ระเบียบคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน
ระเบียบคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน
ว่าด้วยการคัดเลือกและแต่งตั้งเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน
พ.ศ. ๒๕๕๗
โดยที่เป็นการสมควร ปรับปรุง แก้ไข
หลักเกณฑ์การคัดเลือกและแต่งตั้งเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน
พ.ศ. ๒๕๕๐
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๓ (๓)
แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. ๒๕๕๐ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน
ออกระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า
ระเบียบคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน
ว่าด้วยการคัดเลือกและแต่งตั้งเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน พ.ศ.
๒๕๕๗
ข้อ ๒[๑] ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ ๓ ให้ยกเลิกระเบียบคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน
ว่าด้วยการคัดเลือกและแต่งตั้งเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน พ.ศ.
๒๕๕๖
ข้อ ๔ ในระเบียบนี้
ประธานกรรมการ หมายความว่า ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน
คณะกรรมการ หมายความว่า คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน
เลขาธิการ หมายความว่า
เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน
สำนักงาน กกพ. หมายความว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน
ข้อ ๕ ให้ประธานกรรมการเป็นผู้รักษาการ
และมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้
หมวดทั่วไป
ข้อ ๖ คณะกรรมการเป็นผู้คัดเลือกและแต่งตั้งเลขาธิการ
ข้อ ๗ เลขาธิการต้องเป็นผู้ปฏิบัติงานเต็มเวลา
โดยต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๓
แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. ๒๕๕๐ ดังนี้
(๑) มีสัญชาติไทย
(๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบปีบริบูรณ์
(๓) ไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการการเมือง
สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น
(๔) ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งใด ๆ ในพรรคการเมือง
(๕) ไม่เป็นบุคคลวิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
(๖) ไม่ติดยาเสพติดให้โทษ
(๗) ไม่เป็นบุคคลล้มละลายหรือไม่เคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต
(๘) ไม่เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนคนไร้ความสามารถ
(๙) ไม่เป็นบุคคลที่ต้องคำพิพากษาให้จำคุก
และถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล
(๑๐) ไม่เป็นบุคคลที่เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกตั้งแต่สองปีขึ้นไป
โดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึงห้าปีในวันได้รับการเสนอชื่อ
เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
(๑๑)
ไม่เป็นบุคคลที่เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ
(๑๒) ไม่เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ
หรือหน่วยงานของเอกชน เพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือเพราะประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง
หรือถือว่ากระทำการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ
(๑๓) ไม่เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการการเลือกตั้ง
ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติหรือสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
(๑๔) ไม่เคยถูกวุฒิสภามีมติให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง
ข้อ ๘ นอกจากคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตาม ข้อ ๗
แล้ว เลขาธิการต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๖
วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. ๒๕๕๐ ดังนี้
(๑) ไม่เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ
(๒) ไม่เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ
หรือราชการส่วนท้องถิ่น
หรือไม่เป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาของหน่วยงานของรัฐที่ดำเนินธุรกิจ
หรือดำเนินการในกิจการพลังงานและคู่สมรสของบุคคลที่ได้รับการคัดเลือกดังกล่าวต้องไม่เป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาของหน่วยงานของรัฐที่ดำเนินธุรกิจหรือดำเนินการในกิจการพลังงาน
(๓) ไม่ดำรงตำแหน่งใด ๆ
หรือเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในบริษัทหรือองค์การที่ดำเนินธุรกิจหรือดำเนินการในกิจการพลังงาน
และให้รวมถึงคู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของบุคคลที่ได้รับการคัดเลือกนั้นด้วย
(๔)
ไม่ประกอบอาชีพหรือวิชาชีพอื่นใดที่มีส่วนได้เสียหรือมีผลประโยชน์ขัดแย้งไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมกับการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเลขาธิการ
ข้อ ๙ เลขาธิการต้องมีคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง
ดังนี้
(๑) สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรีสาขาพลังงาน คณิตศาสตร์
นิติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การเงิน การบัญชี
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การคุ้มครองผู้บริโภคหรือสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง
(๒)
เป็นผู้ที่มีประสบการณ์การทำงานด้านกิจการไฟฟ้าหรือกิจการก๊าซธรรมชาติหรือกิจการอื่นอันจะเป็นประโยชน์ต่อการกำกับกิจการพลังงานไม่น้อยกว่า
๑๐ ปี
(๓) กรณีที่เคยเป็นหรือเป็นผู้บริหารส่วนราชการ
ต้องดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองหัวหน้าส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรม หรือเทียบเท่า
(๔) กรณีที่เคยเป็นหรือเป็นผู้บริหารหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ
ต้องดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้บริหารลำดับที่ ๓ ขององค์กร
(๕) กรณีที่เคยเป็นหรือเป็นรองผู้อำนวยการ ผู้อำนวยการ
รองเลขาธิการหรือเลขาธิการของหน่วยงานของรัฐ
(๖) กรณีที่เคยเป็นหรือเป็นผู้บริหารองค์กรเอกชน
ต้องดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่หรือเป็นผู้บริหารระดับสูงในระดับที่ไม่ต่ำกว่าลำดับที่
๓ นับจากผู้บริหารสูงสุดขององค์กร
(๗) มีวิสัยทัศน์ มนุษยสัมพันธ์ ลักษณะผู้นำ สามารถติดต่อประสานงานได้ดีทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ
การคัดเลือกและแต่งตั้ง
ข้อ ๑๐ ให้คณะกรรมการคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ
โดยให้สำนักงาน กกพ.
ออกประกาศรับสมัครบุคคลทั่วไปเพื่อคัดเลือกเป็นเลขาธิการทางหนังสือพิมพ์อย่างน้อยหนึ่งฉบับเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสามวัน
และเว็บไซต์ของสำนักงาน กกพ. ไม่น้อยกว่าสิบห้าวันโดยกำหนดวัน เวลา
สถานที่และรายละเอียดการรับสมัครเข้ารับการคัดเลือก พร้อมเอกสารและหลักฐานการสมัคร
ข้อ ๑๑ เอกสารและหลักฐานการสมัครตามข้อ
๑๐ อย่างน้อยต้องประกอบไปด้วย
(๑) ประวัติโดยย่อ
(๒)
รายละเอียดประสบการณ์การทำงานที่แสดงให้เห็นว่าเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติตามข้อ ๙
(๓) หนังสือยืนยันคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามข้อ ๗
(๔) รูปถ่ายหน้าตรงไม่สวมหมวกขนาด ๒ นิ้ว จำนวน ๓ รูป
ถ่ายมาแล้วไม่เกิน ๖ เดือน
(๕)
สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนหรือหลักฐานอื่นที่ออกให้โดยทางราชการและสำเนาทะเบียนบ้านของผู้สมัคร
(๖) สำเนาวุฒิการศึกษา
(๗) หนังสือรับรองแพทย์ที่รับรองว่าไม่เป็นบุคคลวิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบและไม่ติดยาเสพติดให้โทษจำนวน
๑ ฉบับ โดยรับรองจากโรงพยาบาลของรัฐหรือเอกชน
(๘) เอกสารอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคัดเลือก
ทั้งนี้
เอกสารและหลักฐานตามวรรคหนึ่งให้บุคคลที่สมัครเข้ารับการคัดเลือกลงลายมือชื่อรับรองสำเนาด้วย
ข้อ ๑๒ การคัดเลือกเลขาธิการให้ดำเนินการ ดังนี้
(๑) ให้สำนักงาน กกพ.
ตรวจสอบเอกสารรายละเอียดการสมัครเข้ารับการคัดเลือกให้ถูกต้องครบถ้วนเพื่อนำเสนอคณะกรรมการ
(๒)
คณะกรรมการจะดำเนินการคัดเลือกโดยการประเมินจากเอกสารประกอบการสมัคร
และการสัมภาษณ์พร้อมแสดงวิสัยทัศน์
(๓)
คณะกรรมการอาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อช่วยดำเนินการในเรื่องใดก็ได้
ข้อ ๑๓ ให้สำนักงาน
กกพ. ปิดประกาศรายชื่อผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกตามข้อ ๑๐ รายชื่อผู้ที่ผ่านการประเมินและจะเข้ารับการสัมภาษณ์ตามข้อ
๑๒ (๒) และรายชื่อผู้ที่ได้รับคัดเลือกเป็นเลขาธิการไว้ที่สำนักงาน กกพ.
และเว็บไซต์ของสำนักงาน กกพ.
ข้อ ๑๔ ให้สำนักงาน
กกพ. แจ้งผลการคัดเลือกต่อผู้ได้รับการคัดเลือกเพื่อทราบ
ในกรณีที่ผู้ได้รับการคัดเลือกมีคุณสมบัติตามข้อ ๘ (๑) (๒) (๓) หรือ
(๔) ให้บุคคลผู้นั้นไปดำเนินการลาออกจากตำแหน่งตามข้อ ๘ (๑) (๒) หรือ (๓)
หรือแสดงหลักฐานให้เป็นที่เชื่อได้ว่าตนได้เลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพตามข้อ ๘ (๔)
แล้ว ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง
ในกรณีที่ผู้ได้รับการคัดเลือกมิได้ลาออก
หรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพภายในกำหนดระยะเวลาตามวรรคสอง
ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยได้รับการคัดเลือกให้เป็นเลขาธิการ
และให้ดำเนินการคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นเลขาธิการใหม่ตามข้อ ๑๐ ข้อ ๑๑
และข้อ ๑๒
ข้อ ๑๕ ให้สำนักงาน
กกพ. แจ้งบุคคลที่ได้รับการคัดเลือกตามข้อ ๑๔ มาลงนามในสัญญาจ้าง
ข้อ ๑๖ การแต่งตั้งเลขาธิการ
ให้ประธานกรรมการโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการเป็นผู้ลงนามในสัญญาจ้าง
วาระการดำรงตำแหน่ง
ข้อ ๑๗ เลขาธิการมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละห้าปีนับแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้งและอาจได้รับแต่งตั้งใหม่อีกได้
แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันไม่ได้
ข้อ ๑๘ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามข้อ ๑๗
หรือตามสัญญาจ้าง เลขาธิการพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(๑) ตาย
(๒) มีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์
(๓) ลาออก
(๔) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามข้อ ๗ และข้อ ๘
(๕)
คณะกรรมการมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการที่มีอยู่ให้ออกเพราะมีความประพฤติเสื่อมเสียอย่างร้ายแรง
บกพร่องในหน้าที่อย่างร้ายแรง หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
ข้อ ๑๙ ภายในเวลาสองปีนับแต่พ้นจากตำแหน่ง
เลขาธิการจะประกอบอาชีพหรือวิชาชีพที่เป็นผลให้ได้รับเงินหรือสิทธิประโยชน์อื่นใดจากนิติบุคคลซึ่งประกอบกิจการพลังงานมิได้
ความในวรรคหนึ่งให้ใช้กับนิติบุคคลที่มีลักษณะดังนี้ด้วย คือ
(๑)
นิติบุคคลอื่นที่ถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบห้าในนิติบุคคลตามวรรคหนึ่ง
(๒) นิติบุคคลอื่นที่ถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบห้าในนิติบุคคลตาม (๑)
(๓) นิติบุคคลอื่นที่ถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบห้าในนิติบุคคลตาม (๒)
ให้นำความในวรรคหนึ่งและวรรคสอง
มาใช้บังคับกับการเป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาของนิติบุคคลดังกล่าวด้วย
ข้อ ๒๐ ภายในกำหนดระยะเวลาตามข้อ ๑๙
เลขาธิการจะถือหุ้นของนิติบุคคลตามข้อ ๑๙ ไม่ได้ เว้นแต่เป็นการถือหุ้นของนิติบุคคลโดยการซื้อในตลาดหลักทรัพย์
ตามจำนวนที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติกำหนด
ประกาศ
ณ วันที่ ๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๗
พรเทพ ธัญญพงศ์ชัย
ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน
ปริยานุช/ผู้จัดทำ
๓ ตุลาคม ๒๕๕๗
ปริญสินีย์/ผู้ตรวจ
๓ ตุลาคม ๒๕๕๗
[๑] ราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๑๓๑/ตอนพิเศษ ๑๙๓ ง/หน้า ๔/๓๐ กันยายน ๒๕๕๗
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).