มาตรา ๓๐
ในการปฏิบัติหน้าที่ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจ ดังต่อไปนี้
(๑)
เข้าไปในสถานที่ผลิตยุทธภัณฑ์ระหว่างเวลาทำการ เข้าไปในสถานที่เก็บยุทธภัณฑ์ในเวลาระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก
หรือเข้าไปในยานพาหนะที่บรรทุกยุทธภัณฑ์
ทั้งนี้ เพื่อตรวจสอบสถานที่ ยุทธภัณฑ์ ภาชนะบรรจุ สมุดบัญชี เอกสาร
หรือสิ่งอื่นใดที่เกี่ยวกับยุทธภัณฑ์นั้น
(๒)
นำยุทธภัณฑ์หรือสิ่งอื่นที่ผลิตจากยุทธภัณฑ์ในปริมาณเท่าที่จำเป็นไปเป็นตัวอย่างเพื่อตรวจสอบในกรณีที่มีเหตุสงสัย
(๓)
ตรวจค้น กัก ยึด หรืออายัดยุทธภัณฑ์ ภาชนะบรรจุ สมุดบัญชี เอกสาร
หรือสิ่งอื่นใดที่เกี่ยวกับยุทธภัณฑ์นั้น
ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้
(๔)
สั่งเป็นหนังสือเรียกบุคคลใดมาให้ถ้อยคำ หรือให้ส่งเอกสาร หรือวัตถุใด ๆ
มาเพื่อประกอบการพิจารณาได้
ในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ให้บุคคลซึ่งเกี่ยวข้องอำนวยความสะดวกตามสมควร
มาตรา ๓๑ ในการปฏิบัติหน้าที่ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่แสดงบัตรประจำตัวต่อบุคคลซึ่งเกี่ยวข้อง
บัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามแบบที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา ๓๒ ยุทธภัณฑ์ ภาชนะบรรจุ สมุดบัญชี เอกสาร
และสิ่งอื่นใดที่ยึดหรืออายัดไว้ตามมาตรา ๓๐ (๓)
ถ้าปลัดกระทรวงกลาโหมพิจารณาแล้วเห็นว่ามิใช่เป็นสิ่งที่ต้องริบตามมาตรา ๓๔
หรือพนักงานอัยการหรืออัยการทหารสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่คืนสิ่งที่ยึดไว้นั้นให้แก่ผู้ควรได้รับคืนหรือถอนการอายัดโดยมิชักช้า
ถ้าสิ่งที่ยึดไว้นั้นเป็นของเสียง่าย
หรือเป็นของที่ใกล้จะหมดอายุการใช้งานตามที่กำหนดไว้
หรือถ้าการเก็บไว้นั้นจะเป็นการเสี่ยงต่อความเสียหายหรือค่าใช้จ่ายจะเกินส่วนกับค่าแห่งของนั้น
ปลัดกระทรวงกลาโหมมีอำนาจจัดการขายทอดตลาดหรือขายโดยวิธีอื่นได้ตามที่เห็นสมควร
เงินที่ขายได้นั้นเมื่อได้หักค่าใช้จ่ายทั้งปวงออกแล้ว ให้ถือไว้แทนสิ่งที่ยึดไว้
ในการคืนสิ่งที่ยึดไว้ให้แก่ผู้ควรได้รับคืนตามวรรคหนึ่ง
หรือเงินที่ถือไว้แทนสิ่งที่ยึดไว้ตามวรรคสอง
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งเป็นหนังสือไปยังผู้ควรได้รับคืนให้มารับสิ่งที่ยึดไว้หรือเงินที่ถือไว้แทนสิ่งที่ยึดคืนไปโดยเร็ว
ในกรณีที่ไม่สามารถแจ้งได้ให้พนักงานเจ้าหน้าที่โฆษณาทางหนังสือพิมพ์หรือโดยปิดประกาศในที่เปิดเผย
ณ สถานที่ที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตเป็นเวลาไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน
หากผู้ควรได้รับคืนไม่มาขอรับสิ่งที่ยึดไว้หรือเงินที่ถือไว้แทนสิ่งที่ยึดไว้คืนไปภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่แจ้งเป็นหนังสือหรือวันที่โฆษณาทางหนังสือพิมพ์
หรือวันที่ปิดประกาศในที่เปิดเผย แล้วแต่กรณี
ตามวรรคสาม ให้สิ่งที่ยึดไว้หรือเงินที่ถือไว้แทนสิ่งที่ยึดไว้นั้นตกเป็นของรัฐ
มาตรา ๓๓ สิ่งที่ยึดไว้ตามมาตรา ๓๐ (๓)
เมื่อได้ทำการตรวจพิสูจน์เป็นที่แน่นอนว่ามีสภาพหรือแปรสภาพอันอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน
ปลัดกระทรวงกลาโหมโดยคำแนะนำของคณะกรรมการมีอำนาจสั่งทำลายหรือจัดการตามที่เห็นสมควรได้
ในกรณีมีเหตุฉุกเฉินหรือความจำเป็นเพื่อป้องกันอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินอันเนื่องมาจากสิ่งที่ยึดไว้ตามวรรคหนึ่ง
ปลัดกระทรวงกลาโหมมีอำนาจสั่งทำลายหรือจัดการตามที่เห็นสมควรได้โดยไม่ต้องมีคำแนะนำของคณะกรรมการ
มาตรา ๓๔ ยุทธภัณฑ์ที่สั่งเข้ามา นำเข้ามา ผลิต
หรือมีโดยฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ให้ริบเสียทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่
มาตรา ๓๕ ยุทธภัณฑ์ที่พนักงานเจ้าหน้าที่หรือพนักงานสอบสวนได้ยึดไว้
ถ้าในขณะยึดไม่ปรากฏว่าผู้ใดเป็นผู้สั่งเข้ามา ผู้นำเข้ามา ผู้ผลิตหรือผู้มี
และไม่มีผู้ใดมาแสดงตนเป็นผู้สั่งเข้ามา ผู้นำเข้ามา ผู้ผลิตหรือผู้มี
เพื่อขอรับคืนภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ยึดไว้ ให้ยุทธภัณฑ์นั้นตกเป็นของรัฐ
มาตรา ๓๖ ในกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตให้สั่งเข้ามาไม่ไปขอรับยุทธภัณฑ์ที่สั่งเข้ามาจากกรมศุลกากรภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ยุทธภัณฑ์นั้นเข้ามาในราชอาณาจักร
ให้พนักงานศุลกากรแจ้งเป็นหนังสือไปยังผู้รับใบอนุญาตหรือผู้ควบคุมหรือตัวแทนผู้ควบคุมยานพาหนะที่นำยุทธภัณฑ์เข้ามา
ให้ส่งยุทธภัณฑ์นั้นกลับออกไปนอกราชอาณาจักรภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ
หากผู้รับใบอนุญาตหรือผู้ควบคุม
หรือตัวแทนผู้ควบคุมยานพาหนะที่นำเข้ามาไม่ปฏิบัติตามที่พนักงานศุลกากรแจ้งภายในกำหนดเวลาดังกล่าว
ให้ยุทธภัณฑ์นั้นตกเป็นของรัฐ
มาตรา ๓๗ ยุทธภัณฑ์ที่ริบหรือตกเป็นของรัฐตามพระราชบัญญัตินี้
ให้ส่งมอบให้กระทรวงกลาโหมเพื่อจัดการตามที่เห็นสมควร
มาตรา ๓๘ ในการปฏิบัติหน้าที่
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา
การเพิกถอนใบอนุญาต
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).