法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

statute

พระราชบัญญัติการพิมพ์ พุทธศักราช 2484 (Update ณ วันที่ 23/01/2488)

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
25

บทเฉพาะกาล

มาตรา อารัมภบท

พระราชบัญญัติ

พระราชบัญญัติ

การพิมพ์

พุทธศักราช ๒๔๘๔

ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล

คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

(ตามประกาศประธานสภาผู้แทนราษฎร

ลงวันที่ ๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๘๐)

อาทิตย์ทิพอาภา

พล อ. พิชเยนทรโยธิน

ตราไว้ ณ วันที่ ๒๖ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๘๔

เป็นปีที่ ๘ ในรัชกาลปัจจุบัน

โดยที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติว่า

สมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วย

การพิมพ์ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

จึ่งมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำ

และยินยอมของสภาผู้แทนราษฎร ดังต่อไปนี้

มาตรา ๑

มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้ให้เรียกว่า “พระราชบัญญัติการพิมพ์

พุทธศักราช ๒๔๘๔”

มาตรา ๒

มาตรา ๒*

ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้เมื่อพ้นกำหนดหกสิบวัน นับแต่วัน

ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ๓

มาตรา ๓ ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติการพิมพ์

พุทธศักราช ๒๔๗๖ และ

บรรดากฎหมาย กฎ และข้อบังคับอื่น ๆ

ในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้

หรือซึ่งแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้

บททั่วไป

มาตรา ๔

มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้

“พิมพ์” หมายความว่า ทำให้เป็นตัวหนังสือหรือรูปรอยอย่างใด ๆ

โดยการกด หรือการใช้พิมพ์หิน เครื่องกล วิธีเคมี หรือวิธีอื่นใดอันอาจให้เกิด

เป็นสิ่งพิมพ์ขึ้นหลายสำเนา

“สิ่งพิมพ์” หมายความว่า สมุด แผ่นกระดาษหรือวัตถุใด ๆ

ที่พิมพ์ขึ้น

รวมตลอดทั้งบทเพลง แผนที่ แผนผัง แผนภาพ ภาพวาด ภาพระบายสี ใบประกาศแผ่นเสียง

หรือสิ่งอื่นใดอันมีลักษณะเช่นเดียวกัน

“หนังสือพิมพ์” หมายความว่า

สิ่งพิมพ์ซึ่งมีชื่อจ่าหน้าเช่นเดียวกันและออก

หรือเจตนาจะออกตามลำดับเรื่อยไป มีกำหนดระยะเวลาหรือไม่ก็ตามมีข้อความต่อเนื่องกัน

หรือไม่ก็ตาม

“ผู้พิมพ์” หมายความว่า บุคคลซึ่งจัดการและรับผิดชอบในการพิมพ์

“ผู้โฆษณา” หมายความว่า

บุคคลซึ่งรับผิดชอบในการผลิตสิ่งพิมพ์และจัด

ให้สิ่งพิมพ์นั้นแพร่หลายด้วยประการใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นโดยการขาย เสนอขาย

จ่ายแจก หรือ

เสนอจ่ายแจก และไม่ว่าการนั้นจะเป็นการให้เปล่าหรือไม่

“บรรณาธิการ” หมายความว่า บุคคลซึ่งรับผิดชอบในการจัดทำตรวจแก้

คัดเลือก หรือควบคุมบทประพันธ์ หรือสิ่งอื่นในหนังสือพิมพ์

“เจ้าของหนังสือพิมพ์” หมายความว่า บุคคลซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์

หนังสือพิมพ์

“รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการให้เป็นไปตาม

พระราชบัญญัตินี้

มาตรา ๕

มาตรา ๕

บุคคลผู้เดียวจะเป็นผู้พิมพ์และผู้โฆษณาสิ่งพิมพ์นอกจาก

หนังสือพิมพ์ หรือเป็นผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา บรรณาธิการ และเจ้าของหนังสือพิมพ์ใน

ขณะเดียวกันก็ได้

บุคคลดังระบุไว้ในวรรคก่อน

เว้นแต่บรรณาธิการ จะเป็นนิติบุคคลก็ได้

ในกรณีเช่นนี้ให้ถือว่า หุ้นส่วนผู้จัดการ กรรมการผู้จัดการ หรือหุ้นส่วน

หรือกรรมการใด

ซึ่งได้รับมอบหมายเพื่อการนี้ เป็นผู้แทนของนิติบุคคลนั้นเพื่อความประสงค์แห่ง

พระราชบัญญัตินี้

แต่ผู้แทนนั้นต้องมีคุณสมบัติและไม่เป็นผู้ไม่มีสิทธิหรือขาดสิทธิ

ดังกำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ในอันที่บุคคลธรรมดาจะเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์

ผู้พิมพ์ หรือผู้โฆษณา

มาตรา ๖

มาตรา ๖ พระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่สิ่งพิมพ์

ดังต่อไปนี้ คือ

(๑)

สิ่งพิมพ์ของรัฐบาลหรือเทศบาล

(๒)

สิ่งพิมพ์ซึ่งรัฐมนตรีกำหนด

(๓) บัตร ตราสาร

แบบพิมพ์ และรายงานซึ่งใช้กันตามปกติในการ

ส่วนตัว การสังคม การเมือง การค้า หรือกิจธุระ

มาตรา ๗

มาตรา ๗ บุคคลใดประสงค์จะตรวจดู คัดสำเนา

หรือให้เจ้าหน้าที่

รับรอง สำเนา สมุดทะเบียน ใบอนุญาตหรือเอกสารใดเกี่ยวกับสมุดทะเบียน

หรือใบอนุญาต นอกจากส่วนซึ่งเป็นความลับ มีสิทธิที่จะทำได้ในเมื่อได้เสีย

ค่าธรรมเนียมดังต่อไปนี้แล้ว

(๑) ค่าตรวจดู และ

หรือ คัดสำเนา แผ่นละสิบสตางค์ แต่รวมทั้งเรื่อง

ครั้งหนึ่งไม่เกินกว่าหนึ่งบาท

(๒)

ค่าเจ้าหน้าที่รับรองสำเนา แผ่นละยี่สิบสตางค์ แต่รวมทั้งเรื่อง

ครั้งหนึ่งไม่เกินกว่าสองบาท

แต่ถ้ากระทำในหน้าที่ราชการ

ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม

มาตรา ๘

มาตรา ๘ อธิบดีกรมตำรวจหรือผู้รักษาการแทนมีอำนาจออกคำสั่ง

โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ห้ามการสั่งหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสิ่งพิมพ์ใด ๆ

อันระบุชื่อไว้ในคำสั่งนั้นโดยมีกำหนดเวลาหรือไม่ก็ได้

มาตรา ๙

มาตรา ๙ เมื่อปรากฏว่าได้มีการโฆษณา

หรือเตรียมการโฆษณาสิ่งพิมพ์ใด ๆ

ซึ่งเจ้าพนักงานการพิมพ์เห็นว่าอาจจะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

เจ้าพนักงานการพิมพ์อาจมีคำสั่งเป็นหนังสือแก่ผู้หนึ่งผู้ใดโดยเฉพาะ

หรือมีคำสั่งทั่วไปโดย

ประกาศในราชกิจจานุเบกษา หรือหนังสือพิมพ์รายวัน

ห้ามการขายหรือจ่ายแจกสิ่งพิมพ์นั้น

ทั้งจะให้ยึดสิ่งพิมพ์และแม่พิมพ์นั้นด้วยก็ได้

ถ้าผู้มีส่วนได้เสียร้องขอให้แยกยึดแต่เฉพาะส่วนของสิ่งพิมพ์หรือแม่พิมพ์

เท่าที่จำเป็น และการแยกเช่นนี้อาจทำได้ ก็ให้แยกยึดได้

แต่ค่าใช้จ่ายในการแยกนี้ให้ผู้ร้องขอ

เป็นผู้เสีย

ถ้าพ้นกำหนดสามปีแล้ว

เจ้าพนักงานการพิมพ์มิได้ถอนการยึดสิ่งพิมพ์หรือ

แม่พิมพ์ซึ่งได้ยึดไว้

เจ้าพนักงานการพิมพ์อาจสั่งให้ทำลายสิ่งพิมพ์นั้นเสียได้ แต่ต้องแจ้งให้

เจ้าของทราบ ส่วนแม่พิมพ์นั้นอาจสั่งให้รื้อ

หรือทำโดยประการอื่นมิให้ใช้พิมพ์ต่อไป แต่ต้อง

คืนตัวพิมพ์และวัตถุแห่งแม่พิมพ์ทั้งสิ้นที่เหลืออยู่ให้แก่ผู้เป็นเจ้าของ

มาตรา ๑๐

มาตรา ๑๐ คำสั่งของเจ้าพนักงานการพิมพ์ตามมาตรา ๙

วรรคหนึ่ง

มาตรา ๒๑

มาตรา ๒๑ (๒) และ (๓) มาตรา ๒๗ มาตรา ๒๘ มาตรา ๓๖ เฉพาะที่ให้พักใช้ หรือ

ถอนใบอนุญาต หรือให้งดการเป็นผู้โฆษณาบรรณาธิการ หรือเจ้าของหนังสือพิมพ์ และ

มาตรา ๓๗

มาตรา ๓๗ เฉพาะที่เกี่ยวกับผู้โฆษณานั้น

ให้อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีได้ภายในกำหนดเจ็ดวัน

นับแต่วันได้ทราบคำสั่งนั้น

แต่การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการบังคับตามคำสั่งของ

เจ้าพนักงานการพิมพ์

คำสั่งของรัฐมนตรีให้ถือเป็นเด็ดขาด

เมื่อคำสั่งของเจ้าพนักงานการพิมพ์เป็นไปโดยสุจริต

แม้รัฐมนตรีจะสั่งยก

หรือแก้ไขประการใดก็ตาม

เจ้าพนักงานการพิมพ์ไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายอันเกิดแต่คำสั่งนั้น

มาตรา ๑๑

มาตรา ๑๑

ให้ผู้พิมพ์ทำทะเบียนสิ่งพิมพ์ที่ตนได้พิมพ์ขึ้น และให้

ผู้โฆษณาทำทะเบียนสิ่งพิมพ์ที่ตนได้โฆษณาหรือมีไว้เพื่อโฆษณาโดยทำตามแบบ

ของเจ้าพนักงานการพิมพ์

และต้องแสดงต่อเจ้าหน้าที่ในเมื่อเจ้าหน้าที่ต้องการตรวจ

มาตรา ๑๒

มาตรา ๑๒

ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการให้

เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งเจ้าพนักงานการพิมพ์กับ

เจ้าหน้าที่อื่น และออกกฎกระทรวงวางระเบียบเพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตาม

พระราชบัญญัตินี้

กฎกระทรวงนั้น

เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้

บังคับได้

สิ่งพิมพ์นอกจากหนังสือพิมพ์

มาตรา ๑๓

มาตรา ๑๓ สิ่งพิมพ์ซึ่งพิมพ์ขึ้นในราชอาณาจักร

ต้องมีผู้พิมพ์และ

ผู้โฆษณา

มาตรา ๑๔

มาตรา ๑๔ บุคคลใดจะเป็นผู้พิมพ์หรือผู้โฆษณา

ต้องมีคุณสมบัติตาม

มาตรา ๑๕

มาตรา ๑๕ และไม่เป็นผู้ไม่มีสิทธิหรือขาดสิทธิตามมาตรา ๑๖

ทั้งได้ปฏิบัติตามมาตรา ๑๗

แล้ว

มาตรา ๑๕

มาตรา ๑๕ คุณสมบัติของผู้พิมพ์และผู้โฆษณา คือ

(๑)

เป็นผู้บรรลุนิติภาวะ และ

(๒)

มีถิ่นที่อยู่ประจำในราชอาณาจักร

มาตรา ๑๖

มาตรา ๑๖

บุคคลย่อมไม่มีสิทธิหรือถ้ามีสิทธิอยู่แล้วย่อมขาดสิทธิ

เป็นผู้พิมพ์และผู้โฆษณาในระหว่างเวลาที่

(๑)

ถูกจำคุกอยู่ตามคำพิพากษาของศาลในคดีซึ่งมิใช่ความผิดฐาน

ลหุโทษ หรือความผิดฐานประมาท หรือ

(๒)

ถูกงดการเป็นผู้พิมพ์หรือผู้โฆษณา หรือเป็นผู้พิมพ์ที่ถูกงดใช้

เครื่องพิมพ์ซึ่งตนใช้พิมพ์ตามมาตรา ๒๑ หรือถูกพักใช้หรือถอนใบอนุญาตหรือ

ถูกงดการเป็นบรรณาธิการ ผู้โฆษณา หรือเจ้าของหนังสือพิมพ์ตามมาตรา ๓๖หรือ

(๓)

ไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ หรือจิตฟั่นเฟือน

ไม่สมประกอบ

มาตรา ๑๗

มาตรา ๑๗ ผู้ที่จะเป็นผู้พิมพ์หรือผู้โฆษณา

ต้องปฏิบัติดังนี้

(๑)

แจ้งความแก่เจ้าพนักงานการพิมพ์ โดยใช้แบบพิมพ์ของเจ้าพนักงาน

การพิมพ์ซึ่งอย่างน้อยต้องมีรายการดังต่อไปนี้

(ก) ชื่อ

สัญชาติ อายุ อาชีพ ถิ่นที่อยู่ และการงานที่ทำหรือเคยทำ

(ข)

คำรับรองว่ามีคุณสมบัติตามมาตรา ๑๕ และไม่เป็นผู้ไม่มีสิทธิ

หรือขาดสิทธิตามมาตรา ๑๖

(ค)

เป็นผู้พิมพ์หรือผู้โฆษณา

(ง)

ในกรณีที่จะเป็นผู้พิมพ์ ชื่อและที่ตั้งโรงพิมพ์ หรือ

สถานที่พิมพ์ ในเมื่อไม่มีที่ตั้งโรงพิมพ์ จำนวน ชนิด

และลักษณะของเครื่องพิมพ์

และชื่อผู้เป็นเจ้าของเครื่องพิมพ์

(จ)

ในกรณีที่จะเป็นผู้โฆษณา ที่ตั้งสำนักงานของตนและชื่อของ

สำนักงาน ถ้ามี

(๒)

ในกรณีที่จะเป็นผู้พิมพ์ ถ้าเครื่องพิมพ์มิใช่ของตน ต้องส่ง

หนังสืออนุญาตให้ใช้เครื่องพิมพ์ของเจ้าของไปพร้อมกัน

มาตรา ๑๘

มาตรา ๑๘

ถ้าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับรายละเอียดตามรายการ

ในมาตรา ๑๗ (๑) (ก) เฉพาะชื่อ สัญชาติ ถิ่นที่อยู่ (ง) หรือ (จ)

ได้เปลี่ยนแปลงไป

ผู้พิมพ์และผู้โฆษณาต้องแจ้งความแก่เจ้าพนักงานการพิมพ์โดยใช้แบบพิมพ์ของ

เจ้าพนักงานการพิมพ์ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันเปลี่ยนแปลง

มาตรา ๑๙

มาตรา ๑๙

ในสิ่งพิมพ์ทุกฉบับที่พิมพ์ขึ้นในราชอาณาจักร

ให้แสดงปีที่พิมพ์ ชื่อผู้พิมพ์ ชื่อและที่ตั้งโรงพิมพ์

หรือสถานที่พิมพ์ในเมื่อ

ไม่มีที่ตั้งโรงพิมพ์ ชื่อผู้โฆษณา และที่ตั้งสำนักงานของผู้โฆษณาไว้ที่ปกหน้า

หรือหน้าสำหรับบอกชื่อสิ่งพิมพ์นั้น

บรรดาชื่อซึ่งต้องแสดงตามวรรคก่อน

ให้ใช้ชื่อเต็ม

มาตรา ๒๐

มาตรา ๒๐ ให้ผู้โฆษณาส่งสิ่งพิมพ์ที่พิมพ์ขึ้นในราชอาณาจักร

สองฉบับให้หอสมุดแห่งชาติภายในกำหนดเจ็ดวัน นับแต่วันพิมพ์เสร็จโดย

ไม่คิดราคาและค่าส่ง

มาตรา ๒๑

มาตรา ๒๑

เมื่อได้มีการโฆษณาสิ่งพิมพ์ซึ่งเจ้าพนักงานการพิมพ์

เห็นว่าอาจจะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนเจ้าพนักงาน

การพิมพ์อาจดำเนินการ ดังต่อไปนี้

(๑)

ให้คำตักเตือนเป็นหนังสือแก่ผู้พิมพ์ และ หรือผู้โฆษณา

และในการให้คำตักเตือนนี้ จะเรียกผู้พิมพ์ และ หรือผู้โฆษณาไปรับคำอธิบาย

ด้วยวาจาและให้ลงลายมือชื่อรับทราบด้วยก็ได้

(๒) สั่งเป็นหนังสือให้งดการเป็นผู้พิมพ์

และ หรือผู้โฆษณา และ

หรือ

สั่งให้งดใช้เครื่องพิมพ์ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของผู้พิมพ์นั้นมีกำหนดเวลา

ไม่เกินสามสิบวัน

แต่การสั่งเช่นนี้จะทำได้ต่อเมื่อได้ให้คำตักเตือนตามอนุมาตรา ๑ แล้ว

และผู้ถูกตักเตือนไม่สังวรในคำตักเตือนนั้น

(๓)

ในคราวที่มีเหตุฉุกเฉินในราชอาณาจักร หรือมีเหตุคับขัน

ระหว่างประเทศหรือมีการสงคราม สั่งเป็นหนังสือให้งดการเป็นผู้พิมพ์ และ

หรือผู้โฆษณา

หรือสั่งให้งดใช้เครื่องพิมพ์ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของผู้พิมพ์นั้น

ทันที โดยมีกำหนดเวลาหรือไม่ก็ได้ และจะสั่งแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งนั้นภายหลัง

ก็ได้ตามแต่เห็นสมควร

มาตรา ๒๒

มาตรา ๒๒

ผู้พิมพ์หรือผู้โฆษณาคนใดเลิกเป็นผู้พิมพ์หรือผู้โฆษณา

หรือขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๑๕ (๒) หรือขาดสิทธิตามมาตรา ๑๖ (๑) ต้องแจ้งความ

แก่เจ้าพนักงานการพิมพ์โดยใช้แบบพิมพ์ของเจ้าพนักงานการพิมพ์ภายในสิบห้าวันนับแต่

วันเลิกหรือขาดคุณสมบัติหรือขาดสิทธิ

หนังสือพิมพ์

มาตรา ๒๓

มาตรา ๒๓

หนังสือพิมพ์ซึ่งพิมพ์ขึ้นในราชอาณาจักรต้องมีผู้พิมพ์

ผู้โฆษณา บรรณาธิการ และเจ้าของ

มาตรา ๒๔

มาตรา ๒๔ บุคคลใดจะเป็นผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา

บรรณาธิการ หรือ

เจ้าของหนังสือพิมพ์ต้อง

(๑)

มีคุณสมบัติตามมาตรา ๑๕

(๒)

ไม่เป็นผู้ไม่มีสิทธิหรือขาดสิทธิตามมาตรา ๑๖

(๓) มีสัญชาติไทย

หรือสัญชาติแห่งประเทศซึ่งมีสนธิสัญญากับ

ประเทศไทย

(๔)

ทำหนังสือพิมพ์ที่เป็นภาษาแห่งประเทศของตน หากจะมีภาษาอื่น

ปนอยู่บ้างก็เฉพาะเป็นการทวนความ หรือการกล่าวอ้างถ้อยคำหรือสำนวนเพียงเพื่อ

ประกอบบทประพันธ์ หรือข้อความเกี่ยวกับการโฆษณาในทางการค้า หรือเป็นข้อความ

เพื่อประโยชน์แก่การศึกษาภาษาโดยเฉพาะ แต่ทั้งนี้ต้องมีไม่มากเกินสมควร

(๕)

แจ้งความแก่เจ้าพนักงานการพิมพ์ โดยใช้แบบพิมพ์ของเจ้าพนักงาน

การพิมพ์ ซึ่งอย่างน้อยต้องมีรายการดังต่อไปนี้

(ก) ชื่อ สัญชาติ อายุ

อาชีพ ถิ่นที่อยู่และการงานที่ทำหรือเคยทำ

(ข)

คำรับรองว่ามีคุณสมบัติตามมาตรา ๑๕ และไม่เป็นผู้ไม่มีสิทธิ

หรือขาดสิทธิตามมาตรา ๑๖

(ค) เป็นผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา บรรณาธิการ

หรือเจ้าของหนังสือพิมพ์

และในกรณีที่ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา

หรือบรรณาธิการมิใช่เจ้าของหนังสือพิมพ์ต้องส่งหนังสือ

รับรองของเจ้าของหนังสือพิมพ์ไปพร้อมกัน

(ง)

ชื่อหนังสือพิมพ์

(จ)

วัตถุประสงค์และระยะเวลาออกหนังสือพิมพ์

(ฉ)

ภาษาที่หนังสือพิมพ์จะออก

(ช)

ที่ตั้งสำนักงานของหนังสือพิมพ์และที่ตั้งสำนักงานของผู้โฆษณา

(ซ) ชื่อและที่ตั้งโรงพิมพ์

(๖)

ในกรณีแห่งบรรณาธิการ ส่งรูปถ่ายของตนตามที่กำหนดไว้ใน

กฎกระทรวงแก่เจ้าพนักงานการพิมพ์พร้อมกับคำแจ้งความ

(๗)*

แต่ถ้าบุคคลที่จะเป็นผู้พิมพ์

ผู้โฆษณา บรรณาธิการ หรือเจ้าของ

หนังสือพิมพ์นั้นมีสัญชาติอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (๓) ก็ดี

หรือจะออกหนังสือพิมพ์

เป็นภาษาอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (๔) ก็ดี

บุคคลนั้นจะเป็นได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาต

จากเจ้าพนักงานการพิมพ์สำหรับหนังสือพิมพ์นั้นตามมาตรา ๒๗ แล้ว

*[มาตรา ๒๔

(๗) ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติการพิมพ์

(ฉบับที่ ๓)

พุทธศักราช ๒๔๘๘]

มาตรา ๒๕

มาตรา ๒๕ คำขออนุญาตเป็นผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา

บรรณาธิการ หรือ

เจ้าของหนังสือพิมพ์ตามมาตรา ๒๔ วรรคท้าย ให้ยื่นต่อเจ้าพนักงานการพิมพ์

โดยใช้แบบพิมพ์ของเจ้าพนักงานการพิมพ์ ซึ่งอย่างน้อยจะต้องมีรายการตาม

มาตรา ๒๔

มาตรา ๒๔ (๕) และ ในกรณีแห่งบรรณาธิการให้ส่งรูปถ่ายของตนตามที่กำหนด

ไว้ในกฎกระทรวงไปพร้อมกัน

มาตรา ๒๖

มาตรา ๒๖ ทุกห้าปี

ให้บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ส่งรูปถ่ายใหม่ของตน

ตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง

มาตรา ๒๗

มาตรา ๒๗

เมื่อเจ้าพนักงานการพิมพ์ได้รับคำขออนุญาตอันถูกต้อง

ตามมาตรา ๒๕ แล้ว ให้ออกใบอนุญาตให้ภายในสามสิบวันนับแต่วันรับคำขอ

เว้นแต่เห็นว่าการอนุญาตนั้นอาจจะมีผลขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรม

อันดีของประชาชน

ถ้าไม่อนุญาตแก่ผู้ใดให้เจ้าพนักงานการพิมพ์แจ้งเป็นหนังสือไปยังผู้ขอ

อนุญาตภายในสามสิบวันนับแต่วันรับคำขอ

มาตรา ๒๘

มาตรา ๒๘ ในกรณีที่ขออนุญาตเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์มากกว่า

หนึ่งฉบับ

ถ้าเจ้าพนักงานการพิมพ์เห็นว่าผู้ขออนุญาตไม่น่าจะรับผิดชอบแต่ผู้เดียวได้

ทุกฉบับตามที่ขอ จะสั่งอนุญาตแต่บางฉบับก็ได้

มาตรา ๒๘

มาตรา ๒๘ ทวิ*

*[มาตรา ๒๘

ทวิ ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติการพิมพ์

(ฉบับที่ ๓)

พุทธศักราช ๒๔๘๘]

มาตรา ๒๙

มาตรา ๒๙ ชื่อหนังสือพิมพ์

วัตถุประสงค์และระยะเวลาออก

หนังสือพิมพ์ที่ได้แสดงไว้ในคำแจ้งความตามรายการในมาตรา ๒๔ (๕) (ง) และ

(จ) นั้น

ถ้าจะเปลี่ยนแปลงประการใด ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา บรรณาธิการและเจ้าของ

หนังสือพิมพ์จะต้องแจ้งความต่อเจ้าพนักงานการพิมพ์ โดยใช้แบบพิมพ์ของ

เจ้าพนักงานการพิมพ์ก่อนวันเปลี่ยนแปลงไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน

ในกรณีที่ผู้พิมพ์

ผู้โฆษณา บรรณาธิการ หรือเจ้าของหนังสือพิมพ์ต้องมี

ใบอนุญาต การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวในวรรคก่อน ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา บรรณาธิการ

และเจ้าของหนังสือพิมพ์นั้นจะทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานการพิมพ์แล้ว

คำขออนุญาตเปลี่ยนแปลงนั้นให้ใช้แบบพิมพ์ของเจ้าพนักงานการพิมพ์

เมื่อเจ้าพนักงาน

การพิมพ์ได้รับคำขอแล้ว จะอนุญาตหรือไม่

ให้แจ้งเป็นหนังสือไปยังผู้ขอภายในสามสิบวัน

นับแต่วันรับคำขอ

มาตรา ๓๐

มาตรา ๓๐

ถ้าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับรายละเอียดตามรายการในมาตรา ๒๔ (๕) (ก) เฉพาะชื่อ

สัญชาติหรือถิ่นที่อยู่ (ช) หรือ (ซ) ของผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา บรรณาธิการ และเจ้าของ

หนังสือพิมพ์คนใดได้เปลี่ยนแปลงไป

ให้ผู้นั้นแจ้งความต่อเจ้าพนักงานการพิมพ์โดยใช้แบบพิมพ์

ของเจ้าพนักงานการพิมพ์ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันเปลี่ยนแปลง

มาตรา ๓๑

มาตรา ๓๑

ให้หนังสือพิมพ์ทุกฉบับที่พิมพ์ขึ้นในราชอาณาจักรแสดงชื่อและ

ที่ตั้งสำนักงานของผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา บรรณาธิการ

เจ้าของชื่อและที่ตั้งสำนักงานของหนังสือพิมพ์

ชื่อและที่ตั้งโรงพิมพ์ที่พิมพ์หนังสือพิมพ์นั้นไว้ในหน้าแรกหรือหน้าหลัง

บรรดาชื่อซึ่งต้องแสดงตามวรรคก่อนให้ใช้ชื่อเต็ม

มาตรา ๓๒

มาตรา ๓๒

ให้ผู้โฆษณาส่งหนังสือพิมพ์โดยไม่คิดราคาและค่าส่งไปยัง

ที่ทำการเจ้าพนักงานการพิมพ์สามฉบับ และหอสมุดแห่งชาติสองฉบับ

ในวันที่ออกโฆษณา

มาตรา ๓๓

มาตรา ๓๓ ห้ามโฆษณาความลับของราชการในหนังสือพิมพ์

ก่อนได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ

มาตรา ๓๔

มาตรา ๓๔

เมื่อมีเหตุจำเป็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน

อธิบดีกรมตำรวจหรือผู้รักษาการแทนมีอำนาจออกคำสั่งชั่วคราวเป็นหนังสือแก่บุคคลใด

หรือมีคำสั่งทั่วไป โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาหรือหนังสือพิมพ์รายวัน

ระบุห้าม

การโฆษณาเรื่องใดที่เกี่ยวกับราชการทหารหรือการเมืองระหว่างประเทศ

มาตรา ๓๕

มาตรา ๓๕

ในคราวที่ประเทศมีเหตุฉุกเฉินหรือตกอยู่ในภาวะ

สงคราม อธิบดีกรมตำรวจหรือผู้รักษาการแทนมีอำนาจสั่งเป็นหนังสือแก่บุคคลใด

หรือประกาศโดยวิธีใดให้เสนอข้อความทั้งสิ้นที่จะโฆษณาในหนังสือพิมพ์ให้เจ้าหน้าที่

ตรวจข่าวตรวจก่อน

มาตรา ๓๖

มาตรา ๓๖

เมื่อได้มีการโฆษณาในหนังสือพิมพ์ซึ่งเจ้าพนักงาน

การพิมพ์เห็นว่าอาจจะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของ

ประชาชนหรือฝ่าฝืนคำสั่งห้ามตามความในมาตรา ๓๔ เจ้าพนักงานการพิมพ์

อาจดำเนินการดังต่อไปนี้

(๑)

ให้คำตักเตือนเป็นหนังสือแก่ผู้โฆษณา บรรณาธิการ และ

หรือเจ้าของหนังสือพิมพ์ ในการให้คำตักเตือนนี้จะเรียกบุคคลที่กล่าวแล้ว

ไปรับคำอธิบาย และให้ลงลายมือชื่อรับทราบด้วยก็ได้

(๒)

สั่งเป็นหนังสือให้ผู้โฆษณา บรรณาธิการ และ หรือ

เจ้าของหนังสือพิมพ์เสนอเรื่องหรือข้อความที่จะโฆษณาในหนังสือพิมพ์

ต่อไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจข่าวตรวจก่อน มีกำหนดเวลาไม่เกินสิบห้าวัน

แต่ในการสั่งเช่นนี้จะทำได้ก็ต่อเมื่อได้ให้คำตักเตือนตาม (๑) แล้ว

และผู้ถูกตักเตือนไม่สังวรในคำตักเตือนนั้น

(๓)

ในคราวที่มีเหตุฉุกเฉินภายในราชอาณาจักร หรือมีเหตุ

คับขันระหว่างประเทศหรือมีการสงคราม จะสั่งเป็นหนังสือแก่บุคคลใดให้เสนอ

เรื่องหรือข้อความที่จะโฆษณาในหนังสือพิมพ์ต่อไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจข่าว

ตรวจก่อน หรือสั่งให้พักใช้ หรือถอนใบอนุญาตหรือสั่งงดการเป็นผู้โฆษณา

บรรณาธิการ และ หรือ เจ้าของหนังสือพิมพ์ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของ

ผู้นั้นทันที โดยมีกำหนดเวลาหรือไม่ก็ได้ และจะสั่งเปลี่ยนแปลงคำสั่งนั้น

ภายหลังก็ได้

มาตรา ๓๗

มาตรา ๓๗ เมื่อผู้โฆษณา บรรณาธิการ

หรือเจ้าของหนังสือพิมพ์

หลายฉบับ ถูกตักเตือนหรือต้องเสนอเรื่องหรือข้อความที่จะโฆษณาในหนังสือพิมพ์

ฉบับใดเพื่อตรวจก่อนโฆษณา ถ้าหนังสือพิมพ์ฉบับอื่นในความรับผิดชอบของตนได้

โฆษณาเรื่องคล้ายคลึงทำนองเดียวกันนั้นอีก

เจ้าพนักงานการพิมพ์มีอำนาจสั่งให้เสนอ

หนังสือพิมพ์ฉบับใดฉบับหนึ่งหรือทุกฉบับในความรับผิดชอบของผู้นั้นเพื่อตรวจก่อน

โฆษณาได้ทีเดียว

มาตรา ๓๘

มาตรา ๓๘ ผู้โฆษณา บรรณาธิการ

หรือเจ้าของหนังสือพิมพ์คนใด

ไม่พอใจในคำสั่งของเจ้าหน้าที่ตรวจข่าว จะอุทธรณ์ไปยังรัฐมนตรีก็ได้

แต่ต้องอุทธรณ์

ภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง

คำสั่งของรัฐมนตรีให้เป็นอันเด็ดขาด แต่

ในระหว่างรอฟังคำสั่งอยู่นั้น ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ตรวจข่าว

ในจังหวัดพระนครและธนบุรี

ให้รัฐมนตรีสั่งภายในสามวัน

ในจังหวัดอื่นให้สั่งภายในเจ็ดวัน นับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์

มาตรา ๓๙

มาตรา ๓๙ ถ้าผู้โฆษณา

บรรณาธิการหรือเจ้าของหนังสือพิมพ์

คนใดได้รับคำสั่งเป็นหนังสือให้เสนอหนังสือพิมพ์ให้เจ้าหน้าที่ตรวจข่าวตรวจก่อน

แต่หนังสือพิมพ์นั้นยังออกโฆษณาโดยมิได้เสนอต่อเจ้าหน้าที่ตรวจข่าวก็ดี

ลงข้อความ

ซึ่งเจ้าหน้าที่ตรวจข่าวมิได้อนุญาตให้โฆษณาตามพระราชบัญญัตินี้ก็ดี

หรือไม่ปฏิบัติ

ให้ถูกต้องตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ตรวจข่าวก็ดี

เจ้าพนักงานการพิมพ์อาจมีคำสั่งเป็น

หนังสือ ห้ามโฆษณาหนังสือพิมพ์ที่ละเมิดนั้นต่อไป และจะให้ยึดหนังสือพิมพ์นั้น

ทั้งหมดก็ได้ และเมื่อยึดแล้วให้นำบทบัญญัติในมาตรา ๙ วรรคสาม มาใช้บังคับ

โดยอนุโลม

มาตรา ๔๐

มาตรา ๔๐

หนังสือพิมพ์ใดโฆษณาเรื่องราชการคลาดเคลื่อนจาก

ความจริงและอาจจะเกิดความเสียหายขึ้นได้

กระทรวงหรือกรมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

ในเรื่องนั้น หรือกรมโฆษณาการ หรือเจ้าพนักงานการพิมพ์อาจสั่งเป็นหนังสือให้

บรรณาธิการหนังสือพิมพ์นั้นแก้เองหรือลงพิมพ์หนังสือซึ่งแก้หรือปฏิเสธเรื่องนั้น

ภายในวันเวลาที่กำหนดให้

แต่ต้องเป็นวันเวลาที่พอจะทันพิมพ์หนังสือพิมพ์นั้นซึ่ง

จะออกโฆษณาต่อไป

มาตรา ๔๑

มาตรา ๔๑

หนังสือพิมพ์ใดโฆษณาเรื่องเกี่ยวแก่บุคคลใด

คลาดเคลื่อนจากความจริง และอาจจะเกิดความเสียหายแก่บุคคลนั้น บุคคล

นั้นอาจแจ้งเป็นหนังสือขอให้บรรณาธิการหนังสือพิมพ์นั้นแก้เอง หรือลงพิมพ์

หนังสือซึ่งแก้หรือปฏิเสธเรื่องนั้น การแก้หรือลงพิมพ์หนังสือซึ่งแก้หรือปฏิเสธ

เรื่องที่ว่านี้ จะต้องลงพิมพ์ในฉบับที่จะออกโฆษณาต่อไปจากเวลาที่ได้รับ

คำขอดังกล่าวแล้ว หรือในฉบับที่ถัดไป

เมื่อได้แก้หรือลงพิมพ์หนังสือซึ่งแก้หรือปฏิเสธเรื่องที่ว่านี้โดย

ถูกต้องแล้ว สิทธิในการฟ้องของบุคคลผู้ขอแก้ทั้งทางแพ่งและทางอาญาเป็น

อันระงับลง

มาตรา ๔๒

มาตรา ๔๒

ถ้าข้อความที่ให้แก้หรือหนังสือซึ่งแก้หรือปฏิเสธ

เรื่องตามมาตรา ๔๐ หรือมาตรา ๔๑ นั้น ขัดกับกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี

ของประชาชนหรือเป็นการเสียดสี หรือผู้ขอให้แก้มิได้แจ้งชื่อและที่อยู่

ของตนให้ชัดเจน บรรณาธิการก็ไม่ต้องแก้หรือนำลงพิมพ์

มาตรา ๔๓

มาตรา ๔๓

เรื่องหรือข้อความที่ให้แก้หรือหนังสือซึ่งแก้หรือ

ปฏิเสธตามมาตรา ๔๐ หรือมาตรา ๔๑ นั้น บรรณาธิการจะต้องแก้หรือ

ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์นั้นโดยครบถ้วนในคราวเดียว และต้องให้อยู่ใน

หน้าเดียวกับเรื่องอันเป็นเหตุให้แก้หรือปฏิเสธนั้น

เรื่องหรือข้อความที่ให้แก้หรือหนังสือซึ่งแก้หรือปฏิเสธตาม

วรรคก่อนต้องนำลงพิมพ์ให้โดยไม่เรียกค่าธรรมเนียม แต่หนังสือซึ่งแก้

หรือปฏิเสธนั้น ต้องไม่เกินกำหนดดังต่อไปนี้

(๑)

ถ้าเรื่องอันเป็นเหตุที่ขอให้ลงพิมพ์หนังสือซึ่งแก้หรือปฏิเสธนั้น

มีอยู่ไม่ถึงครึ่งแนว (คอลัมน์) หรือครึ่งหน้าหนังสือพิมพ์ หนังสือซึ่งแก้หรือ

ปฏิเสธต้องไม่เกินกว่าหนึ่งแนวหรือหนึ่งหน้าหนังสือพิมพ์นั้น แล้วแต่กรณี

โดยมี

ขนาดแนวและตัวอักษรในเนื้อเรื่องเช่นเดียวกัน

(๒)

ถ้าเรื่องอันเป็นเหตุที่ขอให้ลงพิมพ์หนังสือซึ่งแก้หรือปฏิเสธนั้น

มีอยู่ตั้งแต่ครึ่งแนวหรือครึ่งหน้าหนังสือพิมพ์ขึ้นไป

หนังสือซึ่งแก้หรือปฏิเสธต้อง

ไม่เกินกว่าสองเท่าของเรื่องนั้น แล้วแต่กรณี

โดยมีขนาดแนวและตัวอักษรในเนื้อเรื่อง

เช่นเดียวกัน

ถ้าหนังสือซึ่งแก้หรือปฏิเสธเรื่องเกินกำหนดที่ว่ามานี้

เมื่อได้ออก

โฆษณาแล้ว เจ้าของหนังสือพิมพ์มีสิทธิเรียกค่าธรรมเนียมเฉพาะในส่วนที่เกินจาก

ผู้ขอให้ลงพิมพ์ตามอัตราค่าแจ้งความตามปกติได้

สิทธิขอให้แก้หรือลงหนังสือซึ่งแก้หรือปฏิเสธดังว่ามานี้เป็นอันระงับ

ลงภายหลังหกเดือน นับแต่วันที่หนังสือพิมพ์นั้นออกโฆษณา

มาตรา ๔๔

มาตรา ๔๔

ผู้ที่ได้แจ้งความหรือได้รับใบอนุญาตเป็นผู้พิมพ์

ผู้โฆษณา บรรณาธิการหรือเจ้าของหนังสือพิมพ์ใด ถ้าหนังสือพิมพ์นั้นมิได้เริ่ม

ออกโฆษณาภายในกำหนดเวลาหกสิบวัน นับแต่วันที่ได้แจ้งหรือวันที่ได้รับ

ใบอนุญาตแล้วแต่กรณี การเป็นผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา บรรณาธิการ หรือเจ้าของ

หนังสือพิมพ์นั้นเป็นอันสิ้นสุดลง

25 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

พระราชบัญญัติการพิมพ์ พุทธศักราช 2484 (Update ณ วันที่ 23/01/2488) (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_3f8abe8c155a0022

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com