法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วย การฝากเงิน การเบิกจ่ายเงิน การรักษาเงิน และการตรวจเงินเทศบาล พ.ศ. 2501 (ฉบับ Update ล่าสุด)

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
46
มาตรา อารัมภบท

ระเบียบกระทรวงมหาดไทย

ระเบียบกระทรวงมหาดไทย

ว่าด้วย

การฝากเงิน การเบิกจ่ายเงิน

การรักษาเงิน

และการตรวจเงินเทศบาล

พ.ศ.

๒๕๐๑

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๖๙ และ ๗๐

แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยวางระเบียบว่าด้วยการฝากเงิน การเบิกจ่ายเงิน

การรักษาเงิน และการตรวจเงินเทศบาล พ.ศ. ๒๕๐๑ ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑.

ระเบียบนี้ให้เรียกว่า “ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการฝากเงิน

การเบิกจ่ายเงิน การรักษาเงิน และการตรวจเงินเทศบาล พ.ศ. ๒๕๐๑”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒[๑].

ให้ใช้ระเบียบนี้ตั้งแต่ วันที่ ๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๐๑ เป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓.

ให้ยกเลิกระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการเบิกจ่ายเงิน การรักษาเงิน

และการตรวจเงินของเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ และข้อบังคับหรือคำสั่งอื่นใด

ซึ่งได้วางไว้แล้วในระเบียบนี้

หรือซึ่งขัดแย้งกับข้อความในระเบียบนี้เสียทั้งสิ้นการปฏิบัติใดๆ

อันเกี่ยวกับระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการฝากเงิน การเบิกจ่ายเงิน การรักษา

และการตรวจเงินเทศบาล พ.ศ. ๒๕๐๑ ซึ่งมิได้กำหนดไว้โดยระเบียบนี้

จะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากกระทรวงมหาดไทย

หมวด

การเบิกเงิน

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔.

การเบิกเงินจะต้องตั้งฎีกาตามแบบที่กระทรวงมหาดไทยกำหนดไว้ และเมื่อหัวหน้าหน่วยการคลังหรือสมุห์บัญชีได้ตรวจสอนเห็นว่าถูกต้องแล้ว

ให้นำเสนอนายกเทศมนตรีหรือผู้รักษาการแทนเพื่อสั่งจ่าย

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕.

ฎีกาเบิกเงินมี ๔ แบบ คือ

(ก) ฎีกาเงินเดือน

(ข) ฎีกาค่าใช้สอย

(ค) ฎีกาการจร และรายจ่ายพิเศษ

(ง) ฎีกาอื่นๆ นอกจากที่กล่าวแล้ว

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖.

การที่จะตั้งฎีกาเบิกเงินนั้น ต้องได้รับการทวงหนี้ หรือถึงกำหนดที่ต้องจ่ายเงิน

จึงจะตั้งฎีกาเบิกจ่ายได้

ห้ามมิให้หน่วยงานใดเบิกเงินไปเพื่อเตรียมจ่ายล่วงหน้าและรักษาไว้เกินกว่า

๑๕ วัน

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗.

ให้หัวหน้าหน่วยงานที่ตั้งฎีกาเบิกเงิน เป็นผู้ลงชื่อเบิกเงินและปลัดเทศบาลเป็นผู้ลงชื่อตรวจในฎีกานั้น

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘.

ภายใต้บังคับแห่ง ข้อ (ค)

ให้หน่วยงานที่เบิกเงินไปจ่ายส่งเอกสารแก่หน่วยการคลังเพื่อทำการตรวจสอบดังนี้ คือ

(ก)

รายการใบสำคัญประกอบเป็นงบตามรายฎีกาพร้อมทั้งการผลัดส่ง (ถ้ามี)

(ข) ใบสำคัญที่ผลัดส่งตามข้อ ก. นั้น เมื่อได้รับในสำคัญคู่จ่ายเงินมาแล้ว

ให้นำส่งหน่วยการคลังตามแบบ ๒ ก. ท้ายระเบียบนี้ พร้อมด้วยเงินหรือจ่าย (ถ้ามี)

โดยมิชักช้า และต้องมีรายการในแบบ ๒ ก. และใบสำคัญที่เท่าใดไว้ ด้วยให้ชัดเจน

(ค) การเบิกเงินโดยวิธีผลัดส่งใบสำคัญนั้น

จะกระทำได้ภายในกำหนดเวลาไม่เกิน ๑๕ วัน นับแต่วันรับเงิน

(ง) ถ้าการผลัดส่งนั้น

ยังมิได้จัดนำส่งภายในกำหนดในข้อ ค.

ให้หน่วยการคลังจัดการเตือนและอย่างช้าไม่เกินหนึ่งเดือน นับแต่วันรับเงิน

และเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งเดือนแล้ว

ปรากฏว่าหน่วยงานที่ขอผลัดส่งมิได้นำใบสำคัญคู่จ่ายเงินส่งใช้อีกให้หน่วยการคลังงดจ่ายเงินทุกประเภทให้แก่หน่วยงานนั้น

จนกว่าจะได้นำใบสำคัญคู่จ่ายเงินส่งใช้ที่ผลัดส่งไว้ก่อน

จึงจะทำการเบิกจ่ายได้ต่อไป

หมวด

การจ่ายเงิน

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙.

ห้ามมิให้จ่ายเงินสะสมของเทศบาล เว้นไว้แต่จะได้รับอนุญาตจากกระทรวงมหาดไทย

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐.

ให้นายกรัฐมนตรี หรือผู้รักษาการแทน เป็นผู้สั่งก่อหนี้ได้คราวละ ๒,๐๐๐ บาท

ถ้าเกินกว่านั้นให้เป็นอำนาจของคณะเทศมนตรี

และเป็นผู้สั่งจ่ายเงินชำระหนี้ได้รับอนุญาตโดยระเบียบนี้

หากปรากฏว่า นายกเทศมนตรี หรือผู้รักษาการแทน

ได้สั่งก่อหนี้ขึ้นหรือจ่ายเงินไปโดยมิชอบด้วยระเบียบนี้ ให้นายกเทศมนตรี

หรือผู้รักษาการแทนและผู้จ่ายเงินผู้นั้นร่วมกันรับผิดชอบชดใช้เงินคืนแก่เทศบาลจนครบภายในกำหนดเวลาไม่เกิน

๓๐ วัน

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑.

เมื่อหน่วยงานที่มีงบประมาณเฉพาะการ หรือที่ได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงมหาดไทย และได้แยกไปทำการรับจ่ายและรักษาเงิน

ได้รับใบแจ้งรายการหนี้ หรือทำรายการคำนวณจ่ายเงินค่าจ้างแรงงานที่ทำขึ้นแล้ว

จัดแยกประเภทการจ่าย ส่งหน่วยการคลังเพื่อตรวจสอบ และนำเสนอนายกเทศมนตรี หรือผู้รักษาการแทน

เพื่อสั่งจ่ายเงินตามรายการนั้นๆ

เมื่อนายกเทศมนตรี หรือผู้รักษาการแทน

อนุญาตการจ่ายเงินแล้ว ให้หน่วยการคลังจ่ายเงินได้ในเวลาที่เจ้าหนี้มาขอรับเงิน

หากปรากฏว่าเจ้าหน้าที่หน่วยการคลังได้จ่ายเงินไปโดยมิชอบ ตามความในระเบียบนี้

ให้ผู้สั่งจ่ายและผู้จ่ายร่วมกันรับผิดชอบชดใช้เงินคืนแก่เทศบาลจนครบ

ภายในกำหนดเวลาไม่เกิน ๓๐ วัน เป็นส่วนตัว

เพื่อความเรียบร้อยในการปิดบัญชีประจำปี

หัวหน้าหน่วยการคลังหรือสมุห์บัญชีจัดให้เจ้าหนี้มารับชำระเงินให้เสร็จก่อนวันสิ้นปีงบประมาณ

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒.

การจ่ายเงินเดือน โดยปกติจะจ่ายได้เดือนละครั้ง และจ่ายในวันสิ้นเดือน

ถ้าวันสิ้นเดือนเป็นวันปิดสำนักงาน ก็ให้จ่ายได้ในวันเปิดสำนักงานก่อนวันสิ้นเดือน

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓.

การเบิกจ่ายเงินค่าใช้สอย ให้ทำการเบิกจ่ายได้ตามงบประมาณที่ได้รับอนุญาต

เว้นแต่การเบิกจ่ายเงินค่าใช้สอยประเภทค่าซื้อครุภัณฑ์และค่าซ่อมแซมสถานที่

กับค่าบำรุงถนน สะพานค่าเครื่องมือต่างๆ

แม้จะได้มีงบประมาณอนุญาตไว้ในเทศบัญญัติงบประมาณประจำปี แต่มิได้จำแนกรายการละเอียดไว้

และงานหนึ่งมีมูลค่าเกินกว่า ๕,๐๐๐ บาท

จะต้องทำรายการละเอียดเพื่อขออนุญาตจากจังหวัดก่อน

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔.

การเบิกเงินการจร ให้กระทำได้เฉพาะในกรณีต่อไปนี้

ก. การซื้อเครื่องมือ เครื่องจักร

เครื่องยนต์และยานพาหนะซึ่งเป็นการซื้อใหม่ หรือซื้อเพิ่มเติมเป็นจำนวนเงินตั้งแต่

๕,๐๐๐ บาท ขึ้นไป

ข. (๑) การซ่อมแซมหรือทำเพิ่มเติม ตึก เรือน โรง

ที่ถือเป็นการแก้ไขรูปสัณฐาน หรือเปลี่ยนแปลงวัตถุเดิมโดยทั่วไปหรือส่วนใหญ่

ซึ่งการกระทำนั้นจะไม่กระทำเสมอทุกปี

(๒)

ถ้าการซ่อมแซม ไม่เป็นการเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงรูปสัณฐาน แต่ราคาเกินกว่า ๔,๐๐๐

บาท

(๓)

ถ้าการซ่อมแซม หรือทำเพิ่มเติมที่กล่าวในข้อ ข. (๑) นั้น

ถ้าทำการซ่อมแซมหรือเพิ่มเติมครั้งที่ ๒ หรือครั้งต่อๆ ไป และภายในวงเงินไม่เกิน

๔,๐๐๐ บาททั้งระยะเวลานับแต่วันจ่ายเงินซ่อมคราวก่อนเกินกว่า ๑ ปี

ก็ให้เบิกจ่ายในเงินค่าใช้สอยได้

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕.

เงินการจรที่ได้รับอนุญาตตามเทศบัญญัติงบประมาณประจำปีเฉพาะใน ๓ ลักษณะ คือ

ก. ลักษณะ ๑ การก่อสร้าง

การจรที่ระบุประเภทและอนุญาตไว้เป็นเงินก้อน โดยมิได้จำแนกรายการละเอียดไว้

ข. ลักษณะ ๒ การจัดซื่อ

การจรที่ระบุประเภทจำนวนเงินและจำแนกรายการโดยละเอียดไว้

ค. ลักษณะ ๓ การซ่อมแซมหรือทำเพิ่มเติม

การจรที่กำหนดให้จ่ายเป็นการดำเนินงานประจำปี และจำแนกรายการโดยละเอียด

เป็นค่าใช้จ่ายประเภทต่างๆ

การจรใน ลักษณะ ๑ และ ลักษณะ ๓

หน่วยงานใดจะทำการเบิกจ่ายต้องยื่นประมาณการเพื่อขออนุญาตจากคณะเทศมนตรีก่อน

เมื่อรายการประมาณการได้รับอนุญาตแล้วจึงจะทำการเบิกจ่ายต่อไปได้

การจรใน ลักษณะ ๒

เมื่อหน่วยงานใดจะทำการเบิกจ่ายก็ให้วางฎีกาเบิกเงินได้ที่เดียว

โดยไม่ต้องยื่นประมาณการ

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖.

ประมาณการที่จะขอถือจ่ายเงินการจรตามที่กล่าวในข้อ ๑๕. นั้น

ปลัดเทศบาลเป็นผู้ลงนาม โดยมีรายการดังต่อไปนี้

ก. ประเภทงานที่ทำนั้น

จะต้องแสดงวัตถุที่ใช้ในการก่อสร้างรวมทั้งแรงงานด้วย

หรือเป็นการซื้ออย่างใดโดยย่อ

ข. จำนวนเงินงบประมาณอนุญาต

ค. จำนวนเงินที่ขอเบิกจ่าย

ง. รายการอื่นๆ ที่ควรชี้แจงประกอบการพิจารณา

การเบิกจ่ายเงินการจร

ให้ระบุรายการที่จะเบิกให้ชัดเจนว่า เบิกเงินการจรประเภทใดขอจ่ายจากรายการใด

ค่าอะไรเท่าใด และถ้าจำเป็นจะต้องมีหลักฐานการจ่ายตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทย

เป็นต้นว่า การประกวดราคา สัญญาแบบแปลน รูป ตลอดจนใบตรวจงาน รับมอบงาน และอื่นๆ

ฯลฯ พร้อมกันฎีการับรองว่า การนั้นได้เป็นไปถูกต้องตามสัญญา

หรือรายงานที่ตกลงไว้แล้ว ก็ให้ส่งประกอบการพิจารณาตรวจจ่ายด้วย

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗.

การจ่ายเงินการจรเงินรายจ่ายพิเศษ หรือเงินประเภทอื่นใดนั้น

จะจ่ายได้ตามคราวที่ถึงกำหนดจ่าย ถ้ามีสัญญาระบุการปฏิบัติไว้

ก็ต้องมีใบรับรองแสดงว่า ผู้ขอรับเงินได้ปฏิบัติการถูกต้องตามสัญญาแล้วด้วย

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘

ภายใต้บังคับข้อ ๑๙ ในการก่อหนี้

หรือจ่ายเงินประเภทอื่นใดที่ไม่มีงบประมาณอนุญาตไว้ ต้องได้รับอนุญาตจากคณะเทศมนตรีก่อน

นายกเทศมนตรี หรือผู้รักษาการแทนจึงจะสั่งการได้

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙

การก่อให้เกิดหนี้

หรือการจ่ายเงินตามความใน ข้อ ๑๘ นั้น คณะเทศมนตรีจะอนุญาตให้กระทำได้ในเมื่อมีเหตุฉุกเฉิน

อันเกี่ยวกับสาธารณภัยหรืองบประมาณที่ได้รับอนุญาตไม่พอ

ถ้าไม่จ่ายจะเกิดการเสียหายขึ้น

คณะเทศมนตรีอนุญาตให้กระทำการตามความในวรรคก่อนได้ภายในวงเงิน

ไม่เกินคราวละ ๒,๐๐๐ ถ้าเกินกว่าคราวละ ๒,๐๐๐ บาท และไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท จะต้องได้รับอนุญาตจากผู้ว่าราชการจังหวัด

หรือ

กระทรวงมหาดไทยเฉพาะในกรณีที่ได้มีพระราชกฤษฎีกาให้โอนเทศบาลใดมาขึ้นกับกระทรวงมหาดไทยโดยตรง

ถ้าจำนวนเงินกว่า ๕๐,๐๐๐ บาท ต้องได้รับอนุญาตจากกระทรวงมหาดไทยทุกกรณี

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐.

ในการจ่ายเงินนั้น ต้องปฏิบัติดังต่อไปนี้

(ก)

เจ้าหน้าที่ผู้จ่ายต้องเรียกใบเสร็จรับเงินจากผู้รับเงินทุกราย

และถ้ามีทะเบียนจ่ายต้องให้ผู้รับเงินเซ็นชื่อรับเงินในทะเบียนด้วย

เว้นแต่จะได้ลงชื่อรับเงินในทะเบียนจ่ายเงินเดือน

หรือจ่ายแรงงานไว้อีกทางหนึ่งแล้ว

(ข) การจ่ายเงินเป็นจำนวนไม่เกินคราวละ ๔ บาท

ถ้าไม่สามารถเรียกใบเสร็จรับเงินได้ผู้จ่ายเงินอาจทำใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงินก็ได้

(ค) การจ่ายเงินรายใด

ที่ไม่สามารถจะเรียกใบเสร็จรับเงินจากผู้รับเงินได้ ซึ่งมีจำนวนเงินไม่เกิน ๑,๐๐๐

บาท ให้ผู้จ่ายทำใบรับรองพร้อมด้วยเหตุผลที่เรียกใบเสร็จรับเงินไม่ได้ เสนอผู้บังคับบัญชา

โดยมีหัวหน้าหน่วยการคลังหรือสมุห์บัญชี หรือหัวหน้าหน่วยงานที่แยกไปทำการรับจ่าย

และรักษาเงิน แล้วแต่กรณี พิจารณานำเสนอคณะเทศมนตรี

เพื่อพิจารณาอนุญาตจ่ายเสียก่อน จึงจะถือว่ารายการจ่ายนั้นสมบูรณ์

หากจำนวนเงินเกินกว่า ๑,๐๐๐ ต้องได้รับอนุญาตจากผู้ว่าราชการจังหวัดก่อน

(ง) การจ่ายเงินเป็นค่าแรงงานจ้างเหมานั้น

ไม่ว่าจะเป็นการจ้างแรงงานหรือจ้างทำของจะต้องมีรายงานรับรองกิจการของเจ้าหน้าที่ควบคุมงานจ้างเหมาว่า

ผู้รับจ้างได้กระทำกิจการไปแล้วเพียงใดสมควรจ่ายเงินจำนวนเท่าใด

เสนอหัวหน้าหน่วยการคลังหรือสมุห์บัญชีพิจารณาทุกครั้งที่จะต้องจ่าย

(จ) การจ่ายทุกรายการ

ต้องเป็นไปตามกฎหมายหรือระเบียบหรือข้อบังคับ หรือคำสั่งของกระทรวงมหาดไทย

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑.

การจ่ายเงินยืมทดรองนั้น

นายกเทศมนตรีหรือผู้รักษาการแทนอาจจ่ายให้แก่พนักงานเทศบาลเฉพาะเพื่อใช้จ่ายในกิจการของเทศบาลได้

ภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้ คือ

(๑) ผู้ยืมแต่ละรายจะต้องไม่มีเงินยืมค้างชำระแก่

เทศบาลและให้ยืมได้เฉพาะผู้มีหน้าที่ห้ามคนอื่นยืมแทนกันเว้นแต่ในกรณีจำเป็น

เทศบาลอาจขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาอนุญาตเป็นพิเศษได้ และการยืมรายนี้

มีงบประมาณเบิกจ่ายให้ได้

(๒) ผู้ยืมต้องจัดทำใบยืม

โดยแสดงประมาณการใช้จ่ายเงินยืม และรายละเอียดตามแบบท้ายระเบียบนี้ให้ครบถ้วน

และรายละเอียดตามแบบท้ายระเบียบนี้ให้ครบถ้วน

(๓) ผู้ว่าราชการจังหวัด

เป็นผู้อนุญาตการยืมเงินของคณะเทศมนตรี

(๔) เงินยืมเกินกว่า ๑,๐๐๐ บาทขึ้นไป

จะต้องได้รับอนุญาตจากผู้ว่าราชการจังหวัดก่อนทุกๆ ราย

(๕) ผู้ยืมจะต้องนำเงินเหลือจ่าย

พร้อมด้วยใบสำคัญส่งให้แก่เทศบาลให้เสร็จสิ้นในภายกำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันรับเงิน

หรือในกรณีที่ยืมไปประกอบธุรกิจนอกเขตเทศบาล ก็ให้ส่งใบสำคัญพร้อม ทั้งเงินเหลือจ่ายภายใน

๗ วัน นับแต่วันกลับถึงสำนักงาน หากการส่งใช้มิได้เป็นไปตามกำหนดนี้ให้หัวหน้าหน่วยการคลัง

หรือสมุห์บัญชี หรือผู้รักษาการแทน รายงานต่อปลัดเทศบาล หรือผู้รักษาการแทน

ในการนี้ให้ปลัดเทศบาลหรือผู้รักษาการแทน

มีอำนาจเร่งรัดให้มีการส่งใช้ภายในกำหนดเวลาอีกไม่เกิน ๕ วัน

นับแต่วันครบกำหนดส่งใช้ หากพ้นกำหนดนี้ผู้ยืมไม่จัดการส่งใช้ ให้ปลัดเทศบาล

หรือผู้รักษาการแทนเสนอคณะเทศมนตรี พิจารณาสั่งการหักเงินเดือน

หรือเงินอื่นใดที่ผู้นั้นมีสิทธิจะได้รับและพิจารณาโทษทางวินัยแก่ผู้ยืมนั้นตามควรแก่กรณีต่อไป

(๖)

เมื่อเทศบาลมีความจำเป็นที่จะต้องยืมเงินของเทศบาลไปใช้จ่ายในกิจการของเทศบาลโดยทั่วไปให้ปลัดเทศบาลเป็นผู้ยืม

และถ้าเป็นจำนวนเกินกว่า ๑,๐๐๐ บาทขึ้นไป

ให้ขออนุญาตต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดได้พิจารณาเห็นว่าเป็นเงินยืม

เพื่อจ่ายในกิจการที่จำเป็นแท้จริงของเทศบาล อันมีงบประมาณเพื่อการนั้นไว้แล้ว ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด

เป็นผู้มีอำนาจอนุญาตให้ยืมได้ไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท

หรือเป็นเงินยืมเพื่อกิจการในประเภทเดียวกันถ้าเป็นเงินยืมที่มีจำนวนเกินกว่า

๕,๐๐๐ บาท หรือเป็นเงินยืมเพื่อทดรองจ่ายในกิจการไฟฟ้าหรือประปา

หรือเพื่อจ่ายในการดำเนินการตามโครงการใช้เงินอุดหนุนของเทศบาล

หรือเงินงบประมาณของกรมอื่น

หรือเงินยืมอื่นใดที่ไม่มีงบประมาณอนุญาตไว้เพื่อการนั้น

จะต้องได้รับอนุญาตจากกระทรวงมหาดไทยเสียก่อนทุกกรณีไป

(๗) ถ้าปรากฏว่า ผู้ว่าราชการจังหวัด

นกยกเทศมนตรี หรือผู้รักษาการแทนก็ดี อนุญาตให้ผู้ใดยืมเงินไปโดยฝ่าฝืนหรือขัดต่อระเบียบดังกล่าวนี้ผู้สั่งจ่ายและผู้จ่าย

ได้จ่ายเงินเทศบาลไปผิดระเบียบกระทรวงมหาดไทยที่ได้วางไว้ หรือถือปฏิบัติก็ดี

ผู้อนุญาตให้ยืม ผู้สั่งจ่ายและผู้จ่าย

จะต้องร่วมกันรับผิดชอบชดใช้เงินที่จ่ายผิดระเบียบคืนให้แก่เทศบาลจนครบถ้วน

ถ้าผู้ปฏิบัติการฝ่าฝืนระเบียบ ไม่ยอมชดใช้เงินยืม ให้นำข้อ ๒๑ (๕) มาใช้บังคับ

และให้เทศบาลดำเนินคดีทางแพ่ง แล้วรายงานให้กระทรวงมหาดไทยทราบ

(๘)

ให้เป็นหน้าที่ของผู้ตรวจการเทศบาลไปทำการตรวจสอบบัญชีเงินยืม

และการชำระสะสางเงินยืมของแต่ละเทศบาลด้วยตนเองอย่างน้อย ๒ เดือนครั้ง

แล้วรายงานผลการเร่งรัดและการส่งใช้เงินยืมไปให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและกระทรวงมหาดไทยทราบตามลำดับ

ภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันตรวจ

(๙)

ผู้ที่ค้างชำระเงินยืมของเทศบาลจะเป็นเจ้าหน้าที่เทศบาลก็ดี

หรือคณะเทศมนตรีก็ดีให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจสั่งการให้ผู้ยืมนั้นๆ

ส่งใช้เงินคืนแก่เทศบาลภายในกำหนดเวลาตามที่เห็นสมควร อย่างช้าไม่เกินกำหนด ๒

เดือน ถ้าผู้ยืมขัดขืนหรือหลีกเลี่ยงไม่ยอมชดใช้เงินคืน

ก็ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแนะนำเทศบาลให้ดำเนินคดีทางแพ่งแก่ผู้ยืมนั้นต่อไปโดยด่วน

แล้วรายงานให้กระทรวงมหาดไทยทราบ

(๑๐) ในกรณีที่นายกเทศมนตรี เทศมนตรี

หรือคณะเทศมนตรีถึงคราวออกตามวาระ หรือลาออก หรือถึงแก่กรรมลง

ในขณะที่ยังดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรี หรือเทศมนตรี

หรือถูกสั่งให้ออกจากตำแหน่งตามนัยมาตรา ๓๕ หรือมาตรา ๗๓ แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล

พุทธศักราช ๒๔๙๖ และพนักงานเทศบาล คนงานผู้ใด ย้าย หรือลาออก หรือถึงแก่กรรม

หรือถูกสั่งให้ออก ไล่ออก หรือปลดออกจากตำแหน่งหน้าที่ จะเนื่องด้วยเหตุใดๆ

ก็ตามให้เป็นหน้าที่ของปลัดเทศบาลและหัวหน้าหน่วยการคลัง

หรือสมุห์บัญชีที่จะต้องตรวจสอบทะเบียนเงินยืมของเทศบาลว่า

ผู้ที่พ้นจากตำแหน่งหน้าที่เหล่านั้น ยังคงค้างชำระเงินยืมแก่เทศบาลอยู่หรือไม่ถ้าปรากฏว่าเป็นผู้ที่ค้างชำระเงินยืมอยู่ก็ให้ปลัดเทศบาล

หรือหัวหน้าหน่วยการคลัง

หรือสมุห์บัญชีมีอำนาจเร่งรัดให้มีการส่งใช้เงินยืมคืนแก่เทศบาล

ให้เป็นการเสร็จสิ้นก่อนที่ผู้ยืมจะพ้นจากตำแหน่งทางเทศบาลไป

ในกรณีที่ผู้ยืมถึงแก่กรรมให้เร่งรัดเอาจากกองมรดกหรือทายาทของผู้ยืมหากทายาทไม่ยอมชดใช้ให้

ก็ให้ดำเนินคดีทางแพ่งเรียกเงินยืมคืนภายในกำหนดอายุความถ้าปรากฏว่า

ปลัดเทศบาลและหัวหน้าหน่วยการคลัง

หรือสมุห์บัญชีละเลยไม่ดำเนินการเร่งรัดให้ผู้ยืมส่งใช้เงินยืมคืนดังกล่าวมาแล้วข้างต้น

จะเนื่องด้วยเหตุใดๆ ก็ดี ให้อยู่ในความรับผิดชอบของปลัดเทศบาล และหัวหน้าการคลัง

หรือสมุห์บัญชี ที่จะต้องชดใช้เงินยืมคืนแก่เทศบาลแทนผู้ยืมนั้นๆ จนครบ

(๑๑) ก. เมื่อมีการส่งใช้เงินยืม ให้หมายเหตุการณ์ส่งใช้ในใบยืมด้วยตัวแดง

ข.

แม้จะได้ส่งใช้เงินยืมหมดแล้ว ต้องเก็บรักษาใบยืมนั้นเป็นเอกสารสำคัญในราชการ

ค.

ในการยืมนั้น ต้องทำตามแบบท้ายระเบียบนี้ มิฉะนั้น

ห้ามหน่วยการคลังจ่ายเงินยืมเป็นอันขาด

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒.

ในกรณีที่หน่วยงาน

ที่มีงบประมาณเฉพาะการหรือที่ได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงมหาดไทย

และได้แยกไปทำการรับจ่ายเงิน รักษาเงิน และมีความจำเป็นต้องใช้จ่ายเป็นประจำ

ให้นายกเทศมนตรีพิจารณาสั่งให้หน่วยงานนั้นๆ

ยืมเงินในงบประมาณประเภทเบ็ดเตล็ดไว้ใช้จ่ายประจำเป็นจำนวนเงินไม่เกิน ๕๐๐ บาท

ด้วยความเห็นชอบของคณะเทศมนตรี แลให้ส่งเงินยืมรองจ่ายนี้คืนก่อนสิ้นปีงบประมาณ

นั้นๆ

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓.

หน่วยงานที่มีงบประมาณเฉพาะการ หรือที่ได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงมหาดไทย และได้แยกไปทำการรับจ่าย

และรักษาเงิน ให้หัวหน้าหน่วยงานนั้น ทำการก่อหนี้ขึ้นได้ตามมติของคณะเทศมนตรี

ซึ่งนายกเทศมนตรีได้สั่งให้ปฏิบัติแล้ว และให้หัวหน้าหน่วยงานนั้น

เป็นผู้สั่งจ่ายเงินชำระหนี้ดังกล่าวข้างต้นโดยอนุโลมตามข้อ ๑๑.

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔[๒].

การเบิกจ่ายเงินตัดปี เพื่อไปทำการจ่ายในปีงบประมาณใหม่

จะกระทำได้โดยวิธีผัดส่งใบสำคัญคู่จ่ายเงินไม่เกินเดือนธันวาคมของปีงบประมาณใหม่นั้น

และจะกระทำได้เฉพาะประเภทเงินการจร หรือรายจ่ายพิเศษ โดยมีเงื่อนไขดังนี้คือ

๑. ต้องปรากฏว่าได้มีการทำสัญญากันไว้เรียบร้อยแล้ว

และกำหนดการสิ้นสุดของสัญญานั้น ต้องไม่เกินเดือนธันวาคมขอปีงบประมาณใหม่

๒. ตามสัญญาที่ขอเบิกเงินตัดปีนี้

จะต้องปรากฏว่าได้มีการจ่ายเงินตามสัญญานั้นในงวดใดงวดหนึ่งของสัญญาแล้ว

ถ้าปรากฏว่ายังมิได้ลงมือปฏิบัติตามสัญญานั้นเลย จะทำการเบิกตัดปีไว้ไม่ได้

๓. การเบิกเงินตัดปีนี้

เมื่อได้ทำการเบิกจ่ายตามวิธีการงบประมาณแล้วต้องนำเงินเบิกตัดปีนั้นส่งฝากเป็นเงินฝากตัดปีทันที

เพื่อรอการเบิกจ่ายชำระหนี้ตามสัญญาในคราวต่อไป

มาตรา ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕.

การเบิกจ่ายเงินค้างข้ามปีงบประมาณ ให้กระทำได้ภายในเงื่อนไขดังต่อไปนี้

ก. ให้ทำการเบิกจ่ายได้เฉพาะประเภทค่าใช้สอย

ข. ใบสำคัญที่ค้างเบิกต้องไม่เกิน ๓ ปี

จึงจะทำการเบิกจ่ายเงินในงบประมาณได้ ส่วนใบสำคัญคู่จ่ายเงินที่ค้างเกินกว่า ๓

ปีขึ้นไป

จะทำการเบิกจ่ายเงินในงบประมาณมิได้เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากกระทรวงมหาดไทย

ค. การนับ วัน เดือน ปี ในใบสำคัญค้างเบิกนั้น

ให้ถือวัน เดือน ปี ที่ส่งมอบวัตถุแห่งหนี้เป็นสำคัญ

ง. ใบสำคัญค้างเบิกทั้งหมดต้องมีจำนวนไม่เกิน

ดังนี้

(๑)

เทศบาลตำบล

๓,๐๐๐ บาท

(๒)

เทศบาลเมือง

๑๐,๐๐๐ บาท

(๓)

เทศบาลนคร

๕๐,๐๐๐ บาท

หากใบสำคัญค้างเบิกทั้งหมดมีวงเงินเกินกว่าจำนวนที่กล่าวข้างต้นให้เทศบาลรายงานชี้แจงรายละเอียดพร้อมด้วยเหตุผลเพื่อขอรับอนุญาตจากกระทรวงมหาดไทยก่อน

จึงจะทำการเบิกจ่ายได้

หมวด

การรับ

การฝาก และการรักษาเงิน

มาตรา ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖.

การรับเงินทุกประเภท เทศบาลจะต้องออกใบเสร็จรับเงินให้แก่ผู้นำเงินมาชำระทุกๆ ราย

และต้องมีต้นขั้วหรือสำเนาใบเสร็จรับเงินนั้นรักษาไว้ด้วย

แต่ในกรณีที่มีการจำหน่ายตั๋วฉีก เช่น ตั๋วโดยสาร ตั๋วเข้าดูมหรสพ เป็นต้น

แทนใบเสร็จรับเงินนั้นแล้ว

ก็ไม่ต้องออกใบเสร็จรับเงินอีกแต่ให้มีทะเบียนคุมการจำหน่ายตั๋วนั้นๆ

ไว้เป็นหลักฐาน

มาตรา ข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗.

ให้หน่วยงานที่มีงบประมาณเฉพาะการ หรือที่ได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงมหาดไทย และได้แยกออกไปทำการจ่าย

และรักษาเงิน นำเงินรับทั้งสิ้นส่งหน่วยการคลังทุกวัน โดยมีใบนำส่งคู่ฉีกอย่างน้อย

๒ ฉบับเป็นหลักฐาน ถ้าส่งไม่ทันในวันนั้น ก็ให้นำส่งในวันรุ่งขึ้นหรือวันเปิดสำนักงาน

ในใบนำส่งนั้น

ต้องลงชื่อหัวหน้าหน่วยงานเป็นผู้ส่งและ

หัวหน้าหน่วยการคลังหรือสมุห์บัญชีเป็นผู้ลงชื่อผู้รับไว้เป็นหลักฐาน

มาตรา ข้อ ๒๘

ข้อ ๒๘.

จำนวนเงินที่จะรักษาไว้ในสำนักงานต้องไม่เกินกว่า ๒,๐๐๐ บาท

เว้นแต่กรณีพิเศษให้เทศบาลขออนุญาตขยายเงินต่อผู้ว่าราชการจังหวัดหรือกระทรวงมหาดไทยเฉพาะในกรณีที่ได้มีพระราชกฤษฎีกาให้โอนเทศบาลใดมาขึ้นกับกระทรวงมหาดไทยโดยตรง

มาตรา ข้อ ๒๙

ข้อ ๒๙.

บรรดาเงินรายรับเทศบาลตามข้อ ๒๖.

ถ้ามีวงเงินเกินกว่าจำนวนที่จะเก็บรักษาไว้ได้ตามข้อ ๒๘.

ให้เทศบาลนำส่งฝากกระทรวงการคลัง คลังจังหวัด คลังอำเภอ ธนาคารแห่งประเทศไทย

ธนาคารออมสินกลาง ธนาคารออมสินสาขา หรือธนาคารพาณิชย์ ที่กระทรวงมหาดไทยเห็นชอบ

วันใดมีจำนวนเงินเกินกว่าอำนาจที่เทศบาลจะรักษาไว้ได้ให้เทศบาลนำเงินฝากให้เสร็จในวันนั้นถ้าฝากในวันนั้นไม่ทัน

ให้จัดการนำฝากในวันรุ่งขึ้น หรือวันเปิดสำนักงานของเทศบาล

และสถานที่รับฝากเงินนั้นๆ

มาตรา ข้อ ๓๐

ข้อ ๓๐.

การฝากและถอนเงินโดยทั่วไปนั้น

นายกเทศมนตรีกับปลัดเทศบาลต้องลงชื่อฝากและถอนร่วมกัน

เฉพาะการถอนเงินจากธนาคาร

ให้เป็นหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัด หรือนายอำเภอ แล้วแต่กรณีฝ่ายหนึ่ง

กับปลัดเทศบาลอีกฝ่ายหนึ่ง เป็นผู้ลงนามถอนเงินร่วมกัน

ในการไปรับหรือส่งเงินที่ธนาคาร หรือ ณ

สถานที่รับส่งเงินแห่งอื่นใดรวมตลอด ถึงต่างกองในสำนักงานเดียวกัน

ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของเทศบาลไปรับและส่งเงินแต่ลำพังผู้เดียวต้องมีกรรมการไปรับ หรือส่งเงินร่วมกันรับผิดชอบเป็นคณะ

ดังนี้

(๑) จำนวนเงินที่รับหรือส่งไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท

โดยไม่คิดรวมจำนวนเงินในเช็คขีดคร่อม ให้มีกรรมการควบคุมร่วมกันอย่างน้อย ๒ นาย

โดยมีพนักงานชั้นประจำแผนก หรือหัวหน้าหน่วยงานหรือเทียบเท่าร่วมไปด้วยอย่างน้อย ๑

นาย

(๒) จำนวนเงินที่รับหรือส่งตั้งแต่ ๒๐,๐๐๐

บาทขึ้นไปโดยไม่คิดรวมจำนวนเงินในเช็คขีดคร่อมให้มีกรรมการควบคุมร่วมกันอย่างน้อย

๓ นาย โดยมีพนักงานชั้นหัวหน้าแผนกหรือเทียบเท่าร่วมไปด้วยอย่างน้อย ๑ นาย

ในกรณีจำเป็นที่ไม่มีหัวหน้าแผนกหรือตำแหน่งเทียบเท่าหรือมีแต่ไม่สามารถจะทำหน้าที่ดังกล่าวได้

ให้รายงานขออนุญาตผู้บังคับบัญชาแต่งตั้งพนักงานซึ่งมีตำแหน่งไม่ต่ำกว่าประจำแผนก

หรือหัวหน้าหน่วยงานแทน ทั้งนี้ ให้ทำเป็นลายลักษณ์อักษร

(๓)

กรรมการแต่ละคนมีหน้าที่รับผิดชอบร่วมกันในจำนวนเงินที่ไปรับหรือนำส่งทุกๆ

ขณะที่เงินยังอยู่ในความอารักขา ห้ามแยกย้ายจากกันเป็นอันขาด และความรับผิดชอบร่วมกันนี้

ให้หมายความถึงกรมการแต่ละคนต้องร่วมกันชดใช้จำนวนเงินที่ขาดหาย

นอกจากความผิดทางวินัย หรือทางคดีอาญาอีกโสดหนึ่งด้วย

(๔) ในกรณีการเงินดังกล่าว

ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับมอบเงินกับคณะกรรมการผู้นำส่ง

ทำการมอบหมายเงินและบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร

(๕)

ให้เทศบาลทำคำสั่งตั้งกรรมการควบคุมร่วมกันในการไปรับหรือส่งเงินดังกล่าวข้างต้น

มาตรา ข้อ ๓๑

ข้อ ๓๑.

ให้คณะเทศมนตรี ตั้งกรรมการรับผิดชอบการรักษาเงินไว้ ณ สำนักงานไม่น้อยกว่า ๓

คนและต้องเป็นพนักงานสามัญ คนหนึ่งในจำนวน ๓ คนนั้น

ต้องเป็นหัวหน้าหน่วยการคลังหรือสมุห์บัญชีโดยตำแหน่งกรรมการรักษาเงินดังกล่าวในวรรคก่อน

มีหน้าที่ต้องปฏิบัติ ดังนี้ คือ

๑.

ทำการตรวจนับตัวเงินสดคงเหลือยันกับรายการคงเหลือในบัญชีเงินสดในที่ทำการเป็นประจำและถูกต้องตรงกัน

๒.

ทำการตรวจสอบบรรดาหลักฐานการรับและการจ่ายเงินทั้งหมดเมื่อสิ้นการรับและการจ่ายเงินในวันหนึ่งๆ

เป็นประจำ

๓.

ทำการตรวจสอบการคำนวณตัวเลขในการรับและการจ่ายว่ามียอดเงินคงเหลือถูกต้องเป็นประจำวัน

๔.

ทำการเก็บรักษาเงินตามกำหนดวงเงินและระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตให้เก็บรักษาไว้ได้

๕.

ควบคุมดูแลให้มีการนำเงินที่เกินกว่าวงเงินที่กำหนดและเกินระยะเวลาเก็บรักษาส่งฝากคลัง

หรือธนาคารในทันที

๖. กรรมการรักษาเงิน

ผู้ถือกุญแจภาชนะเก็บเงินจะต้องเก็บรักษาลูกกุญแจไว้กับตัวเสมอห้ามนำลูกกุญแจไปเก็บรักษาไว้ที่อื่น

๗. กรรมการผู้ถือลูกกุญแจ

ต้องระมัดระวังมิให้ลูกกุญแจอันอยู่ในความคุ้มครองรักษาศูนย์หายไป

๘. ในกรณีที่ลูกกุญแจชำรุดศูนย์หายหรือกุญแจเกิดขัดข้อง

หรือตรวจพบข้อบกพร่องกรรมการรักษาเงิน

ผู้ถือลูกกุญแจจะต้องรายงานนายกเทศมนตรีทราบเพื่อสั่งการต่อไป

๙. ในตอนเย็นวันทำการ หลังจากตรวจตัวเงิน

บรรดาหลักฐานการรับและการจ่ายตลอดจนการคำนวณตัวเลขต่างๆ ที่ปรากฏในบัญชีเงินสดในวันนั้นๆ

เห็นว่า

ถูกต้องตรงกับยอดเงินคงเหลือแล้วให้กรรมการร่วมกันนำเงินเข้าเก็บในเซฟหรือภาชนะที่จัดเก็บแล้วปิดกุญแจ

กรรมการรักษาเงินผู้ถือกุญแจเก็บรักษาเงินต้องไขกุญแจปิดเปิดตู้เซฟหรือภาชนะเก็บเงินด้วยตนเองเสมอ

ห้ามวานหรือมอบหมายให้บุคคลอื่นไขกุญแจปิดเปิดแทนตน

๑๐.

เมื่อได้ทำการตรวจนับตัวเงินตลอดจนหลักฐานการรับและการจ่ายตามข้อ ๙.

เห็นว่าถูกต้องแล้ว

จึงลงนามการปฏิบัตินี้ไว้ในสมุดคุมยอดเงินคงเหลือประจำวันไว้เป็นหลักฐานตามแบบท้ายระเบียบนี้

๑๑. การนำออกจ่าย

ให้กรรมการรักษาเงินร่วมกันเปิดเซฟหรือภาชนะเก็บเงินพร้อมกันและมอบเงินให้หัวหน้าหน่วยการคลังหรือสมุห์บัญชีเพื่อทำการเบิกจ่ายต่อไป

๑๒. ถ้ากรรมการรักษาเงินผู้ใด

ไม่สามารถทำหน้าที่ได้ด้วยกรณีใดก็ตามจะต้องรายงานให้นายกเทศมนตรี

หรือผู้รักษาการแทนทราบตามหน่วยงานนั้นๆ

เพื่อแต่งตั้งกรรมการรักษาเงินชั่วคราวขึ้นทำหน้าที่แทนกรรมการรักษาเงินผู้นั้นชั่วคราว

โดยจะต้องมอบหมายงานในหน้าที่ให้แก่กันไว้เป็นหลักฐาน

๑๓. ทุกวันที่มีการรับเงินและจ่ายเงิน

ให้หัวหน้าหน่วยการคลังหรือสมุห์บัญชีรายงานถึงจำนวนเงินที่ได้รับมาและจ่ายไปตลอดจนเงินคงเหลือเงินฝากต่างๆ

และเงินคงเหลือเป็นประจำวัน ตามแบบท้ายระเบียบนี้ เพื่อนำเสนอนายกเทศมนตรี

หรือผู้รักษาการแทนทราบทุกวัน

๓๒.

สำหรับหน่วยงานที่มีงบประมาณเฉพาะการหรือที่ได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงมหาดไทยและได้แยกออกไปทำการรับจ่าย

และรักษาเงิน ให้หัวหน้าหน่วยงานนั้น ตั้งกรรมการรักษาเงินไว้ ณ สำนักงานนั้นๆ ขึ้นไม่น้อยกว่า

คนและต้องเป็นพนักงานสามัญคนหนึ่งในจำนวนนั้นจะต้องเป็นหัวหน้าหน่วยการคลังหรือสมุห์บัญชีหรือเจ้าหน้าที่การเงินโดยตำแหน่ง

มาตรา ข้อ ๓๓

ข้อ ๓๓.

หน่วยงานใดๆ ของเทศบาลซึ่งปฏิบัติงานตามหน้าที่ และมีเงินรายได้เกิดขึ้น

จะโดยเนื่องจากงานในหน้าที่ หรือไม่ก็ตาม เงินกินเปล่า

เงินที่ผู้เสียภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมอุทิศให้สูงกว่าพิกัดอัตราตามปกติ

หรือเงินที่มีผู้อุทิศให้เพราะได้รับประโยชน์ตอบแทนจากเทศบาลในกรณีใด

เหล่านี้เป็นต้น ให้นำส่งเป็นเงินผลประโยชน์ของเทศบาลทั้งสิ้น

ความในวรรคต้นนั้น ไม่ใช้บังคับในกรณีที่มีผู้อุทิศให้แก่เทศบาลเป็นการเฉพาะเจาะจงว่า

ให้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น เงินซึ่งมีผู้อุทิศให้สร้างสุขศาลาเทศบาลหรือ

จัดซื้อเครื่องมือแพทย์ เป็นต้นและเมื่อได้ดำเนินการตามความประสงค์ของผู้อุทิศแล้ว

หากมีเงินเหลือเท่าใด ให้นำส่งเป็นเงินผลประโยชน์ของเทศบาล

มาตรา ข้อ ๓๔

ข้อ ๓๔.

บรรดาเงินรายได้ หรือเงินอื่นใดของเทศบาลให้นายกเทศมนตรี

ปลัดเทศบาลหรือผู้รักษาการแทน และหัวหน้าหน่วยการคลังหรือสมุห์บัญชี

หรือผู้รักษาการแทนหรือเจ้าหน้าที่การเงิน

เป็นผู้รับผิดชอบร่วมกันในการเก็บและรักษาเงินดังกล่าวนี้

หากปรากฏมีการทุจริตอันเกี่ยวกับการเก็บรักษาเงินดังกล่าวนี้ขึ้นโดยการปล่อยปละละเลยไม่ควบคุมการเก็บรักษาเงินตามระเบียบ

หรือเพราะประมาทเลินเล่ออันวิญญูชนพึงกระทำในหน้าที่และฐานะเช่นนั้น

ให้บุคคลดังกล่าวนี้ร่วมกันรับผิดชอบชดใช้เงินคืนให้แก่เทศบาลจนครบภายในกำหนดเวลาไม่เกิน

๓๐ วัน

บรรดาเงินรายได้หรือเงินอื่นใดของเทศบาลซึ่งอยู่ในความอารักขาของหน่วยการงานใด

ที่เกิดการเสียหายให้หัวหน้าหน่วยงานนั้นๆ เป็นผู้รับผิดชอบชดใช้เงินคืนจนครบ

หมวด

การตรวจเงิน

มาตรา ข้อ ๓๕

ข้อ ๓๕.

ให้เทศบาลมีบัญชีรายรับจ่ายทั้งสิ้นของเทศบาลและสรรพบัญชีอื่นใดที่กระทรวงมหาดไทยเห็นสมควรกำหนดให้มีไว้

มาตรา ข้อ ๓๖

ข้อ ๓๖.

ให้เทศบาลมีบัญชีแสดงยอดเงินรับ ยอดเงินจ่าย และเงินคงเหลือประจำวัน

เพื่อคณะเทศมนตรีตรวจสอบได้ในโอกาสอันสมควร

มาตรา ข้อ ๓๗

ข้อ ๓๗

เทศบาลต้องจัดให้มีการสำรวจ

(ก) พัสดุและครุภัณฑ์ มีที่ดิน บ้านเรือน

ยานพาหนะ และทรัพย์สินอื่นๆ ที่มีอยู่ในวันสิ้นปีงบประมาณว่าจำนวนและราคาอย่างละเท่าใด

รวมเป็นเงินทั้งสิ้นเท่าใด

(ข) รายละเอียดลูกหนี้

และเจ้าหนี้ว่ามีจำนวนเงินคงค้างชำระหนี้รวมเป็นเงินทั้งสิ้นเท่าใดเมื่อถึงวันสิ้นปีงบประมาณ

มาตรา ข้อ ๓๘

ข้อ ๓๘.

เมื่อถึงวันสิ้นปีงบประมาณ ให้ปลัดเทศบาลและหัวหน้าหน่วยการคลังหรือสมุห์บัญชี

จัดทำงบแสดงฐานะการเงิน และงบเงินรายรับรายจ่าย

แสดงผลของกิจการที่ได้กระทำในขวบปีงบประมาณ กับจัดทำรายงานการเงิน

รายรับรายจ่ายจริง เทียบกับงบประมาณเพื่อเสนอผู้สอบบัญชีของเทศบาล

งบเงินรายรับรายจ่าย คือ งบรายรับรายจ่าย

แสดงผลของกิจการที่ได้กระทำในขวบปีงบประมาณโดยแสดงรายรับจริงและรายจ่ายจริง

มาตรา ข้อ ๓๙

ข้อ ๓๙.

ให้กระทรวงมหาดไทย มีอำนาจควบคุมการตรวจสอบบัญชีการเงินของเทศบาล

โดยแต่งตั้งผู้สอบบัญชีให้ทำการตรวจสอบ

และให้คำรับรองงบแสดงฐานะการเงินงบเงินรายรับรายจ่าย และรายงานการเงิน รายรับ

รายจ่ายจริง เทียบกับงบประมาณตามความในข้อ ๓๘.

มาตรา ข้อ ๔๐

ข้อ ๔๐.

เทศบาลอาจตั้งผู้เชี่ยวชาญในการบัญชี หรือผู้ที่กระทรวงมหาดไทยเห็นชอบ

หรือคณะกรรมการมีจำนวนไม่ต่ำกว่า ๓ คน

ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นชอบทำการตรวจสอบเทศบาลบัญชีเป็นการภายในได้

มาตรา ข้อ ๔๑

ข้อ ๔๑.

ผู้สอบบัญชีมีหน้าที่รายงานว่า

(ก) รับรองว่า ได้ตรวจสอบหลักฐาน

และบัญชีพร้อมทั้งได้รับคำชี้แจงจากเจ้าหน้าที่จนเห็นว่า

งบแสดงฐานะฐานะการเงินที่แสดงมานี้ตรงกับความจริง

และการรับจ่ายเงินได้เป็นไปตามกฎหมาย กฎข้อบังคับและระเบียบการแล้ว

(ข) ถ้ามีการจ่ายเงิน อันไม่มีงบประมาณอนุญาตไว้

ก็ให้อ้างหลักฐานการจ่ายเป็นรายๆ

(ค) แสดงความเห็นอื่นใด

อันเกี่ยวกับการเงินการบัญชี

มาตรา ข้อ ๔๒

ข้อ ๔๒.

ผู้สอบบัญชีตามข้อ ๓๙. มีอำนาจกระทำการได้ดังต่อไปนี้

(ก) ตรวจบัญชีเอกสาร เอกสาร และหลักฐานต่างๆ

ในระหว่างเวลาอันสมควร

(ข) ซักถามเจ้าหน้าที่จนเป็นที่พอใจ

(ค) เรียกเงินที่จ่ายไปโดยผิดกฎหมาย หรือระเบียบข้อบังคับกระทรวงมหาดไทย

ได้กำหนดไว้ตามข้อ ๒๐ จ. คืนจากผู้สั่งจ่าย ปลัดเทศบาล

กับหัวหน้าหน่วยการคลังหรือสมุห์บัญชีทันที่ ในกรณีเช่นนี้ ให้ผู้สั่งจ่าย

ปลัดเทศบาลกับหัวหน้าหน่วยการคลังหรือสมุห์บัญชีร่วมกันส่งใช้เงินคืนภายในกำหนดไม่เกิน

๓ วัน

(ง) ถ้าปรากฏการทุจริตหรือมีการเรียกเงินคืนตามข้อ

ค. ก็ให้รายงานผู้ว่าราชการจังหวัดทราบโดยด่วน

มาตรา ข้อ ๔๓

ข้อ ๔๓.

รายงานของผู้สอบบัญชีพร้อมงบแสดงฐานะการเงิน งบเงินรายรับรายจ่าย

กับรายงานอย่างน้อย ๒ สำรับ เพื่อกระทรวงมหาดไทยจะได้จัดส่งให้เทศบาล ๑ สำรับ

ให้เทศบาลปิดสำเนางบแสดงฐานะการเงิน

งบเงินรายรับรายจ่าย กับรายงานการเงิน รายรับ รายจ่ายจริง เทียบกับงบประมาณ

ประกาศโดยเปิดเผยไว้ ณ สำนักงานของเทศบาลภายในเวลาอันสมควร

หมวด

เบ็ดเตล็ด

มาตรา ข้อ ๔๔

ข้อ ๔๔.

ให้หัวหน้าหน่วยการคลังหรือสมุห์บัญชี

ทำรายงานแสดงการรับจ่ายเงินเป็นรายเดือนเสนอปลัดเทศบาลและลงนามรับผิดชอบในฐานะหัวหน้าผู้บังคับบัญชา

มาตรา ข้อ ๔๕

ข้อ ๔๕.

ให้หัวหน้าหน่วยงานอื่นๆ

ทำรายงานแสดงกิจการที่ได้กระทำไปแล้วเป็นรายเดือนแยกเป็นประเภทงานเสนอหัวหน้าหน่วยการคลังหรือสมุห์บัญชี

และปลัดเทศบาลทราบ

มาตรา ข้อ ๔๖

ข้อ ๔๖.

ให้ปลัดเทศบาล รวบรวมรายงานตามความในข้อ ๔๔ และ ๔๕ เสนอคณะเทศมนตรีโดยแสดงกิจการที่ได้กระทำแล้วแต่ต้นปีงบประมาณถึงงวดเดือนก่อนว่าได้แล้วเสร็จไปเพียงใด

และสิ้นเปลืองเงินเป็นจำนวนเท่าใด

เปรียบเทียบกับงบประมาณว่างานที่จะต้องทำต่อไปนั้น

คงเหลือและจะต้องสิ้นเปลืองเงินอีกเป็นจำนวนเท่าใด

มาตรา ข้อ ๔๗

ข้อ ๔๗.

ในกรณีที่มีเหตุพิเศษ สมควรจะยกเว้นจากการปฏิบัติเป็นกรณีพิเศษเฉพาะกรณี

ให้ไว้

ณ วันที่ ๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๑

พลโท

ป. จารุเสถียร

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการฝากเงิน

การเบิกจ่ายเงิน การรักษาเงิน และการตรวจเงินเทศบาล (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๐๔[๓]

สัญชัย/จัดทำ

กันยายน ๒๕๕๐

[๑]

ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๗๕/ตอนที่ ๔๙/หน้า ๒๔๓/๒๔ มิถุนายน ๒๕๐๑

[๒]

บทเฉพาะกาล

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔ แก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการฝากเงิน การเบิกจ่ายเงิน

การรักษาเงิน และการตรวจเงินเทศบาล (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๐๔

[๓]

ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๗๘/ตอนที่ ๖๓/หน้า ๙๗๖/๑๕ สิงหาคม ๒๕๐๔

46 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วย การฝากเงิน การเบิกจ่ายเงิน การรักษาเงิน และการตรวจเงินเทศบาล พ.ศ. 2501 (ฉบับ Update ล่าสุด) (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_5146185ed2c5029d

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com