กฎ ก
กฎ ก.ตร.
ว่าด้วยหลักเกณฑ์
วิธีการและระยะเวลาการประเมินผล
การปฏิบัติราชการของข้าราชการตำรวจ
พ.ศ. ๒๕๔๗
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา
๓๑ (๒) และมาตรา ๖๖ แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ มติ ก.ตร.
ในการประชุมครั้งที่ ๕/๒๕๔๗ เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๗ และมติอนุกรรมการ
ก.ตร. เกี่ยวกับการพัฒนาระบบการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจ
ในการประชุมครั้งที่ ๑/๒๕๔๗ เมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ จึงออกกฎ ก.ตร. ไว้
ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑[๑] กฎ ก.ตร. นี้
ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ ๒
กฎ ก.ตร. นี้
มีหลักการที่จะประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลการปฏิบัติราชการของข้าราชการตำรวจบนพื้นฐานของผลสำเร็จและผลสัมฤทธิ์ของงานเป็นหลัก
ข้อ ๓
การประเมินผลการปฏิบัติราชการของข้าราชการตำรวจ
มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาใช้เป็นเครื่องมือในการปรับปรุงประสิทธิภาพและประสิทธิผลการปฏิบัติราชการและนำผลการประเมินไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาแต่งตั้งและเลื่อนเงินเดือน
ข้อ ๔
การประเมินผลการปฏิบัติราชการของข้าราชการตำรวจ
ให้ประเมินจากผลงานและคุณลักษณะผู้ปฏิบัติราชการดังนี้
(๑)
การประเมินผลงานให้พิจารณาจากองค์ประกอบ ดังต่อไปนี้
(ก)
ปริมาณงาน
(ข)
คุณภาพของผลงาน
(ค)
ความทันเวลา
(ง)
ผลลัพธ์ ประโยชน์ในการนำไปใช้และประสิทธิผลของงาน
(จ)
การประหยัดทรัพยากรหรือความคุ้มค่าของผลงาน
(๒)
การประเมินคุณลักษณะผู้ปฏิบัติราชการ ให้พิจารณาจากองค์ประกอบ ดังต่อไปนี้
(ก)
ความสามารถและความอุตสาหะในการปฏิบัติราชการ
(ข)
การรักษาวินัย
(ค)
การปฏิบัติตนเหมาะสมกับการเป็นข้าราชการตำรวจ
(ง)
ความคิดริเริ่ม การสร้างสรรค์ และงานเชิงรุก
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
อาจกำหนดให้มีองค์ประกอบการประเมินอื่น ๆ เพิ่มเติม ได้ตามความเหมาะสมของลักษณะภารกิจและสภาพการปฏิบัติราชการของข้าราชการตำรวจ
ในตำแหน่งต่าง ๆ โดยให้กำหนดตัวชี้วัดขององค์ประกอบการประเมิน
รวมทั้งแบบประเมินผลการปฏิบัติราชการของข้าราชการตำรวจ ให้ชัดเจน เป็นรูปธรรม
ข้อ ๕
ให้มีการกำหนดข้อตกลงเกี่ยวกับผลการปฏิบัติราชการร่วมกันระหว่างผู้ประเมินและผู้รับการประเมิน
เช่น แผนงาน โครงการ กิจกรรม หรือผลงานที่กำหนดในการมอบหมายงาน เป็นต้น ทั้งนี้
ให้คำนึงถึงข้อตกลงผลการบริหารงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือภารกิจหลักที่ได้มีการกำหนดไว้ด้วย
ข้อ ๖
ให้ประเมินผลการปฏิบัติราชการของข้าราชการตำรวจ ปีละ ๒ ครั้ง
ตามรอบปีงบประมาณ คือ
ครั้งที่
๑ ระหว่างวันที่ ๑ ตุลาคม ถึง ๓๑
มีนาคม ของปีถัดไป
ครั้งที่
๒ ระหว่างวันที่ ๑ เมษายน ถึง ๓๐
กันยายน ของปีเดียวกัน
ข้อ ๗
การประเมินผลการปฏิบัติราชการ
ให้มีสัดส่วนคะแนนการประเมินจากผลงานไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๐ และแบ่งกลุ่มผลการประเมินไม่น้อยกว่า
๓ กลุ่ม เช่น กลุ่มสูงกว่ามาตรฐานกลางกลุ่มอยู่ในมาตรฐานกลาง
และกลุ่มต่ำกว่ามาตรฐานกลาง เป็นต้น โดยให้ผู้บังคับบัญชา
จัดทำบัญชีรายชื่อผู้ที่มีผลการประเมินไว้ให้ชัดเจนทุกครั้งที่มีการประเมิน
ข้อ ๘
ให้มีการแจ้งการประเมินและผลการประเมิน
การเปิดโอกาสให้เข้าพบเพื่อปรึกษาหารือแนะนำเกี่ยวกับการประเมินและผลการประเมิน
การประกาศรายชื่อผู้ที่มีผลการประเมินอยู่ในกลุ่มสูงกว่ามาตรฐานกลางในที่เปิดเผย
ข้อ ๙
ให้มีคณะกรรมการพิจารณาผลการประเมิน
เพื่อทำหน้าที่พิจารณาคำร้องทุกข์ของผู้รับการประเมินที่เห็นว่า
ผลการประเมินของตนไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริง
ข้อ ๑๐
เมื่อเสร็จสิ้นการประเมินผลการปฏิบัติราชการแต่ละครั้งแล้ว
ให้ผู้บังคับบัญชา หรือผู้ประเมิน
นำผลการประเมินไปใช้ประกอบการให้คำปรึกษาแนะนำแก่ผู้รับการประเมินเพื่อให้มีการแก้ไข
ปรับปรุง พัฒนาการปฏิบัติราชการให้มีสมรรถนะและผลสัมฤทธิ์ของงานดียิ่งขึ้น
ข้อ ๑๑
ให้มีระบบการจัดเก็บผลการประเมิน เพื่อนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด
ข้อ ๑๒
ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการกำหนดรายละเอียด วิธีการ
เพื่อถือปฏิบัติตามกฎ ก.ตร. นี้ รวมทั้ง การปรับปรุงและพัฒนาการประเมินผลการปฏิบัติราชการให้สอดคล้องกับกฎหมาย
ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง มติคณะรัฐมนตรี ภารกิจและลักษณะงานที่เกี่ยวข้อง
และมีอำนาจในการวินิจฉัยปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการประเมินผลการปฏิบัติราชการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับข้าราชการตำรวจ
ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๐
กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๗
พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ
รองนายกรัฐมนตรี
ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี
ประธานกรรมการข้าราชการตำรวจ
ภูวนนท์/ผู้จัดทำ
๑ กันยายน ๒๕๕๓
พัสสน/ผู้ตรวจ
๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๑/ตอนพิเศษ ๓๓ ก/หน้า ๑/๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๗
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).