法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

statute

พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 (Update ณ วันที่ 09/04/2535)

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
41
มาตรา อารัมภบท

พระราชบัญญัติ

พระราชบัญญัติ

การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์

และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์

พ.ศ. ๒๕๒๒

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

ให้ไว้ ณ วันที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๒

เป็นปีที่ ๓๔ ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

มีพระบรมราชโองการ

โปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า

โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจ

หลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า

ฯ ให้ตราพระราชบัญญัตินี้ไว้โดยคำแนะนำ

และยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่รัฐสภา ดังต่อไปนี้

มาตรา ๑

มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจ

เงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครคิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒”

มาตรา ๒

มาตรา ๒*

พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศใน

ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

*[รก.

๒๕๒๒/๗๔/๓๙พ/๙ พฤษภาคม ๒๕๒๒]

มาตรา ๓

มาตรา ๓ บรรดาบทกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ

และประกาศอื่นในส่วนที่

บัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้

หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ให้ใช้

พระราชบัญญัตินี้แทน

มาตรา ๔

มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้

“ธุรกิจเงินทุน” หมายความว่า

ธุรกิจการจัดหามาซึ่งเงินทุนและใช้เงินนั้น

ในการประกอบกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งจำแนกประเภทได้ดังต่อไปนี้

(๑)

กิจการเงินทุนเพื่อการพาณิชย์

(๒)

กิจการเงินทุนเพื่อการพัฒนา

(๓)

กิจการเงินทุนเพื่อการจำหน่ายและการบริโภค

(๔)

กิจการเงินทุนเพื่อการเคหะ

(๕)

กิจการเงินทุนอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

“กิจการเงินทุนเพื่อการพาณิชย์” หมายความว่า กิจการจัดหาเงินทุน

จากประชาชน และให้กู้ยืมเงินระยะสั้น รวมทั้งการเป็นผู้รับรอง

ผู้รับอาวัลหรือผู้สอดเข้า

แก้หน้าในตั๋วเงินเป็นทางค้าปกติ

“กิจการเงินทุนเพื่อการพัฒนา” หมายความว่า กิจการจัดหาเงินทุนจาก

ประชาชน และให้กู้ยืมเงินระยะปานกลาง หรือระยะยาวแก่กิจการอุตสาหกรรมเกษตรกรรม

หรือพาณิชยกรรมเป็นทางค้าปกติ

“กิจการเงินทุนเพื่อการจำหน่ายและการบริโภค” หมายความว่า กิจการ

จัดหาเงินทุนจากประชาชน และทำการดังต่อไปนี้ เป็นทางค้าปกติ

(๑)

ให้กู้ยืมเงินเพื่อให้ใช้เกี่ยวกับการจำหน่ายสินค้าโดยชำระราคาเป็น

งวด ๆ หรือโดยให้เช่าซื้อ

(๒)

ให้กู้ยืมเงินแก่ประชาชน เพื่อให้ใช้ในการซื้อสินค้าจากกิจการที่มิใช่

ของตนเอง

(๓)

ให้ประชาชนเช่าซื้อสินค้าที่รับโอนกรรมสิทธิ์มาจากกิจการซึ่งจำหน่าย

สินค้านั้นเมื่อได้ตกลงจะให้เช่าซื้อ หรือให้ประชาชนเช่าซื้อสินค้าซึ่งยึดได้จาก

ผู้เช่าซื้อรายอื่น

(๔)

รับโอนโดยมีค่าตอบแทนซึ่งสิทธิเรียกร้องที่เกิดจากการจำหน่ายสินค้า

“กิจการเงินทุนเพื่อการเคหะ” หมายความว่า กิจการจัดหาเงินทุนจาก

ประชาชน และทำการดังต่อไปนี้ เป็นทางค้าปกติ

(๑)

ให้กู้ยืมเงินแก่ประชาชนเพื่อให้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินและหรือบ้าน

ที่อยู่อาศัย

(๒)

ให้กู้ยืมเงินเพื่อใช้ในการจัดหาที่ดินและหรือบ้านที่อยู่อาศัยสำหรับ

จำหน่ายแก่ประชาชนหรือให้ประชาชนเช่าซื้อ หรือ

(๓)

จัดหาที่ดินและหรือบ้านที่อยู่อาศัยมาจำหน่ายแก่ประชาชน รวมทั้งให้

ประชาชนเช่าซื้อ

*“จัดหาเงินทุนจากประชาชน” หมายความรวมถึง กู้ยืมเงินหรือรับฝากเงินจาก

ประชาชนด้วย

*[นิยามคำว่า “จัดหาเงินทุนจากประชาชน” เพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติการ

ประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์

(ฉบับที่ ๓)

พ.ศ. ๒๕๓๕]

*“บัตรเงินฝาก” หมายความว่า

ตราสารซึ่งเปลี่ยนมือได้ที่บริษัทเงินทุนออก

ให้แก่ผู้ฝากเงินเพื่อเป็นหลักฐานการรับฝากเงิน

และเพื่อแสดงสิทธิของผู้ทรงตราสารที่จะได้

รับเงินฝากคืนเมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้

โดยจะมีการกำหนดดอกเบี้ยไว้ด้วยหรือไม่ก็ได้

*[นิยามคำว่า “บัตรเงินฝาก” เพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจ

เงินทุน ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ (ฉบับที่ ๓)

พ.ศ. ๒๕๓๕]

“ให้กู้ยืมเงิน” เฉพาะที่เกี่ยวกับธุรกิจเงินทุน

หมายความรวมถึงรับซื้อ ซื้อลด หรือรับช่วงซื้อลดตั๋วเงิน ตราสารเปลี่ยนมืออื่น

หรือตราสารการเครดิต

“ให้กู้ยืมเงินระยะสั้น” หมายความว่า ให้กู้ยืมเงินมีกำหนดชำระคืนเมื่อทวงถามหรือเมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้ไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันให้กู้ยืม

“ให้กู้ยืมเงินระยะปานกลาง” หมายความว่า ให้กู้ยืมเงินมีกำหนดชำระคืน

เมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้เกินหนึ่งปี แต่ไม่เกินห้าปีนับแต่วันให้กู้ยืม

“ให้กู้ยืมเงินระยะยาว” หมายความว่า ให้กู้ยืมเงินมีกำหนดชำระคืนเมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้เกินห้าปีนับแต่วันให้กู้ยืม

*“เงินกองทุน” หมายความว่า

(๑)

ทุนชำระแล้วซึ่งรวมทั้งส่วนล้ำมูลค่าหุ้นที่บริษัทได้รับ และเงินที่บริษัท

ได้รับจากการออกใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นของบริษัทนั้น

(๒) ทุนสำรอง

(๓)

เงินสำรองที่ได้จัดสรรจากกำไรสุทธิเมื่อสิ้นงวดการบัญชีตามมติที่ประชุม

ใหญ่ผู้ถือหุ้นหรือตามข้อบังคับของบริษัท แต่ไม่รวมถึงเงินสำรองสำหรับการลดค่าของ

สินทรัพย์และเงินสำรองเพื่อการชำระหนี้

(๔)

กำไรสุทธิคงเหลือหลังจากการจัดสรร

(๕)

เงินสำรองจากการตีราคาสินทรัพย์ เงินสำรองอื่น และ

(๖)

เงินที่บริษัทได้รับเนื่องจากการออกตราสารแสดงสิทธิในหนี้ระยะยาว

เกินห้าปีที่มีสิทธิด้อยกว่าเจ้าหนี้สามัญ

เงินกองทุนตาม (๑)

(๒) (๓) และ (๔) ให้หักผลขาดทุนที่เกิดขึ้นในทุกงวด

การบัญชีออกก่อน และให้หักค่าแห่งกู๊ดวิลล์ตามหลักเกณฑ์

วิธีการและเงื่อนไขที่ธนาคาร

แห่งประเทศไทยกำหนด

ชนิด ประเภท

และการคำนวณเงินกองทุนตาม (๕) หรือ (๖) ให้เป็นไปตาม

หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

เงินกองทุนตาม (๑)

(๒) (๓) (๔) (๕) และ (๖) ให้หักเงินตามตราสาร

ใน (๖)

ของธนาคารพาณิชย์และบริษัทอื่นที่บริษัทนั้นถือไว้และสินทรัพย์อื่นใด ทั้งนี้ ตาม

หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

*[นิยามคำว่า “เงินกองทุน” แก้ไขโดยพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจ

เงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๓๕]

*“ธุรกิจหลักทรัพย์”

*[ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน

ธุรกิจหลักทรัพย์ และ

ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕]

*“กิจการนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์”

*[ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน

ธุรกิจหลักทรัพย์ และ

ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕]

*“กิจการค้าหลักทรัพย์”

*[ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน

ธุรกิจหลักทรัพย์ และ

ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕]

*“กิจการที่ปรึกษาการลงทุน”

*[ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน

ธุรกิจหลักทรัพย์ และ

ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕]

*“กิจการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์”

*[ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน

ธุรกิจหลักทรัพย์ และ

ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕]

*“กิจการจัดการลงทุน”

*[ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน

ธุรกิจหลักทรัพย์ และ

ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕]

*“หลักทรัพย์” หมายความว่า

(๑) ตั๋วเงินคลัง

(๒) พันธบัตร

(๓)

หุ้นหรือหุ้นกู้ใบสำคัญแสดงสิทธิในหุ้นหรือหุ้นกู้ หรือใบสำคัญแสดง

สิทธิที่จะซื้อหุ้นหรือหุ้นกู้ หรือใบสำคัญแสดงการเข้าชื่อซื้อหุ้นหรือหุ้นกู้

(๔)

ใบสำคัญแสดงสิทธิในเงินปันผล หรือดอกเบี้ยจากหลักทรัพย์

(๕) ตราสารหรือหลักฐาน

แสดงสิทธิในทรัพย์สินของโครงการลงทุนซึ่ง

ผู้ประกอบการกิจการจัดการลงทุนไม่ว่าในหรือนอกประเทศเป็นผู้ออก

(๖)

ตราสารอื่นใดตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

*[นิยามคำว่า “หลักทรัพย์” แก้ไข โดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดย

พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์

และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ศ. ๒๕๒๖]

“ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์” หมายความว่า ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ประเภท

ดังต่อไปนี้

(๑)

กิจการเครดิตฟองซิเอร์

(๒)

กิจการรับซื้อฝาก

(๓)

กิจการอื่นเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

“กิจการเครดิตฟองซิเอร์” หมายความว่า กิจการให้กู้ยืมเงินโดยวิธีรับ

จำนองอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าปกติ

“กิจการรับซื้อฝาก” หมายความว่า กิจการรับซื้ออสังหาริมทรัพย์ตาม

สัญญาขายฝากเป็นทางค้าปกติ

“บริษัทจำกัด” หมายความว่า บริษัทจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและ

พาณิชย์หรือบริษัทมหาชนจำกัดตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด

*“บริษัท” หมายความว่า

บริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์

*[นิยามคำว่า “บริษัท” แก้ไขโดยพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน

ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕]

“บริษัทเงินทุน” หมายความว่า บริษัทจำกัดที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบ

ธุรกิจเงินทุน

*“บริษัทหลักทรัพย์”

*[ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน

ธุรกิจหลักทรัพย์ และ

ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕]

“บริษัทเครดิตฟองซิเอร์” หมายความว่า บริษัทจำกัดที่ได้รับใบอนุญาตให้

ประกอบธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์

“สำนักงานสาขา” หมายความรวมถึง สำนักงานใด ๆ ซึ่งแยกออกจาก

สำนักงานใหญ่ของบริษัทไปประกอบการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อประโยชน์ของบริษัท

*“ใบอนุญาต” หมายความว่า

ใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจเงินทุนหรือ

ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์

*[นิยามคำว่า “ใบอนุญาต” แก้ไขโดยพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจ

เงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕]

*“ผู้จัดการ” หมายความรวมถึงรองผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัดการ

และผู้ซึ่งดำรง

ตำแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่นด้วย

*[นิยามคำว่า “ผู้จัดการ” เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจ

เงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ศ. ๒๕๒๖]

*“สถาบันการเงิน” หมายความว่า

สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วย

ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน"

*[นิยามคำว่า “สภาบันการเงิน” เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการประกอบ

ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ศ.

๒๕๒๖]

“พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีหรือผู้ว่าการธนาคาร

แห่งประเทศไทยแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้

“รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา ๕

มาตรา ๕

พระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่สถาบันการเงินหรือนิติบุคคลที่มี

กฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น

มาตรา ๖

มาตรา ๖

รัฐมนตรีจะมอบหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทยแต่งตั้งพนักงาน

ธนาคารแห่งประเทศไทย

เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ก็ได้

การแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่งให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

มาตรา ๖

มาตรา ๖ ทวิ*

ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งประกอบด้วยปลัดกระทรวง

การคลัง เป็นประธานกรรมการ รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นรองประธาน

กรรมการ และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งอีกไม่เกินห้าคนเป็นกรรมการ

และให้

ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเป็นกรรมการและเลขานุการ

และผู้อำนวยการฝ่าย

กำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

ให้คณะกรรมการตามวรรคหนึ่งมีหน้าที่ให้คำเสนอแนะต่อธนาคารแห่ง

ประเทศไทย ในการออกข้อกำหนด และการดำเนินมาตรการใด ๆ ที่เป็นอำนาจหน้าที่ของ

ธนาคารแห่งประเทศไทยตามพระราชบัญญัตินี้

*[มาตรา ๖ ทวิ

เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจ

หลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ศ. ๒๕๒๖]

มาตรา ๗

มาตรา ๗

ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัติ

นี้และให้มีอำนาจ

(๑)

แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่

(๒)

ออกกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมไม่เกินอัตราตามบัญชีท้าย

พระราชบัญญัตินี้

(๓)* ออกกฎกระทรวงกำหนดกิจการอื่นใดให้เป็นธุรกิจเงินทุนหรือธุรกิจ

เครดิตฟองซิเอร์"

(๔)

ออกกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการหรือแบบบัตรประจำตัวของ

พนักงานเจ้าหน้าที่

(๕)

ออกประกาศตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้

ทั้งนี้

เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้

กฎกระทรวงตาม (๓)

ให้ระบุความหมายของกิจการที่กำหนดด้วย และจะ

กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการประกอบกิจการนั้นไว้ด้วยก็ได้

กฎกระทรวงและประกาศนั้น

เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้

บังคับได้

*[มาตรา ๗ (๓)

ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจ

เงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕]

การจัดตั้งบริษัทและการขอรับใบอนุญาต

มาตรา ๘

มาตรา ๘ การประกอบธุรกิจเงินทุน

หรือการประกอบธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์

จะกระทำได้ต่อเมื่อได้จัดตั้งในรูปบริษัทมหาชนจำกัดตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด

และโดยได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรี

*[มาตรา ๘

วรคสองยกเลิกโดยพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน

ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕]

การจัดตั้งบริษัทมหาชนจำกัด

หรือบริษัทจำกัด ตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง

จะดำเนินการได้ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรี ในการให้ความเห็นชอบ

รัฐมนตรี

จะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้

การควบบริษัทเข้ากันให้ถือว่าเป็นการจัดตั้งบริษัทจำกัด

การขอรับใบอนุญาตและการออกใบอนุญาต

ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธี

การและเสียค่าธรรมเนียมตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

มาตรา ๙

มาตรา ๙ ในการออกใบอนุญาตตามมาตรา ๘

รัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไข

ใด ๆ ก็ได้

เงื่อนไขที่กำหนดในวรรคหนึ่ง

เมื่อรัฐมนตรีเห็นว่ามีความจำเป็นเพื่อความ

ปลอดภัยหรือผาสุกของประชาชน รัฐมนตรีจะแก้ไข เปลี่ยนแปลง

หรือเพิ่มเติมก็ได้และ

กำหนดให้เงื่อนไขที่แก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมนั้นมีผลบังคับเมื่อระยะเวลาใดระยะเวลา

หนึ่งได้ล่วงพ้นไปแล้วก็ได้ ทั้งนี้เมื่อได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี

มาตรา ๑๐

มาตรา ๑๐ บริษัทอาจมีสำนักงานสาขาได้

แต่ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี

การขออนุญาตและการอนุญาต

ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีกำหนด

ในการอนุญาต

รัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้

มาตรา ๑๐

มาตรา ๑๐ ทวิ*

ผู้ใดจะกระทำการแทนบริษัทซึ่งจัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย

ต่างประเทศโดยมีสำนักงานติดต่อกับบุคคลทั่วไปในราชอาณาจักร

ต้องได้รับอนุญาตจาก

*มิให้นำมาตรา ๑๓

และมาตรา ๕๒ มาใช้บังคับแก่ผู้ได้รับอนุญาตตาม

วรรคหนึ่ง

*[มาตรา ๑๐ ทวิ

เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน

ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๘

และมาตรา ๑๐ ทวิ วรรคสองแก้ไขโดยพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์

และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕]

บริษัทเงินทุน

มาตรา ๑๑

มาตรา ๑๑

ห้ามมิให้ผู้ใดนอกจากบริษัทเงินทุนประกอบธุรกิจเงินทุน

มาตรา ๑๒

มาตรา ๑๒ บริษัทเงินทุน ต้องใช้ชื่อซึ่งมีคำว่า “บริษัทเงินทุน” นำหน้าและ

“จำกัด” ต่อท้าย

มาาตรา ๑๓* ห้ามมิให้ผู้ใดนอกจากบริษัทเงินทุนใช้ชื่อหรือคำแสดงชื่อใน

ธุรกิจว่า “เงินทุน” “การเงิน” “การลงทุน” “เครดิต” “ทรัสต์” “ไฟแนนซ์” หรือคำอื่นใด

ที่มีความหมายเช่นเดียวกัน

เว้นแต่ธนาคารพาณิชย์หรือสำนักงานที่กระทำการแทนธนาคาร

ต่างประเทศตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์

*[มาตรา ๑๓

แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการ

ประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒

พ.ศ. ๒๕๒๖]

มาตรา ๑๔

มาตรา ๑๔

บริษัทเงินทุนต้องมีทุนจดทะเบียนและทุนซึ่งชำระแล้วตาม

จำนวนที่รัฐมนตรีกำหนดซึ่งต้องไม่ต่ำกว่าหกสิบล้านบาท

*บุคคลใดจะถือหุ้นบริษัทเงินทุนใดเกินอัตราร้อยละสิบของจำนวนหุ้นที่

จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทเงินทุนนั้นมิได้

เว้นแต่เป็นกรณีที่ผู้ถือหุ้นเป็นส่วนราชการ

รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบ

สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธนาคารแห่งประเทศไทยหรือนิติบุคคลที่มีกฎหมายเฉพาะ

จัดตั้งขึ้น

แต่ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นต้องแก้ไขฐานะหรือการดำเนินงานของบริษัทเงินทุนนั้น

ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจผ่อนผันให้มีการถือหุ้นเป็น

อย่างอื่นได้ในการผ่อนผันนั้นจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ไว้ด้วยก็ได้

*หุ้นบริษัทเงินทุนที่บุคคลหรือห้างหุ้นส่วนดังต่อไปนี้ถืออยู่ให้นับรวมเป็น

หุ้นของบุคคลตามวรรคสองด้วย

(๑)

คู่สมรสของบุคคลตามวรรคสอง

(๒)

บุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของบุคคลตามวรรคสอง

(๓)

ห้างหุ้นส่วนสามัญที่บุคคลตามวรรคสองหรือบุคคลตาม (๑) หรือ (๒)

เป็นหุ้นส่วน

(๔)

ห้างหุ้นส่วนจำกัดที่บุคคลตามวรรคสองหรือบุคคลตาม (๑) หรือ (๒)

เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด

หรือเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดที่มีหุ้น

รวมกันเกินร้อยละสามสิบของหุ้นทั้งหมดของห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น

(๕)

บริษัทจำกัดที่บุคคลตามวรรคสอง หรือบุคคลตาม (๑) หรือ (๒) หรือ

ห้างหุ้นส่วนตาม (๓) หรือ (๔)

ถือหุ้นรวมกันเกินร้อยละสามสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้

แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น หรือ

(๖)

บริษัทจำกัดที่บุคคลตามวรรคสองหรือบุคคลตาม (๑) หรือ (๒) หรือ

ห้างหุ้นส่วนตาม (๓) หรือ (๔) หรือบริษัทจำกัดตาม (๕)

ถือหุ้นรวมกันเกินร้อยละสามสิบ

ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น

*[มาตรา ๑๔

วรรคหนึ่งแก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช

บัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์

พ.ศ. ๒๕๒๒

พ.ศ. ๒๕๒๖ และวรรคสองและวรรคสาม แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช

บัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์

พ.ศ. ๒๕๒๒

(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๘]

มาตรา ๑๕

มาตรา ๑๕ ห้ามมิให้บริษัทเงินทุนใดจำหน่ายหุ้นบริษัทเงินทุนนั้นอันจะ

ทำให้บุคคลบุคคลหนึ่งถือหุ้นเกินอัตราที่กำหนดตามมาตรา ๑๔

มาตรา ๑๖

มาตรา ๑๖

หุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิของบริษัทเงินทุนต้องเป็นหุ้นชนิด

ระบุชื่อผู้ถือมีมูลค่าของหุ้นไม่เกินหุ้นละหนึ่งร้อยบาท

และข้อบังคับของบริษัทเงินทุนต้องไม่มี

ข้อจำกัดในการโอนหุ้น

เว้นแต่เพื่อเป็นปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้หรือตามกฎหมายว่าด้วย

บริษัทมหาชนจำกัด

มาตรา ๑๗

มาตรา ๑๗*

บริษัทเงินทุนต้องมีจำนวนหุ้นที่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยถืออยู่

ไม่ต่ำกว่าสามในสี่ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด

และต้องมีกรรมการเป็นบุคคลผู้มี

สัญชาติไทยไม่ต่ำกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการทั้งหมด

แต่ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นต้องแก้ไข

ฐานะหรือการดำเนินงานของบริษัทเงินทุนนั้น

รัฐมนตรีด้วยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศ

ไทย

มีอำนาจผ่อนผันให้มีจำนวนผู้ถือหุ้นหรือกรรมการเป็นอย่างอื่นได้ในการผ่อนผันนั้นจะ

กำหนดเงื่อนไขใด ๆ ไว้ด้วยก็ได้

*[มาตรา ๑๗

แก้ไขโดยพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจ

หลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๓๕]

มาตรา ๑๘

มาตรา ๑๘

เมื่อปรากฏว่าการได้มาซึ่งหุ้นของบริษัทเงินทุนเป็นเหตุให้บุคคล

หนึ่งบุคคลใดถือหุ้นเกินจำนวนที่จะถือได้ตามมาตรา ๑๕

บุคคลนั้นจะยกเอาการถือหุ้นในส่วน

ที่เกินจำนวนดังกล่าวขึ้นใช้ยันต่อบริษัทเงินทุนนั้นมิได้

และบริษัทเงินทุนนั้นจะจ่ายเงินปันผล

หรือเงินตอบแทนอย่างอื่นให้แก่บุคคลนั้นหรือให้บุคคลนั้นออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุม

ของผู้ถือหุ้นตามจำนวนหุ้นในส่วนที่เกินมิได้

มาตรา ๑๙

มาตรา ๑๙ เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามมาตรา ๑๔

วรรคสองและ

วรรคสาม มาตรา ๑๗ และมาตรา ๑๘

ให้บริษัทเงินทุนตรวจสอบทะเบียนผู้ถือหุ้นทุกคราว

ก่อนการประชุมผู้ถือหุ้นและก่อนจ่ายเงินปันผลหรือเงินตอบแทนอื่นใด

แล้วแจ้งผลการตรวจ

สอบต่อธนาคารแห่งประเทศไทยตามรายการและภายในเวลาที่ธนาคารแห่งประเทศไทย

กำหนด และในกรณีที่พบว่าผู้ถือหุ้นรายใดถือหุ้นเกินจำนวนที่กำหนดในมาตรา ๑๔

ให้บริษัท

เงินทุนแจ้งให้ผู้นั้นทราบเพื่อดำเนินการจำหน่ายหุ้นที่เกินนั้นเสีย

มาตรา ๒๐

มาตรา ๒๐*

ห้ามมิให้บริษัทเงินทุนกระทำการดังต่อไปนี้

(๑) ลดทุนหรือเพิ่มทุนโดยมิได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี

ในการอนุญาต

รัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้

(๒)

ซื้อหรือมีไว้ซึ่งอสังหาริมทรัพย์ เว้นแต่

(ก)

เป็นอสังหาริมทรัพย์เพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับประกอบธุรกิจ

หรือสำหรับเป็นที่พัก หรือเพื่อสวัสดิสงเคราะห์ของพนักงานและลูกจ้างของบริษัทเงินทุนนั้น

ตามที่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย

(ข)

เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทเงินทุนได้มาจากการชำระหนี้ การ

ประกันการให้กู้ยืมเงิน

หรือการซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่รับจำนองไว้จากการขายทอดตลาดโดย

คำสั่งศาลหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

แต่ต้องจำหน่ายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวภายในสามปี

นับแต่วันที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตกมาเป็นของบริษัทเงินทุน

หรือภายในกำหนดเวลากว่านั้นตาม

ที่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ

(ค)

เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทเงินทุนประเภทกิจการเงินทุนเพื่อการ

เคหะมีไว้เพื่อประกอบธุรกิจนั้น ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ

และเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทย

กำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี

ในการอนุญาตตาม (ก)

หรือ (ข) ธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนด

เงื่อนไขใด ๆ ก็ได้

(๓)

รับหุ้นของบริษัทเงินทุนนั้นเป็นประกัน หรือรับหุ้นของบริษัทเงินทุน

จากบริษัทเงินทุนอื่นเป็นประกัน

(๔)

ซื้อหรือมีหุ้นในบริษัทจำกัดใดเป็นจำนวนเกินร้อยละสิบของจำนวน

หุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น

เว้นแต่ได้รับความเห็นชอบจากธนาคาร

แห่งประเทศไทย ในการให้ความเห็นชอบธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ

ก็ได้

(๕)

ซื้อหรือมีหุ้นบริษัทเงินทุนอื่น เว้นแต่

(ก)

เป็นการได้มาจากการชำระหนี้ หรือการประกันการให้กู้ยืมเงิน

แต่ต้องจำหน่ายภายในเวลาหกเดือนนับแต่วันที่ได้มา

(ข)

เป็นการได้มาเนื่องจากการประกอบธุรกิจอื่นที่ได้รับอนุญาต

จากรัฐมนตรี หรือ

(ค)

เป็นการได้มาโดยได้รับผ่อนผันจากรัฐมนตรีด้วยคำแนะนำของ

ธนาคารแห่งประเทศไทย ในการผ่อนผันนั้นจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ไว้ด้วยก็ได้

(๖)

ประกอบกิจการอื่นใดนอกจากธุรกิจเงินทุนในประเภทที่ได้รับอนุญาต

เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี ในการอนุญาตนั้นจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ

ไว้ด้วยก็ได้

สำหรับบริษัทเงินทุนที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการเงินทุนเพื่อการ

พัฒนาให้ได้รับยกเว้นที่จะประกอบการดังต่อไปนี้ได้ด้วย

(ก)

การเป็นนายหน้าหรือตัวแทนในการจัดหาเงินกู้ยืมหรือเงินลงทุน

ให้แก่กิจการอุตสาหกรรม เกษตรกรรม หรือพาณิชยกรรม

หรือการจัดการเกี่ยวกับการให้กู้ยืม

เงินแก่หรือการลงทุนในกิจการดังกล่าว

(ข)

การให้บริการจัดทำหรือวิเคราะห์โครงการเพื่อการลงทุน

(ค)

การเป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับเงินหรือการดำเนินงานของกิจการ

อุตสาหกรรม เกษตรกรรม หรือพาณิชยกรรม

(ง)

การเป็นที่ปรึกษาในการจัดซื้อกิจการหรือการจัดการควบธุรกิจ

เข้าด้วยกัน

สำหรับบริษัทเงินทุนที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการเงินทุนเพื่อการ

พาณิชย์ให้ได้รับยกเว้นที่จะประกอบธุรกิจการค้ำประกันได้ตามหลักเกณฑ์

วิธีการและเงื่อนไข

ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

(๗)

ให้กรรมการของบริษัทเงินทุนนั้นกู้ยืมเงิน

การกระทำดังต่อไปนี้ให้ถือว่าเป็นการให้กรรมการนั้นกู้ยืมเงินด้วย

(ก)

การให้กู้ยืมเงินแก่คู่สมรสหรือบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะของ

กรรมการ

(ข)

การให้กู้ยืมเงินแก่ห้างหุ้นส่วนสามัญที่กรรมการหรือบุคคลตาม (ก)

เป็นหุ้นส่วน

(ค)

การให้กู้ยืมเงินแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดที่กรรมการหรือบุคคลตาม (ก)

เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด หรือเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด

ที่มีหุ้นรวมกันเกิน

ร้อยละสามสิบของทุนทั้งหมดของห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น

(ง) การให้กู้ยืมเงินแก่บริษัทจำกัดที่กรรมการหรือบุคคลตาม

(ก) หรือ

ห้างหุ้นส่วนตาม (ข) หรือ (ค)

ถือหุ้นรวมกันเกินร้อยละสามสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้

แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น

(จ)

การให้กู้ยืมเงินแก่บริษัทจำกัดที่กรรมการหรือบุคคลตาม (ก) หรือ

ห้างหุ้นส่วนตาม (ข) หรือ (ค) หรือบริษัทจำกัดตาม (ง)

ถือหุ้นรวมกันเกินร้อยละสามสิบของ

จำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น

(ฉ) การรับรอง

รับอาวัล หรือสอดเข้าแก้หน้าในตั๋วเงินที่กรรมการหรือ

บุคคลตาม (ก) หรือห้างหุ้นส่วนตาม (ข) หรือ (ค) หรือบริษัทจำกัดตาม (ง) หรือ

(จ) เป็น

ผู้สั่งจ่าย หรือผู้ออกตั๋ว หรือผู้สลักหลัง

(ช)

การประกันหนี้ใด ๆ ของกรรมการหรือบุคคลตาม (ก) หรือห้าง

หุ้นส่วนตาม (ข) หรือ (ค) หรือบริษัทจำกัดตาม (ง) หรือ (จ)

(๘)

ย้ายที่ตั้งสำนักงานใหญ่ หรือสำนักงานสาขาของบริษัทเงินทุน โดยมิได้

รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย ในการอนุญาตนั้นจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ

ไว้ด้วยก็ได้

(๙)

จ่ายเงินหรือทรัพย์สินอื่นแก่กรรมการ พนักงาน หรือลูกจ้างของบริษัท

เงินทุนนั้นเป็นค่านายหน้าหรือค่าตอบแทนสำหรับหรือเนื่องจากการกระทำหรือการประกอบ

ธุรกิจใด ๆ ของบริษัทเงินทุนนั้น

ทั้งนี้ นอกจากบำเหน็จเงินเดือน รางวัล และเงินเพิ่ม

อย่างอื่นบรรดาที่พึงจ่ายตามปกติ

(๑๐)

ขายหรือให้อสังหาริมทรัพย์ใด ๆ หรือสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่ารวมกัน

สูงกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดแก่กรรมการ

หรือซื้อทรัพย์สินจากกรรมการทั้งนี้

รวมถึงบุคคลตาม (ก) ห้างหุ้นส่วนตาม (ข) หรือ (ค) หรือบริษัทจำกัดตาม (ง) หรือ

(จ)

ของ (๗) วรรคสองด้วย เว้นแต่ได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย

(๑๑)

โฆษณากิจการของบริษัทเงินทุนนั้น เว้นแต่การโฆษณานั้นจะได้กระทำ

ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด

(๑๒)

ทำสัญญาหรือยินยอมให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่กรรมการ ผู้จัดการ หรือ

พนักงานของบริษัทเงินทุนมีอำนาจทั้งหมดหรือบางส่วนในการบริหารงานของบริษัทเงินทุน

เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย

(๑๓) กระทำการใด ๆ

อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจของ

ประเทศหรือแก่ประโยชน์ของประชาชนหรือเป็นการเอาเปรียบลูกค้าหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง

อย่างไม่เป็นธรรมหรือเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาหรือต่อการแข่งขันในระบบสถาบันการเงิน

หรือเป็นการผูกขาดหรือจำกัดตัดตอนทางเศรษฐกิจทั้งนี้ ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย

กำหนด ด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีและประกาศในราชกิจจานุเบกษา

*[มาตรา ๒๐

แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการ

ประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒

(ฉบับที่ ๒)

พ.ศ. ๒๕๒๘]

มาตรา ๒๑

มาตรา ๒๑ เมื่อมีเหตุการณ์ดังต่อไปนี้

ให้บริษัทเงินทุนแจ้งแก่ธนาคาร

แห่งประเทศไทยเป็นหนังสือภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่มีเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น

(๑)

การแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิ หรือข้อบังคับของบริษัทเงินทุน

(๒)

การเปลี่ยนแปลงกรรมการ ผู้จัดการ หรือพนักงาน หรือบุคคลผู้มีอำนาจ

ในการจัดการของบริษัทเงินทุน

(๓)*

(๔)*

*[มาตรา ๒๑ (๓) และ

(๔) ยกเลิกโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม

พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์

และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.

๒๕๒๒ พ.ศ. ๒๕๒๖]

มาตรา ๒๒

มาตรา ๒๒* ห้ามมิให้บริษัทเงินทุนตั้งหรือยอมให้บุคคลซึ่งมีลักษณะ

ดังต่อไปนี้ เป็นหรือทำหน้าที่กรรมการ ผู้จัดการ หรือพนักงาน

หรือบุคคลผู้มีอำนาจในการ

จัดการ หรือที่ปรึกษาของบริษัทเงินทุน

(๑)

เป็นหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลาย

(๒)

เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิดเกี่ยวกับ

ทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริต

(๓) เคยเป็นกรรมการ

ผู้จัดการ หรือพนักงานหรือบุคคลผู้มีอำนาจในการ

จัดการของสถาบันการเงินที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต เว้นแต่จะได้รับยกเว้นจากธนาคาร

แห่งประเทศไทย

(๔) เป็นกรรมการ

ผู้จัดการ หรือพนักงาน หรือบุคคลผู้มีอำนาจในการ

จัดการของบริษัทเงินทุนอื่น

(๕)

ถูกถอดถอนจากการเป็นประธานกรรมการ กรรมการ หรือผู้จัดการ

ตามมาตรา ๕๗ วรรคหนึ่ง หรือมาตรา ๕๗ ทวิ (๑)

(๖)

เป็นข้าราชการการเมือง

(๗)

เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำหรือพนักงานธนาคาร

แห่งประเทศไทย เว้นแต่

(ก)

เป็นกรณีที่ได้รับการแต่งตั้งโดยได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรี

เพื่อเข้าไปช่วยเหลือในการดำเนินงานของบริษัทเงินทุน หรือ

(ข)

เป็นกรณีที่ได้รับการแต่งตั้งตามมาตรา ๕๗ ทวิ (๒)

(๘) เป็นผู้จัดการ

หรือพนักงานหรือบุคคลผู้มีอำนาจในการจัดการของ

ห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทจำกัดซึ่งตนหรือบุคคลหรือห้างหุ้นส่วน

หรือบริษัทจำกัดตามมาตรา

๒๐ (๗) วรรคสอง เป็นหุ้นส่วนหรือถือหุ้นอยู่ เว้นแต่

(ก)

เป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาของบริษัทเงินทุนซึ่งไม่มีอำนาจในการ

จัดการ

(ข)

เป็นกรณีที่ได้รับยกเว้นจากรัฐมนตรีเพราะมีเหตุจำเป็นต้องแก้ไข

ฐานะหรือการดำเนินงานของบริษัทเงินทุน

(ค)

เป็นกรณีที่ได้รับการแต่งตั้งตามมาตรา ๕๗ ทวิ (๒)

(๙)

เป็นบุคคลซึ่งมิได้มีคุณวุฒิทางการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงาน

หรือคุณสมบัติอื่น ทั้งนี้

ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบ

ของรัฐมนตรี

(๑๐)

มีลักษณะต้องห้ามอย่างอื่นตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

ด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี

บริษัทเงินทุนจะแต่งตั้งกรรมการ

ผู้จัดการ หรือพนักงานหรือบุคคลผู้มี

อำนาจในการจัดการ หรือที่ปรึกษาของบริษัทเงินทุน

หรือทำสัญญาให้บุคคลอื่นมีอำนาจ

เด็ดขาดในการบริหารงานของบริษัทเงินทุนได้ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่ง

ประเทศไทย

ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นว่าบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งดังกล่าวมีลักษณะ

ต้องห้ามตามวรรคหนึ่ง ธนาคารแห่งประเทศไทยจะให้ความเห็นชอบมิได้ และในกรณีที่

ปรากฏในภายหลังว่าบุคคลดังกล่าวมีลักษณะต้องห้ามตามวรรคหนึ่ง

ให้ธนาคารแห่งประเทศ

ไทยเพิกถอนความเห็นชอบที่ได้ให้ไว้แล้ว

และให้บริษัทเงินทุนเสนอชื่อบุคคลอื่นแทนเพื่อ

ขอความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทยภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ถูกเพิกถอน

ความเห็นชอบ

ให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับแก่บุคคลซึ่งบริษัทเงินทุนทำสัญญาให้มี

อำนาจเด็ดขาดในการบริหารงานของบริษัทเงินทุนนั้น

ตลอดจนผู้ซึ่งปฏิบัติงานให้แก่บุคคลนั้น

ด้วยโดยอนุโลม

*[มาตรา ๒๒

แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการ

ประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ศ.

๒๕๒๖]

มาตรา ๒๒

มาตรา ๒๒ ทวิ*

ให้บริษัทเงินทุนจัดทำบัญชีแสดงสินทรัพย์และหนี้สินให้

ครบถ้วนถูกต้องเป็นปัจจุบันตามความเป็นจริง

บัญชีนั้นให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ธนาคาร

แห่งประเทศไทยกำหนด

*[มาตรา ๒๒ ทวิ

เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ

การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒

พ.ศ.

๒๕๒๖]

มาตรา ๒๒

มาตรา ๒๒ ตรี*

ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจกำหนดให้บริษัท

เงินทุนถือปฏิบัติเกี่ยวกับการรับหรือจ่ายเงิน การทำนิติกรรมใด ๆ

ตลอดจนการตรวจสอบ

และควบคุมภายในได้

*[มาตรา ๒๒ ตรี เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ

การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒

พ.ศ.

๒๕๒๖]

มาตรา ๒๓

มาตรา ๒๓*

ให้บริษัทเงินทุนประกาศงบดุลและบัญชีกำไรขาดทุนที่ได้รับ

อนุมัติจากที่ประชุมใหญ่แล้วภายในสี่เดือนนับแต่วันสิ้นปีธุรกิจของบริษัทเงินทุนตามแบบที่

ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ประกาศดังกล่าวให้ปิดไว้ในที่เปิดเผย ณ สำนักงานของ

บริษัทเงินทุนนั้น

และในหนังสือพิมพ์รายวันอย่างน้อยหนึ่งฉบับภายในยี่สิบเอ็ดวันนับจากวันที่

ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่

ทั้งนี้ เว้นแต่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะได้กำหนดไว้เป็น

อย่างอื่น และให้เสนอต่อรัฐมนตรีและธนาคารแห่งประเทศไทยแห่งละหนึ่งฉบับ

ให้บริษัทเงินทุนประกาศรายการหรือเปิดเผยข้อมูลอื่นใดเกี่ยวกับบริษัท

เงินทุนนั้นตามหลักเกณฑ์และระยะเวลาที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดประกาศรายการ

หรือข้อมูลดังกล่าวให้แสดงไว้ในที่เปิดเผย ณ สำนักงานของบริษัทเงินทุนนั้น

และให้รายงาน

ต่อรัฐมนตรีและธนาคารแห่งประเทศไทยทราบพร้อมด้วยสำเนาประกาศรายการหรือข้อมูล

ที่เปิดเผยแห่งละหนึ่งฉบับ

งบดุลตามวรรคหนึ่งจะต้องมีการรับรองของผู้สอบบัญชี

ผู้สอบบัญชีนั้นต้อง

เป็นผู้ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้ให้ความเห็นชอบทุกรอบปีบัญชี

และต้องมิใช่กรรมการ

พนักงานหรือลูกจ้างของบริษัทเงินทุนนั้น

ผู้สอบบัญชีตามวรรคสาม

ต้องรักษามารยาทและปฏิบัติงานการตรวจสอบ

และรับรองบัญชีให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ตามกฎหมายว่าด้วยผู้สอบบัญชีรวมทั้ง

มาตรฐานที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดเพิ่มขึ้นด้วย

ในกรณีที่บริษัทเงินทุนได้ทำเอกสาร

ประกอบการลงบัญชีและหรือลงบัญชีไม่ตรงกับความเป็นจริง

ให้ผู้สอบบัญชีเปิดเผยข้อเท็จ

จริงอันเป็นสาระสำคัญของบัญชีและแจ้งพฤติการณ์ไว้ในรายงานการสอบบัญชีที่ตนจะต้อง

ลงลายมือชื่อรับรองพร้อมทั้งรายงานพฤติการณ์นั้นให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบด้วย

สอบบัญชีผู้ใดไม่ปฏิบัติตามวรรคสี่

ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจเพิกถอน

การให้ความเห็นชอบผู้สอบบัญชีผู้นั้นได้"

*[มาตรา ๒๓

แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน

ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ศ. ๒๕๒๖]

มาตรา ๒๓

มาตรา ๒๓ ทวิ*

ให้บริษัทเงินทุนปิดบัญชีทุกงวดการบัญชีในรอบระยะ

เวลาหกเดือน

ถ้าบริษัทเงินทุนนั้นมีสินทรัพย์ที่ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้หรือที่สงสัยว่าจะ

ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ ทั้งนี้ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

ให้บริษัทเงินทุนนั้น

ตัดสินทรัพย์ที่ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ดังกล่าวออกจากบัญชี

หรือกันเงินสำรองสำหรับ

สินทรัพย์ที่สงสัยว่าจะไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ดังกล่าวเมื่อสิ้นงวดการบัญชีนั้น

เว้นแต่จะได้

รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยให้ปฏิบัติเป็นอย่างอื่น

ในการอนุญาตธนาคารแห่ง

ประเทศไทยจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้

ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตตามวรรคหนึ่ง

ถ้านำสินทรัพย์

ที่ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ในส่วนที่ไม่ได้ตัดออกจากบัญชีหรือสินทรัพย์ที่สงสัยว่าจะไม่มี

ราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ในส่วนที่ไม่ได้กันเงินสำรองมาหักออกจากเงินกองทุนของบริษัทเงินทุน

นั้นแล้ว

หากปรากฏว่าเงินกองทุนที่คงเหลือมีจำนวนต่ำกว่าเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามมาตรา

๒๙ ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจกำหนดมาตรการใด ๆ

ให้บริษัทเงินทุนนั้นถือปฏิบัติ

จนกว่าจะได้ตัดสินทรัพย์ที่ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้นั้นหมดสิ้นไป

หรือกันเงินสำรอง

สำหรับสินทรัพย์ที่สงสัยว่าจะไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้นั้นครบจำนวนแล้ว

*[มาตรา ๒๓ ทวิ

เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ

การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒

พ.ศ.

๒๕๒๖]

มาตรา ๒๓

มาตรา ๒๓ ตรี*

รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้ธนาคารแห่งประเทศไทยยื่น

รายงานเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของบริษัทเงินทุนเป็นการทั่วไปหรือเป็นการเฉพาะ

โดยมี

รายการและระยะเวลาตามที่กำหนด

และจะให้ทำคำชี้แจงข้อความเพื่ออธิบายหรือขยายความ

แห่งรายงานนั้นก็ได้

*[มาตรา ๒๓ ตรี

เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ

การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒

พ.ศ.

๒๕๒๖]

มาตรา ๒๔

มาตรา ๒๔

ธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดให้บริษัทเงินทุนบริษัทใด

ยื่นรายงานหรือแสดงเอกสารใด

ตามระยะเวลาหรือเป็นครั้งคราวตามที่ธนาคารแห่งประเทศ

ไทยกำหนดก็ได้ และธนาคารแห่งประเทศไทยจะให้ทำคำชี้แจงเพื่ออธิบายหรือขยายความ

แห่งรายงานหรือเอกสารนั้นด้วยก็ได้

รายงานและเอกสารที่ยื่นหรือแสดงหรือคำชี้แจงเพื่ออธิบายหรือขยายความ

ตามวรรคหนึ่ง บริษัทเงินทุนต้องทำให้ครบถ้วนและตรงต่อความเป็นจริง

มาตรา ๒๕

มาตรา ๒๕ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ร้องขอ

บริษัทเงินทุนต้องจัดให้กรรมการ

พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้สอบบัญชีของบริษัทเงินทุนมาให้ถ้อยคำหรือแสดงสมุดบัญชี

เอกสาร

และหลักฐานอื่นอันเกี่ยวกับกิจการของบริษัทเงินทุนนั้นตามความประสงค์ของพนักงาน

เจ้าหน้าที่

มาตรา ๒๖

มาตรา ๒๖*

ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นว่าบริษัทเงินทุนใด

(๑)

จัดทำบัญชีไม่เรียบร้อยหรือไม่ทำให้เสร็จภายในเวลาอันสมควร

(๒)

จัดความสัมพันธ์ของระยะเวลาการกู้ยืมเงินจากประชาชนกับระยะเวลา

ในการเรียกคืนเงินให้กู้ยืมหรือลงทุนไม่เหมาะสม

(๓)

ให้กู้ยืมเงินแก่หรือลงทุนในกิจการที่บริษัทเงินทุน กรรมการ ผู้จัดการ

หรือพนักงานหรือบุคคลผู้มีอำนาจในการจัดการของบริษัทเงินทุนนั้นมีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง

หรือให้กู้ยืมเงินแก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทเงินทุนนั้นในปริมาณเกินสมควรหรือมีเงื่อนไขหรือข้อ

กำหนดพิเศษผิดไปจากปกติ หรือ

(๔)

กระทำการหรือไม่กระทำการที่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ส่วนรวม

ดังต่อไปนี้

(ก)

ดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องไม่ได้ตามอัตราส่วนที่กำหนดเป็น

เนืองนิจ

(ข)

ให้กู้ยืมเงินเกินอัตราส่วนที่กำหนดหรือไม่มีหลักประกันเป็นปริมาณ

มาก

(ค)

ไม่ตัดสินทรัพย์ที่ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ออกจากบัญชีถึงขนาด

ที่จะกระทบกระเทือนถึงฐานะของบริษัทเงินทุนนั้น

(ง)

ไม่กันเงินสำรองสำหรับสินทรัพย์ที่สงสัยว่าจะไม่มีราคาหรือเรียกคืน

ไม่ได้ถึงขนาดที่จะกระทบกระเทือนถึงฐานะของบริษัทเงินทุนนั้น

(จ)

กระทำการหรือไม่กระทำการตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

ด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี

ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจสั่งให้บริษัทเงินทุนนั้นแก้ไขการกระทำ

ดังกล่าว หรือกระทำการ หรืองดกระทำการตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นสมควรภายใน

เวลาที่กำหนด

บริษัทเงินทุนใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยที่สั่งการ

เมื่อมีกรณีตาม (๔)

ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานต่อรัฐมนตรีและให้รัฐมนตรีมีอำนาจ

สั่งควบคุมบริษัทเงินทุนนั้นหรือสั่งเพิกถอนใบอนุญาตได้ โดยให้นำความในหมวด ๕

มาใช้

บังคับโดยอนุโลม

*[มาตรา ๒๖

แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ

การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒

พ.ศ.

๒๕๒๖]

มาตรา ๒๖

มาตรา ๒๖ ทวิ*

เมื่อบริษัทเงินทุนใดมีผลขาดทุนถึงจำนวนที่ทำให้เงิน

กองทุนลดลงเหลือสามในสี่ของทุนซึ่งชำระแล้ว

ไม่ว่าโดยบริษัทเงินทุนนั้นตรวจพบเองหรือ

ปรากฏจากการตรวจสอบของผู้สอบบัญชีหรือของธนาคารแห่งประเทศไทย

บริษัทเงินทุนนั้น

จะกู้ยืมเงิน

หรือรับเงินจากประชาชนต่อไปไม่ได้เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากธนาคาร

แห่งประเทศไทย ในการให้ความเห็นชอบธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับ

การให้กู้ยืมเงินหรือการลงทุน หรือเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้

ถ้าผลขาดทุนตามวรรคหนึ่งทำให้เงินกองทุนลดลงเหลือไม่เกินกึ่งหนึ่ง

ของทุนซึ่งชำระแล้ว

ให้บริษัทเงินทุนนั้นเสนอโครงการเพื่อแก้ไขฐานะและการดำเนินงานต่อ

ธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อขอความเห็นชอบภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่บริษัทเงินทุนหรือ

ผู้สอบบัญชีตรวจพบหรือวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยแจ้งให้บริษัทเงินทุนนั้นทราบ

ในการให้

ความเห็นชอบธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดระยะเวลาและเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้

และให้แจ้ง

ให้บริษัทเงินทุนนั้นทราบโดยมิชักช้า

ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ให้ความเห็นชอบในโครงการตามวรรคสอง

บริษัทเงินทุนนั้นอาจอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีได้ภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง

คำชี้ขาดของ

รัฐมนตรีให้เป็นที่สุด

ให้บริษัทเงินทุนที่มีผลขาดทุนตามวรรคสอง

ระงับการดำเนินกิจการทันที

จนกว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะให้ความเห็นชอบในโครงการเพื่อแก้ไขฐานะและการดำเนิน

งาน หรือรัฐมนตรีจะได้มีคำชี้ขาดให้ดำเนินการตามโครงการนั้นได้ ทั้งนี้ เว้นแต่จะได้รับ

อนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยให้ดำเนินกิจการบางอย่างได้

*ในกรณีที่บริษัทเงินทุนต้องดำเนินการลดทุน

เพิ่มทุน ควบกิจการหรือ

รวมกิจการเข้ากับบริษัทอื่นตามโครงการที่ได้รับความเห็นชอบตามวรรคสองหรือตามคำชี้ขาด

ตามวรรคสาม

มิให้นำบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้เกี่ยวกับการบังคับให้เป็นบริษัทมหาชน

จำกัด และการกำหนดจำนวนขั้นต่ำของทุนจดทะเบียนและทุนซึ่งชำระแล้วของบริษัทเงินทุน

และมาตรา ๑๒๒๕ มาตรา ๑๒๒๖ และมาตรา ๑๒๔๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

และมาตรา ๑๕๔ และมาตรา ๑๖๗ แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. ๒๕๒๑ แล้ว

แต่กรณีมาใช้บังคับ

*[มาตรา ๒๖ ทวิ

เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ

การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒

พ.ศ.

๒๕๒๖ และมาตรา ๒๖ ทวิวรรคห้า

เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ

การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒

(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๘]

มาตรา ๒๖

มาตรา ๒๖ ตรี*

บริษัทเงินทุนใดหยุดทำการจ่ายเงินที่มีหน้าที่จะต้องคืนเงิน

ให้บริษัทเงินทุนนั้นแจ้งให้รัฐมนตรีและธนาคารแห่งประเทศไทยทราบทันที

และห้ามมิให้

ดำเนินกิจการใด ๆ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากรัฐมนตรี

และให้บริษัทเงินทุนนั้น

ส่งรายงานเพิ่มเติมโดยละเอียดแสดงเหตุที่ต้องหยุดทำการจ่ายเงินภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่

หยุดทำการจ่ายเงิน

เมื่อรัฐมนตรีได้รับแจ้งตามวรรคหนึ่ง

ให้รัฐมนตรีมีอำนาจแต่งตั้งพนักงาน

เจ้าหน้าที่ไปทำการสอบสวนพฤติการณ์

และเมื่อได้รับรายงานการสอบสวนแล้วให้รัฐมนตรี

มีอำนาจสั่งการตามที่เห็นสมควรหรือจะสั่งควบคุมบริษัทเงินทุนหรือเพิกถอนใบอนุญาตก็ได้

โดยให้นำความในหมวด ๕ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

*[มาตรา ๒๖ ตรี

เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ

การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒

พ.ศ.

๒๕๒๖]

มาตรา ๒๖

มาตรา ๒๖ จัตวา*

เพื่อแก้ไขฐานะหรือการดำเนินงานของบริษัทเงินทุน หรือ

เพื่อประโยชน์ในการรักษาเสถียรภาพทางการเงินหรือระบบสถาบันการเงิน

ให้รัฐมนตรีด้วย

คำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจสั่งให้บริษัทเงินทุนระงับการดำเนินกิจการ

ทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวภายในระยะเวลาที่กำหนด และในการนี้จะกำหนด

หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขใด ๆ ไว้ด้วยก็ได้

*[มาตรา ๒๖ จัตวา

เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน

ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๘]

มาตรา ๒๗

มาตรา ๒๗

ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมี

อำนาจกำหนดให้บริษัทเงินทุนปฏิบัติในการกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากประชาชนในเรื่องดังต่อไปนี้

(๑) วงเงินขั้นต่ำ

(๒)

ระยะเวลาชำระคืน

(๓)

หลักเกณฑ์และวิธีการในการกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากประชาชน

การกำหนดมาตรานี้

จะกำหนดตามประเภทธุรกิจเงินทุน ประเภทกิจการ

หรือประเภทของบุคคลก็ได้

มาตรา ๒๗

มาตรา ๒๗ ทวิ*

บริษัทเงินทุนจะรับฝากเงินที่ต้องจ่ายคืนเมื่อสิ้นระยะเวลา

อันกำหนดไว้ โดยวิธีออกบัตรเงินฝากก็ได้

บัตรเงินฝากต้องมีรายการดังต่อไปนี้

(๑) คำบอกชื่อว่าเป็นบัตรเงินฝาก

(๒)

ชื่อบริษัทเงินทุนผู้ออกบัตรเงินฝาก

(๓)

วันที่ออกบัตรเงินฝาก

(๔)

จังหวัดที่ออกบัตรเงินฝาก

(๕)

ข้อตกลงอันปราศจากเงื่อนไขว่าจะจ่ายเงินเป็นจำนวนหนึ่งที่แน่นอน

พร้อมด้วยดอกเบี้ย (ถ้ามี)

(๖)

วันถึงกำหนดจ่ายเงิน

(๗)

สถานที่จ่ายเงิน

(๘)

ชื่อของผู้ฝากเงิน หรือคำจดแจ้งว่าให้จ่ายเงินแก่ผู้ถือ

(๙)

ลายมือชื่อผู้มีอำนาจลงนามแทนบริษัทเงินทุนผู้ออกบัตรเงินฝาก

*[มาตรา ๒๗ ทวิ

เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ

การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.

๒๕๓๕]

มาตรา ๒๗

มาตรา ๒๗ ตรี*

ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา ๘๙๙

มาตรา ๘๙๙ ถึงมาตรา ๙๐๗ มาตรา ๙๑๑ มาตรา ๙๑๓ (๑) และ (๒) มาตรา ๙๑๔ ถึง

มาตรา ๙๑๖

มาตรา ๙๑๖ มาตรา ๙๑๗ วรรคหนึ่งและวรรคสาม มาตรา ๙๑๘ ถึงมาตรา ๙๒๒ มาตรา

๙๒๕ มาตรา ๙๒๖ มาตรา ๙๓๘ ถึงมาตรา ๙๔๒

มาตรา ๙๔๕

มาตรา ๙๔๕ มาตรา ๙๔๖ มาตรา ๙๔๘

มาตรา ๙๔๙

มาตรา ๙๔๙ มาตรา ๙๕๙ มาตรา ๙๖๗ มาตรา ๙๗๑ มาตรา ๙๗๓ มาตรา ๙๘๖ มาตรา

๙๙๔ ถึงมาตรา ๑๐๐๐ มาตรา ๑๐๐๖ ถึงมาตรา ๑๐๐๘ มาตรา ๑๐๑๐ และมาตรา ๑๐๑๑

มาใช้บังคับแก่บัตรเงินฝากโดยอนุโลม

*[มาตรา ๒๗ ตรี

แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ

การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ (ฉบับที่

๓) พ.ศ.

๒๕๓๕]

บทเฉพาะกาล

มาตรา ๒๘

มาตรา ๒๘

ให้บริษัทเงินทุนดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องเป็นอัตราส่วนกับเงิน

ที่ได้จากการกู้ยืมได้รับจากประชาชน อันบริษัทเงินทุนมีหน้าที่จะต้องชำระคืนให้แก่บุคคล

เหล่านี้ไม่ต่ำกว่าอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี

การกำหนดอัตราส่วนตามวรรคหนึ่ง

จะกำหนดตามประเภทของบุคคล

ที่บริษัทเงินทุนกู้ยืมหรือได้รับเงินก็ได้

สินทรัพย์สภาพคล่องได้แก่

สินทรัพย์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

การกำหนดสินทรัพย์สภาพคล่องจะกำหนดอัตราส่วนระหว่างสินทรัพย์

สภาพคล่องแต่ละประเภทหรืออัตราส่วนตามประเภทธุรกิจเงินทุนก็ได้

อัตราส่วนที่ดำรงนั้น

จะกำหนดให้ถือว่าเอาส่วนเฉลี่ยตามระยะเวลามากน้อย

เท่าใดก็ได้

มาตรา ๒๙

มาตรา ๒๙* ให้บริษัทเงินทุนดำรงเงินกองทุนเป็นอัตราส่วนกับสินทรัพย์

หนี้สิน หรือภาระผูกพันตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทย

กำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี

*[มาตรา ๒๙

แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ

การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ (ฉบับที่

๓) พ.ศ. ๒๕๓๕]

มาตรา ๒๙

มาตรา ๒๙ ทวิ*

ให้บริษัทเงินทุนดำรงเงินทุนจดทะเบียนและเงินทุนซึ่ง

ชำระแล้วไว้เป็นสินทรัพย์ตามชนิด วิธีการ

และเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วย

ความเห็นชอบของรัฐมนตรี

*[มาตรา ๒๙ ทวิ

เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ

การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒

พ.ศ.

๒๕๒๖]

มาตรา ๓๐

มาตรา ๓๐

ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมี

อำนาจกำหนดให้บริษัทเงินทุนปฏิบัติในเรื่องดังต่อไปนี้

(๑)

ดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่บริษัทเงินทุนอาจจ่ายได้ในการกู้ยืมเงินหรือ

รับเงินจากประชาชน

(๒)

ดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่บริษัทเงินทุนอาจเรียกได้

(๓)

ค่าบริการที่บริษัทเงินทุนอาจเรียกได้

(๔)

ผลประโยชน์ที่บริษัทเงินทุนอาจเรียกได้จากการให้เช่าซื้อ

(๕)

หลักประกันเป็นทรัพย์อื่นที่บริษัทเงินทุนต้องเรียก

บรรดาเงิน

ทรัพย์สิน หรือสิ่งอื่นใดที่อาจกำหนดเป็นเงินได้ ที่บุคคลใดได้รับ

จากบริษัทเงินทุน หรือพนักงาน หรือลูกจ้าง ของบริษัทเงินทุนนั้น

เนื่องจากการที่บริษัทเงินทุน

กู้ยืมเงิน หรือรับเงิน หรือที่บริษัทเงินทุน หรือพนักงาน

หรือลูกจ้างของบริษัทเงินทุนนั้นได้รับ

เนื่องจากการประกอบธุรกิจนั้นของบริษัทเงินทุนให้ถือว่าเป็นดอกเบี้ยหรือส่วนลดค่าบริการ

หรือผลประโยชน์ใน (๑) (๒) (๓) หรือ (๔) แล้วแต่กรณี เว้นแต่ค่าบริการตาม (๓)

ไม่ให้

ถือว่าเป็นดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่บริษัทเงินทุนอาจเรียกได้ตาม (๒)

การกำหนดตามมาตรานี้

จะกำหนดตามประเภทธุรกิจเงินทุนหรือตาม

ประเภทการกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากประชาชนหรือประเภทกิจการที่บริษัทเงินทุนอาจจ่ายหรือ

อาจเรียก หรือจะกำหนดวิธีการคำนวณและระยะเวลาการจ่าย

หรือระยะเวลาเรียกเก็บก็ได้

มาตรา ๓๑

มาตรา ๓๑

ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี

มีอำนาจกำหนดให้บริษัทเงินทุนปฏิบัติเรื่องต่อไปนี้อันเกี่ยวกับการให้เช่าซื้อในการประกอบ

กิจการเงินทุนเพื่อการจำหน่ายและการบริโภค หรือกิจการเงินทุนเพื่อการเคหะ

(๑)

จำนวนเงินที่ต้องชำระครั้งแรกและครั้งต่อ ๆ ไป เป็นอัตราส่วนกับ

ยอดเงินให้เช่าซื้อแต่ละราย

(๒) ระยะเวลาในการให้เช่าซื้อ

(๓)

วิธีการชำระเงิน

(๔)

เงื่อนไขการริบเงินที่ได้รับชำระแล้ว และการกลับเข้าครองทรัพย์สินที่ให้

เช่าซื้อ

(๕)

วิธีการแสดงผลประโยชน์ที่บริษัทเงินทุนเรียกเก็บ

มาตรา ๓๒

มาตรา ๓๒

เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศหรือเพื่อแก้ไขภาวะ

เศรษฐกิจธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดให้บริษัท

เงินทุนปฏิบัติในเรื่องดังต่อไปนี้

(๑)

การให้กู้ยืมเงินแก่กิจการประเภทใดประเภทหนึ่งไม่น้อยกว่าอัตรา

ที่กำหนด

(๒)

วงเงินสูงสุดที่บริษัทเงินทุนจะให้กู้ยืมแก่และหรือรับรองและรับอาวัลตั๋ว

เงินที่เกิดจากกิจการประเภทใดประเภทหนึ่ง

หรือวงเงินสูงสุดที่บริษัทเงินทุนจะให้เช่าซื้อ

(๓)

วงเงินสูงสุดที่บริษัทเงินทุนจะให้เช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์หรือ

สังหาริมทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่ง

และหรือจะให้กู้ยืมแก่ผู้ดำเนินกิจการให้เช่าซื้อ

อสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ประเภทนั้น

มาตรา ๓๓

มาตรา ๓๓ ในการกำหนดอัตราตามมาตรา ๓๒ (๑)

ให้กำหนดเป็นอัตรา

ส่วนกับยอดเงินที่บริษัทเงินทุนได้กู้ยืมและรับจากประชาชน ณ ขณะใดขณะหนึ่ง

และอัตราที่

กำหนดนั้นรวมกันทั้งสิ้นต้องไม่เกินร้อยละยี่สิบของยอดเงินดังกล่าว

การกำหนดวงเงินสูงสุดตามมาตรา

๓๒ (๒) จะกำหนดเป็นอัตราส่วนกับ

ยอดเงินที่บริษัทเงินทุนให้กู้ยืมและหรือรับรองและรับอาวัลตั๋วเงินหรือยอดเงินที่บริษัทเงินทุน

ให้เช่าซื้อและยังคงค้างชำระอยู่ ณ

ขณะใดขณะหนึ่งหรือเป็นอัตราส่วนกับเงินกองทุนของ

บริษัทเงินทุน หรือยอดเงินที่บริษัทเงินทุนได้กู้ยืมและรับจากประชาชน ณ

ขณะใดขณะหนึ่ง

ก็ได้

การกำหนดวงเงินสูงสุดตามมาตรา

๓๒ (๓) จะกำหนดเป็นอัตราส่วน

กับยอดเงินที่บริษัทเงินทุนได้ให้เช่าซื้อและหรือได้ให้กู้ยืมแก่ผู้ดำเนินกิจการให้เช่าซื้อทั้งสิ้น

ซึ่งยังคงค้างชำระอยู่ในวันที่กำหนด หรือเป็นอัตราส่วนกับยอดเงินที่บริษัทเงินทุนได้ให้เช่าซื้อ

อสังหาริมทรัพย์ หรือสังหาริมทรัพย์ประเภทนั้น ๆ

และหรือได้ให้กู้ยืมแก่ผู้ดำเนินกิจการให้

เช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ หรือสังหาริมทรัพย์ประเภทนั้น ๆ

ซึ่งยังคงค้างชำระอยู่ในวันที่กำหนด

หรือเป็นอัตราส่วนกับเงินกองทุนของบริษัทเงินทุนก็ได้

มาตรา ๓๔

มาตรา ๓๔

ให้บริษัทเงินทุนถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ธนาคาร

แห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีในเรื่องต่อไปนี้

(๑)

การลงทุนในหลักทรัพย์เพื่อเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง

(๒)

การให้กู้ยืมเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์ หรือโดยมีหลักทรัพย์เป็นประกัน

41 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 (Update ณ วันที่ 09/04/2535) (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_525fe324e2e51477

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com