พระราชบัญญัติ
พระราชบัญญัติ
จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง
พ.ศ. ๒๔๙๙
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๔ กันยายน
พ.ศ. ๒๔๙๙
เป็นปีที่ ๑๑
ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรจัดตั้งศาลแขวง
และให้มีวิธีพิจารณาความอาญาเป็นพิเศษในศาลแขวง
เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีรวดเร็วยิ่งขึ้น
และเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาผู้แทนราษฎร ดั่งต่อไปนี้
มาตรา ๑
พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง
พ.ศ. ๒๔๙๙
มาตรา ๒[๑]
พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นหกสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓
ให้ตั้งศาลแขวงตามกฎหมายว่าด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมขึ้นในทุกจังหวัด
ในจังหวัดหนึ่งจะมีศาลแขวงกี่ศาล และมีเขตอำนาจเพียงใด และจะเปิดทำการได้เมื่อใด
ให้ประกาศโดยพระราชกฤษฎีกา
ศาลแขวงที่ได้ตั้งขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับให้คงมีอยู่ต่อไป
และมีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้
การเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาลแขวง
ให้ประกาศโดยพระราชกฤษฎีกา
มาตรา ๔
ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้มาใช้บังคับในศาลแขวง
แต่ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติในพระราชบัญญัตินี้บังคับ
ให้คงใช้กฎหมายว่าด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญา กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความแพ่ง
บังคับ แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระทั่งกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลคดีเด็กและเยาวชน
กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีเด็กและเยาวชน และอำนาจของพนักงานอัยการ
ซึ่งมีกฎหมายระบุให้เป็นผู้ฟ้องคดีอาญาบางประเภทโดยเฉพาะ
มาตรา ๕
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจแต่งตั้งนายตำรวจที่มียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยตำรวจตรีขึ้นไป
พนักงานสอบสวน หรือข้าราชการสังกัดกรมมหาดไทยตั้งแต่ชั้นตรีขึ้นไปให้เป็นผู้ว่าคดี
และเมื่อได้แจ้งไปยังกระทรวงยุติธรรมเพื่อแจ้งให้ศาลทราบแล้ว
ก็ให้ผู้ว่าคดีดั่งกล่าว มีอำนาจเป็นโจทก์ดำเนินคดีอาญาในศาลแขวง
ทั้งให้มีอำนาจดำเนินคดีนั้นในชั้นศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาด้วย
เพื่อประโยชน์ดั่งกล่าวนั้น
ให้ถือว่าการดำเนินคดีของผู้ว่าคดีเป็นการดำเนินคดีของพนักงานอัยการ
และให้ผู้ว่าคดีมีอำนาจหน้าที่ซึ่งบัญญัติไว้ว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการตามกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา ๖
ในท้องที่ที่อยู่ในเขตอำนาจศาลแขวง พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่
จะออกหมายจับ หรือหมายค้นได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลแขวง ในกรณีเช่นว่านี้
ให้ศาลแขวงสอบให้ปรากฏเหตุผลสมควรที่จะอนุญาตให้ออกหมายนั้น
พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาจะออกหมายจับหรือหมายค้นโดยไม่ต้องขออนุญาตต่อศาล
หรือจะจับหรือค้นด้วยตนเองก็ได้ แต่ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขดั่งต่อไปนี้
(๑)
ต้องเป็นกรณีที่มีเหตุที่จะออกหมายจับหรือหมายค้นได้ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญา
และ
(๒)
มีความจำเป็นรีบด่วนที่จะออกหมายจับหรือหมายค้น เพราะมีเหตุอันควรสงสัยว่า
ผู้ต้องหากำลังจะหลบหนีหรือน่าจะหลบหนี จะมีการซุกซ่อนหรือทำลายพยานหลักฐาน
หรือจะทำให้เสียรูปคดีโดยประการอื่น
ในกรณีที่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาเป็นผู้ออกหมายโดยไม่ต้องขออนุญาตต่อศาล
จะต้องระบุความจำเป็นรีบด่วนที่ทำให้ต้องมีการออกหมายนั้นไว้ในบันทึกของตน
และจะต้องรีบเสนอให้ศาลทราบการออกหมาย
และเหตุที่ทำให้ต้องออกหมายภายในเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาออกหมาย และศาลมีอำนาจที่จะสั่งเป็นอย่างอื่นได้
ความในมาตรานี้ไม่กระทบกระทั่งมาตรา
๑๑๗ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
และไม่กระทบกระทั่งอำนาจของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญา
ที่จะจับผู้ใดโดยไม่มีหมายจับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๗๘ (๑) (๒)
(๓) หรือ (๔) และค้นโดยไม่มีหมายค้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๙๒
(๑) (๒) (๓) (๔) หรือ (๕) และมาตรา ๙๓
มาตรา ๗
ในการสอบสวนคดีอาญา เมื่อมีการจับตัวผู้ต้องหาแล้ว
ให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมด้วยสำนวนการสอบสวนไปยังผู้ว่าคดี
เพื่อให้ผู้ว่าคดียื่นฟ้องต่อศาลแขวง ให้ทันภายในกำหนดเวลาเจ็ดสิบสองชั่วโมง
นับแต่เวลาที่ผู้ต้องหาถูกจับ
แต่มิให้นับเวลาเดินทางตามปกติที่นำตัวผู้ต้องหาจากที่จับมายังที่ทำการของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ
เข้าในกำหนดเวลาเจ็ดสิบสองชั่วโมงนั้นด้วย
ในกรณีที่เกิดความจำเป็นไม่สามารถฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลให้ทันภายในกำหนดเวลาดั่งกล่าวในวรรคแรก
ให้พนักงานสอบสวนหรือผู้ว่าคดี แล้วแต่กรณี
ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอผัดฟ้องต่อไปได้อีกคราวละไม่เกินหกวัน
แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินสามคราว ในการวินิจฉัยคำร้องเช่นว่านี้ ถ้ามีการขอให้ขังผู้ต้องหาด้วย
หรือผู้ต้องหาแสดงตัวต่อศาล ให้ศาลสอบถามผู้ต้องหาว่า
จะมีข้อคัดค้านประการใดหรือไม่
และศาลอาจเรียกพนักงานสอบสวนหรือผู้ว่าคดีมาชี้แจงเหตุจำเป็น
หรืออาจเรียกพยานมาเบิกความประกอบก็ได้
เมื่อศาลสั่งอนุญาตให้ผัดฟ้องครบสามคราวแล้ว
หากพนักงานสอบสวนหรือผู้ว่าคดียื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอผัดฟ้องต่อไปอีกโดยอ้างเหตุจำเป็น
ศาลจะอนุญาตตามขอนั้นได้ก็ต่อเมื่อพนักงานสอบสวนหรือผู้ว่าคดีได้แสดงถึงเหตุจำเป็นและนำพยานมาเบิกความประกอบจนเป็นที่พอใจแก่ศาล
ถ้ามีการขอให้ขังผู้ต้องหาด้วย หรือผู้ต้องหาแสดงตัวต่อศาล
ให้ศาลสอบถามผู้ต้องหาว่าจะมีข้อคัดค้านประการใดหรือไม่ ในกรณีเช่นว่านี้
ศาลมีอำนาจสั่งอนุญาตให้ผัดฟ้องต่อไปได้อีกคราวละไม่เกินหกวัน
แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินสองคราว
เว้นแต่คดีความผิดซึ่งมีอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป
หรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลจะสั่งอนุญาตให้ผัดฟ้องกี่คราวก็ได้
ผู้ต้องหาจะแต่งทนายเพื่อแถลงข้อคัดค้าน
และซักถามพยานก็ได้
มาตรา ๘
ห้ามมิให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้เกินกว่ากำหนดเวลาดั่งกล่าวในมาตรา
๗ วรรคหนึ่ง เว้นแต่จะควบคุมเพื่อนำตัวผู้ต้องหามาส่งศาล
ถ้าผู้ต้องหาอยู่ในความควบคุมของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ
ให้พนักงานสอบสวน หรือผู้ว่าคดี แล้วแต่กรณี
นำตัวผู้ต้องหามาส่งศาลพร้อมกับการยื่นคำขอผัดฟ้อง
และขอให้ศาลออกหมายขังผู้ต้องหาไว้ ในกรณีที่ศาลสั่งอนุญาตให้ผัดฟ้อง
ให้ศาลออกหมายขังผู้ต้องหาเท่ากับระยะเวลาที่ศาลอนุญาตให้ผัดฟ้องนั้น
ในกรณีที่ผู้ต้องหาตกอยู่ในความควบคุมของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจหลังจากที่ศาลอนุญาตให้ผัดฟ้องแล้ว
ให้พนักงานสอบสวนหรือผู้ว่าคดีนำตัวผู้ต้องหามาส่งศาลในโอกาสแรกที่จะส่งได้
เพื่อขอให้ศาลออกหมายขังผู้ต้องหาไว้ ให้ศาลออกหมายขังผู้ต้องหาเท่าระยะเวลาที่ศาลอนุญาตให้ผัดฟ้อง
คำขอให้ศาลออกหมายขังผู้ต้องหา
จะขอรวมมาในคำร้องขอผัดฟ้องก็ได้ ในกรณีที่ศาลเห็นสมควร
ศาลจะมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้ต้องหาไปอยู่ในความควบคุมของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามเดิมก็ได้
กรณีจะเป็นอย่างไรก็ตาม ศาลจะออกหมายขังผู้ต้องหาหรือมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้ต้องหาไปอยู่ในความควบคุมของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเกินกว่าเวลาที่กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญากำหนดไว้มิได้
บทบัญญัติในมาตรานี้
ไม่กระทบกระทั่งอำนาจของศาลที่จะสั่งให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาชั่วคราว
มาตรา ๙
ห้ามมิให้ผู้ว่าคดีฟ้องคดี เมื่อพ้นกำหนดเวลาตามมาตรา ๗
เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมอัยการ
มาตรา ๑๐
ในกรณีที่รู้ตัวผู้กระทำความผิด
เมื่อพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในการสอบสวนเห็นว่า การสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว
ให้จัดการดั่งต่อไปนี้
(๑)
ถ้าพนักงานสอบสวนเห็นควรสั่งฟ้อง ให้ส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมด้วยความเห็นไปยังผู้ว่าคดี
และให้ส่งตัวผู้ต้องหาไปพร้อมกันด้วย เว้นแต่ยังเรียกหรือจับตัวผู้ต้องหาไม่ได้
หรือผู้ต้องหาถูกขังอยู่แล้ว
(๒)
ถ้าพนักงานสอบสวนเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง
ให้ส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมด้วยความเห็นไปยังพนักงานอัยการ ส่วนตัวผู้ต้องหา
ให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจปล่อย หรือปล่อยชั่วคราว ถ้าผู้ต้องหาถูกขังอยู่
หรืออยู่ในความควบคุมของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามคำสั่งศาล
ให้ขอเองหรือขอให้ผู้ว่าคดีขอต่อศาลให้สั่งปล่อยตัวไป
(๓)
ถ้าพนักงานสอบสวนได้เปรียบเทียบโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว หรือผู้ต้องหายอมเสียค่าปรับอย่างสูง
คดีเลิกกันตามกฎหมายแล้ว ให้ส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมทั้งบันทึกการเปรียบเทียบ ถ้ามี
ไปยังผู้ว่าคดี
มาตรา ๑๑
เมื่อได้รับสำนวนการสอบสวนจากพนักงานสอบสวนดั่งกล่าวในมาตรา ๑๐
ให้ผู้ว่าคดีปฏิบัติดั่งต่อไปนี้
(๑)
ถ้าผู้ว่าคดีเห็นควรสั่งฟ้อง ให้ออกคำสั่งฟ้อง และฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล
ในกรณีที่ยังเรียกหรือจับตัวผู้ต้องหาไม่ได้
ให้ผู้ว่าคดีจัดการอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อให้ได้ตัวผู้ต้องหามา
ถ้าผู้ต้องหาอยู่ต่างประเทศ ให้ผู้ว่าคดีจัดการเพื่อขอให้ส่งตัวข้ามแดนมา
(๒)
ถ้าผู้ว่าคดีเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง ให้ส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมด้วยความเห็นไปยังพนักงานอัยการ
ส่วนตัวผู้ต้องหา ให้ผู้ว่าคดีมีอำนาจปล่อย หรือปล่อยชั่วคราว
ถ้าผู้ต้องหาถูกขังอยู่
หรืออยู่ในความควบคุมของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามคำสั่งศาล
ให้ผู้ว่าคดีขอให้ศาลสั่งปล่อยตัวไป
(๓)
ถ้าผู้ว่าคดีเห็นว่าการเปรียบเทียบ หรือการเสียค่าปรับอย่างสูงยังไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ก็ให้ปฏิบัติตามความใน (๑) หรือ (๒) แล้วแต่กรณี
มาตรา ๑๒
ในกรณีที่พนักงานสอบสวนเสนอความเห็นควรสั่งไม่ฟ้องดั่งกล่าวในมาตรา ๑๐ (๒)
ก็ดี หรือผู้ว่าคดีเสนอความเห็นควรสั่งไม่ฟ้องดั่งกล่าวในมาตรา ๑๑ (๒) ก็ดี
ถ้าพนักงานอัยการ ซึ่งอธิบดีกรมอัยการได้มอบหมายเห็นชอบด้วย ก็ให้ออกคำสั่งไม่ฟ้อง
แต่ถ้าพนักงานอัยการดั่งกล่าวเห็นสมควรสั่งฟ้อง ก็ให้ออกคำสั่งฟ้อง
แล้วส่งสำเนาการสอบสวนพร้อมด้วยคำสั่งไปยังผู้ว่าคดี
แล้วให้ผู้ว่าคดีฟ้องตามคำสั่งของพนักงานอัยการ
คำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการดั่งกล่าวในวรรคแรก
ให้เป็นอันเด็ดขาด
มาตรา ๑๓
ภายใต้บังคับแห่งมาตรา ๑๖ คดีที่อยู่ในเขตอำนาจศาลแขวง ห้ามมิให้ผู้เสียหาย
หรือพนักงานอัยการ ฟ้องคดีต่อศาลอาญา หรือศาลจังหวัด
โดยศาลแขวงยังมิได้ไต่สวนมูลฟ้องคดีนั้น
การไต่สวนมูลฟ้องของศาลแขวง
ให้ถือว่าเป็นการไต่สวนมูลฟ้องของศาลอาญาหรือศาลจังหวัดด้วย แล้วแต่กรณี
มาตรา ๑๔
คดีอาญาที่เกิดขึ้นในเขตอำนาจศาลแขวง ในกรณีที่ผู้ว่าคดีเห็นควรสั่งฟ้อง
ก็ให้ยื่นฟ้องต่อศาลแขวงทุกเรื่อง เมื่อศาลแขวงรับฟ้องแล้ว
ถ้าเห็นว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาได้ ก็ให้ประทับฟ้อง
และดำเนินการพิจารณาพิพากษาต่อไป แต่ถ้าผู้เสียหายเป็นโจทก์
ให้ศาลแขวงทำการไต่สวนมูลฟ้องก่อนที่จะประทับฟ้อง
ถ้าศาลแขวงเห็นว่าคดีนั้นเกินอำนาจศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษา
ให้ศาลแขวงทำการไต่สวนมูลฟ้อง ถ้าปรากฏว่าคดีมีมูล ให้ศาลแขวงประทับฟ้องเฉพาะกระทงที่มีมูล
ในกรณีที่ผู้ว่าคดีเป็นโจทก์
ให้ศาลแขวงส่งสำนวนความไปยังพนักงานอัยการเพื่อดำเนินการต่อไป ในกรณีเช่นว่านี้
ให้ผู้ว่าคดีส่งสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการเพื่อดำเนินการต่อไปด้วย
ให้กรณีที่ผู้เสียหายเป็นโจทก์ ผู้เสียหายต้องฟ้องคดีต่อศาลอาญาหรือศาลจังหวัดภายในระยะเวลาซึ่งศาลแขวงกำหนด
ถ้าปรากฏว่าคดีไม่มีมูล ให้ศาลแขวงพิพากษายกฟ้อง
มาตรา ๑๕
เมื่อพนักงานอัยการได้รับสำนวนความและสำนวนการสอบสวนดั่งกล่าวในมาตรา ๑๔
ให้พนักงานอัยการปฏิบัติดั่งต่อไปนี้
(๑)
ถ้าพนักงานอัยการเห็นควรสั่งฟ้อง ให้สั่งฟ้องและยื่นฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลที่มีอำนาจภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับสำนวนความจากศาลแขวง
(๒)
ถ้าพนักงานอัยการเห็นว่า มีความจำเป็นจะต้องทำการสอบสวนเพิ่มเติม ก่อนสั่งฟ้อง
หรือสั่งไม่ฟ้อง จะสั่งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมหรือจะเรียกพยานมาซักถามเสียเองก็ได้
แต่ต้องสั่งการไปโดยด่วน
ในกรณีเช่นว่านี้
เมื่อสอบสวนเพิ่มเติมหรือเรียกพยานมาซักถามแล้ว ถ้าพนักงานอัยการเห็นควรสั่งฟ้อง
ให้สั่งฟ้องและยื่นฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลที่มีอำนาจภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับสำนวนการสอบสวนเพิ่มเติม
หรือซักถามพยานเสร็จ แล้วแต่กรณี
แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่พนักงานอัยการได้รับสำนวนความจากศาลแขวง
เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมอัยการ หรือผู้ที่อธิบดีกรมอัยการมอบหมาย
(๓)
ถ้าพนักงานอัยการเห็นควรสั่งไม่ฟ้องในคดีที่ศาลแขวงสั่งว่ามีมูล ไม่ว่ากรณีใด
ให้ส่งสำนวนความและสำนวนการสอบสวนพร้อมด้วยความเห็นไปขอรับความเห็นชอบจากอธิบดีกรมอัยการ
หรือผู้ที่อธิบดีกรมอัยการมอบหมายก่อน จึงจะสั่งไม่ฟ้องได้
ถ้าอธิบดีกรมอัยการหรือผู้ที่อธิบดีกรมอัยการมอบหมาย เห็นควรสั่งฟ้อง
ก็ให้สั่งฟ้องและส่งสำนวนกับคำสั่งไปยังพนักงานอัยการ
ให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลที่มีอำนาจภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่งให้ฟ้อง
มาตรา ๑๖
การที่พนักงานอัยการจะฟ้องคดีต่อไปยังศาลอื่นที่มีอำนาจตามความในมาตรา ๑๕
ให้พนักงานอัยการฟ้องคดีฐานความผิดอื่นได้ตามที่เห็นสมควร
แต่ต้องเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวกัน เกี่ยวพันกัน
หรือต่อเนื่องกันกับข้อเท็จจริงที่ศาลแขวงสั่งว่ามีมูล
มาตรา ๑๗
คำให้การของจำเลย และคำเบิกความของพยาน ต่อศาลแขวง
อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีนั้นที่ศาลอื่นได้
มาตรา ๑๘
ในคดีที่ศาลแขวงส่งประเด็นไปสืบพยานยังศาลอื่นซึ่งไม่มีผู้ว่าคดีประจำอยู่
ผู้ว่าคดีจะขอให้พนักงานอัยการประจำศาลนั้นสืบพยานตามประเด็นแทนก็ได้
มาตรา ๑๙
ในคดีอาญาที่อยู่ในอำนาจศาลแขวง ที่จะพิจารณาพิพากษาได้
ผู้เสียหายหรือผู้ว่าคดีจะฟ้องด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือก็ได้
แต่ถ้าจำเลยร้องขอหรือศาลเห็นสมควร จะสั่งให้ฟ้องเป็นหนังสือก็ได้
การฟ้องด้วยวาจานั้น
ให้โจทก์แจ้งต่อศาลถึงชื่อโจทก์ ชื่อ ที่อยู่ และสัญชาติของจำเลย ฐานความผิด
การกระทำที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด ข้อเท็จจริง และรายละเอียดเกี่ยวกับเวลา
สถานที่ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี
และมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่า การกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด
จำเลยจะให้การด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือก็ได้
ในกรณีที่ฟ้องหรือให้การด้วยวาจา
ให้ศาลบันทึกใจความไว้เป็นหลักฐาน และให้คู่ความลงชื่อไว้
คำเบิกความของพยาน
ให้ศาลบันทึกสารสำคัญโดยย่อ และให้พยานลงชื่อไว้
มาตรา ๒๐
ในคดีอาญาที่อยู่ในอำนาจศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาได้
ถ้าผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อหาต่อพนักงานสอบสวน
ให้ผู้ว่าคดีนำผู้ต้องหามาศาลโดยมิต้องทำการสอบสวน และให้ฟ้องด้วยวาจา
ให้ศาลถามผู้ต้องหาว่าจะให้การประการใด และถ้าผู้ต้องหายังให้การรับสารภาพ
ให้ศาลบันทึกคำฟ้อง คำรับสารภาพ และทำคำพิพากษาในบันทึกฉบับเดียวกัน
แล้วให้โจทก์จำเลยลงชื่อไว้ในบันทึกนั้น ถ้าผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ
ให้ศาลสั่งให้ผู้ว่าคดีรับตัวผู้ต้องหาคืนเพื่อดำเนินการต่อไป
มาตรา ๒๑
ให้ศาลแขวงดำเนินการพิจารณาโดยเร็ว
คำสั่งหรือคำพิพากษาจะกระทำด้วยวาจาก็ได้ แต่ให้ทำบันทึกไว้พอได้ใจความ
มาตรา ๒๒
ในคดีอาญา ห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลแขวงในปัญหาข้อเท็จจริง เว้นแต่
(๑)
คดีที่จำเลยต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก
(๒)
คดีที่จำเลยต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก แต่ศาลรอการลงโทษไว้
(๓)
คดีที่ศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดแต่รอการกำหนดโทษไว้ หรือ
(๔)
คดีที่จำเลยต้องคำพิพากษาให้ลงโทษปรับเกินกว่าห้าร้อยบาท
การอุทธรณ์ให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา ๒๓
ในศาลแขวง ให้มีผู้พิพากษา และผู้พิพากษาสมทบตามจำนวนที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเห็นสมควร
มาตรา ๒๔ เมื่อใด
จะให้มีผู้พิพากษาสมทบในศาลแขวงใด จะได้ประกาศโดยพระราชกฤษฎีกา
ผู้พิพากษาสมทบแห่งศาลแขวง
จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
แต่งตั้งขึ้นจากบุคคลที่ราษฎรแห่งท้องที่ซึ่งศาลนั้นตั้งอยู่เลือกตั้งโดยตรงขึ้นมา
คุณสมบัติแห่งผู้เลือกตั้ง
และผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้พิพากษาสมทบ อีกทั้งวิธีเลือกตั้ง การพ้นตำแหน่ง
อำนาจหน้าที่ และค่าป่วยการของผู้พิพากษาสมทบ ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น
มาตรา ๒๕
เมื่อได้มีการแต่งตั้งผู้พิพากษาสมทบในศาลแขวงใดแล้ว ศาลแขวงนั้นต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนจึงจะเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีอาญา
โดยคนหนึ่งต้องเป็นผู้พิพากษาสมทบ หากมีความเห็นแย้งกันจะหาเสียงข้างมากมิได้
ถ้าผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงมิได้นั่งเป็นองค์คณะพิจารณาคดีนั้น
ให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงเป็นผู้ชี้ขาด แต่ถ้าผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงได้นั่งเป็นองค์คณะพิจารณาคดีนั้นมาแล้ว
ให้เสนอสำนวนความพร้อมทั้งความเห็นทั้งสองฝ่ายหรือหลายฝ่ายไปให้ศาลอาญาหรือศาลจังหวัดแห่งเขตท้องที่ซึ่งศาลแขวงตั้งอยู่
แล้วแต่กรณี และให้ศาลดั่งกล่าวทำคำพิพากษาแทนศาลแขวงในคดีนั้น
ศาลแขวงตามความในวรรคแรก
ให้มีอำนาจพิพากษาลงโทษจำคุกได้ไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๒๖
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวงนั้น
เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้
บทเฉพาะกาล
มาตรา ๒๗
ในระยะแรกที่ศาลแขวงใดเริ่มเปิดทำการ แต่ต้องไม่เกินหนึ่งปี
นับแต่วันเปิดทำการของศาลนั้น
รัฐมนตรีเจ้าสังกัดมีอำนาจสั่งให้พนักงานอัยการทำหน้าที่เป็นผู้ว่าคดี
หรือช่วยเหลือผู้ว่าคดีในการดำเนินคดีตามหน้าที่ได้
มาตรา ๒๘
ในระหว่างที่ยังไม่ได้มีการแต่งตั้งผู้พิพากษาสมทบ
ให้ผู้พิพากษาศาลแขวงนายเดียวเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดี
แต่จะลงโทษจำคุกเกินกว่าหกเดือน หรือปรับเกินกว่าสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับนั้นอย่างหนึ่งอย่างใด หรือทั้งสองอย่าง
เกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้ หากปรากฏว่า
โทษของจำเลยควรจะเกินกว่าอัตราที่กำหนดดั่งกล่าวแล้ว
ให้ศาลแขวงทำความเห็นส่งสำนวนไปให้ศาลอาญาหรือศาลจังหวัดพิพากษา แล้วแต่กรณี
มาตรา ๒๙
คดีอาญาทั้งหลายซึ่งอยู่ในระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวน
การดำเนินคดีของพนักงานอัยการ
หรือการพิจารณาของศาลก่อนวันใช้วิธีพิจารณาความอาญาตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้
ให้คงเป็นไปตามกฎหมายซึ่งใช้บังคับอยู่ก่อนนั้นจนกว่าจะถึงที่สุด
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
จอมพล ป. พิบูลสงคราม
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้
คือ ในเวลานี้ ศาลแขวงยังไม่ได้จัดตั้งขึ้นทุกจังหวัด
เป็นการสมควรที่จะได้จัดตั้งศาลแขวงขึ้นทุกจังหวัด
เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเสร็จสิ้นไปโดยเร็ว นอกจากนี้ ยังควรจะมีวิธีการสำหรับศาลแขวงเป็นพิเศษ
เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
เช่นในกรณีปกติศาลแขวงเป็นผู้อนุญาตให้ออกหมายจับหรือหมายค้น
และให้มีการแต่งตั้งราษฎรธรรมดาเป็นผู้พิพากษาสมทบประจำศาลแขวงเป็นต้น
สัญชัย/ผู้จัดทำ
๔ มีนาคม ๒๕๕๒
ฐิติพร/ปรับปรุง
๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๖
ปณตภร/ตรวจ
๒๘ มีนาคม ๒๕๕๗
[๑] ราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๗๓/ตอนที่ ๗๘/หน้า ๑๐๓๙/๒ ตุลาคม ๒๔๙๙
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).