กฎกระทรวง
ว่าด้วยการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาททางแพ่ง
พ.ศ. ๒๕๕๓
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๖๑/๒ วรรคหก แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๕๐ นายกรัฐมนตรีออกกฎกระทรวงไว้ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ กฎกระทรวงนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกําหนดหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่ วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่ข้อ ๒๘ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศใน ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ ๒ ในกฎกระทรวงนี้
“ข้อพิพาท” หมายความว่า ข้อพิพาททางแพ่งเกี่ยวกับที่ดิน มรดก และ ข้อพิพาททางแพ่งอื่นที่มีทุนทรัพย์ไม่เกินสองแสนบาทหรือมากกว่านั้น ตามที่กําหนดใน พระราชกฤษฎีกา
“อําเภอ” หมายความรวมถึง กิ่งอําเภอ
“นายอําเภอ” หมายความรวมถึง ปลัดอําเภอผู้เป็นหัวหน้าประจํากิ่งอําเภอ
“พนักงานอัยการประจําจังหวัด” หมายความว่า ข้าราชการอัยการซึ่งดํารงตําแหน่งตั้งแต่อัยการผู้ช่วยขึ้นไปที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในจังหวัด
“บัญชีรายชื่อ” หมายความว่า บัญชีรายชื่อบุคคลที่จะทําหน้าที่เป็น ผู้ไกล่เกลี่ย
“ผู้ไกล่เกลี่ย” หมายความว่า บุคคลที่ทําหน้าที่ไกล่เกลี่ยและประนอม ข้อพิพาท
“ประธานคณะผู้ไกล่เกลี่ย” หมายความว่า นายอําเภอ พนักงานอัยการประจําจังหวัดหรือปลัดอําเภอที่ได้รับมอบหมาย ที่เป็นประธานคณะบุคคลผู้ทําหน้าที่ ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท
ข้อ ๓ ในอําเภอหนึ่งให้มีบัญชีรายชื่อ โดยจํานวนบุคคลในบัญชีรายชื่อให้เป็นไปตามที่นายอําเภอเห็นสมควร แต่ต้องไม่น้อยกว่ายี่สิบคน
ให้นายอําเภอประกาศระยะเวลาในการรับสมัครเป็นผู้ไกล่เกลี่ยไว้ ณ ที่ว่าการอําเภอ ที่ทําการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ทําการผู้ใหญ่บ้าน และสถานที่ที่ เป็นชุมชนตามที่เห็นสมควร
ในกรณีมีเหตุอันสมควร นายอําเภอจะขยายระยะเวลาตามวรรคสองออกไปอีกก็ได้
ข้อ ๔ ผู้สมัครเป็นผู้ไกล่เกลี่ยต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
ก. คุณสมบัติ
(๑) มีอายุไม่ต่ํากว่าสามสิบห้าปีบริบูรณ์ในวันสมัคร
(๒) มีภูมิลําเนาตามหลักฐานทะเบียนราษฎรในเขตอําเภอที่สมัคร
(๓) เป็นบุคคลที่มีความรู้หรือมีประสบการณ์เหมาะสมกับการทําหน้าที่ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท
ข. ลักษณะต้องห้าม
(๑) เป็นข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ
(๒) เป็นบุคคลล้มละลาย คนเสมือนไร้ความสามารถ หรือคนวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
(๓) เป็นผู้เคยได้รับโทษจําคุกโดยคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุก เว้นแต่ เป็นโทษสําหรับความผิดที่ได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
(๔) เป็นผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง กรรมการหรือผู้ดํารงตําแหน่งอื่นซึ่งรับผิดชอบการบริหารพรรคการเมือง ที่ปรึกษาพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ใน พรรคการเมือง
(๕) เป็นผู้เคยถูกถอดถอนให้พ้นจากบัญชีรายชื่อ
ข้อ ๕ เมื่อพ้นวันรับสมัครแล้ว ให้นายอําเภอรวบรวมรายชื่อผู้สมัครซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามข้อ ๔ พร้อมทั้งประวัติย่อของแต่ละบุคคลเสนอ คณะกรมการจังหวัดพิจารณาให้ความเห็นชอบ
ให้คณะกรมการจังหวัดพิจารณาให้ความเห็นชอบบัญชีรายชื่อให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับบัญชีรายชื่อจากนายอําเภอ
ให้นายอําเภอปิดประกาศบัญชีรายชื่อที่ได้รับความเห็นชอบไว้ ณ สถานที่ตามข้อ ๓ วรรคสอง
ข้อ ๖ ให้ผู้ไกล่เกลี่ยพ้นจากบัญชีรายชื่อเมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก โดยยื่นเป็นหนังสือต่อนายอําเภอ
(๓) นายอําเภอโดยความเห็นชอบของคณะกรมการจังหวัดสั่งให้พ้นจากบัญชีรายชื่อเพราะขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามข้อ ๔
(๔) ไม่เข้าร่วมการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทตามกําหนดนัดหมายติดต่อกันเกินสองครั้งโดยไม่แจ้งเหตุผลความจําเป็นต่อประธานคณะผู้ไกล่เกลี่ย
(๕) ถูกถอดถอนให้พ้นจากบัญชีรายชื่อตามข้อ ๙
ข้อ ๗ ในกรณีที่บัญชีรายชื่อมีจํานวนรายชื่อน้อยกว่ายี่สิบคน หรือน้อยกว่าจํานวนที่นายอําเภอเห็นสมควร ให้นายอําเภอดําเนินการรับสมัครและจัดทํารายชื่อเพิ่มเติม ทั้งนี้ ให้นําความในข้อ ๓ ข้อ ๔ และข้อ ๕ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ข้อ ๘ ผู้ไกล่เกลี่ยต้องถือปฏิบัติตามจรรยาบรรณ ดังต่อไปนี้
(๑) ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง อิสระ ยุติธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ
(๒) เข้าร่วมการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาททุกครั้ง เว้นแต่แจ้งเหตุผลความจําเป็นล่วงหน้าให้ประธานคณะผู้ไกล่เกลี่ยทราบ
(๓) ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรวดเร็ว ไม่ทําให้การไกล่เกลี่ยและประนอม ข้อพิพาทล่าช้าเกินสมควร
(๔) ซื่อสัตย์สุจริต ไม่เรียกหรือรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากคู่พิพาทหรือบุคคลอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อพิพาท
(๕) ใช้วาจาสุภาพในขณะปฏิบัติหน้าที่ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท
(๖) รักษาความลับที่เกี่ยวข้องกับการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท
(๗) ไม่ชี้ขาดข้อพิพาทหรือบีบบังคับให้คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้ง สองฝ่ายลงลายมือชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความ
ข้อ ๙ เมื่อคู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งร้องเรียนว่าผู้ไกล่เกลี่ยผู้ใดประพฤติ ผิดจรรยาบรรณตามข้อ ๘ ให้นายอําเภอดําเนินการสอบสวนข้อเท็จจริง เมื่อผลการสอบสวนปรากฏว่ามีมูลและเป็นกรณีประพฤติผิดจรรยาบรรณตามข้อ ๘ (๑) (๔) (๖) หรือ (๗) ให้ดําเนินการถอดถอนผู้นั้นพ้นจากบัญชีรายชื่อโดยความเห็นชอบของคณะกรมการจังหวัด ถ้าเป็นกรณีอื่นให้ดําเนินการว่ากล่าวตักเตือนสั่งให้พ้นจากการทําหน้าที่ผู้ไกล่เกลี่ยใน ข้อพิพาทนั้น หรือถอดถอนให้พ้นจากบัญชีรายชื่อโดยความเห็นชอบของคณะกรมการจังหวัด ตามที่เห็นสมควร
ถ้าการร้องเรียนตามวรรคหนึ่ง เป็นการร้องเรียนเมื่อเริ่มต้นกระบวนการ ไกล่เกลี่ยไปแล้ว ให้นายอําเภอสั่งระงับการไกล่เกลี่ยไว้ก่อนจนกว่าจะทราบผลการสอบสวน และเมื่อทราบผลการสอบสวนแล้ว ถ้าเป็นกรณีที่นายอําเภอสั่งให้ผู้ไกล่เกลี่ยนั้นพ้นจากการทําหน้าที่ผู้ไกล่เกลี่ย หรือจะดําเนินการถอดถอนให้พ้นจากบัญชีรายชื่อ ให้นายอําเภอสั่งให้คู่พิพาทเลือกผู้ไกล่เกลี่ยอื่นทําหน้าที่แทนผู้ไกล่เกลี่ยที่ถูกร้องเรียน และให้เป็นดุลพินิจของประธานคณะผู้ไกล่เกลี่ยพิจารณาว่าจะดําเนินกระบวนการไกล่เกลี่ยต่อไปหรือเริ่มต้นกระบวนการไกล่เกลี่ยใหม่
ในกรณีที่คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเห็นว่าประธานคณะผู้ไกล่เกลี่ยประพฤติผิดจรรยาบรรณตามข้อ ๘ ให้ร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาของผู้ทําหน้าที่ประธานคณะผู้ไกล่เกลี่ยนั้น ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาดังกล่าวเห็นสมควรเปลี่ยนผู้ทําหน้าที่ประธานคณะผู้ไกล่เกลี่ย ให้ดําเนินการโดยเร็ว เว้นแต่นายอําเภอเป็นประธานคณะผู้ไกล่เกลี่ย ให้พนักงานอัยการประจําจังหวัดทําหน้าที่ประธานคณะผู้ไกล่เกลี่ยแทน
ข้อ ๑๐ ให้นายอําเภอตรวจสอบบัญชีรายชื่อเป็นประจําทุกปีปฏิทิน ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงรายชื่อบุคคลในบัญชีรายชื่อ ให้นายอําเภอจัดทําบัญชีรายชื่อใหม่ และปิดประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน ณ สถานที่ตามข้อ ๓ วรรคสอง
หมวด ๒ การดําเนินการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท
ข้อ ๑๑ ในกรณีที่คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งประสงค์จะให้มีการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท ให้แจ้งความประสงค์เป็นคําร้องขอต่อนายอําเภอ โดยจะทําเป็นหนังสือส่งด้วยตนเองหรือส่งทางไปรษณีย์ หรือแจ้งด้วยวาจา ณ ที่ว่าการอําเภอที่ตนมีภูมิลําเนาก็ได้ ในกรณีแจ้งด้วยวาจา ให้นายอําเภอจดแจ้งรายละเอียดและให้ผู้ร้องลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน
เมื่อนายอําเภอได้รับคําร้องขอตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้แจ้งให้คู่พิพาท อีกฝ่ายหนึ่งทราบ และสอบถามว่าประสงค์จะเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยและประนอม ข้อพิพาทหรือไม่ หากเป็นกรณีที่มีคู่พิพาทหลายฝ่าย ให้แจ้งและสอบถามคู่พิพาททุกฝ่าย
ในกรณีที่คู่พิพาททุกฝ่ายตกลงยินยอมที่จะเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท ให้นายอําเภอแจ้งเป็นหนังสือให้คู่พิพาททุกฝ่ายทราบพร้อมทั้งกําหนดวัน เวลา และสถานที่ให้คู่พิพาททุกฝ่ายมาพร้อมกันเพื่อเลือกผู้ไกล่เกลี่ยและประธาน คณะผู้ไกล่เกลี่ย
เมื่อคู่พิพาททุกฝ่ายมาพร้อมกันแล้ว ให้นายอําเภอดําเนินการให้คู่พิพาทเลือกผู้ไกล่เกลี่ยของตนและร่วมกันเลือกว่าจะให้นายอําเภอ พนักงานอัยการประจําจังหวัด หรือปลัดอําเภอเป็นประธานคณะผู้ไกล่เกลี่ย และจัดให้มีการบันทึกความตกลงยินยอมไว้ในสารบบการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท พร้อมทั้งให้คู่พิพาททุกฝ่ายลงลายมือชื่อในสารบบนั้น
ในกรณีที่คู่พิพาทไม่อาจร่วมกันเลือกประธานคณะผู้ไกล่เกลี่ยได้ ให้นายอําเภอเป็นผู้กําหนดประธานคณะผู้ไกล่เกลี่ย
ในกรณีที่คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ยินยอมเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท ให้นายอําเภอจําหน่ายคําร้องขอไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทนั้นและแจ้งให้ผู้ร้องขอทราบ
ข้อ ๑๒ เมื่อมีการเลือกหรือกําหนดผู้ไกล่เกลี่ยและประธานคณะผู้ไกล่เกลี่ยแล้ว ให้ประธานคณะผู้ไกล่เกลี่ยนัดประชุมคณะผู้ไกล่เกลี่ยภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่มี คณะผู้ไกล่เกลี่ยครบถ้วน เพื่อพิจารณาคําร้องขอไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท ในกรณีที่เห็นว่าผู้ร้องขอใช้สิทธิโดยไม่สุจริต หรือการดําเนินการต่อไปจะเป็นผลให้เกิดการได้เปรียบหรือเสียเปรียบแก่คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในการดําเนินคดีทางศาล ให้คณะผู้ไกล่เกลี่ยมี มติไม่รับคําร้องขอนั้นไว้พิจารณา และให้ยุติเรื่องในกรณีอื่นให้รับคําร้องขอนั้นไว้เพื่อดําเนินการต่อไป แต่การรับดังกล่าวให้อยู่ภายใต้บังคับข้อ ๑๔ ข้อ ๑๙ และข้อ ๒๐
ข้อ ๑๓ การดําเนินการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท โดยปกติให้กระทํา ณ ที่ว่าการอําเภอ แต่ในกรณีจําเป็นประธานคณะผู้ไกล่เกลี่ยจะกําหนดให้ดําเนินการ ณ สถานที่ราชการอื่นก็ได้ แต่ต้องแจ้งให้คู่พิพาททราบล่วงหน้าตามสมควร
ให้อําเภอส่งหนังสือนัดหมายการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทแจ้งวัน เวลา และสถานที่ไปยังคณะผู้ไกล่เกลี่ยและคู่พิพาททุกฝ่ายภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ คณะผู้ไกล่เกลี่ยรับคําร้องขอไว้พิจารณาตามข้อ ๑๒ สําหรับการนัดครั้งต่อ ๆ ไป ให้ประธานคณะผู้ไกล่เกลี่ยเป็นผู้กําหนดและแจ้งให้คู่พิพาททุกฝ่ายทราบ และบันทึกการนัดหมายไว้ในสารบบการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท
การส่งหนังสือนัดหมายตามวรรคสอง ให้นายอําเภอหรือประธานคณะผู้ไกล่เกลี่ย แล้วแต่กรณี ดําเนินการส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้แก่คู่พิพาทและบุคคล ที่เกี่ยวข้อง เว้นแต่ผู้นั้นอยู่ ณ สถานที่ไกล่เกลี่ยในเวลาที่ได้มีการนัดหมายและได้ลงลายมือชื่อรับรู้ไว้ ให้ถือว่าได้ส่งโดยชอบแล้ว
ข้อ ๑๔ ถ้าคู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทุกฝ่ายไม่มาตามกําหนดที่ประธานคณะผู้ไกล่เกลี่ยนัดหมายโดยไม่แจ้งเหตุผล หรือไม่ขอเลื่อนวันนัดหมาย หากเป็นกรณี ที่คู่พิพาทที่ยื่นคําร้องขอไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท หรือคู่กรณีทุกฝ่ายไม่มาตามกําหนดนัด ให้คณะผู้ไกล่เกลี่ยสั่งจําหน่ายคําร้องขอไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทและ สั่งยุติเรื่อง และให้ถือว่าคณะผู้ไกล่เกลี่ยไม่เคยรับคําร้องขอไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทนั้นมาแต่ต้น ในกรณีอื่นให้คณะผู้ไกล่เกลี่ยดําเนินการตามที่เห็นสมควรต่อไป
ข้อ ๑๕ ก่อนเริ่มต้นกระบวนการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท ให้ประธานคณะผู้ไกล่เกลี่ยชี้แจงวิธีการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทให้คู่พิพาททุกฝ่ายทราบ
ข้อ ๑๖ การไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาททุกครั้ง คณะผู้ไกล่เกลี่ยจะต้องมาปฏิบัติหน้าที่ครบทุกคน
ในการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท ให้คณะผู้ไกล่เกลี่ยดําเนินการ ให้คู่พิพาทตกลงยินยอมผ่อนผันให้แก่กันโดยเปิดโอกาสให้คู่พิพาทเสนอข้อผ่อนผันให้แก่กัน หรือคณะผู้ไกล่เกลี่ยอาจเสนอทางเลือกในการผ่อนผันให้แก่คู่พิพาทพิจารณาตกลงยินยอมยุติข้อพิพาทนั้น ทั้งนี้ ห้ามมิให้คณะผู้ไกล่เกลี่ยชี้ขาดข้อพิพาท
ให้คณะผู้ไกล่เกลี่ยรับฟังข้อเท็จจริงเบื้องต้นเกี่ยวกับข้อพิพาทจากคู่พิพาท ทุกฝ่าย โดยให้รับฟังข้อเท็จจริงต่อหน้าคู่พิพาทพร้อมกัน ทั้งนี้ ในการไกล่เกลี่ยนั้นจะ ไกล่เกลี่ยพร้อมกันหรือแยกกันก็ได้ แต่ในการตกลงกันนั้นให้กระทําต่อหน้าคู่พิพาททุกฝ่าย
ในกรณีที่คณะผู้ไกล่เกลี่ยสงสัยโดยมีเหตุอันควรว่าข้อพิพาทนั้นไม่อาจบังคับกันได้ตามกฎหมายที่มิใช่เหตุอายุความ ให้คณะผู้ไกล่เกลี่ยยุติการไกล่เกลี่ยและจําหน่าย ข้อพิพาทออกจากสารบบการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท
ข้อ ๑๗ ในกรณีที่คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งร้องขอหรือคณะผู้ไกล่เกลี่ยเห็นสมควร คณะผู้ไกล่เกลี่ยอาจให้นําพยานบุคคลเข้าชี้แจงหรือให้ข้อมูลก็ได้ แต่ทั้งนี้ คณะผู้ไกล่เกลี่ยต้องคํานึงถึงหลักการที่จะให้การไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทเสร็จสิ้นไปโดยเร็ว
ข้อ ๑๘ เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาการสะดุดหยุดลงของอายุความในการฟ้องร้องคดี ให้ถือว่าวันที่คู่พิพาทแจ้งความประสงค์ตามข้อ ๑๑ วรรคหนึ่ง เป็นวันยื่น ข้อพิพาท กรณีที่แจ้งความประสงค์โดยวิธีส่งทางไปรษณีย์ ให้ถือวันที่อําเภอได้รับหนังสือแจ้ง
ข้อ ๑๙ ในระหว่างการดําเนินการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท หากคู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่สมัครใจที่จะให้ดําเนินการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทต่อไป คู่พิพาทฝ่ายนั้นมีสิทธิบอกเลิกการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทต่อประธาน คณะผู้ไกล่เกลี่ย โดยทําเป็นหนังสือหรือด้วยวาจาก็ได้ และให้คณะผู้ไกล่เกลี่ยสั่งจําหน่าย คําร้องขอไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทและสั่งยุติเรื่อง และให้ถือว่าคณะผู้ไกล่เกลี่ย ไม่เคยรับคําร้องขอไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทนั้นมาแต่ต้น
ข้อ ๒๐ ในระหว่างการดําเนินการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท ถ้า ผู้ไกล่เกลี่ยที่คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เลือกไว้ต้องพ้นจากบัญชีรายชื่อ หรือไม่อาจดําเนินการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทต่อไปได้ด้วยเหตุอื่น หรือคู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีความประสงค์ขอเปลี่ยนตัวผู้ไกล่เกลี่ย ให้คู่พิพาทฝ่ายนั้นเลือกผู้ไกล่เกลี่ยใหม่หรือ ขอเปลี่ยนตัวผู้ไกล่เกลี่ย แล้วแต่กรณี จากบัญชีรายชื่อ เว้นแต่คู่พิพาทนั้นไม่เลือกผู้ไกล่เกลี่ยและประสงค์บอกเลิกการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท ให้คณะผู้ไกล่เกลี่ยดําเนินการตามข้อ ๑๙
การเลือกหรือเปลี่ยนตัวผู้ไกล่เกลี่ยใหม่ตามวรรคหนึ่ง ไม่กระทบถึงกระบวนการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทที่ได้ดําเนินการไปแล้ว
ข้อ ๒๑ การดําเนินการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทต้องให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาสามเดือนนับแต่วันที่นายอําเภอได้ลงเรื่องในสารบบการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท เว้นแต่มีความจําเป็นและคู่พิพาทยินยอม ให้ขยายระยะเวลาได้อีกครั้งละไม่เกินสามเดือน แต่รวมระยะเวลาทั้งหมดแล้วต้องไม่เกินหนึ่งปี
เมื่อพ้นระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง หากการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท ยังไม่ได้ข้อยุติให้คณะผู้ไกล่เกลี่ยสั่งจําหน่ายข้อพิพาทนั้น
ข้อ ๒๒ ในกรณีที่คู่พิพาทไม่อาจตกลงกันได้ ให้คณะผู้ไกล่เกลี่ยสั่งจําหน่ายข้อพิพาทนั้น
ข้อ ๒๓ ๒๓ ในกรณีที่คู่พิพาทตกลงกันได้ ให้คณะผู้ไกล่เกลี่ยจัดให้มีการทําสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างคู่พิพาท และให้ถือเอาข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความมีผลผูกพันคู่พิพาท
การจัดทําสัญญาประนีประนอมยอมความตามวรรคหนึ่ง ต้องไม่ขัดต่อ ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน และให้คู่พิพาททุกฝ่ายและ คณะผู้ไกล่เกลี่ยลงลายมือชื่อ
ข้อ ๒๔ ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความตามข้อ ๒๓ วรรคหนึ่ง ย่อมทําให้ข้อเรียกร้องเดิมของคู่พิพาทได้ระงับสิ้นไป และทําให้คู่พิพาทได้สิทธิตามที่แสดงไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ
ข้อ ๒๕ ในกรณีที่คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ให้คู่พิพาทอีกฝ่ายหนึ่งยื่นคําร้องต่อพนักงานอัยการที่มีเขตอํานาจรับผิดชอบในท้องที่อําเภอที่ดําเนินการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทนั้น และให้พนักงานอัยการดําเนินการยื่นคําร้องต่อศาลที่มีเขตอํานาจเพื่อให้ออกคําบังคับให้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว โดยให้นํากฎหมายว่าด้วยอนุญาโตตุลาการมาใช้บังคับโดยอนุโลม
การยื่นคําร้องต่อศาลของพนักงานอัยการตามวรรคหนึ่ง ให้กระทําภายในกําหนดเวลาสามปีนับแต่วันที่อาจบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้
ข้อ ๒๖ ให้ประธานคณะผู้ไกล่เกลี่ยจัดให้มีการบันทึกสรุปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อพิพาท ผลของการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท และข้อตกลงยินยอมร่วมกันระหว่างคู่พิพาท เพื่อเก็บรวมไว้ในสารบบการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทของอําเภอ
ข้อ ๒๗ คณะผู้ไกล่เกลี่ยมีสิทธิได้รับค่าตอบแทน และค่าใช้จ่ายในการเดินทางเฉพาะกรณีที่ทําหน้าที่ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท
อัตราค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายในการเดินทางตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามอัตราที่กําหนดท้ายกฎกระทรวงนี้
บทเฉพาะกาล - -------------------------------
ข้อ ๒๘ ในวาระเริ่มแรก ให้นายอําเภอดําเนินการจัดให้มีบัญชีรายชื่อตาม ข้อ ๓ ให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่กฎกระทรวงนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ผู้มีอํานาจลงนาม - ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๓
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นายกรัฐมนตรี
อื่นๆ - อัตราค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายในการเดินทางของ
คณะผู้ไกล่เกลี่ยกรณีทําหน้าที่ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท
๑. ประธานคณะผู้ไกล่เกลี่ยได้รับค่าตอบแทนครั้งละ ๑,๒๕๐ บาท แต่รวมกันแล้วไม่เกิน ๖,๒๕๐ บาท ต่อหนึ่งข้อพิพาท
๒. ผู้ไกล่เกลี่ยได้รับค่าตอบแทนครั้งละ ๑,๐๐๐ บาท แต่รวมกันแล้วไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท ต่อหนึ่งข้อพิพาท
๓. ผู้ไกล่เกลี่ยมีสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาทํา หน้าที่ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท ครั้งละ ๒๐๐ บาท หรือตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินครั้งละ ๕๐๐ บาท
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).