ข้อ ๗๕ ในการพิจารณาอุทธรณ์
ให้องค์คณะวินิจฉัยจัดให้มีการนั่งพิจารณาอุทธรณ์อย่างน้อยหนึ่งครั้ง
เพื่อให้คู่กรณีมีโอกาสมาแถลงด้วยวาจาต่อหน้า
เว้นแต่กรณีที่มีคำวินิจฉัยไม่รับอุทธรณ์และให้จำหน่ายอุทธรณ์ออกจากสารบบความ
ไม่ต้องมีการนั่งพิจารณาอุทธรณ์นั้น
องค์คณะวินิจฉัยต้องแจ้งกำหนดวันนั่งพิจารณาอุทธรณ์ครั้งแรก
ให้คู่กรณีทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันเพื่อเปิดโอกาสให้คู่กรณีได้แถลงสรุปอุทธรณ์และคำแก้อุทธรณ์ของตน
ข้อ ๗๖ ในวันนั่งพิจารณาอุทธรณ์ครั้งแรก
หากคู่กรณีประสงค์จะยื่นคำแถลง สรุปอุทธรณ์หรือคำแก้อุทธรณ์ของตนเป็นหนังสือ
ให้ยื่นคำแถลงเป็นหนังสือก่อนวันนั่งพิจารณาอุทธรณ์
หรืออย่างช้าที่สุดในระหว่างการนั่งพิจารณาอุทธรณ์
คำแถลงตามวรรคหนึ่งจะยกข้อเท็จจริงที่ไม่เคยยกขึ้นอ้างไว้แล้วไม่ได้
เว้นแต่เป็นข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นสำคัญในเรื่องอุทธรณ์
ซึ่งคู่กรณีผู้ยื่นสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีเหตุจำเป็นหรือพฤติการณ์พิเศษที่ทำให้ไม่อาจเสนอต่อองค์คณะวินิจฉัยได้ก่อนหน้านั้น
แต่องค์คณะวินิจฉัยจะรับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ต่อเมื่อได้เปิดโอกาสให้คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งแสดงพยานหลักฐานเพื่อยืนยันหรือหักล้างแล้ว
คู่กรณีมีสิทธินำพยานหลักฐานมาสืบประกอบคำแถลงที่ยื่นตามวรรคหนึ่งได้
โดยให้องค์คณะวินิจฉัยพิจารณาสั่งอนุญาตเท่าที่เกี่ยวข้องกับคำแถลงและจำเป็นแก่เรื่องอุทธรณ์เท่านั้น
คำสั่งดังกล่าวให้เป็นที่สุด
ในวันนั่งพิจารณาเรื่องอุทธรณ์
คู่กรณีจะไม่มาในวันนั่งพิจารณาอุทธรณ์ก็ได้
แต่ความในข้อนี้ไม่ตัดอำนาจองค์คณะวินิจฉัยที่จะออกคำสั่งเรียกให้คู่กรณี
หน่วยงานทางปกครอง เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำ
หรือให้ความเห็นเป็นหนังสือ หรือส่งเอกสาร หรือพยานหลักฐานใด ๆ ให้แก่องค์คณะวินิจฉัย
ข้อ ๗๗ เมื่อเริ่มการนั่งพิจารณาครั้งแรก
ให้กรรมการเจ้าของสำนวนเสนอสรุปข้อเท็จจริงและประเด็นของเรื่องนั้น
แล้วให้คู่กรณีแถลงด้วยวาจาประกอบคำแถลงเป็นหนังสือที่ได้ยื่นไว้ตามข้อ ๗๖ โดยให้ผู้อุทธรณ์แถลงก่อน
คำแถลงด้วยวาจาของคู่กรณีต้องกระชับและอยู่ในประเด็น
โดยไม่อาจยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายอื่นนอกจากที่ปรากฏในคำแถลงเป็นหนังสือ
ในกรณีที่คู่กรณีฝ่ายใดไม่ยื่นคำแถลงเป็นหนังสือ
แต่มาอยู่ในวันนั่งพิจารณาครั้งแรก คู่กรณีฝ่ายนั้นจะแถลงด้วยวาจาได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากองค์คณะวินิจฉัย
หรือองค์คณะวินิจฉัยสั่งให้แถลง
ข้อ ๗๘ ในการนั่งพิจารณาอุทธรณ์
ให้องค์คณะวินิจฉัยเป็นผู้ซักถามคู่กรณีและพยานและให้นำข้อ ๖๐ ข้อ ๖๑ และข้อ ๖๕
มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ข้อ ๗๙ ให้กรรมการเจ้าของสำนวนทำหน้าที่ตรวจสอบและเสนอความเห็นในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายต่อองค์คณะวินิจฉัย
ตลอดจนดำเนินการต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องนั้น
ในระหว่างการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง
ให้เปิดโอกาสให้คู่กรณีได้ทราบถึงข้ออ้าง หรือข้อแย้งของแต่ละฝ่าย
และให้คู่กรณีแสดงพยานหลักฐานของฝ่ายตนเพื่อยืนยันหรือหักล้างข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายได้
เมื่อกรรมการเจ้าของสำนวนเห็นว่าได้รวบรวมข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเพียงพอแล้วก็ให้ทำความเห็นเสนอให้องค์คณะวินิจฉัย
เพื่อพิจารณาวินิจฉัยต่อไป
ในการให้โอกาสคู่กรณีตามวรรคสอง
ให้กรรมการเจ้าของสำนวนกำหนดให้คู่กรณีแสดงพยานหลักฐานของฝ่ายตนภายในระยะเวลาที่กำหนด
ถ้าคู่กรณีมิได้ปฏิบัติภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ถือว่าคู่กรณีที่ไม่ได้แสดงพยานหลักฐานนั้นไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุนหรือยอมรับข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งแล้วแต่กรณี
และให้องค์คณะวินิจฉัยพิจารณามีคำวินิจฉัยต่อไปตามที่เห็นเป็นการยุติธรรม
ในกรณีที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนดตามวรรคสามหรือมีพฤติกรรมประวิงเรื่องให้ล่าช้า
ให้ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร รายงานผู้บังคับบัญชาผู้กำกับดูแล
ผู้ควบคุมหรือนายกรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการแก้ไขปรับปรุงหรือสั่งการหรือลงโทษทางวินัยต่อไปก็ได้
ข้อ ๘๐ ในวันนั่งพิจารณาอุทธรณ์
ถ้าคู่กรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดฝ่าฝืนข้อกำหนดที่กำหนดไว้เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย
และองค์คณะวินิจฉัยได้มีคำ สั่งให้คู่กรณีฝ่ายนั้นออกไปเสียจากบริเวณห้องพิจารณา
องค์คณะวินิจฉัยจะนั่งพิจารณาอุทธรณ์ต่อไปลับหลังคู่กรณีฝ่ายนั้นก็ได้
ข้อ ๘๑ ในวันนั่งพิจารณาอุทธรณ์
เมื่อเสร็จสิ้นการแถลงและการนำพยานหลักฐานมาสืบประกอบคำแถลงของคู่กรณีแล้ว
ให้กรรมการเจ้าของสำนวนชี้แจงด้วยวาจาต่อองค์คณะวินิจฉัยเพื่อประกอบบันทึกสรุปสำนวนที่ได้เสนอไว้แล้ว
โดยบุคคลซึ่งมิได้รับอนุญาตจากองค์คณะวินิจฉัยจะอยู่ในห้องพิจารณาในขณะกรรมการเจ้าของสำนวนชี้แจงด้วยวาจาไม่ได้
ในกรณีที่กรรมการเจ้าของสำนวนเห็นว่าจากคำแถลงและการนำพยานหลักฐานมาสืบประกอบคำแถลงของคู่กรณี
ทำให้ข้อเท็จจริงในการพิจารณาอุทธรณ์เปลี่ยนไปและมีผลกระทบต่อบันทึกสรุปสำนวนที่เสนอไว้แล้ว
กรรมการเจ้าของสำนวนจะจัดทำบันทึกสรุปสำนวนขึ้นใหม่เพื่อเสนอต่อองค์คณะวินิจฉัยเพื่อพิจารณาในวันอื่นก็ได้
การทำคำวินิจฉัยและคำสั่ง
ข้อ ๘๒ เมื่อเสร็จสิ้นการชี้แจงด้วยวาจาหรือการจัดทำบันทึกสรุปสำนวนขึ้นใหม่ของกรรมการเจ้าของสำนวนตามข้อ
๘๑ แล้ว ให้องค์คณะวินิจฉัยนัดประชุมปรึกษาเพื่อพิจารณาวินิจฉัย
หรือมีคำสั่งในวันเดียวกันนั้นหรือวันอื่น
ข้อ ๘๓ คำวินิจฉัยหรือคำสั่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วย
(๑) ชื่อผู้อุทธรณ์
(๒) ชื่อคู่กรณีในอุทธรณ์
(๓) สรุปอุทธรณ์และคำขอของผู้อุทธรณ์
(๔) สรุปคำแก้อุทธรณ์
(๕) ประเด็นที่จะต้องวินิจฉัย
(๖) คำวินิจฉัยแต่ละประเด็นพร้อมทั้งเหตุผล
(๗) สรุปคำวินิจฉัยที่กำหนดให้คู่กรณีปฏิบัติหรือดำเนินการต่อไป
คำวินิจฉัยหรือคำสั่งตามวรรคหนึ่งต้องลงลายมือชื่อขององค์คณะวินิจฉัยที่นั่งพิจารณาและวินิจฉัยอุทธรณ์นั้นด้วย
ถ้าผู้ใดมีเหตุจำเป็นไม่สามารถลงลายมือชื่อได้
ให้ผู้นั้นจดแจ้งเหตุดังกล่าวไว้ในคำวินิจฉัยหรือคำสั่งนั้นด้วย
ข้อ ๘๔ การพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์
ให้องค์คณะวินิจฉัยมีคำวินิจฉัยตามข้อ ๕๐ หรือมีคำวินิจฉัยเป็นอย่างอื่น ดังนี้
ก. การอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย
(๑)
ถ้าเห็นว่าการสั่งลงโทษดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายและระดับโทษเหมาะสมแล้ว
ให้มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์
(๒) ถ้าเห็นว่าการสั่งลงโทษดำเนินการไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
ให้มีคำวินิจฉัยให้ยกเลิกคำสั่ง และให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการเสียใหม่ให้ถูกต้อง
(๓) ถ้าเห็นว่าการดำเนินการทางวินัยถูกต้องตามกฎหมายและผู้อุทธรณ์ควรได้รับโทษเบาลงให้มีคำวินิจฉัยให้ลดโทษเป็นสถานโทษหรืออัตราโทษที่เบาลง
แต่ถ้าเห็นว่าผู้อุทธรณ์กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง จะลดโทษต่ำกว่าปลดออกไม่ได้
(๔) ถ้าเห็นว่าการดำเนินการทางวินัยถูกต้องตามกฎหมาย และเห็นว่าการกระทำของผู้อุทธรณ์ไม่เป็นความผิดทางวินัย
หรือพยานหลักฐานยังฟังไม่ได้ว่าผู้อุทธรณ์กระทำผิดวินัยให้มีคำวินิจฉัยให้ยกโทษ
(๕) ถ้าเห็นว่าข้อความในคำสั่งลงโทษไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสม
ให้มีคำวินิจฉัยให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความให้เป็นการถูกต้องเหมาะสม
ข. กรณีอุทธรณ์คำสั่งให้ออกจากราชการ
(๑)
ถ้าเห็นว่าการสั่งให้ออกจากราชการได้ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายและเหมาะสมแก่กรณีแล้ว
ให้มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์
(๒)
ถ้าเห็นว่าการสั่งให้ออกจากราชการได้ดำเนินการไม่ถูกต้องตามกฎหมายให้มีคำวินิจฉัยให้ยกเลิกคำสั่งและให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการเสียใหม่ให้ถูกต้อง
(๓)
ถ้าเห็นว่าการสั่งให้ออกจากราชการถูกต้องตามกฎหมายและเห็นว่ายังไม่มีเหตุที่จะให้ผู้อุทธรณ์ออกจากราชการ
ในกรณีเช่นนี้ให้มีคำวินิจฉัยให้ยกเลิกคำสั่ง
และให้ผู้อุทธรณ์กลับเข้ารับราชการต่อไป
(๔) ถ้าเห็นว่าข้อความในคำสั่งให้ออกจากราชการไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมให้มีคำวินิจฉัยให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความให้เป็นการถูกต้องเหมาะสม
ในกรณีที่องค์คณะวินิจฉัยเห็นสมควรเยียวยาความเสียหายให้ผู้อุทธรณ์หรือดำเนินการอื่นใดเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม
ให้มีคำวินิจฉัยตามระเบียบที่ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร กำหนด
การพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์
องค์คณะวินิจฉัยจะมีคำวินิจฉัยให้เพิ่มโทษไม่ได้ เว้นแต่เป็นกรณีที่ได้รับแจ้งจาก
ก.ก. ว่าสมควรเพิ่มโทษ จึงจะมีคำวินิจฉัยให้เพิ่มโทษผู้อุทธรณ์ได้
ข้อ ๘๕ ในกรณีที่กรรมการในองค์คณะวินิจฉัยกับกรรมการเจ้าของสำนวนผู้ใดมีความเห็นแย้งให้ผู้นั้นมีสิทธิทำความเห็นแย้ง
พร้อมทั้งเหตุผลของตนรวมไว้ในคำวินิจฉัยนั้นได้
ข้อ ๘๖ การประชุมของ
ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร หรือองค์คณะวินิจฉัยให้เป็นไปตามระเบียบ ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานคร ว่าด้วยการประชุมของคณะกรรมการ ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานครคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ กรุงเทพมหานคร
และคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ กรุงเทพมหานคร
ข้อ ๘๗ เมื่อองค์คณะวินิจฉัยมีคำวินิจฉัยหรือมีคำสั่งชี้ขาดเรื่องอุทธรณ์
หรือประเด็นข้อใดแห่งเรื่องอุทธรณ์แล้ว
ห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในองค์คณะวินิจฉัยนั้นอันเกี่ยวกับเรื่องอุทธรณ์หรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วนั้น
เรื่องอุทธรณ์ที่ได้มีคำวินิจฉัยหรือคำสั่งชี้ขาดถึงที่สุดแล้ว
ห้ามมิให้คู่กรณีเดียวกันอุทธรณ์ในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน
ข้อ ๘๘ เมื่อได้มีการวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว
ให้แจ้งผลแห่งคำวินิจฉัยนั้นให้คู่กรณีทราบโดยเร็ว
ให้สำนักงาน ก.ก. จัดให้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ไว้
เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียเข้าตรวจดู หรือขอสำเนาที่มีการรับรองถูกต้องได้
ข้อ ๘๙ การพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวัน
นับแต่วันที่ประธาน ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร ได้รับอุทธรณ์
เว้นแต่มีเหตุขัดข้องที่ทำให้การพิจารณาไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลาดังกล่าว
ก็ให้ขยายระยะเวลาได้อีกซึ่งไม่เกินสองครั้ง โดยแต่ละครั้งจะต้องไม่เกินหกสิบวัน
และให้บันทึกเหตุขัดข้องให้ปรากฏไว้ด้วย
การแต่งตั้งและการปฏิบัติหน้าที่ของนิติกรผู้รับผิดชอบสำนวน
และพนักงานผู้รับอุทธรณ์
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).