ข้อ ๑๓ ให้ผู้ขอรับใบอนุญาตวางหลักประกันพร้อมคำขอรับใบอนุญาตต่ออธิบดีเพื่อประกันความเสียหายที่อาจเกิดจากการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ โดยต้องเป็นเงินสด หรือพันธบัตรของรัฐบาลไทย หรือสัญญาค้ำประกันของธนาคาร เป็นจำนวนเงินห้าล้านบาท
ในกรณีที่ผู้ขอรับใบอนุญาตวางหลักประกันเป็นสัญญาค้ำประกันของธนาคาร ให้ใช้ตามแบบที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ข้อ ๑๔ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบหลักประกันที่ผู้ขอรับใบอนุญาตนำมาวางไว้กับอธิบดี ดังต่อไปนี้
(๑) ในกรณีหลักประกันที่วางไว้ทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นเงินสด ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจนับจำนวนเงินให้ถูกต้องครบถ้วน
(๒) ในกรณีหลักประกันที่วางไว้ทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นพันธบัตรของรัฐบาลไทยให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบการโอนกรรมสิทธิ์ในด้านหลังพันธบัตรว่า ได้ระบุการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่อธิบดีแล้ว
(๓) ในกรณีหลักประกันที่วางไว้ทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นสัญญาค้ำประกันของธนาคารให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อความในสัญญาค้ำประกันให้ถูกต้องตามแบบที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา และดำเนินการให้ธนาคารผู้ค้ำประกันยืนยันสัญญาค้ำประกันเป็นหนังสือต่ออธิบดีว่าเป็นผู้ค้ำประกันของผู้ยื่นคำขอจริงและมีคู่ฉบับเก็บไว้เป็นหลักฐาน
ข้อ ๑๕ กรณีที่หลักประกันตามข้อ ๑๔ (๑) ถูกต้องครบถ้วนแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ออกใบเสร็จรับเงินแก่ผู้ขอรับใบอนุญาตและให้เก็บรักษาโดยการนำฝากธนาคารและบันทึกในทะเบียนคุมหลักประกัน
กรณีที่หลักประกันตามข้อ ๑๔ (๒) และ (๓) ถูกต้องครบถ้วนแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ออกใบรับหลักประกันแก่ผู้ขอรับใบอนุญาตและให้เก็บรักษาไว้ในตู้นิรภัย ณ กรมการจัดหางานหรือสถานที่อื่นตามที่อธิบดีประกาศกำหนด
ข้อ ๑๖ ผู้รับอนุญาตผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๒๙ มาตรา ๓๐ หรือมาตรา ๓๑ วรรคหนึ่ง ให้อธิบดีหักค่าบริการและค่าใช้จ่ายจากหลักประกันที่ผู้รับอนุญาตวางไว้ตามข้อ ๑๓ เพื่อคืนให้แก่นายจ้างตามมาตรา ๓๓ แล้วแต่กรณี
ให้อธิบดีมีหนังสือแจ้งการหักหลักประกันตามวรรคหนึ่งให้ผู้รับอนุญาตทราบภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้หักหลักประกัน และในกรณีที่ผู้รับอนุญาตวางหลักประกันเป็นสัญญาค้ำประกันของธนาคารให้อธิบดีมีหนังสือถึงธนาคารผู้ค้ำประกัน ให้นำเงินมาชำระหนี้ตามคำสั่งหักหลักประกัน
ข้อ ๑๗ ผู้รับอนุญาตผู้ใดประสงค์จะเปลี่ยนแปลงหลักประกัน ให้ยื่นคำขอเปลี่ยนแปลงหลักประกันตามแบบที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา พร้อมด้วยเอกสารและหลักฐานและหลักประกันใหม่ตามที่กำหนดไว้ในแบบดังกล่าว
ข้อ ๑๘ ให้นำความในข้อ ๑๓ ข้อ ๑๔ และข้อ ๑๕ มาใช้บังคับกับการยื่นคำขอเปลี่ยนแปลงหลักประกัน โดยอนุโลม
ในกรณีที่คำขอเปลี่ยนแปลงหลักประกันพร้อมด้วยเอกสารและหลักฐาน และหลักประกันใหม่มีความถูกต้องและครบถ้วน ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เสนอความเห็นไปยังอธิบดีเพื่อพิจารณาอนุญาตให้เปลี่ยนแปลงหลักประกัน
ในกรณีที่อธิบดีมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เปลี่ยนแปลงหลักประกัน ให้อธิบดีมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาพร้อมด้วยเหตุผลและสิทธิอุทธรณ์ให้ผู้รับอนุญาตทราบ
ข้อ ๑๙ ในกรณีหลักประกันที่ผู้รับอนุญาตวางไว้ตามข้อ ๑๓ ลดลงเนื่องจากมีการหักหลักประกันตามข้อ ๑๖ ให้อธิบดีมีคำสั่งเป็นหนังสือให้ผู้รับอนุญาตวางหลักประกันเพิ่มจนครบจำนวนเงินที่กำหนดภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง ทั้งนี้ ให้นำข้อ ๑๔ และข้อ ๑๕ มาใช้บังคับกับการวางหลักประกันเพิ่มโดยอนุโลม
ข้อ ๒๐ เมื่อการประกอบธุรกิจนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศสิ้นสุดลงตามมาตรา ๒๐ และผู้รับอนุญาตไม่มีความรับผิดหรือได้ชำระหนี้ตามพระราชกำหนดนี้ครบถ้วนแล้วให้ผู้รับอนุญาตยื่นคำขอรับหลักประกันคืนตามแบบที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาพร้อมด้วยเอกสารและหลักฐานที่กำหนดไว้ในแบบดังกล่าว
ข้อ ๒๑ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบความรับผิดของผู้รับอนุญาตตามข้อ ๑๖ กรณีผลการตรวจสอบปรากฏว่าไม่มีความรับผิดหรือได้ชำระหนี้ตามพระราชกำหนดนี้ครบถ้วนแล้วให้เสนอความเห็นต่ออธิบดีเพื่อพิจารณาคืนหลักประกันและมีหนังสือแจ้งให้ผู้รับอนุญาตมารับหลักประกันคืน
กรณีผลการตรวจสอบตามวรรคหนึ่งปรากฏว่า ผู้รับอนุญาตยังมีความรับผิด หรือหนี้ที่จะต้องชำระตามพระราชกำหนดนี้ แต่ความรับผิดหรือหนี้ที่เหลือมีจำนวนน้อยกว่าหลักประกันที่วางไว้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทำความเห็นเสนอต่ออธิบดีเพื่อสั่งลดหลักประกันลงให้เหลือเท่ากับความรับผิดหรือหนี้ที่จะต้องชำระตามพระราชกำหนดนี้ และมีหนังสือแจ้งให้ผู้รับอนุญาตมารับหลักประกันส่วนที่เกินคืน
การวางหลักประกัน การเก็บรักษาหลักประกัน การหักหลักประกัน การเปลี่ยนแปลงหลักประกัน
การเรียกหลักประกันเพิ่ม และการขอรับหลักประกันคืนของนายจ้าง
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).