法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

statute

พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ พ.ศ. 2521 (Update ณ วันที่ 11/09/2535)

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
37

บทเฉพาะกาล

มาตรา อารัมภบท

พระราชบัญญัติ

พระราชบัญญัติ

ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ

พ.ศ. 2521

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

ให้ไว้ ณ วันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2521

เป็นปีที่ 33 ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ

โปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า

โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่าย

ตุลาการ

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำ

และยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ดังต่อไปนี้

มาตรา 1

มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า `พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการ

ฝ่ายตุลาการ พ.ศ. 2521'

มาตรา 2

มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศใน

ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา 3

มาตรา 3 ให้ยกเลิก

(1) พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ พ.ศ. 2497

(2) พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2500

(3) พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2502

(4) พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2508

(5) พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2509

(6) พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2510

(7) พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2512

(8) ประการของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 359 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2515

(9) พระราชบัญญัติยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 299 ลงวันที่ 12

ธันวาคม พ.ศ. 2515 พ.ศ. 2515

(10) พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2517

(11) พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2519

(12) พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2520

บรรดากฎหมาย กฎ และข้อบังคับอื่น ในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วใน

พระราชบัญญัตินี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้พระราช

บัญญัตินี้แทน

บททั่วไป

มาตรา 4

มาตรา 4 ในพระราชบัญญัตินี้

`ข้าราชการฝ่ายตุลาการ' หมายความว่า ข้าราชการซึ่งรับราชการ

โดยได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณหมวดเงินเดือนในกระทรวงยุติธรรม

`ก.ต.' หมายความว่า คณะกรรมการตุลาการ

`รัฐมนตรี' หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา 5

มาตรา 5 ข้าราชการฝ่ายตุลาการได้แก่

(1) ข้าราชการตุลาการ คือ ข้าราชการผู้มีอำนาจและหน้าที่ในการ

พิจารณาพิพากษาอรรถคดี รวมตลอดถึงผู้ช่วยผู้พิพากษาและข้าราชการผู้ได้รับ

แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่เรียกว่าชื่ออย่างอื่นตามมาตรา 14 วรรคสอง

(2) ดะโต๊ะยุติธรรม คือ ข้าราชการซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้มีอำนาจ

และหน้าที่ในการวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายอิสลาม

(3) ข้าราชการธุรการ คือ ข้าราชการผู้มีหน้าที่ในทางธุรการ

*[1]

*[2]

*[5]

`มาตรา 6 อัตราเงินเดือนข้าราชการตุลาการให้แบ่งเป็น 9 ชั้น

แต่ละชั้นมีขั้นไม่เกินจำนวนขั้นที่กำหนด ดังต่อไปนี้

ชั้น 1 มี 5 ขั้น

ชั้น 2 มี 13 ขั้น

ชั้น 3 มี 13 ขั้น

ชั้น 4 มี 12 ขั้น

ชั้น 5 มี 15 ขั้น

ชั้น 6 มี 13 ขั้น

ชั้น 7 มี 11 ขั้น

ชั้น 8 มี 8 ขั้น

ชั้น 9 มี 1 ขั้น

อัตราเงินเดือนดะโต๊ะยุติธรรมให้มีจำนวนขั้นไม่เกิน 10 ขั้น

อัตราเงินเดือนข้าราชการธุรการให้เป็นไปตามบัญชีอัตราเงินเดือน

ข้าราชการพลเรือนตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน

เว้นแต่ข้าราชการธุรการซึ่งโอนมาจากข้าราชการตุลาการตามมาตรา 23

ให้คงได้รับเงินเดือนตามอัตราตามตำแหน่งที่ได้รับอยู่ก่อนโอน แต่ให้เลื่อนขั้น

เงินเดือนได้จนถึงชั้น 7 สำหรับตำแหน่งปลัดกระทรวง ถึงขั้น 6 สำหรับตำแหน่ง

รองปลัดกระทรวง อธิบดีหรือตำแหน่งที่เทียบเท่า และถึงชั้น 5 สำหรับตำแหน่ง

รองอธิบดี หรือตำแหน่งที่เทียบเท่า ทั้งนี้ ตามบัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการ

ตุลาการท้ายพระราชบัญญัตินี้

อัตราเงินเดือนข้าราชการตุลาการตามชั้นและขั้นดังกล่าวในวรรคหนึ่ง

และอัตราเงินเดือนดะโต๊ะยุติธรรมตามขั้นดังกล่าวในวรรคสอง ให้เป็นไป

ตามบัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการตุลาการ บัญชี ก. หรือบัญชีอัตราเงินเดือน

ดะโต๊ะยุติธรรม บัญชี ก. บัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการตุลาการ บัญชี ข.

บัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการตุลาการ บัญชี ค. หรือบัญชีอัตราเงินเดือน

ข้าราชการตุลาการ บัญชี ง. หรือบัญชีอัตราเงินเดือนดะโต๊ะยุติธรรม

บัญชี ข. บัญชีอัตราเงินเดือนดะโต๊ะยุติธรรม บัญชี ค. หรือบัญชีอัตรา

เงินเดือนดะโต๊ะยุติธรรม บัญชี ง. ท้ายพระราชบัญญัตินี้

การให้ใช้บัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการตุลาการและบัญชีอัตรา

เงินเดือนดะโต๊ะยุติธรรมตามวรรคสี่ แต่ละบัญชีให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา'

มาตรา 7

มาตรา 7 เพื่อประโยชน์ในการออมทรัพย์ของข้าราชการฝ่ายตุลาการ

คณะรัฐมนตรีจะวางระเบียบและวิธีการให้กระทรวงการคลังหักเงินเดือน

ของข้าราชการฝ่ายตุลาการไว้เป็นเงินสะสมก็ได้ โดยคิดดอกเบี้ยจาก

เงินสะสมนั้นให้ในอัตราไม่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประเภทประจำ

ของธนาคารพาณิชย์

เงินสะสมและดอกเบี้ยนี้ให้จ่ายคืนหรือให้กู้ยืมเพื่อดำเนินการตาม

โครงการสวัสดิการสำหรับข้าราชการฝ่ายตุลาการตามระเบียบที่กระทรวง

การคลังกำหนด

มาตรา 8

มาตรา 8 ข้าราชการฝ่ายตุลาการอาจได้รับเงินเพิ่มค่าครองชีพ

ชั่วคราวตามภาวะเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดใน

พระราชกฤษฎีกา

ในกรณีมีเหตุที่จะต้องจัดให้มีหรือปรับปรุงเงินเพิ่มค่าครองชีพตาม

วรรคหนึ่ง หรือปรับขั้นเงินเดือนตามมาตรา 6 วรรคสี่ ให้รัฐมนตรีรายงาน

ไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป

มาตรา 9

มาตรา 9 ภายใต้บังคับมาตรา 17 มาตรา 25 มาตรา 29 หรือ

มาตรา 44

มาตรา 44 การโอนข้าราชการที่ไม่ใช่ข้าราชการการเมือง ข้าราชการ

วิสามัญ หรือข้าราชการซึ่งอยู่ในระหว่างทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือ

การโอนพนักงานเทศบาลที่ไม่ใช้พนักงานเทศบาลวิสามัญมาบรรจุเป็นข้าราชการ

ตุลาการหรือดะโต๊ะยุติธรรม อาจทำได้ถ้าเจ้าตัวสมัครใจโดยกระทรวงยุติธรรม

ทำความตกลงกับเจ้าสังกัด

เพื่อประโยชน์ในการนับเวลาราชการ ให้ถือเวลาราชการหรือเวลา

ทำงานของผู้ที่โอนมาตามวรรคหนึ่ง ในขณะที่เป็นข้าราชการหรือพนักงาน

เทศบาลนั้นเป็นเวลาราชการของข้าราชการตุลาการหรือดะโต๊ะยุติธรรม

ตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย ทั้งนี้ ไม่ว่าการโอนนั้นจะได้กระทำก่อนหรือหลัง

วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

มาตรา 10

มาตรา 10 บำเหน็จบำนาญของข้าราชการฝ่ายตุลาการให้เป็นไป

ตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น

ข้าราชการฝ่ายตุลาการผู้ใดถึงแก่ความตายเนื่องจากการปฏิบัติ

หน้าที่ราชการ คณะรัฐมนตรีจะพิจารณาเลื่อนเงินเดือนให้ผู้นั้นเป็นกรณีพิเศษ

เพื่อประโยชน์ในการคำนวณบำเหน็จบำนาญก็ได้

มาตรา 11

มาตรา 11 เครื่องแบบของข้าราชการตุลาการและดะโต๊ะยุติธรรม

และระเบียบการแต่ง ให้เป็นไปตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

มาตรา 12

มาตรา 12 วันเวลาทำงาน วันหยุดราชการตามประเพณี วันหยุด

ประจำปี และการลาหยุดราชการของข้าราชการฝ่ายตุลาการ ให้เป็นไป

ตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

มาตรา 13

มาตรา 13 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมรักษาการตาม

พระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจกำหนดค่าธรรมเนียมการสอบเพื่อบรรจุ

เป็นข้าราชการฝ่ายตุลาการ และออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตาม

พระราชบัญญัตินี้

กฎกระทรวงนั้น เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้

บังคับได้

ข้าราชการตุลาการ

การบรรจุ การแต่งตั้ง การเลื่อนชั้นและขั้นเงินเดือน

*[3]

*[6]

`มาตรา 14 ตำแหน่งข้าราชการตุลาการมีดังนี้ ประธานศาลฎีกา

อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลฎีกา อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค

ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ รองอธิบดี

ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชน

และครอบครัวกลาง ผู้พิพากษาศาลฎีกา อธิบดีผู้พิพากษาภาค รองอธิบดีผู้พิพากษา

ศาลชั้นต้น รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ผู้พิพากษา

หัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค รองอธิบดี

ผู้พิพากษาภาค ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ผู้พิพากษา

ศาลแพ่ง ผู้พิพากษาศาลอาญา ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัด

ผู้พิพากษาและผู้ช่วยผู้พิพากษา'

นอกจากตำแหน่งตามวรรคหนึ่ง อาจให้มีตำแหน่งข้าราชการตุลาการ

ที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวงได้ ตำแหน่งดังกล่าวจะเทียบกับ

ตำแหน่งใดตามวรรคหนึ่งให้กำหนดไว้ในกฎกระทรวงนั้นด้วย กฎกระทรวง

เช่นวันนี้ให้ได้รับความเห็นชอบของ ก.ต. ก่อน

*[3]

*[6]

`มาตรา 15 ข้าราชการตุลาการให้ได้รับเงินเดือนตามตำแหน่ง

ที่ได้รับแต่งตั้ง ดังต่อไปนี้

(1) ประธานศาลฎีกา ให้ได้รับเงินเดือนชั้น 9

(2) อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลฎีกา และอธิบดี

ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ให้ได้รับเงินเดือนชั้น 8

(3) ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์

รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น และอธิบดี

ผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ให้ได้รับเงินเดือนชั้น 7

(4) ผู้พิพากษาศาลฎีกา อธิบดีผู้พิพากษาภาค รองอธิบดีผู้พิพากษา

ศาลชั้นต้น รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ผู้พิพากษา

หัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ และผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค

ให้ได้รับเงินเดือนชั้น 6-7

(5) รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ และผู้พิพากษา

ศาลอุทธรณ์ภาค ให้ได้รับเงินเดือนชั้น 5-6

(6) ผู้พิพากษาศาลแพ่ง ผู้พิพากษาศาลอาญา และผู้พิพากษาหัวหน้าศาล

ให้ได้รับเงินเดือนชั้น 3-4

(7) ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดและผู้พิพากษา ให้ได้รับเงินเดือน

ชั้น 2-3

(8) ผู้ช่วยผู้พิพากษา ให้ได้รับเงินเดือนชั้น 1'

สำหรับข้าราชการตุลาการซึ่งดำรงตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่น เมื่อ

เทียบกับตำแหน่งใดก็ให้ได้รับเงินเดือนตามตำแหน่งนั้น

ในกรณีที่ข้าราชการตุลาการได้เลื่อนขึ้นรับเงินเดือนในชั้นสูงขึ้น

ให้ได้รับเงินเดือนในอัตราขั้นต่ำของชั้นที่เลื่อนขึ้น แต่ถ้าผู้นั้นได้รับ

เงินเดือนสูงกว่าขั้นต่ำของชั้นที่เลื่อนขึ้น ก็ให้ได้รับเงินเดือนในขั้นของ

ชั้นที่เลื่อนขึ้น ซึ่งมีจำนวนเท่ากับเงินเดือนที่ได้รับอยู่

*[6]

`มาตรา 16 ให้ข้าราชการตุลาการ ข้าราชการธุรการซึ่งโอนมา

จากข้าราชการตุลาการตามมาตรา 23 และดะโต๊ะยุติธรรม ได้รับเงินประจำ

ตำแหน่งเพิ่มจากเงินเดือนที่ได้รับ ดังต่อไปนี้

(1) ข้าราชการตุลาการซึ่งได้รับเงินเดือนชั้น 9 ให้ได้รับเงินประจำ

ตำแหน่งเดือนละสี่หมื่นบาท

(2) ข้าราชการตุลาการซึ่งได้รับเงินเดือนชั้น 8 ให้ได้รับเงินประจำ

ตำแหน่งเดือนละสามหมื่นแปดพันบาท

(3) ข้าราชการตุลาการซึ่งได้รับเงินเดือนชั้น 7 และข้าราชการ

ธุรการตำแหน่งปลัดกระทรวง ให้ได้รับเงินประจำตำแหน่งเดือนละ

หนึ่งหมื่นห้าพันบาท

(4) ข้าราชการตุลาการซึ่งได้รับเงินเดือนชั้น 6 และข้าราชการ

ธุรการตำแหน่งรองปลัดกระทรวง อธิบดีหรือตำแหน่งที่เทียบเท่า ซึ่งโอน

มาจากข้าราชการตุลาการ ให้ได้รับเงินประจำตำแหน่งเดือนละหนึ่งหมื่น

สองพันบาท

(5) ข้าราชการตุลาการซึ่งได้รับเงินเดือนชั้น 5 และข้าราชการ

ธุรการตำแหน่งรองอธิบดีหรือตำแหน่งที่เทียบเท่า ซึ่งโอนมาจากข้าราชการ

ตุลาการ ให้ได้รับเงินประจำตำแหน่งเดือนละเจ็ดพันบาท

(6) ข้าราชการตุลาการซึ่งได้รับเงินเดือนชั้น 4 และข้าราชการ

ธุรการตำแหน่งผู้อำนวยการกองหรือตำแหน่งที่เทียบเท่า ซึ่งโอนมาจาก

ข้าราชการตุลาการ ให้ได้รับเงินประจำตำแหน่งเดือนละห้าพันบาท

(7) ข้าราชการตุลาการซึ่งได้รับเงินเดือนชั้น 3 ให้ได้รับเงินประจำ

ตำแหน่งเดือนละสามพันบาท

(8) ข้าราชการตุลาการซึ่งได้รับเงินเดือนชั้น 3 และดะโต๊ะยุติธรรม

ให้ได้รับเงินประจำตำแหน่งเดือนละสองพันบาท

การได้รับเงินประจำตำแหน่งตามวรรคหนึ่ง ให้ได้รับย้อนหลังไปถึง

วันที่ 1 เมษายน 2535

เงินประจำตำแหน่งตามมาตรานี้ไม่ถือเป็นเงินเดือนเพื่อเป็นเกณฑ์

ในการคำนวณบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญ'

มาตรา 17

มาตรา 17 การบรรจุข้าราชการตุลาการและแต่งตั้งให้ดำรง

ตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา ให้รัฐมนตรีเป็นผู้สั่งบรรจุและแต่งตั้งโดยวิธีการ

สอบคัดเลือกตามความในหมวด 2 แห่งลักษณะนี้

แต่ถ้าผู้ใด

(1) สอบไล่ได้ปริญญาหรือประกาศนียบัตรทางกฎหมายจากต่างประเทศ

โดยมีหลักสูตรเดียวไม่น้อยกว่าสามปี ซึ่ง ก.ต. เทียบว่าไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี

และสอบไล่ได้ตามหลักสูตรของสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา

(2) สอบไล่ได้ปริญญาหรือประกาศนียบัตรทางกฎหมายจากต่างประเทศ

โดยมีหลักสูตรเดียวไม่น้อยกว่าสองปีหรือหลายหลักสูตรรวมกันไม่น้อยกว่าสองปี

ซึ่ง ก.ต. เทียบว่าไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี และสอบไล่ได้ตามหลักสูตรของสำนัก

อบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา และได้ประกอบวิชาชีพตามที่ระบุไว้

ในมาตรา 27 (1) (ค) เป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี

*[6]

`(3) เป็นธรรมศาสตร์บัณฑิต หรือนิติศาสตร์บัณฑิต และสอบไล่ได้

ชั้นเกียรตินิยมตามหลักสูตรของสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา

และได้ประกอบวิชาชีพตามที่ได้ระบุไว้ในมาตรา 27 (1) (ค) เป็นเวลา

ไม่น้อยกว่าหนึ่งปี

(4) สอบไล่ได้ปริญญาโทหรือปริญญาเอกทางกฎหมายในประเทศไทย

ซึ่ง ก.ต. รับรองและสอบไล่ได้ตามหลักสูตรของสำนักอบรมศึกษากฎหมาย

แห่งเนิตบัณฑิตยสภา และได้ประกอบวิชาชีพตามที่ระบุไว้ในมาตรา 27 (1) (ค)

เป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี หรือ'

*[6]

`(5) ได้ประกอบวิชาชีพทางกฎหมายเป็นจ่าศาล รองจ่าศาล

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าพนักงานบังคับคดี พนักงานคุมประพฤติ พนักงานคดี

หรือข้าราชการตุลาการตำแหน่งอื่นตามที่ ก.ต. กำหนด เป็นเวลาไม่น้อยกว่า

หกปี และผู้บังคับบัญชารับรองว่ามีความซื้อสัตย์สุจริต มีความรู้ความสามารถ

ดีเด่น และมีความประพฤติดีเป็นที่ไว้วางใจว่าจะปฏิบัติหน้าที่ข้าราชการ

ตุลาการได้'

เมื่อ ก.ต. พิจารณาเห็นว่าเป็นผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา 27 (2) ถึง

(12) และได้ทำการทดสอบความรู้ในวิชากฎหมาย แล้วเห็นสมควรที่จะให้

เข้ารับราชการ ก็ให้รัฐมนตรีสั่งบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการและแต่งตั้งให้

ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษาได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์วิธีการ และอัตราส่วน

ของจำนวนผู้สอบคัดเลือกได้ตามที่ ก.ต. กำหนด

มาตรา 18

มาตรา 18 ผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษา

จะต้องเป็นผู้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยพิพากษาและได้รับการอบรมจากกระทรวง

ยุติธรรมมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี ผลของการอบรมเป็นที่พอใจของกระทรวง

ยุติธรรมว่าเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ และความประพฤติเหมาะสมที่จะ

เป็นผู้พิพากษา

ผู้ช่วยผู้พิพากษาผู้ใดเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษามาแล้วเป็นเวลาสองปี

และผลของการอบรมยังไม่เป็นที่พอใจของกระทรวงยุติธรรมดังกล่าวใน

วรรคหนึ่ง ให้รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้ออกจากราชการ

ในปีแรกที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งต่อไป ให้รัฐมนตรีด้วย

ความเห็นชอบของ ก.ต. มีอำนาจสั่งให้ออกจากราชการ

มาตรา 19

มาตรา 19 การแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการตุลาการ

นอกจากตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา ให้รัฐมนตรีเสนอ ก.ต. โดยคำนึงถึง

ความรู้ ความสามารถ ความรับผิดชอบ ประวัติ การปฏิบัติราชการของ

บุคคลนั้น เทียบกับงานในตำแหน่งข้าราชการตุลาการที่จะได้รับแต่งตั้งนั้น ๆ

เพื่อให้ความเห็นชอบก่อน เมื่อได้รับความเห็นชอบแล้วจึงนำความกราบ

บังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้ง

ก่อนเข้ารับหน้าที่ผู้พิพากษาครั้งแรก ผู้พิพากษาต้องถวายสัตย์

ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำที่ ก.ต. กำหนด

มาตรา 20

มาตรา 20 การเลื่อนชั้นและขั้นเงินเดือนข้าราชการตุลาการ

ในชั้นหนึ่ง ๆ ให้รัฐมนตรีเป็นผู้สั่งเลื่อน ก.ต. เห็นชอบ สำหรับการ

เลื่อนขั้นเงินเดือนโดยปกติให้เลื่อนปีละหนึ่งขั้นโดยคำนึงถึงความอุตสาหะ

และความสามารถในการปฏิบัติงาน การปฏิบัติตามระเบียบวินัย ตลอดจน

คุณภาพและปริมาณของผลงานที่ได้ปฏิบัติมา ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และ

วิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง กฎกระทรวงเช่นว่านี้ให้ได้รับความเห็น

ชอบของ ก.ต. ก่อน

มาตรา 21

มาตรา 21 การสั่งให้ข้าราชการตุลาการไปช่วยทำงานชั่วคราว

มีกำหนดไม่เกินหกเดือนในตำแหน่งข้าราชการตุลาการที่ไม่ต่ำกว่าตำแหน่ง

ที่ผู้นั้นดำรงอยู่ ให้รัฐมนตรีสั่งได้และแจ้งให้ ก.ต. ทราบ แต่ถ้าเกิน

หกเดือนต้องได้รับอนุมัติของ ก.ต. ทั้งนี้ ไม่กระทบกระเทือนถึงอำนาจ

สั่งให้ช่วยราชการตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

มาตรา 22

มาตรา 22 เพื่อประโยชน์แก่ราชการศาลยุติธรรม ให้ข้าราชการ

ตุลาการที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใหม่คงปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเดิม

ต่อไปจนกว่าจะเข้ารับหน้าที่ในตำแหน่งใหม่

มาตรา 23

มาตรา 23 การโอนข้าราชการตุลาการไปเป็นข้าราชการธุรการ

ข้าราชการพลเรือน หรือข้าราชการฝ่ายอื่น ให้รัฐมนตรีสั่งได้เมื่อข้าราชการ

ตุลาการผู้นั้นยินยอม และ ก.ต. เห็นชอบ

การให้ข้าราชการตุลาการไปทำงานในตำแหน่งข้าราชการธุรการ

หรือตำแหน่งการเมืองในกระทรวงยุติธรรม ให้รัฐมนตรีสั่งได้เมื่อ ก.ต.

เห็นชอบ ในระหว่างปฏิบัติงานเช่นว่านี้ข้าราชการตุลาการผู้นั้นจะทำการ

พิจารณาพิพากษาคดีมิได้

มาตรา 24

มาตรา 24 การโอนข้าราชการธุรการมาเป็นข้าราชการตุลาการ

โดยได้รับเงินเดือนไม่สูงกว่าในขณะที่โอนมาอาจทำได้เมื่อ ก.ต. เห็นชอบ

แต่ข้าราชการธุรการนั้นต้องเคยดำรงตำแหน่งข้าราชการตุลาการนอกจาก

ตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษามาแล้ว

มาตรา 25

มาตรา 25 ข้าราชการตุลาการผู้ใดพ้นจากตำแหน่งข้าราชการ

ตุลาการไปโดยมิได้มีความผิดหรือมีมลทินหรือมัวหมองในราชการ หรือไป

รับราชการในกระทรวงทบวงกรมอื่น เมื่อจะกลับเข้ารับตำแหน่งข้าราชการ

ตุลาการ ถ้าผู้นั้นมีคุณสมบัติตามความในมาตรา 27 (2) ถึง (12) ให้

รัฐมนตรีสั่งบรรจุได้เมื่อ ก.ต. เห็นชอบ

มาตรา 26

มาตรา 26 ข้าราชการตุลาการผู้ใดไปรับราชการทหารตาม

กฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร เมื่อผู้นั้นพ้นจากราชการทหารโดย

ไม่มีความเสียหายและประสงค์จะกลับเข้ารับตำแหน่งข้าราชการโดย

ได้รับเงินเดือนเท่าที่ได้รับอยู่ในขณะที่ไปรับราชการทหารนั้น ให้ยื่นคำขอ

ภายในกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันพ้นจากราชการทหาร ในกรณี

เช่นว่านี้ให้รัฐมนตรีสั่งบรรจุได้เมื่อ ก.ต. เห็นชอบ

การสอบคัดเลือก

มาตรา 27

มาตรา 27 ผู้สมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการ

และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา ต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

(1) (ก) เป็นธรรมศาสตร์บัณฑิต หรือนิติศาสตร์บัณฑิต หรือ

สอบไล่ได้ปริญญาหรือประกาศนียบัตรทางกฎหมายจากต่างประเทศ ซึ่ง

ก.ต. เทียบว่าไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี

(ข) สอบไล่ได้ตามหลักสูตรของสำนักอบรมศึกษากฎหมาย

แห่งเนติบัณฑิตยสภา และ

(ค) ได้ประกอบวิชาชีพทางกฎหมายเป็น จ่าศาล รองจ่าศาล

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าพนักงานบังคับคดี พนักงานคุมประพฤติหรือ

พนักงานคดีในกระทรวงยุติธรรม พนักงานอัยการ นายทหารเหล่าพระธรรมนูญ

ทนายความ หรือประกอบวิชาชีพทางกฎหมายอย่างอื่นตามที่ ก.ต. กำหนด

เป็นเวลาไม่น้อยกว่าสองปี ทั้งนี้ให้ ก.ต. มีอำนาจออกระเบียบกำหนด

เงื่อนไขเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพนั้น ๆ ด้วย

(2) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด

(3) อายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบห้าปี

(4) เป็นผู้เลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ

ด้วยความบริสุทธิ์ใจ

(5) เป็นสามัญสมาชิกแห่งเนติบัณฑิตยสภา

(6) ไม่เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสีย หรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี

(7) ไม่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว

(8) ไม่เป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกพักราชการ หรือถูกสั่งให้ออกจากราชการ

ไว้ก่อนตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการหรือตามกฎหมายอื่น

(9) ไม่เป็นผู้เคยถูกลงโทษไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ

หรือรัฐวิสาหกิจ

(10) ไม่เป็นผู้เคยรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่

เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ

(11) ไม่เป็นคนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถหรือ

จิตฟั่นเฟือนไม่สบประกอบ หรือมีกายหรือจิตใจไม่เหมาะสมที่จะเป็นข้าราชการ

ตุลาการ หรือเป็นโรคที่ระบุไว้ในกฎกระทรวง และ

(12) เป็นผู้ที่คณะกรรมการแพทย์มีจำนวนไม่น้อยกว่าสามคนซึ่ง ก.ต.

จะได้กำหนด ได้ตรวจร่างกายและจิตใจแล้ว และ ก.ต. ได้พิจารณารายงาน

ของแพทย์เห็นว่าสมควรรับสมัครได้

ให้ ก.ต. มีอำนาจออกระเบียบเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัคร

สอบคัดเลือกก่อนที่จะรับสมัครได้

มาตรา 28

มาตรา 28 ให้ ก.ต. มีอำนาจกำหนดหลักสูตรและวิธีการสอบ

คัดเลือก ตลอดจนวางเงื่อนไขในการรับสมัคร

เมื่อสมควรจะมีการสอบคัดเลือกเมื่อใด ให้ปลัดกระทรวงยุติธรรม

เสนอ ก.ต. เพื่อจัดให้มีการสอบคัดเลือก เมื่อได้มีการสอบใหม่และได้

ประกาศผลของการสอบแล้ว ให้บัญชีสอบคัดเลือกคราวก่อนเป็นอันยกเลิก

มาตรา 29

มาตรา 29 ผู้สอบคัดเลือกที่ได้คะแนนสูง ให้ได้รับบรรจุเป็น

ข้าราชการตุลาการและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษาก่อนผู้ที่

ได้รับคะแนนต่ำลงมาตามลำดับแห่งบัญชีสอบคัดเลือก หากได้คะแนนเท่ากัน

ให้จับสลากเพื่อจัดลำดับที่ระหว่างผู้ที่ได้คะแนนเท่ากันนั้น

ผู้สอบคัดเลือกได้คนใด หากขาดคุณสมบัติข้อหนึ่งข้อใดตามมาตรา 27

หรือเป็นบุคคลที่ ก.ต. เห็นว่ามีชื่อเสียงหรือความประพฤติหรือเหตุอื่น ๆ

ที่ไม่เหมาะสมจะเป็นข้าราชการตุลาการ เป็นอันหมดสิทธิเข้ารับราชการ

ตามผลของการสอบคัดเลือกนั้น

การพ้นจากตำแหน่ง

มาตรา 30

มาตรา 30 ข้าราชการตุลาการพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ

(1) ตาย

(2) ได้รับอนุญาตให้ลาออก

(3) พ้นจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

(4) โอนไปรับราชการทางอื่น

(5) ออกจากราชการเพื่อไปรับราชการทหารตามกฎหมายว่าด้วย

การรับราชการทหาร

(6) ถูกสั่งให้ออกจากราชการตามมาตรา 18 มาตรา 32 หรือ

มาตรา 33

มาตรา 33

(7) ถูกสั่งลงโทษไล่ออก ปลดออก หรือให้ออก

การพ้นจากตำแหน่งข้าราชการตุลาการนอกจากตำแหน่งผู้ช่วย

ผู้พิพากษาตาม (1) (2) หรือ (3) ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบ

ถ้าเป็นการพ้นจากตำแหน่งตาม (4) (5) (6) หรือ (7) ให้นำความ

กราบบังคมทูลเพื่อทรงมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง พระบรมราช

โองการดังกล่าวให้มีผลตั้งแต่วันโอนหรือวันออกจากราชการ แล้วแต่กรณี

มาตรา 31

มาตรา 31 ข้าราชการตุลาการผู้ใดประสงค์จะลาออกจากราชการ

ให้ยื่นหนังสือขอลาออก เมื่อรัฐมนตรีพิจารณาสั่งอนุญาตแล้วให้ถือว่าพ้นจาก

ตำแหน่ง

ในกรณีที่ข้าราชการตุลาการขอลาออกเพื่อดำรงตำแหน่งทาง

การเมืองหรือเพื่อสมัครรับเลือกตั้ง ให้การลาออกมีผลตั้งแต่วันที่ผู้นั้น

ขอลาออก

นอกจากกรณีตามวรรคสอง ถ้ารัฐมนตรีเห็นว่าจำเป็นเพื่อประโยชน์

แก่ทางราชการ จะยับยั้งการอนุญาตให้ลาออกไว้เป็นเวลาไม่เกินสามเดือน

นับแต่วันขอลาออกก็ได้

มาตรา 32

มาตรา 32 ข้าราชการตุลาการผู้ใดหากปรากฏว่าขาดคุณสมบัติ

ในการสมัครเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตุลาการตามกฎหมายว่าด้วย

ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการที่ใช้อยู่ในเวลาสมัครตั้งแต่วันสมัครเข้า

รับราชการหรือตั้งแต่ก่อนได้รับการบรรจุ ให้รัฐมนตรีด้วยความเห็นชอบ

ของ ก.ต. สั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการ แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนถึง

การใดที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่ และการรับเงินเดือนหรือผล

ประโยชน์อื่นใดที่ได้รับจากทางราชการก่อนมีคำสั่งให้ออกนั้น และถ้าการ

เข้ารับราชการเป็นไปโดยสุจริต แล้วให้ถือว่าเป็นการสั่งให้ออกเพื่อรับ

บำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

มาตรา 33

มาตรา 33 เมื่อรัฐมนตรีเห็นสมควรให้ข้าราชการตุลาการผู้ใด

ออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน เหตุทุพพลภาพ หรือ

เหตุรับราชการนาน ตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

ให้ทำได้ด้วยความเห็นชอบของ ก.ต.

แต่การให้ออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน

ให้ทำได้เฉพาะในกรณีต่อไปนี้

(1) เมื่อข้าราชการตุลาการนั้นถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย

อย่างร้ายแรง และดำเนินการสอบสวนตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในลักษณะ 6

ไล่ออก ปลดออก หรือให้ออก แต่เห็นว่าผู้นั้นมีมลทินหรือมัวหมองจะให้

รับราชการต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ

(2) เมื่อข้าราชการตุลาการนั้นบกพร่องต่อหน้าที่ หรือหย่อน

ความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือประพฤติตนไม่สมควร

ที่จะให้คงเป็นข้าราชการตุลาการต่อไป

(3) เมื่อข้าราชการตุลาการนั้นเจ็บป่วยไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ราชการ

ได้โดยสม่ำเสมอ แต่ไม่ถึงเหตุทุพพลภาพ หรือ

(4) เมื่อปรากฏว่าข้าราชการตุลาการนั้นขาดสัญชาติไทยหรือขาด

คุณสมบัติตามมาตรา 27 (11) หรือไปเป็นข้าราชการการเมืองหรือ

สมาชิกรัฐสภา เว้นแต่กรณีตามความในมาตรา 23 วรรคสอง

คณะกรรมการตุลาการ

*[6]

`มาตรา 34 ให้มีคณะกรรมการตุลาการคณะหนึ่ง เรียกโดยย่อว่า

ก.ต. ประกอบด้วย

(1) ประธานศาลฎีกา อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลฎีกา

อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น อธิบดีผู้พิพากษาศาล

เยาวชนและครอบครัวกลาง และปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นกรรมการโดย

ตำแหน่ง และ

(2) กรรมการตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิสิบคน ซึ่งประกอบด้วย

(ก) ข้าราชการตุลาการตามมาตรา 15 (3) ซึ่งมิได้เป็น

กรรมการตุลาการโดยตำแหน่งอยู่แล้ว และข้าราชการตุลาการตามมาตรา 15 (4)

ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลฎีกาหกคนที่ข้าราชการตุลาการซึ่งได้รับเงินเดือน

ตั้งแต่ชั้น 2 ขึ้นไปเป็นผู้เลือก

(ข) ผู้รับบำนาญซึ่งเคยรับราชการเป็นข้าราชการตุลาการ

ตำแหน่งประธานศาลฎีกาคนหลังสุดตามลำดับสี่คน ซึ่งต้องไม่เป็นข้าราชการ

การเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรรมการพรรคการเมือง เจ้าหน้าที่

ในพรรคการเมือง หรือทนายความ

ในกรณีที่ไม่มีกรรมการตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิตาม (2) (ข) ครบสี่คน

หรือกรรมการตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิตาม (2) (ข) พ้นจาตำแหน่งตาม

มาตรา 38

มาตรา 38 (1) (2) หรือ (7) ให้ ก.ต. เลือกผู้รับบำนาญซึ่งเคยรับ

ราชการเป็นข้าราชการตุลาการตามมาตรา 15 (1) หรือ (2) มาแล้ว

และไม่มีลักษณะต้องห้ามตาม (2) (ข) เป็นกรรมการตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิ

ให้ครบจำนวนแทน จนกว่าจะมีผู้มีคุณสมบัติตาม (2) (ข) ขึ้นใหม่

ข้าราชการตุลการซึ่งเคยถูกลงโทษทางวินัยไม่อาจได้รับเลือกเป็น

กรรมการตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิได้

ให้ประธานศาลฎีกาเป็นประธาน ก.ต. และเลขาธิการส่งเสริม

งานตุลากรเป็นเลขานุการ ก.ต.

ในกรณีเป็นที่สงสัยเกี่ยวกับความในมาตรานี้ ให้ปลัดกระทรวงยุติธรรม

เสนอ ก.ต. เพื่อวินิจฉัยชี้ขาด'

*[6]

`มาตรา 35 ให้รัฐมนตรีเป็นผู้สั่งให้มีการเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

ตามมาตรา 34 (2) (ก) วิธีการเลือกให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง'

ให้รัฐมนตรีประกาศชื่อผู้ได้รับเลือกในราชกิจจานุเบกษา

*[6]

`มาตรา 36 กรรมการตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา 34 (2) (ก)

ให้อยู่ในตำแหน่งได้คราวละสองปี และเมื่อพ้นกำหนดสองปีนับแต่วันครบกำหนด

วาระแล้วอาจได้รับเลือกใหม่ได้'

ถ้าตำแหน่งว่างลงก่อนถึงกำหนดวาระ ให้รัฐมนตรีสั่งให้ดำเนิน

การเลือกซ่อม เว้นแต่วาระการอยู่ในตำแหน่งของกรรมการตุลาการ

ผู้ทรงคุณวุฒิจะเหลือไม่ถึงเก้าสิบวัน รัฐมนตรีจะไม่สั่งให้ดำเนินการ

เลือกซ่อมก็ได้

กรรมการตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับเลือกซ่อมอยู่ในตำแหน่ง

ได้เพียงวาระของผู้ที่ตนแทน

มาตรา 37

มาตรา 37 ในกรณีที่ตำแหน่งกรรมการตุลาการว่างลง และมี

ความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการโดยรีบด่วน ก็ให้กรรมการตุลาการที่เหลือ

ดำเนินการไปได้ แต่ต้องมีกรรมการตุลาการพอที่จะเป็นองค์ประชุม

*[6]

`มาตรา 38 กรรมการตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ

(1) ตาย

(2) ลาออก

(3) ครบกำหนดวาระ ในกรณีที่เป็นกรรมการตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิตาม

มาตรา 34

มาตรา 34 (2) (ก)

(4) เป็นกรรมการตุลาการโดยตำแหน่ง ถูกลงโทษทางวินัย หรือพ้น

จากตำแหน่งข้าราชการตุลาการ ในกรณีที่เป็นกรรมการตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิ

ตามมาตรา 34 (2) (ก)

(5) พ้นสภาพการเป็นผู้รับบำนาญซึ่งเคยรับราชการเป็นข้าราชการ

ตุลาการตำแหน่งประธานศาลฎีกาคนหลังสุดตามลำดับสี่คน ในกรณีที่เป็น

กรรมการตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา 34 (2) (ข)

(6) มีผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา 34 (2) (ข) ขึ้นใหม่ครบสี่คน

ในกรณีที่เป็นข้าราชการตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่ง ก.ต. เป็นผู้เลือกตาม

มาตรา 34

มาตรา 34 วรรคสอง

(7) ไปเป็นข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรรมการ

พรรคการเมือง เจ้าหน้าที่ในพรรคการเมือบ หรือทนายความ'

ในกรณีเป็นที่สงสัยว่ากรรมการตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิผู้ใดพ้นจาก

ตำแหน่งกรรมการตุลาการหรือไม่ ให้ปลัดกระทรวงยุติธรรมเสนอ ก.ต.

เพื่อวินิจฉัยชี้ขาด

*[6]

`มาตรา 39 การประชุมของ ก.ต. ต้องมีกรรมการมาประชุม

ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งจึงเป็นองค์ประชุม'

ถ้าประธาน ก.ต. ไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้

ที่ประชุมเลือกกรรมการตุลาการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม

หากกรรมการตุลาการโดยตำแหน่งว่างลง หรือไม่อาจปฏิบัติ

หน้าที่ได้ ให้ผู้รักษาราชการแทนหรือผู้ทำการแทนชั่วคราวตามกฎหมาย

ทำหน้าที่กรรมการตุลาการแทนในระหว่างนั้น แต่ผู้ทำการแทนประธาน

ศาลฎีกาชั่วคราวจะทำหน้าที่ประธาน ก.ต. ไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับเลือก

ตามวรรคสอง

ในการประชุมของ ก.ต. ถ้ามีการพิจารณาเรื่องเกี่ยวกับ

ตัวกรรมการตุลาการผู้ใดโดยเฉพาะ ผู้นั้นไม่มีสิทธิเข้าประชุม

การวินิจฉัยชี้ขาดให้ถือเสียงข้างมาก ถ้ามีคะแนนเสียงเท่ากัน

ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

ก.ต. มีอำนาจออกข้อบังคับว่าด้วยระเบียบการประชุมและ

การลงมติได้

มาตรา 40

มาตรา 40 ในกรณีที่ ก.ต. มีหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในพระราช

บัญญัตินี้ ให้ปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้เสนอเรื่องต่อ ก.ต. แต่ทั้งนี้

ไม่ตัดสิทธิกรรมการตุลาการคนหนึ่งคนใดที่จะเสนอ

มาตรา 41

มาตรา 41 ก.ต. มีอำนาจแต่งตั้งอนุกรรมการให้ทำการใด ๆ

แทนเพื่อเสนอ ก.ต.

*[6]

`มาตรา 42 ในกรณีที่รัฐมนตรีไม่เห็นด้วยกับมติของ ก.ต. ไม่ว่า

ทั้งหมดหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใด หรือเห็นว่ามตินั้นควรประกอบด้วยเงื่อนไข

อย่างใด รัฐมนตรีจะขอให้ ก.ต. พิจารณาใหม่ก็ได้ ในกรณีเช่นว่านี้ เมื่อ

ก.ต. มีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการ

ตุลาการทั้งหมดยืนยันตามมติเดิม หรือจะแก้ไขเพิ่มเติมประการใด ก็ให้

ดำเนินการไปตามมติของ ก.ต. นั้น แต่ถ้ามติยืนยันหรือแก้ไขเพิ่มเติมของ

ก.ต. นั้นมีคะแนนเสียงน้อยกว่าสองในสาม ในกรณีที่รัฐมนตรีหรือปลัด

กระทรวงยุติธรรมเป็นผู้เสนอเรื่องต่อ ก.ต. ก็ให้ดำเนินการไปตามที่

รัฐมนตรีหรือปลัดกระทรวงยุติธรรมเสนอ'

การปฏิบัติการตามวรรคหนึ่ง รัฐมนตรีจะต้องเสนอให้ ก.ต.

พิจารณาใหม่หรือดำเนินการตามมติของ ก.ต. ภายในสามสิบวันนับแต่

วันที่ ก.ต. แจ้งมติไปถึงรัฐมนตรี

*[6]

`มาตรา 43 ในกรณีที่ ก.ต. ไม่ให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้ง

บุคคลให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการตุลาการที่รัฐมนตรีเสนอตามมาตรา 19

ให้ ก.ต. เสนอไปยังรัฐมนตรี พร้อมด้วยเหตุผลว่า ก.ต. เห็นสมควร

แต่งตั้งบุคคลใดในกรณีเช่นว่านี้ รัฐมนตรีจะดำเนินการนำความกราบ

บังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้งบุคคลที่ ก.ต. เสนอนั้นก็ได้ หรือจะให้ ก.ต.

พิจารณาใหม่ก็ได้ ในการพิจารณาใหม่ของ ก.ต. ถ้า ก.ต. มีมติยืนยัน

ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการตุลาการ

ทั้งหมดเห็นสมควรแต่งตั้งบุคคลที่ ก.ต. เสนอ ก็ให้รัฐมนตรีนำความ

กราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้งบุคคลที่ ก.ต. มีมติยืนยันนั้น แต่ถ้ามติยืนยัน

ของ ก.ต. มีคะแนนเสียงน้อยกว่าสองในสาม ก็ให้รัฐมนตรีนำความ

กราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้งบุคคลที่รัฐมนตรีเสนอได้'

การปฏิบัติการตามวรรคหนึ่ง รัฐมนตรีจะต้องเสนอให้ ก.ต.

พิจารณาใหม่ หรือดำเนินการตามมติของ ก.ต. ภายในสามสิบวันนับแต่

วันที่ ก.ต. แจ้งมติไปถึงรัฐมนตรี

ดะโต๊ะยุติธรรม

*[4]

`มาตรา 44 ผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็น

ดะโต๊ะยุติธรรม ต้องเป็นอิสลามศาสนิกซึ่งมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

(1) มีคุณสมบัติตามมาตรา 27 (2) (4) (6) (7) (8) (9) (10)

และ (11)

(2) อายุไม่ต่ำกว่าสามสิบปี

(3) มีภูมิรู้ในศาสนาอิสลามพอที่จะเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายอิสลาม

เกี่ยวด้วยครอบครัวและมรดก และ

(4) มีความรู้ภาษาไทยสอบไล่ได้ประกาศนียบัตรไม่ต่ำกว่าระดับมัธยมศึกษา

ตอนต้น หรือซึ่งกระทรวงศึกษาธิการเทียบว่าไม่ต่ำว่าระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง

ดะโต๊ะยุติธรรม ให้กำหนดโดยกฎกระทรวง กฎกระทรวงเช่นว่านี้ให้ได้รับความ

เห็นชอบของ ก.ต. ก่อน

การแต่งตั้งบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งดะโต๊ะยุติธรรม ให้รัฐมนตรีเสนอ

ก.ต. เพื่อให้ความเห็นชอบก่อน เมื่อได้รับความเห็นชอบแล้วจึงนำความกราบ

บังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้ง'

มาตรา 45

มาตรา 45 การเลื่อนขั้นเงินเดือนและการออกจากราชการของ

ดะโต๊ะยุติธรรม ให้รัฐมนตรีเป็นผู้สั่งเมื่อ ก.ต. เห็นชอบ ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์

และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง กฎกระทรวงเช่นว่านี้ให้ได้รับความ

เห็นชอบของ ก.ต. ก่อน

การโอนดะโต๊ะยุติธรรมไปเป็นข้าราชการธุรการ ข้าราชการ

พลเรือน หรือข้าราชการฝ่ายอื่น ให้รัฐมนตรีสั่งได้เมื่อดะโต๊ะยุติธรรม

ผู้นั้นยินยอม และ ก.ต. เห็นชอบ

มาตรา 46

มาตรา 46 ให้นำบทบัญญัติในลักษณะ 6 ว่าด้วยวินัย การรักษาวินัย

และการลงโทษ มาใช้บังคับแก่ดะโต๊ะยุติธรรม

ในกรณีที่ดะโต๊ะยุติธรรมถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง

ที่มีโทษถึงไล่ออก ปลดออก หรือให้ออก รัฐมนตรีหรืออธิบดีผู้พิพากษาภาค

ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชามีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อทำการสอบสวน หรือ

สั่งพักราชการ แล้วแต่กรณี

ข้าราชการธุรการ

มาตรา 47

มาตรา 47 ในส่วนที่เกี่ยวกับข้าราชการธุรการ ให้นำกฎหมาย

ว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในส่วนที่เกี่ยวกับข้าราชการพลเรือน

สามัญมาใช้บังคับ

ตำแหน่งข้าราชการตุลาการตำแหน่งใดเป็นตำแหน่งผู้บังคับบัญชา

ข้าราชการธุรการ โดยเทียบกับตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญตำแหน่งใด

ให้กำหนดโดยกฎ ก.พ.

ให้แต่ตั้งปลัดกระทรวงยุติธรรมจากข้าราชการฝ่ายตุลาการ ซึ่ง

เป็นหรือเคยเป็นข้าราชการตุลาการ

มาตรา 48

มาตรา 48 ให้มี อ.ก.พ. กระทรวงประกอบด้วยรัฐมนตรีเป็น

ประธาน ปลัดกระทรวงยุติธรรม รองปลัดกระทรวงยุติธรรม อธิบดี และ

หัวหน้าส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรมในกระทรวงยุติธรรม ผู้แทนศาลฎีกา

ผู้แทนศาลอุทธรณ์ และผู้แทนศาลชั้นต้นในกรุงเทพมหานครทุกศาล นอกจาก

ศาลจังหวัดและศาลแขวง เป็นอนุกรรมการ

ให้ อ.ก.พ. กระทรวงตั้งข้าราชการธุรการคนหนึ่งเป็นเลขานุการ

ให้ อ.ก.พ. กระทรวงทำหน้าที่ อ.ก.พ. กรมสำหรับสำนักงาน

ปลัดกระทรวงด้วย

วินัย การรักษาวินัย และการลงโทษ

มาตรา 49

มาตรา 49 ข้าราชการตุลาการต้องรักษาวินัยตามที่บัญญัติไว้

ในหมวดนี้โดยเคร่งครัด และในเวลาพิจารณาพิพากษาคดีต้องอยู่ใน

มารยาทอันดีงาน ผู้ใดฝ่าฝืนจัดต้องได้รับโทษตามที่บัญญัติไว้ในหมวด 3

แห่งลักษณะนี้

มาตรา 50

มาตรา 50 ข้าราชการตุลาการต้องสนับสนุนการปกครองระบอบ

ประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญด้วยความบริสุทธิ์ใจ

มาตรา 51

มาตรา 51 ข้าราชการตุลาการจะเป็นกรรมการพรรคการเมือง

สมาชิกพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมืองไม่ได้

ในการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาหรือผู้แทนทางการเมืองอื่นใด

ข้าราชการตุลาการจะเข้าเป็นตัวกระทำการ ร่วมกระทำการ หรือสนับสนุนในการโฆษณา

หรือชักชวนใด ๆ ไม่ได้

มาตรา 52

มาตรา 52 ข้าราชการตุลาการต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา

ซึ่งสั่งในหน้าที่ราชการโดยชอบด้วยกฎหมาย ห้ามมิให้ขัดขืนหลีกเลี่ยง ถ้า

ไม่เห็นพ้องด้วยคำสั่งนั้นจะเสนอความเห็นทัดทานเป็นหนังสือก็ได้ แต่ต้อง

เสนอโดยด่วน และเมื่อได้ทัดทานดังกล่าวแล้วผู้บังคับบัญชามิได้สั่งถอนหรือ

แก้คำสั่งที่สั่งไป ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาต้องปฏิบัติตาม แต่ให้ผู้บังคับบัญชามี

รายงานขึ้นไปยังปลัดกระทรวงยุติธรรมตามลำดับ

ในการปฏิบัติราชการ ห้ามมิให้กระทำการข้ามผู้บังคับบัญชาเหนือตน

เว้นแต่จะได้รับอนุญาต

มาตรา 53

มาตรา 53 ข้าราชการตุลาการต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความ

ระมัดระวังมิให้เสียหายแก่ราชการ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และเที่ยงธรรม

ข้าราชการตุลาการต้องไม่รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา การ

รายงานโดยปกปิดข้อความที่ควรต้องบอก ถือว่าเป็นรายงานเท็จด้วย

มาตรา 54

มาตรา 54 ข้าราชการตุลาการต้องอุทิศเวลาของตนให้แก่ราชการ

จะละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการมิได้

ข้าราชการตุลาการต้องไม่ประกอบอาชีพ หรือวิชาชีพ หรือกระทำ

กิจการใดอันเป็นการกระทบกระเทือนถึงการปฏิบัติหน้าที่ หรือเสื่อมเสีย

ถึงเกียรติศักดิ์แห่งตำแหน่งหน้าที่ราชการ

ข้าราชการตุลาการต้องไม่เป็นกรรมการ ผู้จัดการ หรือที่ปรึกษา

กฎหมาย หรือดำรงตำแหน่งอื่นใดที่มีลักษณะงานคล้ายคลึงกันนั้นในห้างหุ้นส่วน

บริษัท

ข้าราชการตุลาการต้องไม่เป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจ หรือ

กิจการอื่นของรัฐในทำนองเดียวกัน เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจาก ก.ต.

มาตรา 55

มาตรา 55 ข้าราชการตุลาการต้องรักษาชื่อเสียงมิให้ขึ้นชื่อว่า

เป็นผู้ประพฤติชั่ว

ห้ามมิให้ประพฤติตนเป็นคนเสเพล มีหนี้สินรุงรัง เสพของมึนเมา

จนไม่สามารถครองสติได้ เล่นการพนันเป็นอาจิณ กระทำความผิดอาญา

หรือกระทำการอื่นใดซึ่งความประพฤติ หรือกระทำการดังกล่าวแล้วอาจ

ทำให้เสียเกียรติศักดิ์แห่งตำแหน่งหน้าที่ราชการ

มาตรา 56

มาตรา 56 ข้าราชการตุลาการต้องสุภาพเรียบร้อยและช่วยเหลือ

ซึ่งกันและกันในหน้าที่ราชการ

ห้ามมิให้ดูหมิ่นเหยียดหยามบุคคลใด ๆ

37 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ พ.ศ. 2521 (Update ณ วันที่ 11/09/2535) (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_6d4698ff68888c62

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com