กฎ ก
กฎ ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานคร
ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์
พ.ศ. ๒๕๕๕
โดยที่เป็นการสมควรกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการอุทธรณ์และการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๗ (๕) มาตรา ๔๔ มาตรา ๖๐ วรรคสอง มาตรา ๖๑
วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานครและบุคลากรกรุงเทพมหานคร พ.ศ.
๒๕๕๔
อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา
๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๓ มาตรา ๔๓ และมาตรา ๖๔
ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร จึงออกกฎ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร ไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ กฎ ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานคร นี้เรียกว่า กฎ ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานครว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ พ.ศ. ๒๕๕๕
ข้อ ๒[๑] กฎ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร นี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ ๓ ในกฎ ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานคร นี้
ผู้อุทธรณ์ หมายความว่า
ผู้มีสิทธิอุทธรณ์ และผู้ที่รับมอบหมายให้อุทธรณ์แทน
คู่กรณี หมายความว่า
ผู้อุทธรณ์และคู่กรณีในอุทธรณ์
คู่กรณีในอุทธรณ์ หมายความว่า
ผู้บังคับบัญชาผู้สั่งลงโทษทางวินัยหรือสั่งให้ออกจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานครและบุคลากรกรุงเทพมหานครที่เป็นเหตุแห่งการอุทธรณ์
พนักงานผู้รับอุทธรณ์ หมายความว่า
เจ้าหน้าที่ที่สำนักงาน ก.ก. ได้มอบหมายให้เป็นผู้ดำเนินการเกี่ยวกับการรับอุทธรณ์
การตรวจหนังสืออุทธรณ์
นิติกรผู้รับผิดชอบสำนวน หมายความว่า
นิติกรที่สำนักงาน ก.ก. ได้มอบหมายให้รับผิดชอบสำนวนเรื่องอุทธรณ์
กรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ กรุงเทพมหานคร หมายความว่า กรรมการ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานครและบุคคลซึ่งได้รับแต่งตั้งจาก
ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ กรุงเทพมหานคร
องค์คณะวินิจฉัย หมายความว่า
ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร หรือคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ กรุงเทพมหานคร ที่ ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานคร
ตั้งเพื่อทำหน้าที่เป็นผู้พิจารณาวินิจฉัยเรื่องอุทธรณ์และต้องมีกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์
กรุงเทพมหานครอย่างน้อยสองคนจึงจะเป็นองค์คณะวินิจฉัย
กรรมการเจ้าของสำนวน หมายความว่า
กรรมการ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร กรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ กรุงเทพมหานครและประธานกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์
กรุงเทพมหานคร ซึ่งได้รับแต่งตั้งจากประธาน ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร ให้เป็นผู้รับผิดชอบสำนวนเรื่องอุทธรณ์
ข้อ ๔ ให้ประธาน ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานคร รักษาการตามกฎ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร นี้ และให้มีอำนาจออกประกาศหรือคำสั่งเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามกฎ
ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร นี้
ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร นี้
ประธาน ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร อาจหารือที่ประชุม ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานครเพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยก็ได้
บททั่วไป
ข้อ ๕ วิธีพิจารณาอุทธรณ์ของ ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานคร เป็นวิธีพิจารณาโดยใช้ระบบไต่สวนตามที่กำหนดในกฎ ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานคร นี้
ในกรณีที่กฎหมายหรือระเบียบตามวรรคหนึ่ง
มิได้กำหนดเรื่องใดไว้โดยเฉพาะ
ให้ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
ข้อ ๖ ระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในกฎ ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานคร นี้ หรือตามที่ประธาน ก.พ.ค. กรุงเทพมหานครเห็นสมควรหรือคู่กรณีมีคำขอ
ประธาน ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานครมีอำนาจย่นหรือขยายได้ตามความจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม
ข้อ ๗ ในกรณีที่มิได้มีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ
ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร
ในส่วนที่เกี่ยวกับกระบวนพิจารณาในการเสนอเรื่องอุทธรณ์และตรวจอุทธรณ์ การแสวงหาข้อเท็จจริง
การสรุปสำนวน การรับฟังพยานหลักฐาน
หรือในการดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างอื่นก่อนมีคำวินิจฉัย
เมื่อองค์คณะวินิจฉัยเห็นสมควรหรือเมื่อคู่กรณีฝ่ายที่เสียหายเนื่องจากการที่มิได้ปฏิบัติเช่นว่านั้น
มีคำขอ องค์คณะวินิจฉัยมีอำนาจสั่งยกเลิกกระบวนพิจารณาที่ผิดกฎ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานครนั้นเสียทั้งหมดหรือบางส่วนหรือสั่งแก้ไขหรือมีคำสั่งในเรื่องนั้นอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่เห็นสมควร
ข้อความดังกล่าวตามวรรคหนึ่ง
คู่กรณีฝ่ายที่เสียหายอาจยกขึ้นได้ไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนมีคำสั่งหรือคำวินิจฉัย
แต่ต้องไม่เกินแปดวันนับแต่วันที่ทราบถึงเหตุดังกล่าว
หรือมิได้ให้สัตยาบันแก่การนั้น
การยกเลิกกระบวนพิจารณาตามวรรคหนึ่ง
อันมิใช่เรื่องที่คู่กรณีละเลยไม่ดำเนินกระบวนพิจารณาเรื่องนั้นภายในระยะเวลาที่กฎหมาย
กฎ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร หรือที่องค์คณะวินิจฉัยกำหนดไว้
ไม่ตัดสิทธิคู่กรณีนั้นในอันที่จะดำเนินกระบวนพิจารณานั้นใหม่ให้ถูกต้องได้
ข้อ ๘ การทำคำขอหรือคำร้องต่อ ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานคร ในกระบวนการพิจารณาของ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร ให้ทำเป็นหนังสือ
เว้นแต่ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานครจะอนุญาตให้ทำด้วยวาจา ในกรณีเช่นนี้ให้ ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานครพิจารณาจดแจ้งข้อความนั้นไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา
ข้อ ๙ ให้มีการจดแจ้งรายงานการไต่สวน
การนั่งพิจารณาหรือการดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ไว้ในรายงานกระบวนพิจารณารวมไว้ในสำนวนเรื่องอุทธรณ์ทุกครั้ง
รายงานกระบวนพิจารณานั้น ให้มีรายละเอียดเกี่ยวกับเลขเรื่องที่
ชื่อองค์คณะวินิจฉัยชื่อคู่กรณี สถานที่ วันและเวลาที่ดำเนินการ
ข้อความโดยย่อเกี่ยวกับเรื่องที่กระทำ และลายมือชื่อองค์คณะวินิจฉัย
ในกรณีที่กระบวนพิจารณาใดกระทำต่อหน้าคู่กรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหรือพยาน
ให้คู่กรณีหรือพยานดังกล่าว ลงลายมือชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาด้วย
ข้อ ๑๐ ถ้าคู่กรณี พยาน
หรือบุคคลใดจะต้องลงลายพิมพ์นิ้วมือ แกงได
หรือเครื่องหมายอย่างอื่นแทนการลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณา บันทึก
หรือเอกสารใดเพื่อแสดงการรับรู้รายงานหรือบันทึกนั้น
หรือเพื่อรับรองการอ่านหรือส่งเอกสารนั้น
หากกระทำโดยมีพยานลงลายมือชื่อรับรองไว้ด้วยสองคนแล้ว ให้ถือเสมอกับการลงลายมือชื่อ
แต่ถ้ากระทำต่อหน้าองค์คณะวินิจฉัยไม่จำต้องมีลายมือชื่อของพยานสองคนรับรอง
ถ้าคู่กรณี พยาน หรือบุคคลที่จะต้องลงลายมือชื่อในรายงาน บันทึก
หรือเอกสารดังกล่าวลงลายมือชื่อไม่ได้หรือไม่ยอมลงลายมือชื่อ
ให้จดแจ้งเหตุที่ไม่มีลายมือชื่อเช่นว่านั้นไว้
ข้อ ๑๑ การยื่นเอกสารหรือพยานหลักฐานต่อ ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานคร คู่กรณีจะยื่นด้วยตนเองหรือมอบฉันทะให้ผู้อื่นยื่นต่อ ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานคร หรือต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร
หรือจะส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนก็ได้ ในกรณีที่ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน
ให้ถือว่าวันที่ที่ทำการไปรษณีย์ต้นทางประทับตรารับที่ซองส่งเอกสารเป็นวันที่ยื่นเอกสาร
หรือพยานหลักฐานต่อ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร
การมอบฉันทะให้ผู้อื่นยื่นเอกสารหรือพยานหลักฐาน
ให้ทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้มอบผู้รับมอบ และพยาน
ข้อ ๑๒ ในกรณีที่ ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานคร หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ของ ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานครต้องแจ้งข้อความหรือต้องส่งเอกสารใดให้แก่คู่กรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง
ถ้าผู้นั้นหรือผู้แทนของผู้นั้นมิได้รับทราบข้อความหรือมิได้รับเอกสารจาก ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานคร หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ของ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร
ให้แจ้งข้อความเป็นหนังสือหรือส่งเอกสารทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ เว้นแต่ ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานคร จะมีคำสั่งให้แจ้งข้อความหรือส่งเอกสารโดยวิธีอื่น
ในกรณีที่คู่กรณีหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องยื่นคำขอต่อ ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานคร เพื่อขอให้มีการแจ้งข้อความหรือส่งเอกสารโดยวิธีอื่น
คู่กรณีหรือบุคคลซึ่งยื่นคำขอต้องเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการแจ้งข้อความหรือส่งเอกสารโดยวิธีดังกล่าว
ข้อ ๑๓ การแจ้งข้อความเป็นหนังสือหรือส่งเอกสารทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้ถือว่าวันที่ระบุในใบตอบรับเป็นวันที่ได้รับแจ้ง
หากไม่ปรากฏวันที่ในใบตอบรับให้ถือว่าวันที่ครบกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันส่งเป็นวันที่ได้รับแจ้ง
เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าได้รับก่อนหรือหลังจากวันนั้นหรือไม่ได้รับ
การแจ้งข้อความหรือส่งเอกสารโดยวิธีอื่นตามคำสั่ง ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานคร ให้ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานครกำหนดวันที่ถือว่าผู้รับได้รับแจ้งไว้ด้วย
ข้อ ๑๔ การแจ้งข้อความเป็นหนังสือหรือส่งเอกสารโดยวิธีให้พนักงานเจ้าหน้าที่
ของ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานครหรือบุคคลอื่นนำไปส่ง
ถ้าผู้รับไม่ยอมรับหรือถ้าในขณะนำไปส่งไม่พบผู้รับ
ให้วางหรือปิดหนังสือหรือเอกสารนั้นไว้ในที่ซึ่งเห็นได้ง่าย ณ
สถานที่นั้นต่อหน้าเจ้าพนักงานตำรวจ
ข้าราชการอื่นพนักงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน แพทย์ประจำตำบล
สารวัตรกำนัน ผู้ใหญ่บ้านหรือผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน
และให้ถือว่าผู้รับได้รับแจ้งในวันที่วางหรือปิดหนังสือหรือเอกสารนั้น
ในกรณีที่ไม่พบผู้รับ
จะส่งหนังสือหรือเอกสารแก่บุคคลอื่นซึ่งบรรลุนิติภาวะที่อยู่หรือทำงานในสถานที่นั้นก็ได้
และให้ถือว่าผู้รับได้รับแจ้งในวันที่ได้ส่งหนังสือหรือเอกสารให้แก่บุคคลนั้น
การดำเนินการตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้ส่ง วาง หรือปิดหนังสือ
หรือเอกสารในเวลากลางวันระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก
และให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานครหรือบุคคลผู้นำไปส่ง
มอบใบรับลงลายมือชื่อผู้รับ
หรือมอบรายการส่งหนังสือหรือเอกสารลงลายมือชื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของ ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานคร หรือบุคคลผู้นำไปส่ง แล้วแต่กรณี ต่อ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร
เพื่อรวมไว้ในสำนวน
ใบรับหรือรายงานตามวรรคสาม ต้องระบุวิธีส่ง เวลา วัน เดือน
ปีที่ส่งหนังสือหรือเอกสารรวมทั้งชื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร
หรือบุคคลผู้นำไปส่ง ใบรับหรือรายงานดังกล่าว
จะทำโดยวิธีจดลงไว้ที่หนังสือหรือเอกสารต้นฉบับซึ่งยื่นต่อ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร
ก็ได้
ข้อ ๑๕ เอกสารหรือพยานหลักฐานที่คู่กรณียื่นต่อ
ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร หรือที่ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร ได้มา
ให้เปิดโอกาสให้คู่กรณีขอตรวจดู ทราบ คัดสำเนา หรือขอสำเนาอันรับรองถูกต้อง และ
ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร อาจส่งสำเนาให้คู่กรณีตามกฎ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานครนี้
เว้นแต่กรณีที่มีกฎหมายคุ้มครองให้ไม่ต้องเปิดเผย หรือกรณีที่ ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานคร
เห็นว่าจำเป็นต้องไม่เปิดเผยเพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่การดำเนินงานของรัฐและหรือราชการ
ในกรณีที่เอกสารหรือพยานหลักฐานมีการกำหนดชั้นความลับไว้
มีข้อความที่ไม่เหมาะสมหรือมีข้อความที่อาจเป็นการดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทบุคคลใด
ให้อยู่ในดุลพินิจของ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานครที่จะไม่เปิดโอกาสให้คู่กรณีขอตรวจดู
ทราบ คัดสำเนา ขอสำเนาอันรับรองถูกต้อง หรือไม่ส่งสำเนาให้คู่กรณี ทั้งนี้ ไม่เป็นการตัดอำนาจ ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานคร ที่จะจัดให้มีการทำสรุปเรื่องและเปิดโอกาสให้คู่กรณี ขอตรวจดู
ทราบหรือคัดสำเนาสรุปเรื่อง
หรือขอสำเนาอันรับรองถูกต้องของสรุปเรื่องหรือส่งสำเนาสรุปเรื่องดังกล่าวให้คู่กรณี
ข้อ ๑๖ พยานเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการให้ถ้อยคำของตนในสำนวน
หรือบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียอาจยื่นคำขอต่อ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร
เพื่อขอตรวจดูเอกสารทั้งหมดหรือบางฉบับในสำนวน
หรือขอคัดสำเนาหรือขอสำเนาอันรับรองถูกต้องก็ได้ แต่ทั้งนี้
ห้ามอนุญาตเช่นว่านั้นแก่
(๑) บุคคลภายนอก ในสำนวนที่พิจารณาโดยไม่เปิดเผย
(๒) พยานหรือบุคคลภายนอก ในสำนวนที่ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร
ห้ามการตรวจหรือคัดสำเนาเอกสารในสำนวนทั้งหมดหรือบางฉบับเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน
หรือประโยชน์สาธารณะ
(๓) พยานหรือบุคคลภายนอก ในกรณีที่กฎหมายคุ้มครองให้ไม่ต้องเปิดเผย
หรือกรณีที่ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร เห็นว่าจำเป็นต้องไม่เปิดเผย
เพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่การดำเนินการของรัฐ และหรือราชการ
ข้อ ๑๗ คู่กรณี พยาน
หรือบุคคลภายนอกไม่อาจขอตรวจดูหรือขอคัดสำเนาเอกสารที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของ
ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร นิติกรผู้รับผิดชอบสำนวน
กรรมการเจ้าของสำนวนหรือองค์คณะวินิจฉัยจัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นการภายใน
ทั้งไม่อาจขอสำเนาอันรับรองถูกต้องของเอกสารนั้น
ข้อ ๑๘ การตรวจดูหรือการคัดสำเนาเอกสารในสำนวนให้ผู้ขอตามข้อ
๑๕ หรือข้อ ๑๖ หรือบุคคลซึ่งได้รับมอบอำนาจจากผู้ขอเป็นผู้ตรวจดูหรือคัด
ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ประธาน ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร กำหนด
เพื่อความสะดวกหรือเพื่อความปลอดภัยของเอกสารนั้น
ห้ามคัดสำเนาคำวินิจฉัยหรือคำสั่งขององค์คณะวินิจฉัยก่อนที่จะมีการแจ้งคำวินิจฉัยหรือคำสั่งนั้น
การรับรองสำเนาเอกสาร ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่ ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานคร กำหนด เป็นผู้รับรอง
ข้อ ๑๙ ถ้าสำนวนเอกสารของคู่กรณี
พยานหลักฐาน
รายงานกระบวนพิจารณาคำวินิจฉัยหรือเอกสารอื่นใดที่รวมไว้ในสำนวนซึ่งยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา
หรือรอการดำเนินการตามคำวินิจฉัยสูญหายไป หรือบุบสลายทั้งหมดหรือบางส่วน
และกรณีดังกล่าวเป็นการขัดข้องต่อการพิจารณาวินิจฉัยการมีคำสั่ง
หรือการดำเนินการตามคำวินิจฉัย เมื่อ ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานครเห็นสมควรหรือคู่กรณีฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีคำขอ ให้ ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานคร
สั่งให้คู่กรณีหรือบุคคลผู้ถือเอกสารนั้นนำสำเนาที่รับรองถูกต้องมาส่งต่อ ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานคร ถ้าสำเนาเช่นว่านั้นทั้งหมดหรือบางส่วนหาไม่ได้ ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานคร อาจมีคำวินิจฉัยให้พิจารณาอุทธรณ์นั้นใหม่
หรือมีคำสั่งอย่างอื่นตามที่เห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม
ข้อ ๒๐ เพื่อให้กระบวนพิจารณาเป็นไปโดยสะดวก
รวดเร็ว และเที่ยงธรรม องค์คณะวินิจฉัยหรือกรรมการเจ้าของสำนวนอาจมีคำสั่งให้การติดต่อสื่อสารระหว่างองค์คณะวินิจฉัย
หรือกรรมการเจ้าของสำนวนด้วยกันกระทำโดยโทรสาร สื่ออิเล็กทรอนิกส์
หรือสื่อทางเทคโนโลยีสารสนเทศประเภทอื่นแทนการติดต่อโดยทางไปรษณีย์หรือประกอบกันก็ได้
โดยคำนึงถึงความจำเป็นเร่งด่วน และความเหมาะสมแก่ลักษณะเนื้อหาของเรื่องที่ทำการติดต่อ
รวมทั้งจำนวนและลักษณะของเอกสาร หรือวัตถุอื่นที่เกี่ยวข้อง
เพื่ออำนวยความสะดวกแก่คู่กรณี พยาน หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานครอาจมีคำสั่งให้การแจ้งข้อความหรือการส่งเอกสารระหว่าง ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานคร กับคู่กรณี พยานหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง
กระทำโดยวิธีการตามวรรคหนึ่งก็ได้ โดยให้ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร
กำหนดวันที่ถือว่าได้รับแจ้งข้อความหรือเอกสารไว้ด้วย
ข้อ ๒๑ สำนวน
เอกสารของคู่กรณี พยานหลักฐาน รายงานกระบวนพิจารณา คำวินิจฉัย คำสั่ง
หรือเอกสารอื่นใดที่รวมไว้ในสำนวน ไม่ว่าจะเป็นเอกสารต้นฉบับหรือสำเนาคู่ฉบับ
ถ้าองค์คณะวินิจฉัยเห็นสมควร จะมีคำสั่งให้ส่งคืน
เก็บรักษาหรือนำเสนอในรูปข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้
การยื่นอุทธรณ์
และการตรวจอุทธรณ์
ข้อ ๒๒ ผู้อุทธรณ์
ต้องเป็นผู้มีสิทธิอุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานครและบุคลากรกรุงเทพมหานคร
และที่กำหนดไว้ในกฎ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร ฉบับนี้
ข้อ ๒๓ กรณีที่ผู้มีสิทธิอุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานคร
ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานครและบุคลากรกรุงเทพมหานคร
ถึงแก่ความตายก่อนที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์ทายาทผู้มีสิทธิรับบำเหน็จตกทอดของผู้นั้น
มีสิทธิอุทธรณ์แทนได้
ในกรณีที่มีทายาทหลายคนก็ดี
ทายาทเป็นผู้ไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถก็ดีหากทายาทเหล่านั้นประสงค์จะอุทธรณ์แทนตามวรรคหนึ่ง
ให้นำกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยความสามารถมาเทียบเพื่อการใช้บังคับ
แล้วแต่กรณีโดยอนุโลม
ข้อ ๒๔ ผู้มีสิทธิอุทธรณ์จะมอบหมายให้ทนายความ
หรือบุคคลอื่นซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วทำการอุทธรณ์แทนได้
ด้วยเหตุจำเป็นอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
(๑) เจ็บป่วยจนไม่สามารถอุทธรณ์ด้วยตนเองได้
(๒)
อยู่ในต่างประเทศและคาดหมายได้ว่าไม่อาจอุทธรณ์ด้วยตนเองได้ทันเวลาที่กำหนด
(๓) มีเหตุจำเป็นอย่างอื่นที่ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร
หรือองค์คณะวินิจฉัยเห็นสมควร
ข้อ ๒๕ ผู้อุทธรณ์อาจมอบหมายให้ทนายความ
หรือบุคคลอื่นซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วเป็นผู้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดในกระบวนการอุทธรณ์แทนก็ได้
แต่ต้องแจ้งล่วงหน้าเพื่อตรวจสอบความถูกต้องก่อน
ในการชี้แจงหรือให้ถ้อยคำต่อองค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์หรือต่อกรรมการเจ้าของสำนวน
คู่กรณีมีสิทธินำทนายความ หรือที่ปรึกษาของตนเข้ามาในการพิจารณาได้
การใดที่ทนายความหรือที่ปรึกษาได้ทำลงต่อหน้าคู่กรณี
ให้ถือว่าเป็นการกระทำของคู่กรณีเว้นแต่คู่กรณีจะได้คัดค้านเสียแต่ในขณะนั้น
ข้อ ๒๖ การมอบหมายตามกฎ
ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร ฉบับนี้ ให้ทำเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อผู้มอบและผู้รับมอบ
ถ้าผู้มอบไม่สามารถลงลายมือชื่อได้ ให้พิมพ์ลายนิ้วมือ หรือแกงได
โดยมีพยานลงลายมือชื่อรับรองอย่างน้อยสองคน
และให้มีหลักฐานแสดงตัวผู้ได้รับมอบหมายด้วย
ข้อ ๒๗ การอุทธรณ์ต้องทำเป็นหนังสือถึงประธาน
ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร โดยใช้ถ้อยคำสุภาพและมีสาระสำคัญ ดังต่อไปนี้
(๑) ชื่อ ตำแหน่ง สังกัด และที่อยู่สำหรับการติดต่อเกี่ยวกับการอุทธรณ์ของผู้อุทธรณ์
(๒) คำสั่งที่เป็นเหตุแห่งการอุทธรณ์ และวันที่รับทราบคำสั่ง
(๓)
ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ผู้อุทธรณ์ยกขึ้นเป็นข้อคัดค้านคำสั่งที่เป็นเหตุแห่งการอุทธรณ์
(๔) คำขอของผู้อุทธรณ์
(๕) ลายมือชื่อของผู้อุทธรณ์
ถ้าเป็นการอุทธรณ์โดยทายาท หรือผู้ได้รับมอบหมายให้อุทธรณ์แทน
ให้ปรับสาระสำคัญในหนังสืออุทธรณ์ให้เหมาะสม
โดยอย่างน้อยควรมีสาระสำคัญให้สามารถเข้าใจได้ตามหัวข้อที่กล่าวในวรรคหนึ่ง
ข้อ ๒๘ ให้ผู้อุทธรณ์จัดทำสำเนาหนังสืออุทธรณ์
และสำเนาพยานหลักฐานที่ผู้อุทธรณ์รับรองสำเนาถูกต้อง ยื่นพร้อมกับหนังสืออุทธรณ์ด้วย
กรณีที่ไม่อาจแนบพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องได้เพราะพยานหลักฐานอยู่ในความครอบครองของหน่วยงานของรัฐ
เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือบุคคลอื่นหรือเพราะเหตุอื่นใด
ให้ระบุเหตุที่ไม่อาจแนบพยานหลักฐานไว้ด้วย
และถ้ามีการมอบหมายให้ดำเนินการแทนก็ให้แนบหนังสือมอบหมายตามข้อ ๒๖ แล้วแต่กรณี
พร้อมหนังสืออุทธรณ์ด้วย
ข้อ ๒๙ การอุทธรณ์ต้องยื่นภายในกำหนดระยะเวลา
ดังนี้
(๑)
สามสิบวันนับแต่วันทราบหรือถือว่าทราบคำสั่งที่เป็นเหตุแห่งการอุทธรณ์
สำหรับผู้ที่ถูกสั่งลงโทษหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานครและบุคลากรกรุงเทพมหานคร
(๒)
เก้าสิบวันนับแต่วันทราบหรือถือว่าทราบคำสั่งที่เป็นเหตุแห่งการอุทธรณ์
หรือหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้ถูกสั่งลงโทษหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการ
ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานครและบุคลากรกรุงเทพมหานคร ถึงแก่ความตาย
สำหรับทายาทตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๓๕
ข้อ ๓๐ การยื่นหนังสืออุทธรณ์
ให้ยื่นต่อพนักงานผู้รับอุทธรณ์ที่กองพิทักษ์ระบบคุณธรรมสำนักงาน ก.ก.
หรือจะส่งหนังสืออุทธรณ์โดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนก็ได้
และเพื่อประโยชน์ในการนับระยะเวลาอุทธรณ์ ในกรณีมายื่นอุทธรณ์ต่อพนักงานผู้รับอุทธรณ์
ให้ถือวันที่รับหนังสือตามหลักฐานการลงทะเบียนรับหนังสือตามระเบียบว่าด้วยงานสารบรรณเป็นวันยื่นหนังสืออุทธรณ์
ส่วนกรณีส่งหนังสืออุทธรณ์ทางไปรษณีย์ให้ถือวันที่ที่ทำการไปรษณีย์ต้นทางประทับตรารับที่ซองหนังสืออุทธรณ์เป็นวันยื่นหนังสืออุทธรณ์
ข้อ ๓๑ เพื่อประโยชน์ในการนับระยะเวลาอุทธรณ์
ให้ถือวันที่ผู้ถูกสั่งลงโทษทางวินัยหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่ง
เป็นวันรับทราบคำสั่ง
ถ้าผู้ถูกสั่งลงโทษทางวินัยหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการไม่ยอมลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่งลงโทษหรือคำสั่งให้ออกจากราชการ
และมีการแจ้งคำสั่งลงโทษ หรือคำสั่งให้ออกจากราชการ
ให้ผู้ถูกสั่งลงโทษทางวินัยหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการทราบกับมอบสำเนาคำสั่งลงโทษ
หรือสำเนาคำสั่ง
ให้ออกจากราชการให้ผู้ถูกสั่งลงโทษทางวินัยหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการ
แล้วทำบันทึกลงวัน เดือน ปี เวลา และสถานที่ที่แจ้งและลงลายมือชื่อผู้แจ้ง
พร้อมทั้งพยานรู้เห็นไว้เป็นหลักฐานแล้วให้ถือวันที่แจ้งนั้นเป็นวันรับทราบคำสั่ง
ถ้าไม่อาจแจ้งให้ผู้ถูกสั่งลงโทษทางวินัยหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่งได้โดยตรง
และได้แจ้งเป็นหนังสือส่งสำเนาคำสั่งลงโทษ
หรือสำเนาคำสั่งให้ออกจากราชการทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปให้ผู้ถูกสั่งลงโทษทางวินัยหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการ
ณ ที่อยู่ของผู้ถูกสั่งลงโทษทางวินัยหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการ
ซึ่งปรากฏตามหลักฐานของทางราชการโดยส่งสำเนาคำสั่งไปให้สองฉบับ เพื่อให้ผู้ถูกสั่งลงโทษทางวินัยหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการเก็บไว้หนึ่งฉบับ
และให้ผู้ถูกสั่งลงโทษทางวินัยหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการลงลายมือชื่อและวัน เดือน
ปี ที่รับทราบคำสั่งลงโทษหรือคำสั่งให้ออกจากราชการ
ส่งกลับคืนมาเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานหนึ่งฉบับ ในกรณีเช่นนี้ เมื่อล่วงพ้นสามสิบวันนับแต่วันที่ปรากฏในใบตอบรับทางไปรษณีย์ลงทะเบียน
ว่าผู้ถูกสั่งลงโทษทางวินัยหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการได้รับเอกสารดังกล่าวหรือมีผู้รับแทนแล้ว
แม้ยังไม่ได้รับสำเนาคำสั่งฉบับที่ให้ผู้ถูกสั่งลงโทษทางวินัยหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการลงลายมือชื่อ
และ วัน เดือน ปีที่รับทราบคำสั่งลงโทษทางวินัยหรือคำสั่งให้ออกจากราชการกลับคืนมา
ให้ถือว่าผู้ถูกสั่งลงโทษทางวินัยหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการได้รับทราบคำสั่งแล้ว
ข้อ ๓๒ หนังสืออุทธรณ์ที่พนักงานผู้รับอุทธรณ์ได้รับอุทธรณ์ไว้แล้ว
ให้ออกใบรับให้ผู้อุทธรณ์และลงทะเบียนเรื่องอุทธรณ์ในสารบบแล้วตรวจคำอุทธรณ์ในเบื้องต้น
ถ้าเห็นว่าเป็นคำอุทธรณ์ที่สมบูรณ์ครบถ้วน ให้เสนอคำอุทธรณ์ดังกล่าวต่อประธาน
ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร
เพื่อดำเนินการต่อไปถ้าเห็นว่าคำอุทธรณ์นั้นไม่สมบูรณ์ครบถ้วนด้วยเหตุใด ๆ
ให้พนักงานผู้รับอุทธรณ์แนะนำให้ผู้อุทธรณ์แก้ไขให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กำหนด
ถ้าเห็นว่าข้อที่ไม่สมบูรณ์ครบถ้วนนั้นเป็นกรณีที่ไม่อาจแก้ไขให้ถูกต้องได้หรือเป็นเรื่องอุทธรณ์ที่ไม่อยู่ในอำนาจของ
ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร หรือผู้อุทธรณ์ ไม่แก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด
ให้บันทึกไว้แล้วเสนอหนังสืออุทธรณ์ดังกล่าว ต่อประธาน ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร เพื่อดำเนินการต่อไป
การถอนอุทธรณ์และการดำเนินการกรณีผู้อุทธรณ์ถึงแก่ความตาย
ข้อ ๓๓ อุทธรณ์ที่ยื่นไว้แล้ว
ผู้อุทธรณ์อาจถอนอุทธรณ์ในเวลาใด ๆ
ก่อนที่องค์คณะวินิจฉัยมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์นั้นก็ได้
การถอนอุทธรณ์ ต้องทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อผู้อุทธรณ์
แต่ถ้าผู้อุทธรณ์ถอนอุทธรณ์ด้วยวาจาต่อหน้าองค์คณะวินิจฉัย
ให้องค์คณะวินิจฉัยบันทึกไว้และให้ผู้อุทธรณ์ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน
ข้อ ๓๔ เมื่อมีการถอนอุทธรณ์ตามข้อ ๓๓
ให้องค์คณะวินิจฉัยอนุญาต และสั่งจำหน่ายอุทธรณ์ออกจากสารบบ
ข้อ ๓๕ การออกจากราชการของผู้อุทธรณ์
ไม่เป็นเหตุให้ยุติการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์
ในกรณีที่ผู้อุทธรณ์ถึงแก่ความตายก่อนการวินิจฉัยอุทธรณ์
ให้รอการวินิจฉัยอุทธรณ์นั้นออกไปจนกว่าทายาท ผู้จัดการมรดก
หรือผู้รับสิทธิของผู้นั้น จะมีคำขอเข้ามาแทนที่ผู้อุทธรณ์นั้น
หรือผู้มีส่วนได้เสียจะมีคำขอเข้ามา
โดยมีคำขอเข้ามาเองหรือโดยที่องค์คณะวินิจฉัยเรียกเข้ามาเนื่องจากคู่กรณีในอุทธรณ์มีคำขอ
คำขอเข้ามาแทนที่ผู้อุทธรณ์ตามวรรคสอง
ให้ยื่นคำขอเป็นหนังสือต่อองค์คณะวินิจฉัยภายในกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่ผู้อุทธรณ์นั้นถึงแก่ความตาย
ถ้าไม่มีคำขอของบุคคลดังกล่าวภายในกำหนดเวลาดังกล่าว
องค์คณะวินิจฉัยจะมีคำสั่งจำหน่ายอุทธรณ์ออกจากสารบบนั้นก็ได้
การตั้งกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์
กรุงเทพมหานคร
ข้อ ๓๖ ให้ ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานคร ตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ กรุงเทพมหานคร ขึ้นคณะหนึ่งหรือหลายคณะประกอบด้วย
กรรมการ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร คนหนึ่งเป็นประธานและกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์
กรุงเทพมหานครอีกสองคนเพื่อทำ
หน้าที่เป็นผู้วินิจฉัยอุทธรณ์โดยจะกำหนดให้ประธานกรรมการ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร
หรือกรรมการ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานครคนหนึ่งทำหน้าที่ประธานในคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์
กรุงเทพมหานครหลายคณะพร้อมกันก็ได้และให้มีเจ้าหน้าที่สำนักงาน ก.ก.
ที่ได้รับมอบหมายเป็นเลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการได้ตามความจำเป็น
ในกรณีที่มีความจำเป็น ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานครอาจตั้งให้คณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์กรุงเทพมหานคร
หรือกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์
กรุงเทพมหานครคนใดทำหน้าที่วินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ก็ได้
ข้อ ๓๗ เมื่อได้มีการตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์
กรุงเทพมหานครและได้มีการจ่ายสำนวนแล้ว ให้ประธานกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์
กรุงเทพมหานครแจ้งคำสั่งตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์
กรุงเทพมหานครให้ผู้อุทธรณ์ทราบ
โดยให้ผู้อุทธรณ์ลงลายมือชื่อและวันที่รับทราบไว้เป็นหลักฐานแล้วมอบสำเนาคำสั่งให้ไว้หนึ่งฉบับหรือจะส่งสำเนาคำสั่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปให้ผู้อุทธรณ์
ณ ที่อยู่ซึ่งปรากฏตามหลักฐานของทางราชการ หรือหลักฐานที่ปรากฏจากการไต่สวนก็ได้ ในกรณีเช่นนี้
เมื่อล่วงพ้นสิบห้าวันนับแต่วันส่งสำเนาคำสั่งดังกล่าว
ให้ถือว่าผู้อุทธรณ์ได้รับทราบคำสั่งตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์
กรุงเทพมหานครแล้ว
ข้อ ๓๘ ในกรณีเรื่องอุทธรณ์ใดมีลักษณะหนึ่งลักษณะใดดังต่อไปนี้
ประธาน ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร จะให้มีการวินิจฉัยปัญหาหรือเรื่องอุทธรณ์ใดโดยองค์คณะวินิจฉัยหลายองค์คณะร่วมกันพิจารณาวินิจฉัย
ตามที่ประธาน ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร กำหนดก็ได้
(๑) เรื่องที่เกี่ยวกับระบบราชการ หรือประโยชน์สาธารณะ
(๒)
เรื่องที่มีประเด็นวินิจฉัยเกี่ยวกับหลักกฎหมายหรือหลักการที่สำคัญ
(๓) เรื่องที่อาจมีผลเป็นการกลับหรือแก้ไขแนวทางการลงโทษเดิม
(๔) เรื่องที่เป็นโครงการใหญ่และมีงบประมาณสูง
(๕) เรื่องอื่น ๆ ที่ประธาน ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร เห็นสมควร
การยื่นคำคัดค้าน
และการพิจารณาคำคัดค้านกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ กรุงเทพมหานคร
ข้อ ๓๙ ผู้อุทธรณ์อาจคัดค้านกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์
กรุงเทพมหานครได้ ถ้ากรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์
กรุงเทพมหานครผู้นั้นมีกรณีดังต่อไปนี้
(๑)
รู้เห็นเหตุการณ์ในการกระทำผิดวินัยที่ผู้อุทธรณ์ถูกลงโทษหรือการกระทำที่ผู้อุทธรณ์ถูกสั่งให้ออกจากราชการ
(๒) มีส่วนได้เสียในการกระทำผิดวินัยที่ผู้อุทธรณ์ถูกลงโทษหรือการกระทำที่ผู้อุทธรณ์ถูกสั่งให้ออกจากราชการ
(๓) มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้อุทธรณ์
(๔) เป็นผู้กล่าวหา หรือเป็นหรือเคยเป็นผู้บังคับบัญชาผู้สั่งลงโทษ
หรือสั่งให้ออกจากราชการ
(๕) เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินการทางวินัยหรือการสั่งให้ออกจากราชการที่ผู้อุทธรณ์ถูกลงโทษหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการ
(๖) มีความเกี่ยวพันทางเครือญาติหรือทางการสมรสกับบุคคลตาม (๑) (๒)
(๓) หรือ (๔) อันอาจก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่ผู้อุทธรณ์
คำคัดค้านผู้ได้รับการตั้งเป็นกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ กรุงเทพมหานคร
ต้องทำเป็นหนังสือยื่นต่อประธาน ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานครภายในเจ็ดวันนับแต่วันรับทราบคำสั่งตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์
กรุงเทพมหานคร
โดยต้องแสดงข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุแห่งการคัดค้านไว้ในคำคัดค้านด้วยว่าจะทำให้การพิจารณาอุทธรณ์ไม่ได้ความจริงและความยุติธรรมอย่างไร
ก่อนที่จะมีการพิจารณาอุทธรณ์แต่อาจให้กรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์
กรุงเทพมหานครผู้ที่ถูกคัดค้านทำคำชี้แจงประกอบการพิจารณาของประธาน ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานคร ได้
ข้อ ๔๐ เมื่อมีการยื่นคำคัดค้านกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์
กรุงเทพมหานครคนใด ให้กรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ กรุงเทพมหานคร
ผู้ที่ถูกคัดค้านงดการปฏิบัติหน้าที่ไว้จนกว่าประธาน ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร จะได้มีการชี้ขาดในเรื่องการคัดค้านนั้นแล้ว
หากประธาน ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร
เห็นว่ามิได้เป็นไปตามคำคัดค้านและมีเหตุผลสมควรที่จะให้ผู้ที่ถูกคัดค้านปฏิบัติหน้าที่ต่อไป
ให้ประธาน ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร นำเรื่องเสนอที่ประชุมคณะกรรมการ ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานครเพื่อพิจารณามีมติให้กรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์
กรุงเทพมหานครปฏิบัติหน้าที่ต่อไป
ถ้าที่ประชุมมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของกรรมการที่ไม่ถูกคัดค้านก็ให้กรรมการผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้
มติดังกล่าวให้กระทำโดยวิธีลงคะแนนลับแล้วให้เป็นที่สุด
ในกรณีที่ประธาน ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร
เห็นว่าคำคัดค้านฟังขึ้นหรือมีเหตุผลเพียงพอที่จะฟังได้ว่าหากให้ผู้ที่ถูกคัดค้านปฏิบัติหน้าที่ต่อไปอาจทำให้การพิจารณาไม่ได้ความจริง
และความยุติธรรมให้มีคำสั่งให้ผู้ที่ถูกคัดค้านพ้นจากการเป็นกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์
กรุงเทพมหานคร ในเรื่องนั้นแล้วแจ้งให้ผู้คัดค้านทราบ
ในกรณีที่ประธาน ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร สั่งให้กรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์
กรุงเทพมหานครผู้ที่ถูกคัดค้านถอนตัวจากการพิจารณา ให้ประธาน ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร
แต่งตั้งกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์
กรุงเทพมหานครจากคณะหนึ่งคณะใดหรือตนเองปฏิบัติหน้าที่แทนตามความจำเป็น
ข้อ ๔๑ กรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์
กรุงเทพมหานครผู้ใดเห็นว่าตนมีกรณีอันอาจถูกคัดค้านได้ตามข้อ ๓๙
หรือเห็นว่ามีเหตุอื่นที่อาจจะมีการกล่าวอ้างในภายหลังได้ว่าตนไม่อยู่ในฐานะที่จะปฏิบัติหน้าที่โดยเที่ยงธรรม
ให้แจ้งต่อประธาน ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร และถอนตัวจากการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์
ให้ประธาน ก.พ.ค. กรุงเทพมหานครแต่งตั้งกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ กรุงเทพมหานคร จากคณะหนึ่งคณะใดหรือตนเองปฏิบัติหน้าที่แทนตามความจำเป็น
ในกรณีที่ประธาน ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร
เห็นว่าควรให้กรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ กรุงเทพมหานคร
ผู้ที่ขอถอนตัวปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ให้นำเรื่องเสนอที่ประชุมคณะกรรมการ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร
เพื่อพิจารณามีมติให้กรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ กรุงเทพมหานครปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ถ้าที่ประชุมมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของกรรมการที่ไม่ถูกคัดค้าน
ก็ให้กรรมการผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้
มติดังกล่าวให้กระทำโดยวิธีลงคะแนนลับแล้วให้เป็นที่สุด
ข้อ ๔๒ การที่กรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์
กรุงเทพมหานครผู้ที่ถูกสั่งให้งดการปฏิบัติหน้าที่หรือกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์
กรุงเทพมหานครผู้ที่ขอถอนตัวเพราะมีกรณีอันอาจถูกคัดค้านนั้นย่อมไม่กระทบถึงการกระทำใด
ๆ ที่ได้กระทำไปแล้ว แม้ว่าจะได้ดำเนินการหลังจากที่ได้มีการยื่นคำคัดค้านนั้น
การจ่ายสำนวนและการสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์ไว้พิจารณา
ข้อ ๔๓ ภายใต้บังคับข้อ
๙๐ เมื่อประธาน ก.พ.ค. กรุงเทพมหานครได้รับหนังสืออุทธรณ์ ตามข้อ ๓๒ แล้ว
ให้พิจารณาจ่ายสำนวนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในข้อ ๔๔ ถึงข้อ ๔๗
ประธาน ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานครมีอำนาจสั่งการให้รวมเรื่องอุทธรณ์ที่มีมูลกรณีเดียวกันหรือเกี่ยวข้องกัน
เพื่อพิจารณาเป็นเรื่องเดียวกันก็ได้
ข้อ ๔๔ ในกรณีที่ประธาน
ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร
เห็นว่าอุทธรณ์เรื่องใดมีปัญหาข้อกฎหมายที่สำคัญหรือผลการวินิจฉัยอาจกระทบต่อการปฏิบัติราชการ
หรือจะเป็นการวางบรรทัดฐานในการปฏิบัติราชการ
หรือกรณีเป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับระบบคุณธรรมที่ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร สมควรเป็นผู้วินิจฉัยเองก็ให้จ่ายสำนวนนั้นให้
ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร เป็นองค์คณะวินิจฉัย
ในกรณีนี้ให้ประธาน ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร แต่งตั้งกรรมการ ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานครคนหนึ่งเป็นกรรมการ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร เจ้าของสำนวน โดยมีนิติกรผู้รับผิดชอบสำนวนเป็นผู้ช่วย
ข้อ ๔๕ ในกรณีที่ประธาน
ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร เห็นว่าอุทธรณ์เรื่องใดเป็นกรณีทั่วไปที่ไม่มีลักษณะตามข้อ
๔๔ ก็ให้จ่ายสำนวนอุทธรณ์นั้นให้คณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ กรุงเทพมหานคร คณะหนึ่งคณะใดเป็นองค์คณะวินิจฉัย
ในกรณีนี้ให้ประธานกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์
กรุงเทพมหานครแต่งตั้งกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ กรุงเทพมหานครคนหนึ่งเป็นเจ้าของสำนวน
เมื่อองค์คณะวินิจฉัยได้พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว ให้เสนอ ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานครพิจารณาวินิจฉัยต่อไป
ข้อ ๔๖ ในกรณีที่ประธาน
ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร เห็นว่าอุทธรณ์เรื่องใดเป็นอุทธรณ์ที่ไม่อาจรับไว้พิจารณาได้
ก็ให้จ่ายสำนวนอุทธรณ์นั้นให้ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร
เป็นองค์คณะวินิจฉัยหรือให้คณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์
กรุงเทพมหานครคณะหนึ่งคณะใดเป็นองค์คณะวินิจฉัย
ในกรณีที่คณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ กรุงเทพมหานครเป็นองค์คณะวินิจฉัย
เมื่อพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์นั้นแล้ว ให้เสนอ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร
พิจารณาวินิจฉัยต่อไป
ข้อ ๔๗ ในกรณีที่ประธาน
ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร เห็นว่าอุทธรณ์เรื่องใด
เป็นอุทธรณ์ที่พิจารณาได้ก็ให้จ่ายสำนวนให้แก่ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร
หรือคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ กรุงเทพมหานคร เป็นองค์คณะวินิจฉัย
ในกรณีที่มีการตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ กรุงเทพมหานครขึ้นหลายคณะ ให้ประธาน
ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร จ่ายสำนวนตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
(๑) ในกรณีที่มีการตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์
กรุงเทพมหานครแยกตามความเชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นการเฉพาะ
ให้จ่ายสำนวนให้ตรงกับความเชี่ยวชาญของคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์
กรุงเทพมหานครที่ตั้งไว้
(๒) ในกรณีที่มีการตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์
กรุงเทพมหานครแยกตามกลุ่มของหน่วยงาน หรือพื้นที่ตั้งของหน่วยงานใด
ให้จ่ายสำนวนให้ตรงกับกลุ่มหรือพื้นที่ตั้งของหน่วยงานนั้น
(๓) ในกรณีที่ไม่มีการตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์
กรุงเทพมหานครตาม (๑) หรือ (๒) หรือมีการตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยในลักษณะเดียวกันหลายคณะ
หรือคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ กรุงเทพมหานครที่รับผิดชอบเรื่องอุทธรณ์ดังกล่าวมีเรื่องอุทธรณ์ค้างการพิจารณาอยู่เป็นจำนวนมากซึ่งหากจ่ายสำนวนเรื่องอุทธรณ์ให้แก่คณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์
กรุงเทพมหานครนั้นจะทำให้การพิจารณาล่าช้าหรือกระทบต่อความยุติธรรม
ให้จ่ายสำนวนอุทธรณ์ตามที่ประธาน ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร เห็นสมควรว่าจะจ่ายสำนวนเรื่องอุทธรณ์ให้แก่คณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์
กรุงเทพมหานครคณะใด
ในกรณีที่คณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์
กรุงเทพมหานครเป็นองค์คณะวินิจฉัย เมื่อวินิจฉัยแล้วให้เสนอ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร
พิจารณาวินิจฉัยต่อไป
ข้อ ๔๘ กรรมการเจ้าของสำนวน อาจกำหนดประเด็นให้นิติกรผู้รับผิดชอบสำนวนวิเคราะห์และพิจารณาทำความเห็นเสนอองค์คณะวินิจฉัยเพื่อพิจารณาสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์ไว้พิจารณา
ดังนี้
(๑)
ถ้าเห็นว่าเป็นอุทธรณ์ที่มีการดำเนินการโดยถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในหมวด ๑
และเป็นอุทธรณ์ที่รับไว้พิจารณาได้
ก็ให้องค์คณะวินิจฉัยมีคำสั่งรับอุทธรณ์นั้นไว้พิจารณาแล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป
(๒)
ถ้าเห็นว่าเป็นอุทธรณ์ที่ยังไม่ชัดเจนหรือที่ยังมีการดำเนินการโดยไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในหมวด
๑ ก็ให้มีคำสั่งให้ผู้อุทธรณ์ดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมภายในระยะเวลาเจ็ดวันหากไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมภายในระยะเวลาที่กำหนด
ก็ให้เสนอองค์คณะวินิจฉัยเพื่อพิจารณามีคำวินิจฉัย
(๓) ถ้าเห็นว่าเป็นอุทธรณ์ที่ห้ามรับไว้พิจารณาตามข้อ ๔๙
ก็ให้เสนอองค์คณะวินิจฉัยเพื่อพิจารณามีคำวินิจฉัย
ข้อ ๔๙ อุทธรณ์ดังต่อไปนี้
เป็นอุทธรณ์ที่ห้ามรับไว้พิจารณา
(๑) เป็นเรื่องที่ไม่อาจอุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร ได้ตามมาตรา
๖๐ วรรคหนึ่ง
(๒) ผู้อุทธรณ์มิใช่เป็นผู้มีสิทธิอุทธรณ์ตามมาตรา ๖๐ วรรคหนึ่ง
(๓) เป็นอุทธรณ์ที่ยื่นเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๖๐
วรรคหนึ่ง
(๔) เป็นเรื่องที่ได้เคยมีการอุทธรณ์และได้มีคำวินิจฉัยหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว
(๕) เป็นกรณีตามข้อ ๔๘ (๒) และ (๓)
สำหรับทายาทผู้มีสิทธิยื่นอุทธรณ์แทน ตามที่กำหนดไว้ในหมวด ๒
หากมีกรณีตามที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่ง (๑) ถึง (๕)
ให้ถือว่าเป็นอุทธรณ์ที่ห้ามรับไว้พิจารณาเช่นกัน
ข้อ ๕๐ เมื่อองค์คณะวินิจฉัยได้รับความเห็นของกรรมการเจ้าของสำนวนตามข้อ
๔๘ (๒) หรือ (๓) แล้ว ให้องค์คณะวินิจฉัยพิจารณามีคำวินิจฉัย ดังนี้
(๑) ในกรณีที่ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร เป็นองค์คณะวินิจฉัย
(ก) ถ้าเห็นว่าเป็นอุทธรณ์ที่ห้ามรับไว้พิจารณาตามข้อ ๔๙
ก็ให้มีคำวินิจฉัยไม่รับอุทธรณ์นั้นไว้พิจารณา
และสั่งจำหน่ายอุทธรณ์นั้นออกจากสารบบ
(ข) ถ้าเห็นว่าเป็นอุทธรณ์ที่รับไว้พิจารณาได้
ก็ให้สั่งรับอุทธรณ์นั้นไว้พิจารณา และให้กรรมการ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร
เจ้าของสำนวนดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป
(๒) ในกรณีที่คณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ กรุงเทพมหานครเป็นองค์คณะวินิจฉัย
(ก) ถ้าเห็นว่าเป็นอุทธรณ์ที่ห้ามรับไว้พิจารณาตามข้อ ๔๙
ก็ให้มีคำวินิจฉัยไม่รับอุทธรณ์นั้นไว้พิจารณาและเสนอ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร
พิจารณาวินิจฉัย เมื่อ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานครวินิจฉัยแล้ว
ให้จำหน่ายอุทธรณ์นั้นออกจากสารบบ
(ข) ถ้าเห็นว่าเป็นอุทธรณ์ที่รับไว้พิจารณาได้
ก็ให้สั่งรับอุทธรณ์นั้นไว้พิจารณาและให้กรรมการเจ้าของสำนวนดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป
การแสวงหาข้อเท็จจริง
การแสวงหาข้อเท็จจริงจากคำอุทธรณ์
คำแก้อุทธรณ์ คำคัดค้านคำแก้อุทธรณ์
และคำแก้อุทธรณ์เพิ่มเติม
ข้อ ๕๑ เมื่อกรรมการเจ้าของสำนวน
เห็นว่าอุทธรณ์ใดเป็นอุทธรณ์ที่สมบูรณ์ครบถ้วนให้มีคำสั่งให้คู่กรณีในอุทธรณ์ทำคำแก้อุทธรณ์ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง
โดยส่งสำเนาคำอุทธรณ์และสำเนาพยานหลักฐานไปด้วย
ในกรณีที่เห็นสมควรจะกำหนดประเด็นที่คู่กรณีในอุทธรณ์ต้องทำคำแก้อุทธรณ์
หรือให้จัดส่งพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง
หรือที่จะเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาด้วยก็ได้
ในกรณีที่พยานหลักฐานประกอบอุทธรณ์มีปริมาณหรือสภาพที่ทำให้การส่งสำเนาให้แก่คู่กรณีในอุทธรณ์เป็นภาระอย่างมาก
ให้ส่งสำเนาอุทธรณ์ไปพร้อมกับรายการพยานหลักฐานที่คู่กรณีในอุทธรณ์อาจขอดูหรือขอรับได้ที่
ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร
ข้อ ๕๒ ให้คู่กรณีในอุทธรณ์ทำคำแก้อุทธรณ์โดยชัดแจ้งแสดงการปฏิเสธหรือยอมรับข้อหาที่ปรากฏในหนังสืออุทธรณ์และคำขอท้ายอุทธรณ์
และเหตุแห่งการนั้น พร้อมส่งพยานหลักฐานตามที่กรรมการเจ้าของสำนวนกำหนด
โดยจัดทำสำเนาคำแก้อุทธรณ์
และสำเนาพยานหลักฐานหรือตามจำนวนที่กรรมการเจ้าของสำนวนกำหนดยื่นมาพร้อมกับคำแก้อุทธรณ์ด้วย
ทั้งนี้ ภายในระยะเวลาที่กำหนด
แต่ต้องไม่เกินสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาหนังสืออุทธรณ์
ข้อ ๕๓ ในกรณีที่กรรมการเจ้าของสำนวนเห็นว่าคำแก้อุทธรณ์ของคู่กรณีในอุทธรณ์ไม่ครบถ้วนหรือชัดเจนเพียงพอ
จะสั่งให้คู่กรณีในอุทธรณ์ดำเนินการแก้ไขหรือจัดทำคำแก้อุทธรณ์ส่งมาใหม่ก็ได้
ข้อ ๕๔ ในกรณีที่คู่กรณีในอุทธรณ์มิได้จัดทำคำแก้อุทธรณ์
พร้อมทั้งพยานหลักฐานยื่นต่อกรรมการเจ้าของสำนวนภายในระยะเวลาที่กำหนด
ให้ถือว่าคู่กรณีในอุทธรณ์ยอมรับข้อเท็จจริงตามข้ออุทธรณ์และให้กรรมการเจ้าของสำนวนพิจารณาดำเนินการตามที่เห็นเป็นการยุติธรรม
ในกรณีที่คู่กรณีในอุทธรณ์มิได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์ภายในระยะเวลาที่กำหนด
คู่กรณีในอุทธรณ์ต้องแสดงเหตุผลและความจำเป็นที่ทำให้ไม่สามารถยื่นคำแก้อุทธรณ์ได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด
แต่ต้องไม่เกินเจ็ดวัน
ข้อ ๕๕ เมื่อคู่กรณีในอุทธรณ์ยื่นคำแก้อุทธรณ์แล้ว
ให้กรรมการเจ้าของสำนวนส่งสำเนาคำแก้อุทธรณ์พร้อมทั้งสำเนาพยานหลักฐานไปยังผู้อุทธรณ์เพื่อให้ผู้อุทธรณ์คัดค้านหรือยอมรับคำแก้อุทธรณ์
หรือพยานหลักฐานที่คู่กรณีในอุทธรณ์ยื่นต่อกรรมการเจ้าของสำนวน
ในการนี้จะกำหนดประเด็นให้ผู้อุทธรณ์ต้องชี้แจงหรือให้จัดส่งพยานหลักฐานใด ๆ
ด้วยก็ได้
ถ้าผู้อุทธรณ์ประสงค์จะคัดค้านคำแก้อุทธรณ์
ให้ทำคำคัดค้านคำแก้อุทธรณ์ยื่นต่อกรรมการเจ้าของสำนวนภายในสิบห้าวัน
นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำแก้อุทธรณ์
ถ้าผู้อุทธรณ์ไม่ประสงค์จะทำคำคัดค้านคำแก้อุทธรณ์
แต่ประสงค์จะให้พิจารณาอุทธรณ์ต่อไปให้แจ้งเป็นหนังสือให้ทราบภายในกำหนดเวลาตามวรรคสอง
ถ้าผู้อุทธรณ์ไม่ดำเนินการตามวรรคสองหรือวรรคสาม
ให้กรรมการเจ้าของสำนวนสั่งจำหน่ายอุทธรณ์ออกจากสารบบก็ได้
ข้อ ๕๖ คำคัดค้านคำแก้อุทธรณ์ของผู้อุทธรณ์ให้มีได้เฉพาะในประเด็นที่ได้ยกขึ้นกล่าวในคำอุทธรณ์
คำแก้อุทธรณ์ของคู่กรณีในอุทธรณ์ หรือที่กรรมการเจ้าของสำนวนกำหนด
ถ้าผู้อุทธรณ์ทำคำคัดค้านคำแก้อุทธรณ์โดยมีประเด็นหรือคำขอเพิ่มขึ้นใหม่ต่างจากคำอุทธรณ์คำแก้อุทธรณ์ของคู่กรณีในอุทธรณ์
หรือที่กรรมการเจ้าของสำนวนกำหนด ให้สั่งไม่รับประเด็นหรือคำขอใหม่นั้นไว้พิจารณา
ข้อ ๕๗ ให้กรรมการเจ้าของสำนวนส่งสำเนาคำคัดค้านคำแก้อุทธรณ์ของผู้อุทธรณ์ให้แก่คู่กรณีในอุทธรณ์
เพื่อยื่นคำแก้อุทธรณ์เพิ่มเติมตามจำนวนที่กำหนดภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำคัดค้านคำแก้อุทธรณ์หรือภายในระยะเวลาที่กำหนด
เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง
หรือเมื่อคู่กรณีในอุทธรณ์ยื่นคำแก้อุทธรณ์เพิ่มเติมแล้วหากกรรมการเจ้าของสำนวนเห็นว่าเรื่องอุทธรณ์มีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะพิจารณาหรือมีคำวินิจฉัยชี้ขาดได้แล้ว
ให้จัดทำบันทึกสรุปสำนวนพร้อมเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวกับการพิจารณาเรื่องนี้ทั้งหมดเสนอองค์คณะวินิจฉัยเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป
การแสวงหาข้อเท็จจริงขององค์คณะวินิจฉัย
ข้อ ๕๘ ในการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์
องค์คณะวินิจฉัยมีอำนาจแสวงหาข้อเท็จจริงได้ตามความเหมาะสม
ในการนี้อาจแสวงหาข้อเท็จจริงจากพยานบุคคล พยานเอกสาร
พยานผู้เชี่ยวชาญหรือพยานหลักฐานอื่นนอกเหนือจากพยานหลักฐานของคู่กรณีที่ปรากฏในคำอุทธรณ์
คำแก้อุทธรณ์ คำคัดค้านคำแก้อุทธรณ์ หรือคำแก้อุทธรณ์เพิ่มเติม
ในการแสวงหาข้อเท็จจริงเช่นว่านั้นองค์คณะวินิจฉัยอาจดำเนินการตามที่กำหนดในส่วนนี้หรือตามที่เห็นสมควร
ในการแสวงหาข้อเท็จจริงขององค์คณะวินิจฉัย
ถ้าต้องมีการให้ถ้อยคำของคู่กรณี พยานหรือบุคคลใด ๆ
ให้องค์คณะวินิจฉัยเป็นผู้ซักถาม
ข้อ ๕๙ องค์คณะวินิจฉัยมีอำนาจออกคำสั่งเรียกคู่กรณีหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำได้ตามที่เห็นสมควร
คำสั่งขององค์คณะวินิจฉัยตามวรรคหนึ่งจะกำหนดประเด็นข้อเท็จจริงที่จะทำการไต่สวนไว้ด้วยก็ได้
องค์คณะวินิจฉัยต้องแจ้งกำหนดการไต่สวนให้คู่กรณีที่เกี่ยวข้องทราบล่วงหน้า
เพื่อเปิดโอกาสให้คู่กรณีนั้นคัดค้านหรือชี้แจงข้อเท็จจริงได้ แต่ถ้าข้อเท็จจริงที่จะทำการไต่สวนเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่มีผลกระทบต่อการพิจารณาวินิจฉัย
หรือคู่กรณีที่เกี่ยวข้องได้ทราบข้อเท็จจริงนั้นมาก่อนแล้วจะไม่แจ้งกำหนดการไต่สวนให้คู่กรณีนั้นทราบก็ได้
พยานที่องค์คณะวินิจฉัยมีคำสั่งเรียกมาให้ถ้อยคำอาจเสนอพยานหลักฐานใด
ๆ เพื่อประกอบการให้ถ้อยคำของตนได้
ถ้าพยานหลักฐานนั้นอยู่ในประเด็นที่องค์คณะวินิจฉัยได้มีคำสั่งให้มีการไต่สวน
ข้อ ๖๐ ในกรณีที่องค์คณะวินิจฉัยเห็นสมควรจะรับฟังถ้อยคำของบุคคลใด
และเป็นกรณีที่ต้องใช้ล่าม
ให้จัดหาล่ามโดยล่ามอาจได้รับค่าตอบแทนเช่นเดียวกับการมาให้ถ้อยคำของพยานผู้เชี่ยวชาญก็ได้
ข้อ ๖๑ ก่อนให้ถ้อยคำ
คู่กรณี หรือพยาน ต้องสาบานตนตามลัทธิศาสนาหรือจารีตประเพณีแห่งชาติของตน
หรือกล่าวคำปฏิญาณว่าจะให้ถ้อยคำตามสัตย์จริง
ให้คู่กรณี หรือพยาน แจ้งชื่อ นามสกุล ที่อยู่ อายุ และอาชีพ
และในกรณีที่พยานมีความเกี่ยวพันกับคู่กรณีคนหนึ่งคนใด
ให้แจ้งด้วยว่ามีความเกี่ยวพันกันอย่างไร
ในขณะที่พยานคนหนึ่งกำลังให้ถ้อยคำ คู่กรณีจะอยู่ด้วยหรือไม่ก็ได้
แต่ห้ามมิให้พยานคนอื่นอยู่ในสถานที่นั้น
เว้นแต่องค์คณะวินิจฉัยจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น หรือเป็นกรณีที่กำหนดไว้ในวรรคสี่
พยานที่ให้ถ้อยคำแล้วอาจถูกเรียกมาให้ถ้อยคำอีกในวันเดียวกันหรือวันอื่น
และอาจถูกเรียกมาให้ถ้อยคำพร้อมพยานคนอื่นในเรื่องเดียวกันได้
เมื่อคู่กรณี หรือพยาน ให้ถ้อยคำเสร็จแล้ว
ให้องค์คณะวินิจฉัยอ่านบันทึกการให้ถ้อยคำดังกล่าวให้คู่กรณีหรือพยานฟังและให้ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานในกรณีที่คู่กรณี
หรือพยานลงลายมือชื่อไม่ได้หรือไม่ยอมลงลายมือชื่อให้จดแจ้งเหตุที่ไม่มีลายมือชื่อเช่นว่านั้นไว้
ข้อ ๖๒ เมื่อองค์คณะวินิจฉัยเห็นสมควรหรือเมื่อคู่กรณีมีคำขอ
องค์คณะวินิจฉัยอาจมีคำสั่งตั้งพยานผู้เชี่ยวชาญเพื่อศึกษา ตรวจสอบ
หรือวิเคราะห์เรื่องใดเกี่ยวกับอุทธรณ์อันมิใช่เป็นการวินิจฉัยข้อกฎหมาย
แล้วให้ทำรายงานหรือให้ถ้อยคำต่อองค์คณะวินิจฉัยได้
รายงานหรือบันทึกการให้ถ้อยคำของพยานผู้เชี่ยวชาญ
ให้ส่งสำเนาให้คู่กรณีที่เกี่ยวข้องเพื่อทำข้อสังเกตเสนอต่อองค์คณะวินิจฉัยภายในระยะเวลาที่องค์คณะวินิจฉัยกำหนด
องค์คณะวินิจฉัยอาจมีคำสั่งให้พยานผู้เชี่ยวชาญมาให้ถ้อยคำประกอบการรายงานของตนได้
องค์คณะวินิจฉัยต้องแจ้งกำหนดการให้ถ้อยคำของพยานผู้เชี่ยวชาญให้คู่กรณีที่เกี่ยวข้องทราบล่วงหน้า
เพื่อเปิดโอกาสให้คู่กรณีคัดค้านหรือชี้แจงข้อเท็จจริงได้
ข้อ ๖๓ องค์คณะวินิจฉัยหรือบุคคลที่ได้รับมอบหมายจากองค์คณะวินิจฉัยมีอำนาจไปตรวจสอบสถานที่
บุคคล หรือสิ่งอื่นใดเพื่อประกอบการพิจารณาได้
ให้แจ้งวัน เวลา
และสถานที่ที่จะไปตรวจสอบให้คู่กรณีทราบล่วงหน้าเพื่อเปิดโอกาสให้คู่กรณีคัดค้านหรือชี้แจงข้อเท็จจริงได้
โดยคู่กรณีจะไปร่วมในการตรวจสอบดังกล่าวหรือไม่ก็ได้
องค์คณะวินิจฉัยหรือบุคคลที่ได้รับมอบหมายจากองค์คณะวินิจฉัยต้องบันทึกการตรวจสอบและการให้ถ้อยคำของบุคคลหรือพยานในการตรวจสอบรวมไว้ในสำนวนด้วย
ข้อ ๖๔ ถ้าบุคคลใดเกรงว่าพยานหลักฐานซึ่งตนอาจต้องอ้างอิงในภายหน้าจะสูญหายหรือยากแก่การนำมา
หรือถ้าคู่กรณีฝ่ายใดเกรงว่าพยานหลักฐานซึ่งตนจะอ้างอิงอาจสูญหายเสียก่อนที่จะมีการไต่สวนหรือเป็นการยากที่จะนำมาไต่สวนในภายหลัง
บุคคลนั้นหรือคู่กรณีฝ่ายนั้นอาจยื่นคำขอให้องค์คณะวินิจฉัยมีคำสั่งให้ไต่สวนพยานหลักฐานนั้นไว้ทันที
เมื่อองค์คณะวินิจฉัยได้รับคำขอแล้ว ให้มีคำสั่งเรียกผู้ขอและคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำ
และเมื่อได้ฟังบุคคลเหล่านั้นแล้ว
ให้สั่งคำขอตามที่เห็นสมควรถ้าสั่งอนุญาตให้ไต่สวนพยานได้ตามกฎ ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานครนี้ ส่วนรายงานและเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนั้นให้องค์คณะวินิจฉัยเก็บรักษาไว้
ในกรณีที่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้องไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรและยังมิได้เข้ามาในเรื่องนั้น
เมื่อองค์คณะวินิจฉัยได้รับคำขอตามวรรคหนึ่ง
ให้สั่งคำขอตามที่เห็นสมควรถ้าสั่งอนุญาต ก็ให้ไต่สวนพยานไปฝ่ายเดียว
ข้อ ๖๕ ในการแสวงหาข้อเท็จจริงตามส่วนนี้
องค์คณะวินิจฉัยจะออกคำสั่งให้มีการบันทึกเสียง ภาพ หรือเสียงและภาพ
ตลอดเวลาหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของการดำเนินการนั้นเพื่อเป็นหลักฐานประกอบการพิจารณาก็ได้
การสรุปสำนวน
ข้อ ๖๖ เมื่อกรรมการเจ้าของสำนวนได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากคำอุทธรณ์
คำแก้อุทธรณ์ของคู่กรณี รวมทั้งข้อเท็จจริงอื่นที่ได้มาตามหมวด ๗ แล้ว
เห็นว่ามีข้อเท็จจริงเพียงพอสามารถมีคำวินิจฉัยชี้ขาดได้แล้ว
ให้จัดทำบันทึกสรุปสำนวนของกรรมการเจ้าของสำนวน และเสนอบันทึกดังกล่าว พร้อมเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวกับการพิจารณาเรื่องนี้ทั้งหมดเสนอให้องค์คณะวินิจฉัยเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป
ข้อ ๖๗ บันทึกสรุปสำนวนอย่างน้อยต้องประกอบด้วย
(๑) ชื่อผู้อุทธรณ์และคู่กรณีในอุทธรณ์
(๒) สรุปข้อเท็จจริงที่ได้จากคำอุทธรณ์และเอกสารอื่น ๆ ของคู่กรณี
รวมทั้งพยานหลักฐานต่าง ๆ และสรุปคำขอของผู้อุทธรณ์
(๓) สรุปข้อเท็จจริงที่กรรมการเจ้าของสำนวนแสวงหาเพิ่มเติม (ถ้ามี)
(๔) ประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง
(๕)
ความเห็นของกรรมการเจ้าของสำนวนเกี่ยวกับประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยและคำขอของผู้อุทธรณ์
บันทึกสรุปสำนวนของกรรมการเจ้าของสำนวนตาม (๒)
ให้ส่งให้แก่คู่กรณีทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันก่อนวันนั่งพิจารณาครั้งแรกตามข้อ
๗๕
ข้อ ๖๘ เมื่อองค์คณะวินิจฉัยได้มีคำสั่งรับอุทธรณ์แล้ว
หากกรรมการเจ้าของสำนวนเห็นว่าสามารถจะวินิจฉัยได้จากข้อเท็จจริงในคำอุทธรณ์นั้น
โดยไม่ต้องดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงอีกหรือเห็นว่าข้อเท็จจริงที่ได้จากคำชี้แจงของคู่กรณีและหรือจากการแสวงหาข้อเท็จจริงในภายหลังไม่ว่าในขณะใดเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้
โดยไม่ต้องแสวงหาข้อเท็จจริงจนครบทุกขั้นตอนตามที่กำหนดไว้ในหมวด ๗ ให้กรรมการเจ้าของสำนวนมีอำนาจจัดทำบันทึกสรุปสำนวนเสนอองค์คณะวินิจฉัยเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป
ข้อ ๖๙ เมื่อองค์คณะวินิจฉัยได้รับสำนวนจากกรรมการเจ้าของสำนวนแล้วหากเห็นว่าไม่มีกรณีที่จะต้องแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม
ให้มีคำสั่งกำหนดวันหนึ่งวันใดเป็นวันสิ้นสุดการแสวงหาข้อเท็จจริงในเรื่องนั้น
ให้องค์คณะวินิจฉัยแจ้งให้คู่กรณีทราบกำหนดวันสิ้นสุดการแสวงหาข้อเท็จจริงล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบวัน
บรรดาคำอุทธรณ์เพิ่มเติม คำแก้อุทธรณ์ คำคัดค้านคำแก้อุทธรณ์
คำแก้อุทธรณ์เพิ่มเติม รวมทั้งพยานหลักฐานอื่น ๆ
ที่ยื่นหลังวันสิ้นสุดการแสวงหาข้อเท็จจริง ไม่ให้รับไว้เป็นส่วนหนึ่งของอุทธรณ์และไม่ต้องส่งสำเนาให้คู่กรณีที่เกี่ยวข้อง
เมื่อสิ้นสุดการแสวงหาข้อเท็จจริงแล้ว
ให้องค์คณะวินิจฉัยกำหนดวันนั่งพิจารณาอุทธรณ์ต่อไป
การรับฟังพยานหลักฐาน
ข้อ ๗๐ คู่กรณีฝ่ายที่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงใด
ๆ เพื่อสนับสนุนข้ออ้างของตนมีหน้าที่เสนอพยานหลักฐานต่อองค์คณะวินิจฉัย
กรรมการเจ้าของสำนวนเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าวในเบื้องต้น เว้นแต่ข้อเท็จจริงซึ่งเป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไป
หรือซึ่งไม่อาจโต้แย้งได้
หรือที่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รับแล้วหรือพยานหลักฐานนั้นอยู่ในความครอบครองของหน่วยงานทางปกครอง
เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือบุคคลอื่น
ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายเป็นคุณแก่คู่กรณีฝ่ายใด
คู่กรณีฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์แต่เพียงว่าตนได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว
ข้อ ๗๑ องค์คณะวินิจฉัย
กรรมการเจ้าของสำนวน มีดุลพินิจที่จะรับฟังพยานหลักฐานที่ได้รับมาตามกระบวนพิจารณาโดยไม่จำกัดเฉพาะที่เสนอโดยคู่กรณี
แต่พยานหลักฐานนั้นจะต้องเป็นพยานหลักฐานที่คู่กรณีผู้มีส่วนได้เสียมีโอกาสขอตรวจดู
ทราบ และแสดงพยานหลักฐานเพื่อยืนยันหรือหักล้าง
ข้อ ๗๒ ต้นฉบับเอกสารเท่านั้นที่อ้างเป็นพยานได้
ถ้าหาต้นฉบับไม่ได้
สำเนาที่รับรองว่าถูกต้องหรือพยานบุคคลที่รู้ข้อความก็อ้างเป็นพยานได้
การอ้างหนังสือราชการเป็นพยาน แม้ต้นฉบับยังมีอยู่
จะส่งสำเนาที่เจ้าหน้าที่รับรองว่าถูกต้องก็ได้ เว้นแต่องค์คณะวินิจฉัย
กรรมการเจ้าของสำนวน จะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
ข้อ ๗๓ องค์คณะวินิจฉัย
กรรมการเจ้าของสำนวน
อาจรับฟังข้อมูลที่บันทึกสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์หรือประมวลผลโดยเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นพยานหลักฐานในสำนวนได้
แต่การบันทึกและการประมวลผลนั้นต้องเป็นไปโดยถูกต้องและต้องมีคำรับรองของบุคคลที่เกี่ยวข้องหรือดำเนินการนั้น
ให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับกับการรับฟังข้อมูลที่บันทึกไว้หรือได้มาจากสื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือสื่อทางเทคโนโลยีสารสนเทศประเภทอื่นด้วยโดยอนุโลม
ข้อ ๗๔ องค์คณะวินิจฉัยอาจรับฟังพยานบอกเล่าเป็นพยานหลักฐานประกอบพยานหลักฐานอื่นได้เมื่อเห็นว่า
(๑) ตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมการบอกเล่า
หรือพยานบอกเล่านั้นมีความน่าเชื่อถือ หรือ
(๒) มีเหตุจำเป็นเนื่องจากไม่สามารถนำบุคคลซึ่งเป็นผู้ที่ได้เห็น
ได้ยิน หรือทราบข้อความในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้นมาให้ถ้อยคำเป็นพยานได้
และมีเหตุผลสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังพยานบอกเล่านั้น
การนั่งพิจารณาอุทธรณ์
และการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์
การนั่งพิจารณาอุทธรณ์
ข้อ ๗๕ ในการพิจารณาอุทธรณ์
ให้องค์คณะวินิจฉัยจัดให้มีการนั่งพิจารณาอุทธรณ์อย่างน้อยหนึ่งครั้ง
เพื่อให้คู่กรณีมีโอกาสมาแถลงด้วยวาจาต่อหน้า
เว้นแต่กรณีที่มีคำวินิจฉัยไม่รับอุทธรณ์และให้จำหน่ายอุทธรณ์ออกจากสารบบความ
ไม่ต้องมีการนั่งพิจารณาอุทธรณ์นั้น
องค์คณะวินิจฉัยต้องแจ้งกำหนดวันนั่งพิจารณาอุทธรณ์ครั้งแรก
ให้คู่กรณีทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันเพื่อเปิดโอกาสให้คู่กรณีได้แถลงสรุปอุทธรณ์และคำแก้อุทธรณ์ของตน
ข้อ ๗๖ ในวันนั่งพิจารณาอุทธรณ์ครั้งแรก
หากคู่กรณีประสงค์จะยื่นคำแถลง สรุปอุทธรณ์หรือคำแก้อุทธรณ์ของตนเป็นหนังสือ
ให้ยื่นคำแถลงเป็นหนังสือก่อนวันนั่งพิจารณาอุทธรณ์
หรืออย่างช้าที่สุดในระหว่างการนั่งพิจารณาอุทธรณ์
คำแถลงตามวรรคหนึ่งจะยกข้อเท็จจริงที่ไม่เคยยกขึ้นอ้างไว้แล้วไม่ได้
เว้นแต่เป็นข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นสำคัญในเรื่องอุทธรณ์
ซึ่งคู่กรณีผู้ยื่นสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีเหตุจำเป็นหรือพฤติการณ์พิเศษที่ทำให้ไม่อาจเสนอต่อองค์คณะวินิจฉัยได้ก่อนหน้านั้น
แต่องค์คณะวินิจฉัยจะรับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ต่อเมื่อได้เปิดโอกาสให้คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งแสดงพยานหลักฐานเพื่อยืนยันหรือหักล้างแล้ว
คู่กรณีมีสิทธินำพยานหลักฐานมาสืบประกอบคำแถลงที่ยื่นตามวรรคหนึ่งได้
โดยให้องค์คณะวินิจฉัยพิจารณาสั่งอนุญาตเท่าที่เกี่ยวข้องกับคำแถลงและจำเป็นแก่เรื่องอุทธรณ์เท่านั้น
คำสั่งดังกล่าวให้เป็นที่สุด
ในวันนั่งพิจารณาเรื่องอุทธรณ์
คู่กรณีจะไม่มาในวันนั่งพิจารณาอุทธรณ์ก็ได้
แต่ความในข้อนี้ไม่ตัดอำนาจองค์คณะวินิจฉัยที่จะออกคำสั่งเรียกให้คู่กรณี
หน่วยงานทางปกครอง เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำ
หรือให้ความเห็นเป็นหนังสือ หรือส่งเอกสาร หรือพยานหลักฐานใด ๆ ให้แก่องค์คณะวินิจฉัย
ข้อ ๗๗ เมื่อเริ่มการนั่งพิจารณาครั้งแรก
ให้กรรมการเจ้าของสำนวนเสนอสรุปข้อเท็จจริงและประเด็นของเรื่องนั้น
แล้วให้คู่กรณีแถลงด้วยวาจาประกอบคำแถลงเป็นหนังสือที่ได้ยื่นไว้ตามข้อ ๗๖ โดยให้ผู้อุทธรณ์แถลงก่อน
คำแถลงด้วยวาจาของคู่กรณีต้องกระชับและอยู่ในประเด็น
โดยไม่อาจยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายอื่นนอกจากที่ปรากฏในคำแถลงเป็นหนังสือ
ในกรณีที่คู่กรณีฝ่ายใดไม่ยื่นคำแถลงเป็นหนังสือ
แต่มาอยู่ในวันนั่งพิจารณาครั้งแรก คู่กรณีฝ่ายนั้นจะแถลงด้วยวาจาได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากองค์คณะวินิจฉัย
หรือองค์คณะวินิจฉัยสั่งให้แถลง
ข้อ ๗๘ ในการนั่งพิจารณาอุทธรณ์
ให้องค์คณะวินิจฉัยเป็นผู้ซักถามคู่กรณีและพยานและให้นำข้อ ๖๐ ข้อ ๖๑ และข้อ ๖๕
มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ข้อ ๗๙ ให้กรรมการเจ้าของสำนวนทำหน้าที่ตรวจสอบและเสนอความเห็นในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายต่อองค์คณะวินิจฉัย
ตลอดจนดำเนินการต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องนั้น
ในระหว่างการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง
ให้เปิดโอกาสให้คู่กรณีได้ทราบถึงข้ออ้าง หรือข้อแย้งของแต่ละฝ่าย
และให้คู่กรณีแสดงพยานหลักฐานของฝ่ายตนเพื่อยืนยันหรือหักล้างข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายได้
เมื่อกรรมการเจ้าของสำนวนเห็นว่าได้รวบรวมข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเพียงพอแล้วก็ให้ทำความเห็นเสนอให้องค์คณะวินิจฉัย
เพื่อพิจารณาวินิจฉัยต่อไป
ในการให้โอกาสคู่กรณีตามวรรคสอง
ให้กรรมการเจ้าของสำนวนกำหนดให้คู่กรณีแสดงพยานหลักฐานของฝ่ายตนภายในระยะเวลาที่กำหนด
ถ้าคู่กรณีมิได้ปฏิบัติภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ถือว่าคู่กรณีที่ไม่ได้แสดงพยานหลักฐานนั้นไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุนหรือยอมรับข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งแล้วแต่กรณี
และให้องค์คณะวินิจฉัยพิจารณามีคำวินิจฉัยต่อไปตามที่เห็นเป็นการยุติธรรม
ในกรณีที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนดตามวรรคสามหรือมีพฤติกรรมประวิงเรื่องให้ล่าช้า
ให้ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร รายงานผู้บังคับบัญชาผู้กำกับดูแล
ผู้ควบคุมหรือนายกรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการแก้ไขปรับปรุงหรือสั่งการหรือลงโทษทางวินัยต่อไปก็ได้
ข้อ ๘๐ ในวันนั่งพิจารณาอุทธรณ์
ถ้าคู่กรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดฝ่าฝืนข้อกำหนดที่กำหนดไว้เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย
และองค์คณะวินิจฉัยได้มีคำ สั่งให้คู่กรณีฝ่ายนั้นออกไปเสียจากบริเวณห้องพิจารณา
องค์คณะวินิจฉัยจะนั่งพิจารณาอุทธรณ์ต่อไปลับหลังคู่กรณีฝ่ายนั้นก็ได้
ข้อ ๘๑ ในวันนั่งพิจารณาอุทธรณ์
เมื่อเสร็จสิ้นการแถลงและการนำพยานหลักฐานมาสืบประกอบคำแถลงของคู่กรณีแล้ว
ให้กรรมการเจ้าของสำนวนชี้แจงด้วยวาจาต่อองค์คณะวินิจฉัยเพื่อประกอบบันทึกสรุปสำนวนที่ได้เสนอไว้แล้ว
โดยบุคคลซึ่งมิได้รับอนุญาตจากองค์คณะวินิจฉัยจะอยู่ในห้องพิจารณาในขณะกรรมการเจ้าของสำนวนชี้แจงด้วยวาจาไม่ได้
ในกรณีที่กรรมการเจ้าของสำนวนเห็นว่าจากคำแถลงและการนำพยานหลักฐานมาสืบประกอบคำแถลงของคู่กรณี
ทำให้ข้อเท็จจริงในการพิจารณาอุทธรณ์เปลี่ยนไปและมีผลกระทบต่อบันทึกสรุปสำนวนที่เสนอไว้แล้ว
กรรมการเจ้าของสำนวนจะจัดทำบันทึกสรุปสำนวนขึ้นใหม่เพื่อเสนอต่อองค์คณะวินิจฉัยเพื่อพิจารณาในวันอื่นก็ได้
การทำคำวินิจฉัยและคำสั่ง
ข้อ ๘๒ เมื่อเสร็จสิ้นการชี้แจงด้วยวาจาหรือการจัดทำบันทึกสรุปสำนวนขึ้นใหม่ของกรรมการเจ้าของสำนวนตามข้อ
๘๑ แล้ว ให้องค์คณะวินิจฉัยนัดประชุมปรึกษาเพื่อพิจารณาวินิจฉัย
หรือมีคำสั่งในวันเดียวกันนั้นหรือวันอื่น
ข้อ ๘๓ คำวินิจฉัยหรือคำสั่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วย
(๑) ชื่อผู้อุทธรณ์
(๒) ชื่อคู่กรณีในอุทธรณ์
(๓) สรุปอุทธรณ์และคำขอของผู้อุทธรณ์
(๔) สรุปคำแก้อุทธรณ์
(๕) ประเด็นที่จะต้องวินิจฉัย
(๖) คำวินิจฉัยแต่ละประเด็นพร้อมทั้งเหตุผล
(๗) สรุปคำวินิจฉัยที่กำหนดให้คู่กรณีปฏิบัติหรือดำเนินการต่อไป
คำวินิจฉัยหรือคำสั่งตามวรรคหนึ่งต้องลงลายมือชื่อขององค์คณะวินิจฉัยที่นั่งพิจารณาและวินิจฉัยอุทธรณ์นั้นด้วย
ถ้าผู้ใดมีเหตุจำเป็นไม่สามารถลงลายมือชื่อได้
ให้ผู้นั้นจดแจ้งเหตุดังกล่าวไว้ในคำวินิจฉัยหรือคำสั่งนั้นด้วย
ข้อ ๘๔ การพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์
ให้องค์คณะวินิจฉัยมีคำวินิจฉัยตามข้อ ๕๐ หรือมีคำวินิจฉัยเป็นอย่างอื่น ดังนี้
ก. การอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย
(๑)
ถ้าเห็นว่าการสั่งลงโทษดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายและระดับโทษเหมาะสมแล้ว
ให้มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์
(๒) ถ้าเห็นว่าการสั่งลงโทษดำเนินการไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
ให้มีคำวินิจฉัยให้ยกเลิกคำสั่ง และให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการเสียใหม่ให้ถูกต้อง
(๓) ถ้าเห็นว่าการดำเนินการทางวินัยถูกต้องตามกฎหมายและผู้อุทธรณ์ควรได้รับโทษเบาลงให้มีคำวินิจฉัยให้ลดโทษเป็นสถานโทษหรืออัตราโทษที่เบาลง
แต่ถ้าเห็นว่าผู้อุทธรณ์กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง จะลดโทษต่ำกว่าปลดออกไม่ได้
(๔) ถ้าเห็นว่าการดำเนินการทางวินัยถูกต้องตามกฎหมาย และเห็นว่าการกระทำของผู้อุทธรณ์ไม่เป็นความผิดทางวินัย
หรือพยานหลักฐานยังฟังไม่ได้ว่าผู้อุทธรณ์กระทำผิดวินัยให้มีคำวินิจฉัยให้ยกโทษ
(๕) ถ้าเห็นว่าข้อความในคำสั่งลงโทษไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสม
ให้มีคำวินิจฉัยให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความให้เป็นการถูกต้องเหมาะสม
ข. กรณีอุทธรณ์คำสั่งให้ออกจากราชการ
(๑)
ถ้าเห็นว่าการสั่งให้ออกจากราชการได้ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายและเหมาะสมแก่กรณีแล้ว
ให้มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์
(๒)
ถ้าเห็นว่าการสั่งให้ออกจากราชการได้ดำเนินการไม่ถูกต้องตามกฎหมายให้มีคำวินิจฉัยให้ยกเลิกคำสั่งและให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการเสียใหม่ให้ถูกต้อง
(๓)
ถ้าเห็นว่าการสั่งให้ออกจากราชการถูกต้องตามกฎหมายและเห็นว่ายังไม่มีเหตุที่จะให้ผู้อุทธรณ์ออกจากราชการ
ในกรณีเช่นนี้ให้มีคำวินิจฉัยให้ยกเลิกคำสั่ง
และให้ผู้อุทธรณ์กลับเข้ารับราชการต่อไป
(๔) ถ้าเห็นว่าข้อความในคำสั่งให้ออกจากราชการไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมให้มีคำวินิจฉัยให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความให้เป็นการถูกต้องเหมาะสม
ในกรณีที่องค์คณะวินิจฉัยเห็นสมควรเยียวยาความเสียหายให้ผู้อุทธรณ์หรือดำเนินการอื่นใดเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม
ให้มีคำวินิจฉัยตามระเบียบที่ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร กำหนด
การพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์
องค์คณะวินิจฉัยจะมีคำวินิจฉัยให้เพิ่มโทษไม่ได้ เว้นแต่เป็นกรณีที่ได้รับแจ้งจาก
ก.ก. ว่าสมควรเพิ่มโทษ จึงจะมีคำวินิจฉัยให้เพิ่มโทษผู้อุทธรณ์ได้
ข้อ ๘๕ ในกรณีที่กรรมการในองค์คณะวินิจฉัยกับกรรมการเจ้าของสำนวนผู้ใดมีความเห็นแย้งให้ผู้นั้นมีสิทธิทำความเห็นแย้ง
พร้อมทั้งเหตุผลของตนรวมไว้ในคำวินิจฉัยนั้นได้
ข้อ ๘๖ การประชุมของ
ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร หรือองค์คณะวินิจฉัยให้เป็นไปตามระเบียบ ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานคร ว่าด้วยการประชุมของคณะกรรมการ ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานครคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ กรุงเทพมหานคร
และคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ กรุงเทพมหานคร
ข้อ ๘๗ เมื่อองค์คณะวินิจฉัยมีคำวินิจฉัยหรือมีคำสั่งชี้ขาดเรื่องอุทธรณ์
หรือประเด็นข้อใดแห่งเรื่องอุทธรณ์แล้ว
ห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในองค์คณะวินิจฉัยนั้นอันเกี่ยวกับเรื่องอุทธรณ์หรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วนั้น
เรื่องอุทธรณ์ที่ได้มีคำวินิจฉัยหรือคำสั่งชี้ขาดถึงที่สุดแล้ว
ห้ามมิให้คู่กรณีเดียวกันอุทธรณ์ในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน
ข้อ ๘๘ เมื่อได้มีการวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว
ให้แจ้งผลแห่งคำวินิจฉัยนั้นให้คู่กรณีทราบโดยเร็ว
ให้สำนักงาน ก.ก. จัดให้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ไว้
เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียเข้าตรวจดู หรือขอสำเนาที่มีการรับรองถูกต้องได้
ข้อ ๘๙ การพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวัน
นับแต่วันที่ประธาน ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร ได้รับอุทธรณ์
เว้นแต่มีเหตุขัดข้องที่ทำให้การพิจารณาไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลาดังกล่าว
ก็ให้ขยายระยะเวลาได้อีกซึ่งไม่เกินสองครั้ง โดยแต่ละครั้งจะต้องไม่เกินหกสิบวัน
และให้บันทึกเหตุขัดข้องให้ปรากฏไว้ด้วย
การแต่งตั้งและการปฏิบัติหน้าที่ของนิติกรผู้รับผิดชอบสำนวน
และพนักงานผู้รับอุทธรณ์
ข้อ ๙๐ ให้หัวหน้าสำนักงาน
ก.ก. แต่งตั้งนิติกรของสำนักงาน ก.ก. เป็นนิติกรผู้รับผิดชอบสำนวน เพื่อช่วยสนับสนุนการดำเนินงานของกรรมการเจ้าของสำนวนเกี่ยวกับการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์และปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ได้รับมอบหมาย
ข้อ ๙๑ ให้หัวหน้าสำนักงาน
ก.ก. แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน ก.ก.
เป็นพนักงานผู้รับอุทธรณ์เพื่อปฏิบัติงานเกี่ยวกับการรับอุทธรณ์ การตรวจอุทธรณ์
และการดำเนินงานทางธุรการอย่างอื่นตามที่ได้รับมอบหมาย
การนับระยะเวลา
ข้อ ๙๒ การนับระยะเวลาตามกฎ
ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร นี้
สำหรับเวลาเริ่มต้นให้นับวันถัดจากวันแรกแห่งเวลานั้นเป็นวันเริ่มนับระยะเวลา
ส่วนเวลาสุดสิ้น ถ้าวันสุดท้ายแห่งระยะเวลาตรงกับวันหยุดราชการ
ให้นับวันเริ่มเปิดทำการใหม่เป็นวันสุดท้ายแห่งระยะเวลา
บทเฉพาะกาล
ข้อ ๙๓ บรรดาเรื่องอุทธรณ์ที่ได้ยื่นและรับไว้ก่อนมีการแต่งตั้ง
ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานครและได้มีการดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงโดยถูกต้องตามกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะนั้นไปแล้วทั้งหมดหรือบางส่วน
ให้การดำเนินการนั้นเป็นอันใช้ได้
ในกรณีที่องค์คณะวินิจฉัยเห็นว่าข้อเท็จจริงตามวรรคหนึ่งมีความสมบูรณ์เพียงพอที่จะทำคำวินิจฉัยหรือคำสั่งได้แล้ว
ให้องค์คณะวินิจฉัยดำเนินการตามความในหมวด ๘ หมวด ๙ และหมวด ๑๐ ต่อไป
โดยไม่ต้องดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงตามความในหมวด ๗ ก็ได้
แต่ถ้าองค์คณะวินิจฉัยเห็นว่าข้อเท็จจริงตามวรรคหนึ่งยังไม่มีความสมบูรณ์เพียงพอที่จะทำคำวินิจฉัยหรือคำสั่งได้
องค์คณะวินิจฉัยจะสั่งให้ดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงตามความในหมวด ๗
ทั้งหมดหรือบางส่วนก็ได้
ประกาศ
ณ วันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๕
สุชาติ
เวโรจน์
ประธานกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม
ข้าราชการกรุงเทพมหานครและบุคลากรกรุงเทพมหานคร
ปริยานุช/ผู้จัดทำ
๘ มีนาคม ๒๕๕๕
ชาญ/ผู้ตรวจ
๑๖ มีนาคม ๒๕๕๕
[๑] ราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๑๒๙/ตอนที่ ๒๓ ก/หน้า ๑๓/๖ มีนาคม ๒๕๕๕
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).