงินเดือนที่ได้รับอยู่ ก็ให้ได้รับเงินเดือน
ในขั้นซึ่งมีจำนวนสูงกว่าเงินเดือนที่ได้รับอยู่น้อยที่สุด
*[มาตรา ๑๕ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๓๖]
มาตรา ๑๖ [ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๓๖]
มาตรา ๑๗ การบรรจุข้าราชการตุลาการและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วย
ผู้พิพากษา ให้รัฐมนตรีเป็นผู้สั่งบรรจุและแต่งตั้งโดยวิธีการสอบคัดเลือกตามความในหมวด ๒
แห่งลักษณะนี้
แต่ถ้าผู้ใด
(๑) สอบไล่ได้ปริญญาหรือประกาศนียบัตรทางกฎหมายจากต่างประเทศโดยมี
หลักสูตรเดียวไม่น้อยกว่าสามปี ซึ่ง ก.ต. เทียบว่าไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี และสอบไล่ได้ตามหลักสูตรของสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา
(๒) สอบไล่ได้ปริญญาหรือประกาศนียบัตรทางกฎหมายจากต่างประเทศ
โดยมีหลักสูตรเดียวไม่น้อยกว่าสองปีหรือหลายหลักสูตรรวมกันไม่น้อยกว่าสองปี ซึ่ง ก.ต.
เทียบว่าไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีและสอบไล่ได้ตามหลักสูตรของสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่ง
เนติบัณฑิตยสภา และได้ประกอบวิชาชีพตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๒๗ (๑) (ค) เป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี
(๓) เป็นธรรมศาสตร์บัณฑิต หรือนิติศาสตร์บัณฑิต และสอบไล่ได้ชั้นเกียรตินิยมตามหลักสูตรของสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา และได้ประกอบวิชาชีพตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๒๗ (๑) (ค) เป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี หรือ
(๔) สอบไล่ได้ปริญญาโทหรือปริญญาเอกทางกฎหมายในประเทศไทยและ
สอบไล่ได้ตามหลักสูตรของสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา และได้ประกอบ
วิชาชีพตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๒๗ (๑) (ค) เป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี
เมื่อ ก.ต. พิจารณาเห็นว่า เป็นผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๒๗ (๒) ถึง (๑๒) และได้ทำการทดสอบความรู้ในวิชากฎหมายแล้วเห็นสมควรที่จะให้เข้ารับราชการก็ให้รัฐมนตรีสั่งบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษาได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและอัตราส่วนของจำนวนผู้สอบคัดเลือกได้ ตามที่ ก.ต.กำหนด
มาตรา ๑๘ ผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาจะต้องเป็นผู้ดำรง
ตำแหน่งผู้ช่วยพิพากษาและได้รับการอบรมจากกระทรวงยุติธรรมมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี ผลของการอบรมเป็นที่พอใจของกระทรวงยุติธรรมว่าเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ และความประพฤติเหมาะสมที่จะเป็นผู้พิพากษา
ผู้ช่วยผู้พิพากษาผู้ใดเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษามาแล้วเป็นเวลาสองปี และผลของการ
อบรมยังไม่เป็นที่พอใจของกระทรวงยุติธรรมดังกล่าวในวรรคหนึ่ง ให้รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้
ออกจากราชการ
ในปีแรกที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษา หากปรากฏว่าผู้ได้รับแต่งตั้ง
ไม่เหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งต่อไป ให้รัฐมนตรีด้วยความเห็นชอบของ ก.ต.มีอำนาจสั่งให้ออก
จากราชการ
มาตรา ๑๙ การแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการตุลาการนอกจากตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา ให้รัฐมนตรีเสนอ ก.ต. โดยคำนึงถึงความรู้ ความสามารถ ความรับผิดชอบ ประวัติการปฏิบัติราชการของบุคคลนั้น เทียบกับงานในตำแหน่งข้าราชการตุลาการที่จะได้รับแต่งตั้งนั้น ๆ เพื่อให้ความเห็นชอบก่อน เมื่อได้รับความเห็นชอบแล้วจึงนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้ง
ก่อนเข้ารับหน้าที่ผู้พิพากษาครั้งแรก ผู้พิพากษาต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ ด้วยถ้อยคำที่ ก.ต.กำหนด
มาตรา ๒๐ การเลื่อนชั้นและขั้นเงินเดือนข้าราชการตุลาการในชั้นหนึ่ง ๆ
ให้รัฐมนตรีเป็นผู้สั่งเลื่อนเมื่อ ก.ต. เห็นชอบ สำหรับการเลื่อนขั้นเงินเดือนโดยปกติให้เลื่อนปีละ
หนึ่งขั้นโดยคำนึงถึงความอุตสาหะและความสามารถในการปฏิบัติงาน การปฏิบัติตามระเบียบวินัยตลอดจนคุณภาพและปริมาณของผลงานที่ได้ปฏิบัติมา ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง กฎกระทรวงเช่นว่านี้ให้ได้รับความเห็นชอบของ ก.ต.ก่อน
มาตรา ๒๑ การสั่งให้ข้าราชการตุลาการไปช่วยทำงานชั่วคราวมีกำหนดไม่เกิน
หกเดือน ในตำแหน่งข้าราชการตุลาการที่ไม่ต่ำกว่าตำแหน่งที่ผู้นั้นดำรงอยู่ ให้รัฐมนตรีสั่งได้และ
แจ้งให้ ก.ต.ทราบ แต่ถ้าเกินหกเดือนต้องได้รับอนุมัติของ ก.ต. ทั้งนี้ ไม่กระทบกระเทือนถึงอำนาจสั่งให้ช่วยราชการตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม
มาตรา ๒๒ เพื่อประโยชน์แก่ราชการศาลยุติธรรม ให้ข้าราชการตุลาการที่ได้รับ
แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใหม่คงปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเดิมต่อไปจนกว่าจะเข้ารับหน้าที่ใน
ตำแหน่งใหม่
มาตรา ๒๓ การโอนข้าราชการตุลาการไปเป็นข้าราชการธุรการข้าราชการพลเรือนหรือข้าราชการฝ่ายอื่น ให้รัฐมนตรีสั่งได้เมื่อข้าราชการตุลาการผู้นั้นยินยอม และ ก.ต.เห็นชอบ
การให้ข้าราชการตุลาการไปทำงานในตำแหน่งข้าราชการธุรการหรือตำแหน่ง
การเมืองในกระทรวงยุติธรรม ให้รัฐมนตรีสั่งได้เมื่อ ก.ต.เห็นชอบ ในระหว่างปฏิบัติงานเช่นว่านี้
ข้าราชการตุลาการผู้นั้นจะทำการพิจารณาพิพากษาคดีมิได้
มาตรา ๒๔ การโอนข้าราชการธุรการมาเป็นข้าราชการตุลาการโดยได้รับเงินเดือนไม่สูงกว่าในขณะที่โอนมาอาจทำได้เมื่อ ก.ต. เห็นชอบแต่ข้าราชการธุรการนั้นต้องเคยดำรงตำแหน่งข้าราชการตุลาการนอกจากตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษามาแล้ว
*ในกรณีที่ขั้นเงินเดือนของข้าราชการธุรการสูงกว่าขั้นต่ำของข้าราชการตุลาการ
ในชั้นที่โอนมาและขั้นเงินเดือนในชั้นที่โอนมาไม่มีจำนวนที่เท่ากับเงินเดือนที่ได้รับอยู่ก็ให้ได้รับ
เงินเดือนในขั้นของชั้นที่โอนมาซึ่งมีจำนวนสูงกว่าเงินเดือนที่ได้รับอยู่น้อยที่สุด
*[วรรคสองของมาตรา ๒๔ เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๓๖]
มาตรา ๒๕ ข้าราชการตุลาการผู้ใดพ้นจากตำแหน่งข้าราชการตุลาการไปโดย
มิได้มีความผิดหรือมีมลทินหรือมัวหมองในราชการ หรือไปรับราชการในกระทรวงทบวงกรมอื่น
เมื่อจะกลับเข้ารับตำแหน่งข้าราชการตุลาการโดยได้รับเงินเดือนไม่สูงกว่าขณะพ้นจากตำแหน่ง
ข้าราชการตุลาการ ถ้าผู้นั้นมีคุณสมบัติตามความในมาตรา ๒๗ (๒) ถึง (๑๒) ให้รัฐมนตรีสั่งบรรจุ
ได้เมื่อ ก.ต.เห็นชอบ
มาตรา ๒๖ ข้าราชการตุลาการผู้ใดไปรับราชการทหารตามกฎหมายว่าด้วย
การรับราชการทหาร เมื่อผู้นั้นพ้นจากราชการทหารโดยไม่มีความเสียหาย และประสงค์จะกลับ
เข้ารับตำแหน่งข้าราชการตุลาการโดยได้รับเงินเดือนเท่าที่ได้รับอยู่ในขณะที่ไปรับราชการ
ทหารนั้น ให้ยื่นคำขอภายในกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันพ้นจากราชการทหาร ในกรณี
เช่นว่านี้ให้รัฐมนตรีสั่งบรรจุได้เมื่อ ก.ต.เห็นชอบ
การสอบคัดเลือก
มาตรา ๒๗ ผู้สมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการและแต่งตั้ง
ให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา ต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
(๑) (ก) เป็นธรรมศาสตร์บัณฑิต หรือนิติศาสตร์บัณฑิต หรือสอบไล่ได้
ปริญญาหรือประกาศนียบัตรทางกฎหมายจากต่างประเทศ ซึ่ง ก.ต.เทียบว่าไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี
(ข) สอบไล่ได้ตามหลักสูตรของสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่ง
เนติบัณฑิตยสภา และ
(ค) ได้ประกอบวิชาชีพทางกฎหมายเป็น จ่าศาล รองจ่าศาลเจ้าพนักงาน
พิทักษ์ทรัพย์ เจ้าพนักงานบังคับคดี พนักงานคุมประพฤติหรือพนักงานคดีในกระทรวงยุติธรรม
พนักงานอัยการ นายทหารเหล่าพระธรรมนูญ ทนายความ หรือประกอบวิชาชีพทางกฎหมาย
อย่างอื่นตามที่ ก.ต.กำหนดเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสองปี ทั้งนี้ให้ ก.ต. มีอำนาจออกระเบียบกำหนด
เงื่อนไขเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพนั้น ๆ ด้วย
(๒) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
(๓) อายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบห้าปี
(๔) เป็นผู้เลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญด้วยความบริสุทธิ์ใจ
(๕) เป็นสามัญสมาชิกแห่งเนติบัณฑิตยสภา
(๖) ไม่เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสีย หรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี
(๗) ไม่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว
(๘) ไม่เป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกพักราชการ หรือถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน
ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการหรือตามกฎหมายอื่น
(๙) ไม่เป็นผู้เคยถูกลงโทษไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการหรือ
รัฐวิสาหกิจ
(๑๐) ไม่เป็นผู้เคยรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ
(๑๑) ไม่เป็นคนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ หรือมีกายหรือจิตใจไม่เหมาะสมที่จะเป็นข้าราชการตุลาการ หรือเป็นโรคที่ระบุไว้ในกฎกระทรวง และ
(๑๒) เป็นผู้ที่คณะกรรมการแพทย์มีจำนวนไม่น้อยกว่าสามคนซึ่ง ก.ต.จะได้กำหนดได้ตรวจร่างกายและจิตใจแล้ว และ ก.ต. ได้พิจารณารายงานของแพทย์เห็นว่าสมควรรับสมัครได้
ให้ ก.ต. มีอำนาจออกระเบียบเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครสอบคัดเลือก
ก่อนที่จะรับสมัครได้
มาตรา ๒๘ ให้ ก.ต. มีอำนาจกำหนดหลักสูตรและวิธีการสอบคัดเลือกตลอดจน
วางเงื่อนไขในการรับสมัคร
เมื่อสมควรจะมีการสอบคัดเลือกเมื่อใด ให้ปลัดกระทรวงยุติธรรมเสนอ ก.ต. เพื่อจัดให้มีการสอบคัดเลือก เมื่อได้มีการสอบใหม่และได้ประกาศผลของการสอบแล้ว ให้บัญชีสอบคัดเลือกคราวก่อนเป็นอันยกเลิก
มาตรา ๒๙ ผู้สอบคัดเลือกที่ได้คะแนนสูง ให้ได้รับบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการ
และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษาก่อนผู้ที่ได้รับคะแนนต่ำลงมาตามลำดับแห่งบัญชี
สอบคัดเลือก หากได้คะแนนเท่ากันให้จับสลากเพื่อจัดลำดับที่ระหว่างผู้ที่ได้คะแนนเท่ากันนั้น
ผู้สอบคัดเลือกได้คนใด หากขาดคุณสมบัติข้อหนึ่งข้อใดตามมาตรา ๒๗ หรือเป็น
บุคคลที่ ก.ต. เห็นว่า มีชื่อเสียงหรือความประพฤติหรือเหตุอื่น ๆ ที่ไม่เหมาะสมจะเป็นข้าราชการ
ตุลาการ เป็นอันหมดสิทธิเข้ารับราชการตามผลของการสอบคัดเลือกนั้น
การพ้นจากตำแหน่ง
มาตรา ๓๐ ข้าราชการตุลาการพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ได้รับอนุญาตให้ลาออก
(๓) พ้นจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
(๔) โอนไปรับราชการทางอื่น
(๕) ออกจากราชการเพื่อไปรับราชการทหารตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการ
ทหาร
(๖) ถูกสั่งให้ออกจากราชการตามมาตรา ๑๘ มาตรา ๓๒ หรือมาตรา ๓๓
(๗) ถูกสั่งลงโทษไล่ออก ปลดออก หรือให้ออก
การพ้นจากตำแหน่งข้าราชการตุลาการนอกจากตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษาตาม (๑) (๒) หรือ (๓) ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบถ้าเป็นการพ้นจากตำแหน่งตาม (๔) (๕) (๖) หรือ (๗) ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง พระบรมราชโองการดังกล่าวให้มีผลตั้งแต่วันโอนหรือวันออกจากราชการ แล้วแต่กรณี
มาตรา ๓๑ ข้าราชการตุลาการผู้ใดประสงค์จะลาออกจากราชการให้ยื่นหนังสือ
ขอลาออก เมื่อรัฐมนตรีพิจารณาสั่งอนุญาตแล้วให้ถือว่าพ้นจากตำแหน่ง
ในกรณีที่ข้าราชการตุลาการขอลาออกเพื่อดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเพื่อ
สมัครรับเลือกตั้ง ให้การลาออกมีผลตั้งแต่วันที่ผู้นั้นขอลาออก
นอกจากกรณีตามวรรคสอง ถ้ารัฐมนตรีเห็นว่าจำเป็นเพื่อประโยชน์แก่ทาง
ราชการจะยับยั้งการอนุญาตให้ลาออกไว้เป็นเวลาไม่เกินสามเดือนนับแต่วันขอลาออกก็ได้
มาตรา ๓๒ ข้าราชการตุลาการผู้ใดหากปรากฏว่าขาดคุณสมบัติในการสมัครเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตุลาการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการที่ใช้อยู่ในเวลาสมัครตั้งแต่วันสมัครเข้ารับราชการหรือตั้งแต่ก่อนได้รับการบรรจุ ให้รัฐมนตรีด้วยความเห็นชอบของ ก.ต. สั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการ แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนถึงการใดที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่และการรับเงินเดือนหรือผลประโยชน์อื่นใดที่ได้รับจากทางราชการก่อนมีคำสั่งให้ออกนั้น และถ้าการเข้ารับราชการเป็นไปโดยสุจริตแล้วให้ถือว่าเป็นการสั่งให้ออกเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
มาตรา ๓๓ เมื่อรัฐมนตรีเห็นสมควรให้ข้าราชการตุลาการผู้ใดออกจากราชการ
เพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน เหตุทุพพลภาพ หรือเหตุรับราชการนานตามกฎหมายว่าด้วย
บำเหน็จบำนาญข้าราชการ ให้ทำได้ด้วยความเห็นชอบของ ก.ต.
แต่การให้ออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน ให้ทำได้เฉพาะ
ในกรณีต่อไปนี้
(๑) เมื่อข้าราชการตุลาการนั้นถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง และ
ดำเนินการสอบสวนตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในลักษณะ ๖ หมวด ๒ แล้ว ไม่ได้ความเป็นสัตย์ว่า
กระทำผิดที่จะต้องถูกสั่งลงโทษไล่ออก ปลดออก หรือให้ออก แต่เห็นว่าผู้นั้นมีมลทินหรือมัวหมองจะให้รับราชการต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ
(๒) เมื่อข้าราชการตุลาการนั้นบกพร่องต่อหน้าที่ หรือหย่อนความสามารถ
ในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือประพฤติตนไม่สมควรที่จะให้คงเป็นข้าราชการตุลาการ
ต่อไป
(๓) เมื่อข้าราชการตุลาการนั้นเจ็บป่วยไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ราชการได้โดยสม่ำเสมอแต่ไม่ถึงเหตุทุพพลภาพ หรือ
(๔) เมื่อปรากฏว่าข้าราชการตุลาการนั้นขาดสัญชาติไทยหรือขาดคุณสมบัติ
ตามมาตรา ๒๗ (๑๑) หรือไปเป็นข้าราชการการเมืองหรือสมาชิกรัฐสภา เว้นแต่กรณีตามความใน
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).