มาตรา 62 เมื่อข้าราชการตุลาการผู้ใดถูกกล่าวหาหรือมีกรณี
เป็นที่สงสัยว่ากระทำผิดวินัย ผู้บังคับบัญชาต้องดำเนินการสอบสวนชั้นต้น
โดยมิชักช้า
วิธีสอบสวนชั้นต้นจะทำโดยให้ผู้ที่กรณีเกี่ยวข้องชี้แจงเรื่องราว
เป็นหนังสือ หรือโดยบันทึกเรื่องราวและความเห็นก็ได้
เมื่อผู้บังคับบัญชาได้สอบสวนชั้นต้นแล้ว ให้รายงานความเห็นไปยัง
ผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปตามลำดับ เพื่อดำเนินการตามควรแก่กรณี
มาตรา 63 ข้าราชการตุลาการผู้ใดถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย
อย่างร้ายแรงที่มีโทษถึงไล่ออก ปลดออก หรือให้ออก ให้รัฐมนตรีแต่งตั้ง
คณะกรรมการขึ้นอย่างน้อยสามคนเพื่อทำการสอบสวน
กรรมการตามวรรคหนึ่งต้องเป็นข้าราชการตุลาการ
ในกรณีข้าราชการตุลาการถูกฟ้องคดีอาญา จะใช้คำพิพากษา
ถึงที่สุดของศาลประกอบการพิจารณาตามมาตรา 64 วรรคสาม โดย
ไม่ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนก็ได้
มาตรา 64 ในการสอบสวนนั้นคณะกรรมการสอบสวนต้องแจ้ง
ข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาว่า
กระทำผิดวินัยทราบ โดยจะระบุหรือไม่ระบุชื่อพยานก็ได้ และต้องให้
โอกาสผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงและนำพยานหลักฐานเข้าสืบแก้ข้อกล่าวหาได้ด้วย
ให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการสอบสวนให้เสร็จโดยเร็ว
กำหนดอย่างช้าไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันได้รับแต่งตั้ง ถ้ามีความจำเป็น
ที่จะสอบสวนไม่ทันภายในกำหนดนั้น ก็ให้ขยายเวลาออกไปได้อีกไม่เกิน
สองครั้ง แต่ละครั้งเป็นเวลาไม่เกินสิบห้าวัน และต้องแสดงเหตุที่ต้อง
ขยายเวลาไว้ด้วยทุกครั้ง แต่ถ้าขยายเวลาแล้วยังสอบสวนไม่เสร็จ
จะขยายเวลาต่อไปอีกได้ต่อเมื่อได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรี
เมื่อคณะกรรมการสอบสวนได้ทำการสอบสวนเสร็จแล้ว ให้รายงาน
เสนอความเห็นต่อรัฐมนตรี โดยให้ผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหาตามลำดับ
และปลัดกระทรวงยุติธรรมได้แสดงความเห็นเสียก่อน ถ้าคณะกรรมการ
ผู้บังคับบัญชา ปลัดกระทรวงยุติธรรม หรือรัฐมนตรี เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหา
กระทำผิดวินัย ก็ให้ปลัดกระทรวงยุติธรรมรายงานไปยัง ก.ต. เมื่อ ก.ต.
ได้พิจารณาเห็นสมควรไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ จึงให้
รัฐมนตรีหรือผู้บังคับบัญชาที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีสั่งไล่ออก ปลดออก
หรือให้ออกจากราชการต่อไป
มาตรา 65 ให้กรรมการสอบสวนเป็นเจ้าพนักงานตามประมวล
กฎหมายอาญา และให้มีอำนาจเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวนตามประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเพียงเท่าที่เกี่ยวกับอำนาจและหน้าที่ของ
กรรมการสอบสวน และโดยเฉพาะให้มีอำนาจดังต่อไปนี้ด้วย คือ
(1) เรียกให้กระทรวงทบวงกรม หน่วยราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ
ชี้แจงข้อเท็จจริง ส่งเอกสารและหลักฐาน ส่งผู้แทนหรือบุคคลในสังกัดมา
ชี้แจงหรือให้ถ้อยคำเกี่ยวกับเรื่องที่สอบสวน
(2) เรียกผู้ถูกกล่าวหาหรือบุคคลใด ๆ มาให้ถ้อยคำ หรือให้ส่ง
เอกสารและหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องที่สอบสวน
มาตรา 66 ข้าราชการตุลาการผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง
และเป็นกรณีความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง ดังระบุไว้ในหลักเกณฑ์และวิธีการ
ที่ ก.ต. กำหนด หรือได้ให้ถ้อยคำรับสารภาพเป็นหนังสือต่อผู้บังคับบัญชา
หรือต่อคณะกรรมการสอบสวน รัฐมนตรีหรือผู้บังคับบัญชาที่ได้รับมอบหมาย
จากรัฐมนตรีจะพิจารณาสั่งลงโทษโดยไม่ต้องสอบสวนก็ได้ ทั้งนี้ต้องได้รับ
ความเห็นชอบของ ก.ต. ก่อน
มาตรา 67 เมื่อข้าราชการตุลาการผู้ใดถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด
วินัยอย่างร้ายแรงจนถูกตั้งกรรมการสอบสวน หรือถูกฟ้องคดีอาญา เว้นแต่
เป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ถ้าปลัดกระทรวง
ยุติธรรมเห็นว่าจะให้อยู่ในหน้าที่ราชการระหว่างสอบสวนหรือพิจารณา
จะเป็นการเสียหายแก่ราชการ รัฐมนตรีจะสั่งให้พักราชการก็ได้
การให้พักราชการนั้น ให้พักตลอดเวลาที่สอบสวนพิจารณา หรือ
ตลอดเวลาที่คดียังไม่ถึงที่สุด เมื่อสอบสวนพิจารณาเสร็จแล้วหรือคดีถึง
ที่สุดแล้ว ถ้าปรากฏว่าผู้ถูกสั่งให้พักมิได้กระทำความผิดและไม่มีมลทิน
หรือมัวหมอง ก็ให้ผู้นั้นคงอยู่ในราชการตามเดิม
เงินเดือนของผู้ที่ถูกสั่งให้พักราชการดังกล่าว ให้เป็นไปตาม
กฎหมายว่าด้วยการนั้น
มาตรา 68 ข้าราชการตุลาการผู้ใดถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย
อย่างร้ายแรง หรือต้องหาว่ากระทำความผิดอาญา หรือถูกฟ้องคดีอาญา
เว้นแต่เป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ แม้
ภายหลังผู้นั้นจะพ้นจากตำแหน่งข้าราชการตุลาการไปแล้ว ก็อาจมีการ
สอบสวนหรือพิจารณาเพื่อลงโทษหรือเปลี่ยนแปลงคำสั่งให้เป็นไปตาม
ลักษณะนี้ได้ เว้นแต่ข้าราชการตุลาการผู้นั้นจะพ้นตำแหน่งเพราะตาย
การลงโทษ
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).