ข้อ 4
ข้อ 4. การเบิกเงินจะต้องตั้งฎีกาตามแบบที่กระทรวงมหาดไทยกำหนดไว้ และเมื่อหัวหน้าหน่วย การคลังหรือสมุห์บัญชีได้ตรวจสอนเห็นว่าถูกต้องแล้ว ให้นำเสนอนายกเทศมนตรีหรือผู้รักษาการแทนเพื่อ สั่งจ่าย
ข้อ 4. การเบิกเงินจะต้องตั้งฎีกาตามแบบที่กระทรวงมหาดไทยกำหนดไว้ และเมื่อหัวหน้าหน่วย การคลังหรือสมุห์บัญชีได้ตรวจสอนเห็นว่าถูกต้องแล้ว ให้นำเสนอนายกเทศมนตรีหรือผู้รักษาการแทนเพื่อ สั่งจ่าย
ข้อ 5. ฎีกาเบิกเงินมี 4 แบบ คือ (ก) ฎีกาเงินเดือน (ข) ฎีกาค่าใช้สอย (ค) ฎีกาการจร และรายจ่ายพิเศษ (ง) ฎีกาอื่น ๆ นอกจากที่กล่าวแล้ว
ข้อ 6. การที่จะตั้งฎีกาเบิกเงินนั้น ต้องได้รับการทวงหนี้ หรือถึงกำหนดที่ต้องจ่ายเงิน จึงจะ ตั้งฎีกาเบิกจ่ายได้ ห้ามมิให้หน่วยงานใดเบิกเงินไปเพื่อเตรียมจ่ายล่วงหน้าและรักษาไว้เกินกว่า 15 วัน
ข้อ 7. ให้หัวหน้าหน่วยงานที่ตั้งฎีกาเบิกเงิน เป็นผู้ลงชื่อเบิกเงินและปลัดเทศบาลเป็นผู้ลงชื่อตรวจ ในฎีกานั้น
ข้อ 8. ภายใต้บังคับแห่ง ข้อ (ค) ให้หน่วยงานที่เบิกเงินไปจ่ายส่งเอกสารแก่หน่วยการคลัง เพื่อทำการตรวจสอบดังนี้ คือ (ก) รายการใบสำคัญประกอบเป็นงบตามรายฎีกาพร้อมทั้งการผลัดส่ง (ถ้ามี) (ข) ใบสำคัญที่ผลัดส่งตามข้อ ก. นั้น เมื่อได้รับในสำคัญคู่จ่ายเงินมาแล้ว ให้นำส่งหน่วย การคลังตามแบบ 2 ก. ท้ายระเบียบนี้ พร้อมด้วยเงินหรือจ่าย (ถ้ามี) โดยมิชักช้า และต้องมีรายการใน แบบ 2 ก. และใบสำคัญที่เท่าใดไว้ ด้วยให้ชัดเจน (ค) การเบิกเงินโดยวิธีผลัดส่งใบสำคัญนั้น จะกระทำได้ภายในกำหนดเวลาไม่เกิน 15 วัน นับ แต่วันรับเงิน (ง) ถ้าการผลัดส่งนั้น ยังมิได้จัดนำส่งภายในกำหนดในข้อ ค. ให้หน่วยการคลังจัดการเตือน และอย่างช้าไม่เกินหนึ่งเดือน นับแต่วันรับเงิน และเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งเดือนแล้ว ปรากฏว่าหน่วยงานที่ขอ ผลัดส่งมิได้นำใบสำคัญคู่จ่ายเงินส่งใช้อีกให้หน่วยการคลังงดจ่ายเงินทุกประเภทให้แก่หน่วยงานนั้น จนกว่า จะได้นำใบสำคัญคู่จ่ายเงินส่งใช้ที่ผลัดส่งไว้ก่อน จึงจะทำการเบิกจ่ายได้ต่อไป การจ่ายเงิน
本頁條文逐字來自該國官方公開資料,出處見署名列。
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).