法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

subsidiary

กฎ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ พ.ศ. 2555

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
93
มาตรา อารัมภบท

กฎ ก

กฎ ก.พ.ค.

กรุงเทพมหานคร

ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์

พ.ศ. ๒๕๕๕

โดยที่เป็นการสมควรกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการอุทธรณ์และการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๗ (๕) มาตรา ๔๔ มาตรา ๖๐ วรรคสอง มาตรา ๖๑

วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานครและบุคลากรกรุงเทพมหานคร พ.ศ.

๒๕๕๔

อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา

๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๓ มาตรา ๔๓ และมาตรา ๖๔

ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร จึงออกกฎ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร ไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ กฎ ก.พ.ค.

กรุงเทพมหานคร นี้เรียกว่า “กฎ ก.พ.ค.

กรุงเทพมหานครว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ พ.ศ. ๒๕๕๕”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒[๑] กฎ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร นี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ในกฎ ก.พ.ค.

กรุงเทพมหานคร นี้

“ผู้อุทธรณ์” หมายความว่า

ผู้มีสิทธิอุทธรณ์ และผู้ที่รับมอบหมายให้อุทธรณ์แทน

“คู่กรณี” หมายความว่า

ผู้อุทธรณ์และคู่กรณีในอุทธรณ์

“คู่กรณีในอุทธรณ์” หมายความว่า

ผู้บังคับบัญชาผู้สั่งลงโทษทางวินัยหรือสั่งให้ออกจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานครและบุคลากรกรุงเทพมหานครที่เป็นเหตุแห่งการอุทธรณ์

“พนักงานผู้รับอุทธรณ์” หมายความว่า

เจ้าหน้าที่ที่สำนักงาน ก.ก. ได้มอบหมายให้เป็นผู้ดำเนินการเกี่ยวกับการรับอุทธรณ์

การตรวจหนังสืออุทธรณ์

“นิติกรผู้รับผิดชอบสำนวน” หมายความว่า

นิติกรที่สำนักงาน ก.ก. ได้มอบหมายให้รับผิดชอบสำนวนเรื่องอุทธรณ์

“กรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ กรุงเทพมหานคร” หมายความว่า กรรมการ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานครและบุคคลซึ่งได้รับแต่งตั้งจาก

ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ กรุงเทพมหานคร

“องค์คณะวินิจฉัย” หมายความว่า

ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร หรือคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ กรุงเทพมหานคร ที่ ก.พ.ค.

กรุงเทพมหานคร

ตั้งเพื่อทำหน้าที่เป็นผู้พิจารณาวินิจฉัยเรื่องอุทธรณ์และต้องมีกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์

กรุงเทพมหานครอย่างน้อยสองคนจึงจะเป็นองค์คณะวินิจฉัย

“กรรมการเจ้าของสำนวน” หมายความว่า

กรรมการ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร กรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ กรุงเทพมหานครและประธานกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์

กรุงเทพมหานคร ซึ่งได้รับแต่งตั้งจากประธาน ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร ให้เป็นผู้รับผิดชอบสำนวนเรื่องอุทธรณ์

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ให้ประธาน ก.พ.ค.

กรุงเทพมหานคร รักษาการตามกฎ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร นี้ และให้มีอำนาจออกประกาศหรือคำสั่งเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามกฎ

ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร นี้

ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร นี้

ประธาน ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร อาจหารือที่ประชุม ก.พ.ค.

กรุงเทพมหานครเพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยก็ได้

บททั่วไป

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ วิธีพิจารณาอุทธรณ์ของ ก.พ.ค.

กรุงเทพมหานคร เป็นวิธีพิจารณาโดยใช้ระบบไต่สวนตามที่กำหนดในกฎ ก.พ.ค.

กรุงเทพมหานคร นี้

ในกรณีที่กฎหมายหรือระเบียบตามวรรคหนึ่ง

มิได้กำหนดเรื่องใดไว้โดยเฉพาะ

ให้ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ ระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในกฎ ก.พ.ค.

กรุงเทพมหานคร นี้ หรือตามที่ประธาน ก.พ.ค. กรุงเทพมหานครเห็นสมควรหรือคู่กรณีมีคำขอ

ประธาน ก.พ.ค.

กรุงเทพมหานครมีอำนาจย่นหรือขยายได้ตามความจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ ในกรณีที่มิได้มีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ

ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร

ในส่วนที่เกี่ยวกับกระบวนพิจารณาในการเสนอเรื่องอุทธรณ์และตรวจอุทธรณ์ การแสวงหาข้อเท็จจริง

การสรุปสำนวน การรับฟังพยานหลักฐาน

หรือในการดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างอื่นก่อนมีคำวินิจฉัย

เมื่อองค์คณะวินิจฉัยเห็นสมควรหรือเมื่อคู่กรณีฝ่ายที่เสียหายเนื่องจากการที่มิได้ปฏิบัติเช่นว่านั้น

มีคำขอ องค์คณะวินิจฉัยมีอำนาจสั่งยกเลิกกระบวนพิจารณาที่ผิดกฎ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานครนั้นเสียทั้งหมดหรือบางส่วนหรือสั่งแก้ไขหรือมีคำสั่งในเรื่องนั้นอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่เห็นสมควร

ข้อความดังกล่าวตามวรรคหนึ่ง

คู่กรณีฝ่ายที่เสียหายอาจยกขึ้นได้ไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนมีคำสั่งหรือคำวินิจฉัย

แต่ต้องไม่เกินแปดวันนับแต่วันที่ทราบถึงเหตุดังกล่าว

หรือมิได้ให้สัตยาบันแก่การนั้น

การยกเลิกกระบวนพิจารณาตามวรรคหนึ่ง

อันมิใช่เรื่องที่คู่กรณีละเลยไม่ดำเนินกระบวนพิจารณาเรื่องนั้นภายในระยะเวลาที่กฎหมาย

กฎ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร หรือที่องค์คณะวินิจฉัยกำหนดไว้

ไม่ตัดสิทธิคู่กรณีนั้นในอันที่จะดำเนินกระบวนพิจารณานั้นใหม่ให้ถูกต้องได้

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ การทำคำขอหรือคำร้องต่อ ก.พ.ค.

กรุงเทพมหานคร ในกระบวนการพิจารณาของ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร ให้ทำเป็นหนังสือ

เว้นแต่ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานครจะอนุญาตให้ทำด้วยวาจา ในกรณีเช่นนี้ให้ ก.พ.ค.

กรุงเทพมหานครพิจารณาจดแจ้งข้อความนั้นไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ ให้มีการจดแจ้งรายงานการไต่สวน

การนั่งพิจารณาหรือการดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ไว้ในรายงานกระบวนพิจารณารวมไว้ในสำนวนเรื่องอุทธรณ์ทุกครั้ง

รายงานกระบวนพิจารณานั้น ให้มีรายละเอียดเกี่ยวกับเลขเรื่องที่

ชื่อองค์คณะวินิจฉัยชื่อคู่กรณี สถานที่ วันและเวลาที่ดำเนินการ

ข้อความโดยย่อเกี่ยวกับเรื่องที่กระทำ และลายมือชื่อองค์คณะวินิจฉัย

ในกรณีที่กระบวนพิจารณาใดกระทำต่อหน้าคู่กรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหรือพยาน

ให้คู่กรณีหรือพยานดังกล่าว ลงลายมือชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาด้วย

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ ถ้าคู่กรณี พยาน

หรือบุคคลใดจะต้องลงลายพิมพ์นิ้วมือ แกงได

หรือเครื่องหมายอย่างอื่นแทนการลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณา บันทึก

หรือเอกสารใดเพื่อแสดงการรับรู้รายงานหรือบันทึกนั้น

หรือเพื่อรับรองการอ่านหรือส่งเอกสารนั้น

หากกระทำโดยมีพยานลงลายมือชื่อรับรองไว้ด้วยสองคนแล้ว ให้ถือเสมอกับการลงลายมือชื่อ

แต่ถ้ากระทำต่อหน้าองค์คณะวินิจฉัยไม่จำต้องมีลายมือชื่อของพยานสองคนรับรอง

ถ้าคู่กรณี พยาน หรือบุคคลที่จะต้องลงลายมือชื่อในรายงาน บันทึก

หรือเอกสารดังกล่าวลงลายมือชื่อไม่ได้หรือไม่ยอมลงลายมือชื่อ

ให้จดแจ้งเหตุที่ไม่มีลายมือชื่อเช่นว่านั้นไว้

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ การยื่นเอกสารหรือพยานหลักฐานต่อ ก.พ.ค.

กรุงเทพมหานคร คู่กรณีจะยื่นด้วยตนเองหรือมอบฉันทะให้ผู้อื่นยื่นต่อ ก.พ.ค.

กรุงเทพมหานคร หรือต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร

หรือจะส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนก็ได้ ในกรณีที่ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน

ให้ถือว่าวันที่ที่ทำการไปรษณีย์ต้นทางประทับตรารับที่ซองส่งเอกสารเป็นวันที่ยื่นเอกสาร

หรือพยานหลักฐานต่อ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร

การมอบฉันทะให้ผู้อื่นยื่นเอกสารหรือพยานหลักฐาน

ให้ทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้มอบผู้รับมอบ และพยาน

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ ในกรณีที่ ก.พ.ค.

กรุงเทพมหานคร หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ของ ก.พ.ค.

กรุงเทพมหานครต้องแจ้งข้อความหรือต้องส่งเอกสารใดให้แก่คู่กรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง

ถ้าผู้นั้นหรือผู้แทนของผู้นั้นมิได้รับทราบข้อความหรือมิได้รับเอกสารจาก ก.พ.ค.

กรุงเทพมหานคร หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ของ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร

ให้แจ้งข้อความเป็นหนังสือหรือส่งเอกสารทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ เว้นแต่ ก.พ.ค.

กรุงเทพมหานคร จะมีคำสั่งให้แจ้งข้อความหรือส่งเอกสารโดยวิธีอื่น

ในกรณีที่คู่กรณีหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องยื่นคำขอต่อ ก.พ.ค.

กรุงเทพมหานคร เพื่อขอให้มีการแจ้งข้อความหรือส่งเอกสารโดยวิธีอื่น

คู่กรณีหรือบุคคลซึ่งยื่นคำขอต้องเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการแจ้งข้อความหรือส่งเอกสารโดยวิธีดังกล่าว

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ การแจ้งข้อความเป็นหนังสือหรือส่งเอกสารทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้ถือว่าวันที่ระบุในใบตอบรับเป็นวันที่ได้รับแจ้ง

หากไม่ปรากฏวันที่ในใบตอบรับให้ถือว่าวันที่ครบกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันส่งเป็นวันที่ได้รับแจ้ง

เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าได้รับก่อนหรือหลังจากวันนั้นหรือไม่ได้รับ

การแจ้งข้อความหรือส่งเอกสารโดยวิธีอื่นตามคำสั่ง ก.พ.ค.

กรุงเทพมหานคร ให้ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานครกำหนดวันที่ถือว่าผู้รับได้รับแจ้งไว้ด้วย

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ การแจ้งข้อความเป็นหนังสือหรือส่งเอกสารโดยวิธีให้พนักงานเจ้าหน้าที่

ของ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานครหรือบุคคลอื่นนำไปส่ง

ถ้าผู้รับไม่ยอมรับหรือถ้าในขณะนำไปส่งไม่พบผู้รับ

ให้วางหรือปิดหนังสือหรือเอกสารนั้นไว้ในที่ซึ่งเห็นได้ง่าย ณ

สถานที่นั้นต่อหน้าเจ้าพนักงานตำรวจ

ข้าราชการอื่นพนักงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน แพทย์ประจำตำบล

สารวัตรกำนัน ผู้ใหญ่บ้านหรือผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน

และให้ถือว่าผู้รับได้รับแจ้งในวันที่วางหรือปิดหนังสือหรือเอกสารนั้น

ในกรณีที่ไม่พบผู้รับ

จะส่งหนังสือหรือเอกสารแก่บุคคลอื่นซึ่งบรรลุนิติภาวะที่อยู่หรือทำงานในสถานที่นั้นก็ได้

และให้ถือว่าผู้รับได้รับแจ้งในวันที่ได้ส่งหนังสือหรือเอกสารให้แก่บุคคลนั้น

การดำเนินการตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้ส่ง วาง หรือปิดหนังสือ

หรือเอกสารในเวลากลางวันระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก

และให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานครหรือบุคคลผู้นำไปส่ง

มอบใบรับลงลายมือชื่อผู้รับ

หรือมอบรายการส่งหนังสือหรือเอกสารลงลายมือชื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของ ก.พ.ค.

กรุงเทพมหานคร หรือบุคคลผู้นำไปส่ง แล้วแต่กรณี ต่อ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร

เพื่อรวมไว้ในสำนวน

ใบรับหรือรายงานตามวรรคสาม ต้องระบุวิธีส่ง เวลา วัน เดือน

ปีที่ส่งหนังสือหรือเอกสารรวมทั้งชื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร

หรือบุคคลผู้นำไปส่ง ใบรับหรือรายงานดังกล่าว

จะทำโดยวิธีจดลงไว้ที่หนังสือหรือเอกสารต้นฉบับซึ่งยื่นต่อ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร

ก็ได้

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ เอกสารหรือพยานหลักฐานที่คู่กรณียื่นต่อ

ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร หรือที่ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร ได้มา

ให้เปิดโอกาสให้คู่กรณีขอตรวจดู ทราบ คัดสำเนา หรือขอสำเนาอันรับรองถูกต้อง และ

ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร อาจส่งสำเนาให้คู่กรณีตามกฎ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานครนี้

เว้นแต่กรณีที่มีกฎหมายคุ้มครองให้ไม่ต้องเปิดเผย หรือกรณีที่ ก.พ.ค.

กรุงเทพมหานคร

เห็นว่าจำเป็นต้องไม่เปิดเผยเพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่การดำเนินงานของรัฐและหรือราชการ

ในกรณีที่เอกสารหรือพยานหลักฐานมีการกำหนดชั้นความลับไว้

มีข้อความที่ไม่เหมาะสมหรือมีข้อความที่อาจเป็นการดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทบุคคลใด

ให้อยู่ในดุลพินิจของ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานครที่จะไม่เปิดโอกาสให้คู่กรณีขอตรวจดู

ทราบ คัดสำเนา ขอสำเนาอันรับรองถูกต้อง หรือไม่ส่งสำเนาให้คู่กรณี ทั้งนี้ ไม่เป็นการตัดอำนาจ ก.พ.ค.

กรุงเทพมหานคร ที่จะจัดให้มีการทำสรุปเรื่องและเปิดโอกาสให้คู่กรณี ขอตรวจดู

ทราบหรือคัดสำเนาสรุปเรื่อง

หรือขอสำเนาอันรับรองถูกต้องของสรุปเรื่องหรือส่งสำเนาสรุปเรื่องดังกล่าวให้คู่กรณี

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ พยานเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการให้ถ้อยคำของตนในสำนวน

หรือบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียอาจยื่นคำขอต่อ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร

เพื่อขอตรวจดูเอกสารทั้งหมดหรือบางฉบับในสำนวน

หรือขอคัดสำเนาหรือขอสำเนาอันรับรองถูกต้องก็ได้ แต่ทั้งนี้

ห้ามอนุญาตเช่นว่านั้นแก่

(๑) บุคคลภายนอก ในสำนวนที่พิจารณาโดยไม่เปิดเผย

(๒) พยานหรือบุคคลภายนอก ในสำนวนที่ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร

ห้ามการตรวจหรือคัดสำเนาเอกสารในสำนวนทั้งหมดหรือบางฉบับเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน

หรือประโยชน์สาธารณะ

(๓) พยานหรือบุคคลภายนอก ในกรณีที่กฎหมายคุ้มครองให้ไม่ต้องเปิดเผย

หรือกรณีที่ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร เห็นว่าจำเป็นต้องไม่เปิดเผย

เพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่การดำเนินการของรัฐ และหรือราชการ

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ คู่กรณี พยาน

หรือบุคคลภายนอกไม่อาจขอตรวจดูหรือขอคัดสำเนาเอกสารที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของ

ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร นิติกรผู้รับผิดชอบสำนวน

กรรมการเจ้าของสำนวนหรือองค์คณะวินิจฉัยจัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นการภายใน

ทั้งไม่อาจขอสำเนาอันรับรองถูกต้องของเอกสารนั้น

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ การตรวจดูหรือการคัดสำเนาเอกสารในสำนวนให้ผู้ขอตามข้อ

๑๕ หรือข้อ ๑๖ หรือบุคคลซึ่งได้รับมอบอำนาจจากผู้ขอเป็นผู้ตรวจดูหรือคัด

ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ประธาน ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร กำหนด

เพื่อความสะดวกหรือเพื่อความปลอดภัยของเอกสารนั้น

ห้ามคัดสำเนาคำวินิจฉัยหรือคำสั่งขององค์คณะวินิจฉัยก่อนที่จะมีการแจ้งคำวินิจฉัยหรือคำสั่งนั้น

การรับรองสำเนาเอกสาร ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่ ก.พ.ค.

กรุงเทพมหานคร กำหนด เป็นผู้รับรอง

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ ถ้าสำนวนเอกสารของคู่กรณี

พยานหลักฐาน

รายงานกระบวนพิจารณาคำวินิจฉัยหรือเอกสารอื่นใดที่รวมไว้ในสำนวนซึ่งยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา

หรือรอการดำเนินการตามคำวินิจฉัยสูญหายไป หรือบุบสลายทั้งหมดหรือบางส่วน

และกรณีดังกล่าวเป็นการขัดข้องต่อการพิจารณาวินิจฉัยการมีคำสั่ง

หรือการดำเนินการตามคำวินิจฉัย เมื่อ ก.พ.ค.

กรุงเทพมหานครเห็นสมควรหรือคู่กรณีฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีคำขอ ให้ ก.พ.ค.

กรุงเทพมหานคร

สั่งให้คู่กรณีหรือบุคคลผู้ถือเอกสารนั้นนำสำเนาที่รับรองถูกต้องมาส่งต่อ ก.พ.ค.

กรุงเทพมหานคร ถ้าสำเนาเช่นว่านั้นทั้งหมดหรือบางส่วนหาไม่ได้ ก.พ.ค.

กรุงเทพมหานคร อาจมีคำวินิจฉัยให้พิจารณาอุทธรณ์นั้นใหม่

หรือมีคำสั่งอย่างอื่นตามที่เห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ เพื่อให้กระบวนพิจารณาเป็นไปโดยสะดวก

รวดเร็ว และเที่ยงธรรม องค์คณะวินิจฉัยหรือกรรมการเจ้าของสำนวนอาจมีคำสั่งให้การติดต่อสื่อสารระหว่างองค์คณะวินิจฉัย

หรือกรรมการเจ้าของสำนวนด้วยกันกระทำโดยโทรสาร สื่ออิเล็กทรอนิกส์

หรือสื่อทางเทคโนโลยีสารสนเทศประเภทอื่นแทนการติดต่อโดยทางไปรษณีย์หรือประกอบกันก็ได้

โดยคำนึงถึงความจำเป็นเร่งด่วน และความเหมาะสมแก่ลักษณะเนื้อหาของเรื่องที่ทำการติดต่อ

รวมทั้งจำนวนและลักษณะของเอกสาร หรือวัตถุอื่นที่เกี่ยวข้อง

เพื่ออำนวยความสะดวกแก่คู่กรณี พยาน หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง ก.พ.ค.

กรุงเทพมหานครอาจมีคำสั่งให้การแจ้งข้อความหรือการส่งเอกสารระหว่าง ก.พ.ค.

กรุงเทพมหานคร กับคู่กรณี พยานหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง

กระทำโดยวิธีการตามวรรคหนึ่งก็ได้ โดยให้ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร

กำหนดวันที่ถือว่าได้รับแจ้งข้อความหรือเอกสารไว้ด้วย

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑ สำนวน

เอกสารของคู่กรณี พยานหลักฐาน รายงานกระบวนพิจารณา คำวินิจฉัย คำสั่ง

หรือเอกสารอื่นใดที่รวมไว้ในสำนวน ไม่ว่าจะเป็นเอกสารต้นฉบับหรือสำเนาคู่ฉบับ

ถ้าองค์คณะวินิจฉัยเห็นสมควร จะมีคำสั่งให้ส่งคืน

เก็บรักษาหรือนำเสนอในรูปข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้

การยื่นอุทธรณ์

และการตรวจอุทธรณ์

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒ ผู้อุทธรณ์

ต้องเป็นผู้มีสิทธิอุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานครและบุคลากรกรุงเทพมหานคร

และที่กำหนดไว้ในกฎ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร ฉบับนี้

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓ กรณีที่ผู้มีสิทธิอุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค.

กรุงเทพมหานคร

ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานครและบุคลากรกรุงเทพมหานคร

ถึงแก่ความตายก่อนที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์ทายาทผู้มีสิทธิรับบำเหน็จตกทอดของผู้นั้น

มีสิทธิอุทธรณ์แทนได้

ในกรณีที่มีทายาทหลายคนก็ดี

ทายาทเป็นผู้ไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถก็ดีหากทายาทเหล่านั้นประสงค์จะอุทธรณ์แทนตามวรรคหนึ่ง

ให้นำกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยความสามารถมาเทียบเพื่อการใช้บังคับ

แล้วแต่กรณีโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔ ผู้มีสิทธิอุทธรณ์จะมอบหมายให้ทนายความ

หรือบุคคลอื่นซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วทำการอุทธรณ์แทนได้

ด้วยเหตุจำเป็นอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

(๑) เจ็บป่วยจนไม่สามารถอุทธรณ์ด้วยตนเองได้

(๒)

อยู่ในต่างประเทศและคาดหมายได้ว่าไม่อาจอุทธรณ์ด้วยตนเองได้ทันเวลาที่กำหนด

(๓) มีเหตุจำเป็นอย่างอื่นที่ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร

หรือองค์คณะวินิจฉัยเห็นสมควร

มาตรา ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕ ผู้อุทธรณ์อาจมอบหมายให้ทนายความ

หรือบุคคลอื่นซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วเป็นผู้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดในกระบวนการอุทธรณ์แทนก็ได้

แต่ต้องแจ้งล่วงหน้าเพื่อตรวจสอบความถูกต้องก่อน

ในการชี้แจงหรือให้ถ้อยคำต่อองค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์หรือต่อกรรมการเจ้าของสำนวน

คู่กรณีมีสิทธินำทนายความ หรือที่ปรึกษาของตนเข้ามาในการพิจารณาได้

การใดที่ทนายความหรือที่ปรึกษาได้ทำลงต่อหน้าคู่กรณี

ให้ถือว่าเป็นการกระทำของคู่กรณีเว้นแต่คู่กรณีจะได้คัดค้านเสียแต่ในขณะนั้น

มาตรา ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖ การมอบหมายตามกฎ

ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร ฉบับนี้ ให้ทำเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อผู้มอบและผู้รับมอบ

ถ้าผู้มอบไม่สามารถลงลายมือชื่อได้ ให้พิมพ์ลายนิ้วมือ หรือแกงได

โดยมีพยานลงลายมือชื่อรับรองอย่างน้อยสองคน

และให้มีหลักฐานแสดงตัวผู้ได้รับมอบหมายด้วย

มาตรา ข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗ การอุทธรณ์ต้องทำเป็นหนังสือถึงประธาน

ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร โดยใช้ถ้อยคำสุภาพและมีสาระสำคัญ ดังต่อไปนี้

(๑) ชื่อ ตำแหน่ง สังกัด และที่อยู่สำหรับการติดต่อเกี่ยวกับการอุทธรณ์ของผู้อุทธรณ์

(๒) คำสั่งที่เป็นเหตุแห่งการอุทธรณ์ และวันที่รับทราบคำสั่ง

(๓)

ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ผู้อุทธรณ์ยกขึ้นเป็นข้อคัดค้านคำสั่งที่เป็นเหตุแห่งการอุทธรณ์

(๔) คำขอของผู้อุทธรณ์

(๕) ลายมือชื่อของผู้อุทธรณ์

ถ้าเป็นการอุทธรณ์โดยทายาท หรือผู้ได้รับมอบหมายให้อุทธรณ์แทน

ให้ปรับสาระสำคัญในหนังสืออุทธรณ์ให้เหมาะสม

โดยอย่างน้อยควรมีสาระสำคัญให้สามารถเข้าใจได้ตามหัวข้อที่กล่าวในวรรคหนึ่ง

มาตรา ข้อ ๒๘

ข้อ ๒๘ ให้ผู้อุทธรณ์จัดทำสำเนาหนังสืออุทธรณ์

และสำเนาพยานหลักฐานที่ผู้อุทธรณ์รับรองสำเนาถูกต้อง ยื่นพร้อมกับหนังสืออุทธรณ์ด้วย

กรณีที่ไม่อาจแนบพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องได้เพราะพยานหลักฐานอยู่ในความครอบครองของหน่วยงานของรัฐ

เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือบุคคลอื่นหรือเพราะเหตุอื่นใด

ให้ระบุเหตุที่ไม่อาจแนบพยานหลักฐานไว้ด้วย

และถ้ามีการมอบหมายให้ดำเนินการแทนก็ให้แนบหนังสือมอบหมายตามข้อ ๒๖ แล้วแต่กรณี

พร้อมหนังสืออุทธรณ์ด้วย

มาตรา ข้อ ๒๙

ข้อ ๒๙ การอุทธรณ์ต้องยื่นภายในกำหนดระยะเวลา

ดังนี้

(๑)

สามสิบวันนับแต่วันทราบหรือถือว่าทราบคำสั่งที่เป็นเหตุแห่งการอุทธรณ์

สำหรับผู้ที่ถูกสั่งลงโทษหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานครและบุคลากรกรุงเทพมหานคร

(๒)

เก้าสิบวันนับแต่วันทราบหรือถือว่าทราบคำสั่งที่เป็นเหตุแห่งการอุทธรณ์

หรือหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้ถูกสั่งลงโทษหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการ

ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานครและบุคลากรกรุงเทพมหานคร ถึงแก่ความตาย

สำหรับทายาทตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๓๕

มาตรา ข้อ ๓๐

ข้อ ๓๐ การยื่นหนังสืออุทธรณ์

ให้ยื่นต่อพนักงานผู้รับอุทธรณ์ที่กองพิทักษ์ระบบคุณธรรมสำนักงาน ก.ก.

หรือจะส่งหนังสืออุทธรณ์โดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนก็ได้

และเพื่อประโยชน์ในการนับระยะเวลาอุทธรณ์ ในกรณีมายื่นอุทธรณ์ต่อพนักงานผู้รับอุทธรณ์

ให้ถือวันที่รับหนังสือตามหลักฐานการลงทะเบียนรับหนังสือตามระเบียบว่าด้วยงานสารบรรณเป็นวันยื่นหนังสืออุทธรณ์

ส่วนกรณีส่งหนังสืออุทธรณ์ทางไปรษณีย์ให้ถือวันที่ที่ทำการไปรษณีย์ต้นทางประทับตรารับที่ซองหนังสืออุทธรณ์เป็นวันยื่นหนังสืออุทธรณ์

มาตรา ข้อ ๓๑

ข้อ ๓๑ เพื่อประโยชน์ในการนับระยะเวลาอุทธรณ์

ให้ถือวันที่ผู้ถูกสั่งลงโทษทางวินัยหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่ง

เป็นวันรับทราบคำสั่ง

ถ้าผู้ถูกสั่งลงโทษทางวินัยหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการไม่ยอมลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่งลงโทษหรือคำสั่งให้ออกจากราชการ

และมีการแจ้งคำสั่งลงโทษ หรือคำสั่งให้ออกจากราชการ

ให้ผู้ถูกสั่งลงโทษทางวินัยหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการทราบกับมอบสำเนาคำสั่งลงโทษ

หรือสำเนาคำสั่ง

ให้ออกจากราชการให้ผู้ถูกสั่งลงโทษทางวินัยหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการ

แล้วทำบันทึกลงวัน เดือน ปี เวลา และสถานที่ที่แจ้งและลงลายมือชื่อผู้แจ้ง

พร้อมทั้งพยานรู้เห็นไว้เป็นหลักฐานแล้วให้ถือวันที่แจ้งนั้นเป็นวันรับทราบคำสั่ง

ถ้าไม่อาจแจ้งให้ผู้ถูกสั่งลงโทษทางวินัยหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่งได้โดยตรง

และได้แจ้งเป็นหนังสือส่งสำเนาคำสั่งลงโทษ

หรือสำเนาคำสั่งให้ออกจากราชการทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปให้ผู้ถูกสั่งลงโทษทางวินัยหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการ

ณ ที่อยู่ของผู้ถูกสั่งลงโทษทางวินัยหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการ

ซึ่งปรากฏตามหลักฐานของทางราชการโดยส่งสำเนาคำสั่งไปให้สองฉบับ เพื่อให้ผู้ถูกสั่งลงโทษทางวินัยหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการเก็บไว้หนึ่งฉบับ

และให้ผู้ถูกสั่งลงโทษทางวินัยหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการลงลายมือชื่อและวัน เดือน

ปี ที่รับทราบคำสั่งลงโทษหรือคำสั่งให้ออกจากราชการ

ส่งกลับคืนมาเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานหนึ่งฉบับ ในกรณีเช่นนี้ เมื่อล่วงพ้นสามสิบวันนับแต่วันที่ปรากฏในใบตอบรับทางไปรษณีย์ลงทะเบียน

ว่าผู้ถูกสั่งลงโทษทางวินัยหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการได้รับเอกสารดังกล่าวหรือมีผู้รับแทนแล้ว

แม้ยังไม่ได้รับสำเนาคำสั่งฉบับที่ให้ผู้ถูกสั่งลงโทษทางวินัยหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการลงลายมือชื่อ

และ วัน เดือน ปีที่รับทราบคำสั่งลงโทษทางวินัยหรือคำสั่งให้ออกจากราชการกลับคืนมา

ให้ถือว่าผู้ถูกสั่งลงโทษทางวินัยหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการได้รับทราบคำสั่งแล้ว

มาตรา ข้อ ๓๒

ข้อ ๓๒ หนังสืออุทธรณ์ที่พนักงานผู้รับอุทธรณ์ได้รับอุทธรณ์ไว้แล้ว

ให้ออกใบรับให้ผู้อุทธรณ์และลงทะเบียนเรื่องอุทธรณ์ในสารบบแล้วตรวจคำอุทธรณ์ในเบื้องต้น

ถ้าเห็นว่าเป็นคำอุทธรณ์ที่สมบูรณ์ครบถ้วน ให้เสนอคำอุทธรณ์ดังกล่าวต่อประธาน

ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร

เพื่อดำเนินการต่อไปถ้าเห็นว่าคำอุทธรณ์นั้นไม่สมบูรณ์ครบถ้วนด้วยเหตุใด ๆ

ให้พนักงานผู้รับอุทธรณ์แนะนำให้ผู้อุทธรณ์แก้ไขให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กำหนด

ถ้าเห็นว่าข้อที่ไม่สมบูรณ์ครบถ้วนนั้นเป็นกรณีที่ไม่อาจแก้ไขให้ถูกต้องได้หรือเป็นเรื่องอุทธรณ์ที่ไม่อยู่ในอำนาจของ

ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร หรือผู้อุทธรณ์ ไม่แก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด

ให้บันทึกไว้แล้วเสนอหนังสืออุทธรณ์ดังกล่าว ต่อประธาน ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร เพื่อดำเนินการต่อไป

การถอนอุทธรณ์และการดำเนินการกรณีผู้อุทธรณ์ถึงแก่ความตาย

มาตรา ข้อ ๓๓

ข้อ ๓๓ อุทธรณ์ที่ยื่นไว้แล้ว

ผู้อุทธรณ์อาจถอนอุทธรณ์ในเวลาใด ๆ

ก่อนที่องค์คณะวินิจฉัยมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์นั้นก็ได้

การถอนอุทธรณ์ ต้องทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อผู้อุทธรณ์

แต่ถ้าผู้อุทธรณ์ถอนอุทธรณ์ด้วยวาจาต่อหน้าองค์คณะวินิจฉัย

ให้องค์คณะวินิจฉัยบันทึกไว้และให้ผู้อุทธรณ์ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน

มาตรา ข้อ ๓๔

ข้อ ๓๔ เมื่อมีการถอนอุทธรณ์ตามข้อ ๓๓

ให้องค์คณะวินิจฉัยอนุญาต และสั่งจำหน่ายอุทธรณ์ออกจากสารบบ

มาตรา ข้อ ๓๕

ข้อ ๓๕ การออกจากราชการของผู้อุทธรณ์

ไม่เป็นเหตุให้ยุติการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์

ในกรณีที่ผู้อุทธรณ์ถึงแก่ความตายก่อนการวินิจฉัยอุทธรณ์

ให้รอการวินิจฉัยอุทธรณ์นั้นออกไปจนกว่าทายาท ผู้จัดการมรดก

หรือผู้รับสิทธิของผู้นั้น จะมีคำขอเข้ามาแทนที่ผู้อุทธรณ์นั้น

หรือผู้มีส่วนได้เสียจะมีคำขอเข้ามา

โดยมีคำขอเข้ามาเองหรือโดยที่องค์คณะวินิจฉัยเรียกเข้ามาเนื่องจากคู่กรณีในอุทธรณ์มีคำขอ

คำขอเข้ามาแทนที่ผู้อุทธรณ์ตามวรรคสอง

ให้ยื่นคำขอเป็นหนังสือต่อองค์คณะวินิจฉัยภายในกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่ผู้อุทธรณ์นั้นถึงแก่ความตาย

ถ้าไม่มีคำขอของบุคคลดังกล่าวภายในกำหนดเวลาดังกล่าว

องค์คณะวินิจฉัยจะมีคำสั่งจำหน่ายอุทธรณ์ออกจากสารบบนั้นก็ได้

การตั้งกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์

กรุงเทพมหานคร

มาตรา ข้อ ๓๖

ข้อ ๓๖ ให้ ก.พ.ค.

กรุงเทพมหานคร ตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ กรุงเทพมหานคร ขึ้นคณะหนึ่งหรือหลายคณะประกอบด้วย

กรรมการ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร คนหนึ่งเป็นประธานและกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์

กรุงเทพมหานครอีกสองคนเพื่อทำ

หน้าที่เป็นผู้วินิจฉัยอุทธรณ์โดยจะกำหนดให้ประธานกรรมการ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร

หรือกรรมการ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานครคนหนึ่งทำหน้าที่ประธานในคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์

กรุงเทพมหานครหลายคณะพร้อมกันก็ได้และให้มีเจ้าหน้าที่สำนักงาน ก.ก.

ที่ได้รับมอบหมายเป็นเลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการได้ตามความจำเป็น

ในกรณีที่มีความจำเป็น ก.พ.ค.

กรุงเทพมหานครอาจตั้งให้คณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์กรุงเทพมหานคร

หรือกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์

กรุงเทพมหานครคนใดทำหน้าที่วินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ก็ได้

มาตรา ข้อ ๓๗

ข้อ ๓๗ เมื่อได้มีการตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์

กรุงเทพมหานครและได้มีการจ่ายสำนวนแล้ว ให้ประธานกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์

กรุงเทพมหานครแจ้งคำสั่งตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์

กรุงเทพมหานครให้ผู้อุทธรณ์ทราบ

โดยให้ผู้อุทธรณ์ลงลายมือชื่อและวันที่รับทราบไว้เป็นหลักฐานแล้วมอบสำเนาคำสั่งให้ไว้หนึ่งฉบับหรือจะส่งสำเนาคำสั่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปให้ผู้อุทธรณ์

ณ ที่อยู่ซึ่งปรากฏตามหลักฐานของทางราชการ หรือหลักฐานที่ปรากฏจากการไต่สวนก็ได้ ในกรณีเช่นนี้

เมื่อล่วงพ้นสิบห้าวันนับแต่วันส่งสำเนาคำสั่งดังกล่าว

ให้ถือว่าผู้อุทธรณ์ได้รับทราบคำสั่งตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์

กรุงเทพมหานครแล้ว

มาตรา ข้อ ๓๘

ข้อ ๓๘ ในกรณีเรื่องอุทธรณ์ใดมีลักษณะหนึ่งลักษณะใดดังต่อไปนี้

ประธาน ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร จะให้มีการวินิจฉัยปัญหาหรือเรื่องอุทธรณ์ใดโดยองค์คณะวินิจฉัยหลายองค์คณะร่วมกันพิจารณาวินิจฉัย

ตามที่ประธาน ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร กำหนดก็ได้

(๑) เรื่องที่เกี่ยวกับระบบราชการ หรือประโยชน์สาธารณะ

(๒)

เรื่องที่มีประเด็นวินิจฉัยเกี่ยวกับหลักกฎหมายหรือหลักการที่สำคัญ

(๓) เรื่องที่อาจมีผลเป็นการกลับหรือแก้ไขแนวทางการลงโทษเดิม

(๔) เรื่องที่เป็นโครงการใหญ่และมีงบประมาณสูง

(๕) เรื่องอื่น ๆ ที่ประธาน ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร เห็นสมควร

การยื่นคำคัดค้าน

และการพิจารณาคำคัดค้านกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ กรุงเทพมหานคร

มาตรา ข้อ ๓๙

ข้อ ๓๙ ผู้อุทธรณ์อาจคัดค้านกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์

กรุงเทพมหานครได้ ถ้ากรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์

กรุงเทพมหานครผู้นั้นมีกรณีดังต่อไปนี้

(๑)

รู้เห็นเหตุการณ์ในการกระทำผิดวินัยที่ผู้อุทธรณ์ถูกลงโทษหรือการกระทำที่ผู้อุทธรณ์ถูกสั่งให้ออกจากราชการ

(๒) มีส่วนได้เสียในการกระทำผิดวินัยที่ผู้อุทธรณ์ถูกลงโทษหรือการกระทำที่ผู้อุทธรณ์ถูกสั่งให้ออกจากราชการ

(๓) มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้อุทธรณ์

(๔) เป็นผู้กล่าวหา หรือเป็นหรือเคยเป็นผู้บังคับบัญชาผู้สั่งลงโทษ

หรือสั่งให้ออกจากราชการ

(๕) เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินการทางวินัยหรือการสั่งให้ออกจากราชการที่ผู้อุทธรณ์ถูกลงโทษหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการ

(๖) มีความเกี่ยวพันทางเครือญาติหรือทางการสมรสกับบุคคลตาม (๑) (๒)

(๓) หรือ (๔) อันอาจก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่ผู้อุทธรณ์

คำคัดค้านผู้ได้รับการตั้งเป็นกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ กรุงเทพมหานคร

ต้องทำเป็นหนังสือยื่นต่อประธาน ก.พ.ค.

กรุงเทพมหานครภายในเจ็ดวันนับแต่วันรับทราบคำสั่งตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์

กรุงเทพมหานคร

โดยต้องแสดงข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุแห่งการคัดค้านไว้ในคำคัดค้านด้วยว่าจะทำให้การพิจารณาอุทธรณ์ไม่ได้ความจริงและความยุติธรรมอย่างไร

ก่อนที่จะมีการพิจารณาอุทธรณ์แต่อาจให้กรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์

กรุงเทพมหานครผู้ที่ถูกคัดค้านทำคำชี้แจงประกอบการพิจารณาของประธาน ก.พ.ค.

กรุงเทพมหานคร ได้

มาตรา ข้อ ๔๐

ข้อ ๔๐ เมื่อมีการยื่นคำคัดค้านกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์

กรุงเทพมหานครคนใด ให้กรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ กรุงเทพมหานคร

ผู้ที่ถูกคัดค้านงดการปฏิบัติหน้าที่ไว้จนกว่าประธาน ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร จะได้มีการชี้ขาดในเรื่องการคัดค้านนั้นแล้ว

หากประธาน ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร

เห็นว่ามิได้เป็นไปตามคำคัดค้านและมีเหตุผลสมควรที่จะให้ผู้ที่ถูกคัดค้านปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

ให้ประธาน ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร นำเรื่องเสนอที่ประชุมคณะกรรมการ ก.พ.ค.

กรุงเทพมหานครเพื่อพิจารณามีมติให้กรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์

กรุงเทพมหานครปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

ถ้าที่ประชุมมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของกรรมการที่ไม่ถูกคัดค้านก็ให้กรรมการผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้

มติดังกล่าวให้กระทำโดยวิธีลงคะแนนลับแล้วให้เป็นที่สุด

ในกรณีที่ประธาน ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร

เห็นว่าคำคัดค้านฟังขึ้นหรือมีเหตุผลเพียงพอที่จะฟังได้ว่าหากให้ผู้ที่ถูกคัดค้านปฏิบัติหน้าที่ต่อไปอาจทำให้การพิจารณาไม่ได้ความจริง

และความยุติธรรมให้มีคำสั่งให้ผู้ที่ถูกคัดค้านพ้นจากการเป็นกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์

กรุงเทพมหานคร ในเรื่องนั้นแล้วแจ้งให้ผู้คัดค้านทราบ

ในกรณีที่ประธาน ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร สั่งให้กรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์

กรุงเทพมหานครผู้ที่ถูกคัดค้านถอนตัวจากการพิจารณา ให้ประธาน ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร

แต่งตั้งกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์

กรุงเทพมหานครจากคณะหนึ่งคณะใดหรือตนเองปฏิบัติหน้าที่แทนตามความจำเป็น

มาตรา ข้อ ๔๑

ข้อ ๔๑ กรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์

กรุงเทพมหานครผู้ใดเห็นว่าตนมีกรณีอันอาจถูกคัดค้านได้ตามข้อ ๓๙

หรือเห็นว่ามีเหตุอื่นที่อาจจะมีการกล่าวอ้างในภายหลังได้ว่าตนไม่อยู่ในฐานะที่จะปฏิบัติหน้าที่โดยเที่ยงธรรม

ให้แจ้งต่อประธาน ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร และถอนตัวจากการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์

ให้ประธาน ก.พ.ค. กรุงเทพมหานครแต่งตั้งกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ กรุงเทพมหานคร จากคณะหนึ่งคณะใดหรือตนเองปฏิบัติหน้าที่แทนตามความจำเป็น

ในกรณีที่ประธาน ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร

เห็นว่าควรให้กรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ กรุงเทพมหานคร

ผู้ที่ขอถอนตัวปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ให้นำเรื่องเสนอที่ประชุมคณะกรรมการ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร

เพื่อพิจารณามีมติให้กรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ กรุงเทพมหานครปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ถ้าที่ประชุมมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของกรรมการที่ไม่ถูกคัดค้าน

ก็ให้กรรมการผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้

มติดังกล่าวให้กระทำโดยวิธีลงคะแนนลับแล้วให้เป็นที่สุด

มาตรา ข้อ ๔๒

ข้อ ๔๒ การที่กรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์

กรุงเทพมหานครผู้ที่ถูกสั่งให้งดการปฏิบัติหน้าที่หรือกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์

กรุงเทพมหานครผู้ที่ขอถอนตัวเพราะมีกรณีอันอาจถูกคัดค้านนั้นย่อมไม่กระทบถึงการกระทำใด

ๆ ที่ได้กระทำไปแล้ว แม้ว่าจะได้ดำเนินการหลังจากที่ได้มีการยื่นคำคัดค้านนั้น

การจ่ายสำนวนและการสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์ไว้พิจารณา

มาตรา ข้อ ๔๓

ข้อ ๔๓ ภายใต้บังคับข้อ

๙๐ เมื่อประธาน ก.พ.ค. กรุงเทพมหานครได้รับหนังสืออุทธรณ์ ตามข้อ ๓๒ แล้ว

ให้พิจารณาจ่ายสำนวนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในข้อ ๔๔ ถึงข้อ ๔๗

ประธาน ก.พ.ค.

กรุงเทพมหานครมีอำนาจสั่งการให้รวมเรื่องอุทธรณ์ที่มีมูลกรณีเดียวกันหรือเกี่ยวข้องกัน

เพื่อพิจารณาเป็นเรื่องเดียวกันก็ได้

มาตรา ข้อ ๔๔

ข้อ ๔๔ ในกรณีที่ประธาน

ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร

เห็นว่าอุทธรณ์เรื่องใดมีปัญหาข้อกฎหมายที่สำคัญหรือผลการวินิจฉัยอาจกระทบต่อการปฏิบัติราชการ

หรือจะเป็นการวางบรรทัดฐานในการปฏิบัติราชการ

หรือกรณีเป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับระบบคุณธรรมที่ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร สมควรเป็นผู้วินิจฉัยเองก็ให้จ่ายสำนวนนั้นให้

ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร เป็นองค์คณะวินิจฉัย

ในกรณีนี้ให้ประธาน ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร แต่งตั้งกรรมการ ก.พ.ค.

กรุงเทพมหานครคนหนึ่งเป็นกรรมการ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร เจ้าของสำนวน โดยมีนิติกรผู้รับผิดชอบสำนวนเป็นผู้ช่วย

มาตรา ข้อ ๔๕

ข้อ ๔๕ ในกรณีที่ประธาน

ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร เห็นว่าอุทธรณ์เรื่องใดเป็นกรณีทั่วไปที่ไม่มีลักษณะตามข้อ

๔๔ ก็ให้จ่ายสำนวนอุทธรณ์นั้นให้คณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ กรุงเทพมหานคร คณะหนึ่งคณะใดเป็นองค์คณะวินิจฉัย

ในกรณีนี้ให้ประธานกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์

กรุงเทพมหานครแต่งตั้งกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ กรุงเทพมหานครคนหนึ่งเป็นเจ้าของสำนวน

เมื่อองค์คณะวินิจฉัยได้พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว ให้เสนอ ก.พ.ค.

กรุงเทพมหานครพิจารณาวินิจฉัยต่อไป

มาตรา ข้อ ๔๖

ข้อ ๔๖ ในกรณีที่ประธาน

ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร เห็นว่าอุทธรณ์เรื่องใดเป็นอุทธรณ์ที่ไม่อาจรับไว้พิจารณาได้

ก็ให้จ่ายสำนวนอุทธรณ์นั้นให้ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร

เป็นองค์คณะวินิจฉัยหรือให้คณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์

กรุงเทพมหานครคณะหนึ่งคณะใดเป็นองค์คณะวินิจฉัย

ในกรณีที่คณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ กรุงเทพมหานครเป็นองค์คณะวินิจฉัย

เมื่อพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์นั้นแล้ว ให้เสนอ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร

พิจารณาวินิจฉัยต่อไป

มาตรา ข้อ ๔๗

ข้อ ๔๗ ในกรณีที่ประธาน

ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร เห็นว่าอุทธรณ์เรื่องใด

เป็นอุทธรณ์ที่พิจารณาได้ก็ให้จ่ายสำนวนให้แก่ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร

หรือคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ กรุงเทพมหานคร เป็นองค์คณะวินิจฉัย

ในกรณีที่มีการตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ กรุงเทพมหานครขึ้นหลายคณะ ให้ประธาน

ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร จ่ายสำนวนตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

(๑) ในกรณีที่มีการตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์

กรุงเทพมหานครแยกตามความเชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นการเฉพาะ

ให้จ่ายสำนวนให้ตรงกับความเชี่ยวชาญของคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์

กรุงเทพมหานครที่ตั้งไว้

(๒) ในกรณีที่มีการตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์

กรุงเทพมหานครแยกตามกลุ่มของหน่วยงาน หรือพื้นที่ตั้งของหน่วยงานใด

ให้จ่ายสำนวนให้ตรงกับกลุ่มหรือพื้นที่ตั้งของหน่วยงานนั้น

(๓) ในกรณีที่ไม่มีการตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์

กรุงเทพมหานครตาม (๑) หรือ (๒) หรือมีการตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยในลักษณะเดียวกันหลายคณะ

หรือคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ กรุงเทพมหานครที่รับผิดชอบเรื่องอุทธรณ์ดังกล่าวมีเรื่องอุทธรณ์ค้างการพิจารณาอยู่เป็นจำนวนมากซึ่งหากจ่ายสำนวนเรื่องอุทธรณ์ให้แก่คณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์

กรุงเทพมหานครนั้นจะทำให้การพิจารณาล่าช้าหรือกระทบต่อความยุติธรรม

ให้จ่ายสำนวนอุทธรณ์ตามที่ประธาน ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร เห็นสมควรว่าจะจ่ายสำนวนเรื่องอุทธรณ์ให้แก่คณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์

กรุงเทพมหานครคณะใด

ในกรณีที่คณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์

กรุงเทพมหานครเป็นองค์คณะวินิจฉัย เมื่อวินิจฉัยแล้วให้เสนอ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร

พิจารณาวินิจฉัยต่อไป

มาตรา ข้อ ๔๘

ข้อ ๔๘ กรรมการเจ้าของสำนวน อาจกำหนดประเด็นให้นิติกรผู้รับผิดชอบสำนวนวิเคราะห์และพิจารณาทำความเห็นเสนอองค์คณะวินิจฉัยเพื่อพิจารณาสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์ไว้พิจารณา

ดังนี้

(๑)

ถ้าเห็นว่าเป็นอุทธรณ์ที่มีการดำเนินการโดยถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในหมวด ๑

และเป็นอุทธรณ์ที่รับไว้พิจารณาได้

ก็ให้องค์คณะวินิจฉัยมีคำสั่งรับอุทธรณ์นั้นไว้พิจารณาแล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป

(๒)

ถ้าเห็นว่าเป็นอุทธรณ์ที่ยังไม่ชัดเจนหรือที่ยังมีการดำเนินการโดยไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในหมวด

๑ ก็ให้มีคำสั่งให้ผู้อุทธรณ์ดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมภายในระยะเวลาเจ็ดวันหากไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมภายในระยะเวลาที่กำหนด

ก็ให้เสนอองค์คณะวินิจฉัยเพื่อพิจารณามีคำวินิจฉัย

(๓) ถ้าเห็นว่าเป็นอุทธรณ์ที่ห้ามรับไว้พิจารณาตามข้อ ๔๙

ก็ให้เสนอองค์คณะวินิจฉัยเพื่อพิจารณามีคำวินิจฉัย

มาตรา ข้อ ๔๙

ข้อ ๔๙ อุทธรณ์ดังต่อไปนี้

เป็นอุทธรณ์ที่ห้ามรับไว้พิจารณา

(๑) เป็นเรื่องที่ไม่อาจอุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร ได้ตามมาตรา

๖๐ วรรคหนึ่ง

(๒) ผู้อุทธรณ์มิใช่เป็นผู้มีสิทธิอุทธรณ์ตามมาตรา ๖๐ วรรคหนึ่ง

(๓) เป็นอุทธรณ์ที่ยื่นเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๖๐

วรรคหนึ่ง

(๔) เป็นเรื่องที่ได้เคยมีการอุทธรณ์และได้มีคำวินิจฉัยหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว

(๕) เป็นกรณีตามข้อ ๔๘ (๒) และ (๓)

สำหรับทายาทผู้มีสิทธิยื่นอุทธรณ์แทน ตามที่กำหนดไว้ในหมวด ๒

หากมีกรณีตามที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่ง (๑) ถึง (๕)

ให้ถือว่าเป็นอุทธรณ์ที่ห้ามรับไว้พิจารณาเช่นกัน

93 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

กฎ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ พ.ศ. 2555 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_3e26722b8eed232c

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com