มาตรา ๑๓
ให้มีคณะกรรมการข้าราชการตำรวจคณะหนึ่ง เรียกโดยย่อว่า
ก.ตร. ประกอบด้วย
(๑) รัฐมนตรีเป็นประธาน อธิบดีเป็นรองประธาน เลขาธิการคณะกรรมการ
ข้าราชการพลเรือน รองอธิบดี
และผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนเป็นกรรมการข้าราชการ
ตำรวจโดยตำแหน่ง และ
(๒) กรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิแปดคน ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งโดย
ความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีจาก
(ก)
ข้าราชการตำรวจซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่ผู้บัญชาการหรือเทียบผู้บัญชา
การขึ้นไป
และมิได้เป็นกรรมการข้าราชการตำรวจโดยตำแหน่งอยู่แล้ว สี่คน โดยในจำนวนนี้ให้มีผู้บัญชาการตำรวจภูธรรวมอยู่ด้วยอย่างน้อยหนึ่งคน
(ข)
ผู้ซึ่งได้รับบำเหน็จบำนาญและเคยรับราชการเป็นข้าราชการตำรวจ
ตำแหน่งตั้งแต่ผู้บังคับการหรือเทียบผู้บังคับการขึ้นไป
มาแล้ว สี่คน
ให้ ก.ตร. แต่งตั้งข้าราชการตำรวจคนหนึ่งเป็นเลขานุการ ก.ตร.
มาตรา ๑๔
กรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิให้อยู่ในตำแหน่งคราวละ
สองปี และอาจได้รับแต่งตั้งใหม่ได้
ถ้าตำแหน่งว่างลงก่อนถึงกำหนดวาระ ให้รัฐมนตรีดำเนินการแต่งตั้งกรรมการ
ข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิแทน
เว้นแต่วาระการอยู่ในตำแหน่งของกรรมการข้าราชการตำรวจ
ผู้ทรงคุณวุฒิจะเหลือไม่ถึงเก้าสิบวัน
รัฐมนตรีจะไม่แต่งตั้งก็ได้
กรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับแต่งตั้งแทนอยู่ในตำแหน่งได้
เพียงเท่าวาระของผู้ซึ่งตนแทน
มาตรา ๑๕
ในกรณีที่ตำแหน่งกรรมการข้าราชการตำรวจว่างลงและมีความ
จำเป็นที่จะต้องดำเนินการโดยรีบด่วน
ก็ให้กรรมการข้าราชการตำรวจที่เหลือดำเนินการไปได้ แต่
ต้องมีกรรมการข้าราชการตำรวจพอที่จะเป็นองค์ประชุม
มาตรา ๑๖
กรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ
(๑) ครบกำหนดวาระ
(๒) ตาย
(๓) ลาออก
(๔) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
(๕) เป็นบุคคลล้มละลาย
(๖) เป็นผู้ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็น
โทษสำหรับความผิดที่กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ
(๗) เป็นกรรมการข้าราชการตำรวจโดยตำแหน่ง หรือพ้นจากการเป็นข้าราชการ
ตำรวจ ในกรณีที่เป็นกรรมการข้าราชการตำรวจตามมาตรา ๑๓ (๒)
(ก)
(๘) กลับเข้ารับราชการเป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำในกรณี
ที่เป็นกรรมการข้าราชการตำรวจตามมาตรา ๑๓ (๒) (ข)
(๙) เป็นข้าราชการการเมือง
(๑๐) เป็นสมาชิกรัฐสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้ง
(๑๑) เป็นกรรมการพรรคการเมืองหรือเจ้าหน้าที่พรรคการเมือง
ในกรณีเป็นที่สงสัยว่ากรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิผู้ใดพ้นจาก
ตำแหน่งกรรมการข้าราชการตำรวจหรือไม่ ให้ ก.ตร.
วินิจฉัยชี้ขาด
มาตรา ๑๗ การประชุมของ ก.ตร.
ต้องมีกรรมการข้าราชการตำรวจมาประชุม
ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง จึงเป็นองค์ประชุม
ถ้าประธานไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองประธานเป็นประธาน
ในที่ประชุม
ถ้าประธานและรองประธานไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการ
ข้าราชการตำรวจในที่ประชุมเลือกกรรมการข้าราชการตำรวจคนหนึ่งที่มาประชุมเป็นประธานในที่
ประชุม
ในการประชุมของ ก.ตร. ถ้ามีการพิจารณาเรื่องเกี่ยวกับกรรมการข้าราชการ
ตำรวจผู้ใดโดยเฉพาะ ผู้นั้นไม่มีสิทธิเข้าประชุม
การวินิจฉัยชี้ขาดให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการข้าราชการตำรวจคนหนึ่งมีเสียง
หนึ่งในการลงคะแนน ถ้ามีคะแนนเสียงเท่ากัน
ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียง
หนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
ก.ตร. มีอำนาจออกข้อบังคับว่าด้วยการประชุมและการลงมติของ ก.ตร. และ
ของคณะอนุกรรมการ
มาตรา ๑๘ ในกรณีที่ ก.ตร.
มีหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ ให้
อธิบดีเป็นผู้เสนอเรื่องต่อ ก.ตร.
แต่ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิกรรมการข้าราชการตำรวจคนหนึ่งคนใดที่
จะเสนอ
มาตรา ๑๙ ก.ตร.
มีอำนาจแต่งตั้งอนุกรรมการให้ทำการใด ๆ แทนได้ และให้
นำมาตรา ๑๗ มาใช้บังคับแก่การประชุมของอนุกรรมการโดยอนุโลม
มาตรา ๒๐
ตำแหน่งข้าราชการตำรวจจะมีตำแหน่งใด อยู่ในส่วนราชการใด
จำนวนเท่าใด
และต้องใช้ผู้มีคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งอย่างใด ยศชั้นใด ให้เป็นไปตามที่
ก.ตร. กำหนด โดยให้คำนึงถึงลักษณะ หน้าที่และความรับผิดชอบ
ปริมาณและคุณภาพของงาน
การกำหนดตำแหน่งข้าราชการตำรวจตั้งแต่ตำแหน่งรองผู้กำกับการหรือเทียบ
รองผู้กำกับการขึ้นไป
ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อน เว้นแต่เป็นการตัดโอน
ตำแหน่งจากส่วนราชการหนึ่งไปเพิ่มในอีกส่วนราชการหนึ่ง
การบรรจุ
การแต่งตั้ง และการเลื่อนขั้นและอัตราเงินเดือน
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).