我的書籤免費註冊

ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการฝากเงิน การเบิกจ่ายเงิน การรักษาเงิน และการตรวจเงินเทศบาล พ.ศ. 2501 หมวด 2

ข้อ 9–ข้อ 25共 17 條

ข้อ 9

ข้อ 9. ห้ามมิให้จ่ายเงินสะสมของเทศบาล เว้นไว้แต่จะได้รับอนุญาตจากกระทรวงมหาดไทย

ข้อ 10

ข้อ 10. ให้นายกรัฐมนตรี หรือผู้รักษาการแทน เป็นผู้สั่งก่อหนี้ได้คราวละ 2,000 บาท ถ้า เกินกว่านั้นให้เป็นอำนาจของคณะเทศมนตรี และเป็นผู้สั่งจ่ายเงินชำระหนี้ได้รับอนุญาตโดยระเบียบนี้ หากปรากฏว่า นายกเทศมนตรี หรือผู้รักษาการแทน ได้สั่งก่อหนี้ขึ้นหรือจ่ายเงินไปโดยมิชอบด้วย ระเบียบนี้ ให้นายกเทศมนตรี หรือผู้รักษาการแทนและผู้จ่ายเงินผู้นั้นร่วมกันรับผิดชอบชดใช้เงินคืนแก่ เทศบาลจนครบภายในกำหนดเวลาไม่เกิน 30 วัน

ข้อ 11

ข้อ 11. เมื่อหน่วยงานที่มีงบประมาณเฉพาะการ หรือที่ได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงมหาดไทย และได้แยกไปทำการรับจ่ายและรักษาเงิน ได้รับใบแจ้งรายการหนี้ หรือทำรายการคำนวณจ่ายเงินค่าจ้าง แรงงานที่ทำขึ้นแล้ว จัดแยกประเภทการจ่าย ส่งหน่วยการคลังเพื่อตรวจสอบ และนำเสนอนายกเทศมนตรี หรือผู้รักษาการแทน เพื่อสั่งจ่ายเงินตามรายการนั้น ๆ เมื่อนายกเทศมนตรี หรือผู้รักษาการแทน อนุญาตการจ่ายเงินแล้ว ให้หน่วยการคลังจ่ายเงินได้ใน เวลาที่เจ้าหนี้มาขอรับเงิน หากปรากฏว่าเจ้าหน้าที่หน่วยการคลังได้จ่ายเงินไปโดยมิชอบ ตามความใน ระเบียบนี้ ให้ผู้สั่งจ่ายและผู้จ่ายร่วมกันรับผิดชอบชดใช้เงินคืนแก่เทศบาลจนครบ ภายในกำหนดเวลา ไม่เกิน 30 วัน เป็นส่วนตัว เพื่อความเรียบร้อยในการปิดบัญชีประจำปี หัวหน้าหน่วยการคลังหรือสมุห์บัญชีจัดให้เจ้าหนี้มารับ ชำระเงินให้เสร็จก่อนวันสิ้นปีงบประมาณ

ข้อ 12

ข้อ 12. การจ่ายเงินเดือน โดยปกติจะจ่ายได้เดือนละครั้ง และจ่ายในวันสิ้นเดือน ถ้าวันสิ้น เดือนเป็นวันปิดสำนักงาน ก็ให้จ่ายได้ในวันเปิดสำนักงานก่อนวันสิ้นเดือน

ข้อ 13

ข้อ 13. การเบิกจ่ายเงินค่าใช้สอย ให้ทำการเบิกจ่ายได้ตามงบประมาณที่ได้รับอนุญาต เว้นแต่ การเบิกจ่ายเงินค่าใช้สอยประเภทค่าซื้อครุภัณฑ์และค่าซ่อมแซมสถานที่ กับค่าบำรุงถนน สะพาน ค่าเครื่องมือต่าง ๆ แม้จะได้มีงบประมาณอนุญาตไว้ในเทศบัญญัติงบประมาณประจำปี แต่มิได้จำแนกรายการละเอียด ไว้ และงานหนึ่งมีมูลค่าเกินกว่า 5,000 บาท จะต้องทำรายการละเอียดเพื่อขออนุญาตจากจังหวัดก่อน

ข้อ 14

ข้อ 14. การเบิกเงินการจร ให้กระทำได้เฉพาะในกรณีต่อไปนี้ ก. การซื้อเครื่องมือ เครื่องจักร เครื่องยนต์และยานพาหนะซึ่งเป็นการซื้อใหม่ หรือซื้อเพิ่มเติม เป็นจำนวนเงินตั้งแต่ 5,000 บาท ขึ้นไป ข. (1) การซ่อมแซมหรือทำเพิ่มเติม ตึก เรือน โรง ที่ถือเป็นการแก้ไขรูปสัณฐาน หรือเปลี่ยน แปลงวัตถุเดิมโดยทั่วไปหรือส่วนใหญ่ ซึ่งการกระทำนั้นจะไม่กระทำเสมอทุกปี (2) ถ้าการซ่อมแซม ไม่เป็นการเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงรูปสัณฐาน แต่ราคาเกินกว่า 4,000 บาท (3) ถ้าการซ่อมแซม หรือทำเพิ่มเติมที่กล่าวในข้อ ข. (1) นั้น ถ้าทำการซ่อมแซมหรือเพิ่ม เติมครั้งที่ 2 หรือครั้งต่อ ๆ ไป และภายในวงเงินไม่เกิน 4,000 บาททั้งระยะเวลานับแต่วันจ่ายเงิน ซ่อมคราวก่อนเกินกว่า 1 ปี ก็ให้เบิกจ่ายในเงินค่าใช้สอยได้

ข้อ 15

ข้อ 15. เงินการจรที่ได้รับอนุญาตตามเทศบัญญัติงบประมาณประจำปีเฉพาะใน 3 ลักษณะ คือ ก. ลักษณะ 1 การก่อสร้าง การจรที่ระบุประเภทและอนุญาตไว้เป็นเงินก้อน โดยมิได้ จำแนกรายการละเอียดไว้ ข. ลักษณะ 2 การจัดซื่อ การจรที่ระบุประเภทจำนวนเงินและจำแนกรายการโดยละเอียดไว้ ค. ลักษณะ 3 การซ่อมแซมหรือทำเพิ่มเติม การจรที่กำหนดให้จ่ายเป็นการดำเนินงานประจำปี และจำแนกรายการโดยละเอียด เป็นค่าใช้จ่ายประเภทต่าง ๆ การจรใน ลักษณะ 1 และ ลักษณะ 3 หน่วยงานใดจะทำการเบิกจ่ายต้องยื่นประมาณการเพื่อขอ อนุญาตจากคณะเทศมนตรีก่อน เมื่อรายการประมาณการได้รับอนุญาตแล้วจึงจะทำการเบิกจ่ายต่อไปได้ การจรใน ลักษณะ 2 เมื่อหน่วยงานใดจะทำการเบิกจ่ายก็ให้วางฎีกาเบิกเงินได้ที่เดียว โดยไม่ ต้องยื่นประมาณการ

ข้อ 16

ข้อ 16. ประมาณการที่จะขอถือจ่ายเงินการจรตามที่กล่าวในข้อ 15. นั้น ปลัดเทศบาลเป็น ผู้ลงนาม โดยมีรายการดังต่อไปนี้ ก. ประเภทงานที่ทำนั้น จะต้องแสดงวัตถุที่ใช้ในการก่อสร้างรวมทั้งแรงงานด้วย หรือเป็น การซื้ออย่างใดโดยย่อ ข. จำนวนเงินงบประมาณอนุญาต ค. จำนวนเงินที่ขอเบิกจ่าย ง. รายการอื่น ๆ ที่ควรชี้แจงประกอบการพิจารณา การเบิกจ่ายเงินการจร ให้ระบุรายการที่จะเบิกให้ชัดเจนว่า เบิกเงินการจรประเภทใด ขอจ่ายจากรายการใด ค่าอะไรเท่าใด และถ้าจำเป็นจะต้องมีหลักฐานการจ่ายตามระเบียบของกระทรวง มหาดไทย เป็นต้นว่า การประกวดราคา สัญญาแบบแปลน รูป ตลอดจนใบตรวจงาน รับมอบงาน และ อื่น ๆ ฯลฯ พร้อมกันฎีการับรองว่า การนั้นได้เป็นไปถูกต้องตามสัญญา หรือรายงานที่ตกลงไว้แล้ว ก็ให้ ส่งประกอบการพิจารณาตรวจจ่ายด้วย

ข้อ 17

ข้อ 17. การจ่ายเงินการจรเงินรายจ่ายพิเศษ หรือเงินประเภทอื่นใดนั้น จะจ่ายได้ตามคราวที่ ถึงกำหนดจ่าย ถ้ามีสัญญาระบุการปฏิบัติไว้ ก็ต้องมีใบรับรองแสดงว่า ผู้ขอรับเงินได้ปฏิบัติการถูกต้องตาม สัญญาแล้วด้วย

ข้อ 18

ข้อ 18 ภายใต้บังคับข้อ 19. ในการก่อหนี้ หรือจ่ายเงินประเภทอื่นใดที่ไม่มีงบประมาณอนุญาตไว้ ต้องได้รับอนุญาตจากคณะเทศมนตรีก่อน นายกเทศมนตรี หรือผู้รักษาการแทนจึงจะสั่งการได้

ข้อ 19

ข้อ 19 การก่อให้เกิดหนี้ หรือการจ่ายเงินตามความใน ข้อ 18. นั้น คณะเทศมนตรีจะอนุญาต ให้กระทำได้ในเมื่อมีเหตุฉุกเฉิน อันเกี่ยวกับสาธารณภัยหรืองบประมาณที่ได้รับอนุญาตไม่พอ ถ้าไม่จ่ายจะเกิด การเสียหายขึ้น คณะเทศมนตรีอนุญาตให้กระทำการตามความในวรรคก่อนได้ภายในวงเงิน ไม่เกินคราวละ 2,000 ถ้าเกินกว่าคราวละ 2,000 บาท และไม่เกิน 50,000 บาท จะต้องได้รับอนุญาตจากผู้ว่าราชการจังหวัด หรือ กระทรวงมหาดไทยเฉพาะในกรณีที่ได้มีพระราชกฤษฎีกาให้โอนเทศบาลใดมาขึ้นกับกระทรวง มหาดไทยโดยตรง ถ้าจำนวนเงินกว่า 50,000 บาท ต้องได้รับอนุญาตจากกระทรวงมหาดไทยทุกกรณี

ข้อ 20

ข้อ 20. ในการจ่ายเงินนั้น ต้องปฏิบัติดังต่อไปนี้ (ก) เจ้าหน้าที่ผู้จ่ายต้องเรียกใบเสร็จรับเงินจากผู้รับเงินทุกราย และถ้ามีทะเบียนจ่าย ต้องให้ผู้รับเงินเซ็นชื่อรับเงินในทะเบียนด้วย เว้นแต่จะได้ลงชื่อรับเงินในทะเบียนจ่ายเงินเดือน หรือจ่าย แรงงานไว้อีกทางหนึ่งแล้ว (ข) การจ่ายเงินเป็นจำนวนไม่เกินคราวละ 4 บาท ถ้าไม่สามารถเรียกใบเสร็จรับเงินได้ ผู้จ่ายเงินอาจทำใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงินก็ได้ (ค) การจ่ายเงินรายใด ที่ไม่สามารถจะเรียกใบเสร็จรับเงินจากผู้รับเงินได้ ซึ่งมี จำนวนเงินไม่เกิน 1,000 บาท ให้ผู้จ่ายทำใบรับรองพร้อมด้วยเหตุผลที่เรียกใบเสร็จรับเงินไม่ได้ เสนอ ผู้บังคับบัญชา โดยมีหัวหน้าหน่วยการคลังหรือสมุห์บัญชี หรือหัวหน้าหน่วยงานที่แยกไปทำการรับจ่าย และ รักษาเงิน แล้วแต่กรณี พิจารณานำเสนอคณะเทศมนตรี เพื่อพิจารณาอนุญาตจ่ายเสียก่อน จึงจะถือว่า รายการจ่ายนั้นสมบูรณ์ หากจำนวนเงินเกินกว่า 1,000 ต้องได้รับอนุญาตจากผู้ว่าราชการจังหวัดก่อน (ง) การจ่ายเงินเป็นค่าแรงงานจ้างเหมานั้น ไม่ว่าจะเป็นการจ้างแรงงานหรือจ้างทำของ จะต้องมีรายงานรับรองกิจการของเจ้าหน้าที่ควบคุมงานจ้างเหมาว่า ผู้รับจ้างได้กระทำกิจการไปแล้ว เพียงใดสมควรจ่ายเงินจำนวนเท่าใด เสนอหัวหน้าหน่วยการคลังหรือสมุห์บัญชีพิจารณาทุกครั้งที่จะต้องจ่าย (จ) การจ่ายทุกรายการ ต้องเป็นไปตามกฎหมายหรือระเบียบหรือข้อบังคับ หรือคำสั่งของ กระทรวงมหาดไทย

ข้อ 21

ข้อ 21. การจ่ายเงินยืมทดรองนั้น นายกเทศมนตรีหรือผู้รักษาการแทนอาจจ่ายให้แก่พนักงาน เทศบาลเฉพาะเพื่อใช้จ่ายในกิจการของเทศบาลได้ ภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้ คือ (1) ผู้ยืมแต่ละรายจะต้องไม่มีเงินยืมค้างชำระแก่ เทศบาลและให้ยืมได้เฉพาะผู้มีหน้าที่ ห้ามคนอื่นยืมแทนกันเว้นแต่ในกรณีจำเป็น เทศบาลอาจขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาอนุญาตเป็นพิเศษ ได้ และการยืมรายนี้ มีงบประมาณเบิกจ่ายให้ได้ (2) ผู้ยืมต้องจัดทำใบยืม โดยแสดงประมาณการใช้จ่ายเงินยืม และรายละเอียดตามแบบท้าย ระเบียบนี้ให้ครบถ้วน และรายละเอียดตามแบบท้ายระเบียบนี้ให้ครบถ้วน (3) ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้อนุญาตการยืมเงินของคณะเทศมนตรี (4) เงินยืมเกินกว่า 1,000 บาทขึ้นไป จะต้องได้รับอนุญาตจากผู้ว่าราชการจังหวัด ก่อนทุก ๆ ราย (5) ผู้ยืมจะต้องนำเงินเหลือจ่าย พร้อมด้วยใบสำคัญส่งให้แก่เทศบาลให้เสร็จสิ้นในภาย กำหนด 15 วัน นับแต่วันรับเงิน หรือในกรณีที่ยืมไปประกอบธุรกิจนอกเขตเทศบาล ก็ให้ส่งใบสำคัญพร้อม ทั้งเงินเหลือจ่ายภายใน 7 วัน นับแต่วันกลับถึงสำนักงาน หากการส่งใช้มิได้เป็นไปตามกำหนดนี้ ให้หัวหน้าหน่วยการคลัง หรือสมุห์บัญชี หรือผู้รักษาการแทน รายงานต่อปลัดเทศบาล หรือผู้รักษาการแทน ใน การนี้ให้ปลัดเทศบาลหรือผู้รักษาการแทน มีอำนาจเร่งรัดให้มีการส่งใช้ภายในกำหนดเวลาอีกไม่เกิน 5 วัน นับแต่วันครบกำหนดส่งใช้ หากพ้นกำหนดนี้ผู้ยืมไม่จัดการส่งใช้ ให้ปลัดเทศบาล หรือผู้รักษาการแทน เสนอคณะเทศมนตรี พิจารณาสั่งการหักเงินเดือน หรือเงินอื่นใดที่ผู้นั้นมีสิทธิจะได้รับและพิจารณาโทษทาง วินัยแก่ผู้ยืมนั้นตามควรแก่กรณีต่อไป (6) เมื่อเทศบาลมีความจำเป็นที่จะต้องยืมเงินของเทศบาลไปใช้จ่ายในกิจการของเทศบาล โดยทั่วไปให้ปลัดเทศบาลเป็นผู้ยืม และถ้าเป็นจำนวนเกินกว่า 1,000 บาทขึ้นไป ให้ขออนุญาตต่อผู้ว่าราชการจังหวัด เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดได้พิจารณาเห็นว่าเป็นเงินยืม เพื่อจ่ายในกิจการที่จำเป็นแท้จริงของ เทศบาล อันมีงบประมาณเพื่อการนั้นไว้แล้ว ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้มีอำนาจอนุญาตให้ยืมได้ไม่เกิน 5,000 บาท หรือเป็นเงินยืมเพื่อกิจการในประเภทเดียวกันถ้าเป็นเงินยืมที่มีจำนวนเกินกว่า 5,000 บาท หรือเป็นเงินยืมเพื่อทดรองจ่ายในกิจการไฟฟ้าหรือประปา หรือเพื่อจ่ายในการดำเนินการตามโครงการใช้ เงินอุดหนุนของเทศบาล หรือเงินงบประมาณของกรมอื่น หรือเงินยืมอื่นใดที่ไม่มีงบประมาณอนุญาตไว้เพื่อ การนั้น จะต้องได้รับอนุญาตจากกระทรวงมหาดไทยเสียก่อนทุกกรณีไป (7) ถ้าปรากฏว่า ผู้ว่าราชการจังหวัด นกยกเทศมนตรี หรือผู้รักษาการแทนก็ดี อนุญาตให้ผู้ใด ยืมเงินไปโดยฝ่าฝืนหรือขัดต่อระเบียบดังกล่าวนี้ผู้สั่งจ่ายและผู้จ่าย ได้จ่ายเงินเทศบาลไปผิดระเบียบ กระทรวงมหาดไทยที่ได้วางไว้ หรือถือปฏิบัติก็ดี ผู้อนุญาตให้ยืม ผู้สั่งจ่ายและผู้จ่าย จะต้องร่วมกันรับผิดชอบ ชดใช้เงินที่จ่ายผิดระเบียบคืนให้แก่เทศบาลจนครบถ้วน ถ้าผู้ปฏิบัติการฝ่าฝืนระเบียบ ไม่ยอมชดใช้เงินยืม ให้ นำข้อ 21 (5) มาใช้บังคับ และให้เทศบาลดำเนินคดีทางแพ่ง แล้วรายงานให้กระทรวงมหาดไทยทราบ (8) ให้เป็นหน้าที่ของผู้ตรวจการเทศบาลไปทำการตรวจสอบบัญชีเงินยืม และการชำระสะสาง เงินยืมของแต่ละเทศบาลด้วยตนเองอย่างน้อย 2 เดือนครั้ง แล้วรายงานผลการเร่งรัดและการส่งใช้เงิน ยืมไปให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและกระทรวงมหาดไทยทราบตามลำดับ ภายใน 15 วัน นับแต่วันตรวจ (9) ผู้ที่ค้างชำระเงินยืมของเทศบาลจะเป็นเจ้าหน้าที่เทศบาลก็ดี หรือคณะเทศมนตรีก็ดี ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจสั่งการให้ผู้ยืมนั้น ๆ ส่งใช้เงินคืนแก่เทศบาลภายในกำหนดเวลาตามที่เห็น สมควร อย่างช้าไม่เกินกำหนด 2 เดือน ถ้าผู้ยืมขัดขืนหรือหลีกเลี่ยงไม่ยอมชดใช้เงินคืน ก็ให้ผู้ว่าราชการ จังหวัดแนะนำเทศบาลให้ดำเนินคดีทางแพ่งแก่ผู้ยืมนั้นต่อไปโดยด่วน แล้วรายงานให้กระทรวงมหาดไทย ทราบ (10) ในกรณีที่นายกเทศมนตรี เทศมนตรี หรือคณะเทศมนตรีถึงคราวออกตามวาระ หรือลา ออก หรือถึงแก่กรรมลง ในขณะที่ยังดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรี หรือเทศมนตรี หรือถูกสั่งให้ออกจาก ตำแหน่งตามนัยมาตรา 35 หรือมาตรา 73 แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พุทธศักราช 2496 และพนักงาน เทศบาล คนงานผู้ใด ย้าย หรือลาออก หรือถึงแก่กรรม หรือถูกสั่งให้ออก ไล่ออก หรือปลดออกจาก ตำแหน่งหน้าที่ จะเนื่องด้วยเหตุใด ๆ ก็ตามให้เป็นหน้าที่ของปลัดเทศบาลและหัวหน้าหน่วยการคลัง หรือ สมุห์บัญชีที่จะต้องตรวจสอบทะเบียนเงินยืมของเทศบาลว่า ผู้ที่พ้นจากตำแหน่งหน้าที่เหล่านั้น ยังคงค้าง ชำระเงินยืมแก่เทศบาลอยู่หรือไม่ถ้าปรากฏว่าเป็นผู้ที่ค้างชำระเงินยืมอยู่ก็ให้ปลัดเทศบาล หรือหัวหน้าหน่วย การคลัง หรือสมุห์บัญชีมีอำนาจเร่งรัดให้มีการส่งใช้เงินยืมคืนแก่เทศบาล ให้เป็นการเสร็จสิ้นก่อนที่ผู้ยืมจะ พ้นจากตำแหน่งทางเทศบาลไป ในกรณีที่ผู้ยืมถึงแก่กรรมให้เร่งรัดเอาจากกองมรดกหรือทายาทของผู้ยืม หากทายาทไม่ยอมชดใช้ให้ ก็ให้ดำเนินคดีทางแพ่งเรียกเงินยืมคืนภายในกำหนดอายุความ ถ้าปรากฏว่า ปลัดเทศบาลและหัวหน้าหน่วยการคลัง หรือสมุห์บัญชีละเลยไม่ดำเนินการเร่งรัดให้ ผู้ยืมส่งใช้เงินยืมคืนดังกล่าวมาแล้วข้างต้น จะเนื่องด้วยเหตุใด ๆ ก็ดี ให้อยู่ในความรับผิดชอบของปลัด เทศบาล และหัวหน้าการคลัง หรือสมุห์บัญชี ที่จะต้องชดใช้เงินยืมคืนแก่เทศบาลแทนผู้ยืมนั้น ๆ จนครบ (11) ก. เมื่อมีการส่งใช้เงินยืม ให้หมายเหตุการส่งใช้ในใบยืมด้วยตัวแดง ข. แม้จะได้ส่งใช้เงินยืมหมดแล้ว ต้องเก็บรักษาใบยืมนั้นเป็นเอกสารสำคัญในราชการ ค. ในการยืมนั้น ต้องทำตามแบบท้ายระเบียบนี้ มิฉะนั้น ห้ามหน่วยการคลังจ่ายเงินยืม เป็นอันขาด

ข้อ 22

ข้อ 22. ในกรณีที่หน่วยงาน ที่มีงบประมาณเฉพาะการหรือที่ได้รับความเห็นชอบจากกระทรวง มหาดไทย และได้แยกไปทำการรับจ่ายเงิน รักษาเงิน และมีความจำเป็นต้องใช้จ่ายเป็นประจำ ให้ นายกเทศมนตรีพิจารณาสั่งให้หน่วยงานนั้น ๆ ยืมเงินในงบประมาณประเภทเบ็ดเตล็ดไว้ใช้จ่ายประจำเป็น จำนวนเงินไม่เกิน 500 บาท ด้วยความเห็นชอบของคณะเทศมนตรี แลให้ส่งเงินยืมรองจ่ายนี้คืนก่อนสิ้น ปีงบประมาณ นั้น ๆ

ข้อ 23

ข้อ 23. หน่วยงานที่มีงบประมาณเฉพาะการ หรือที่ได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงมหาดไทย และได้แยกไปทำการรับจ่าย และรักษาเงิน ให้หัวหน้าหน่วยงานนั้น ทำการก่อหนี้ขึ้นได้ตามมติของคณะ เทศมนตรี ซึ่งนายกเทศมนตรีได้สั่งให้ปฏิบัติแล้ว และให้หัวหน้าหน่วยงานนั้น เป็นผู้สั่งจ่ายเงินชำระหนี้ดัง กล่าวข้างต้นโดยอนุโลมตามข้อ 11.

ข้อ 24

ข้อ 24. การเบิกจ่ายเงินตัดปี เพื่อไปทำการจ่ายในปีงบประมาณใหม่ จะกระทำได้โดยวิธี การผลัดส่งใบสำคัญคู่จ่ายเงิน ไม่เกินเดือนมีนาคม ของปีงบประมาณใหม่นั้น จะกระทำได้เฉพาะประเภท เงินการจร หรือรายจ่ายพิเศษโดยมีเงื่อนไขดังนี้ คือ 1. ต้องปรากฏว่า ได้มีการทำสัญญากันไว้เรียบร้อยแล้ว และกำหนดการสิ้นสุดของสัญญานั้น ต้องไม่เกินเดือนมีนาคม ของปีงบประมาณใหม่ 2. ตามสัญญาที่ขอเบิกเงินตัดปีนี้ จะต้องปรากฏว่าได้มีการจ่ายเงินตามสัญญานั้นในงวดใดงวด หนึ่งของสัญญาแล้ว ถ้าปรากฏว่ายังมิได้ลงมือปฏิบัติตามสัญญานั้นเลยจะทำการเบิกตัดปีไว้ไม่ได้ 3. การเบิกเงินตัดปีนี้ เมื่อได้ทำการเบิกจ่ายตามวิธีงบประมาณแล้ว ต้องนำเงินเบิกตัดปีนั้น ส่งฝากเป็นเงินฝากตัดปีทันที เพื่อรอการเบิกจ่ายชำระหนี้ตามสัญญาในคราวต่อไป

ข้อ 25

ข้อ 25. การเบิกจ่ายเงินค้างข้ามปีงบประมาณ ให้กระทำได้ภายในเงื่อนไขดังต่อไปนี้ ก. ให้ทำการเบิกจ่ายได้เฉพาะประเภทค่าใช้สอย ข. ใบสำคัญที่ค้างเบิกต้องไม่เกิน 3 ปี จึงจะทำการเบิกจ่ายเงินในงบประมาณได้ ส่วนใบสำคัญ คู่จ่ายเงินที่ค้างเกินกว่า 3 ปีขึ้นไป จะทำการเบิกจ่ายเงินในงบประมาณมิได้เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจาก กระทรวงมหาดไทย ค. การนับ วัน เดือน ปี ในใบสำคัญค้างเบิกนั้น ให้ถือวัน เดือน ปี ที่ส่งมอบวัตถุแห่งหนี้เป็น สำคัญ ง. ใบสำคัญค้างเบิกทั้งหมดต้องมีจำนวนไม่เกิน ดังนี้ (1) เทศบาลตำบล 3,000 บาท (2) เทศบาลเมือง 10,000 บาท (3) เทศบาลนคร 50,000 บาท หากใบสำคัญค้างเบิกทั้งหมดมีวงเงินเกินกว่าจำนวนที่กล่าวข้างต้นให้เทศบาลรายงานชี้แจง รายละเอียดพร้อมด้วยเหตุผลเพื่อขอรับอนุญาตจากกระทรวงมหาดไทยก่อน จึงจะทำการเบิกจ่ายได้ การรับ การฝาก และการรักษาเงิน

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).