法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

localOrdinance

ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง บำเหน็จและเงินช่วยเหลือลูกจ้างกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2557

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
37
มาตรา อารัมภบท

ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร

ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร

เรื่อง

บำเหน็จและเงินช่วยเหลือลูกจ้างกรุงเทพมหานคร

พ.ศ. ๒๕๕๗

โดยที่เป็นการสมควรตราข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครว่าด้วยบำเหน็จและเงินช่วยเหลือลูกจ้างกรุงเทพมหานคร

อาศัยอำนาจตามมาตรา ๖๘

วรรคสามแห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานครและบุคลากรกรุงเทพมหานคร

พ.ศ. ๒๕๕๔ ประกอบกับมาตรา ๙๗ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร

พ.ศ. ๒๕๒๘ กรุงเทพมหานครโดยความเห็นชอบของสภากรุงเทพมหานคร จึงตราข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครขึ้นไว้

ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครนี้เรียกว่า

“ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง

บำเหน็จและเงินช่วยเหลือลูกจ้างกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๕๗”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒[๑] ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

เป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ บรรดาข้อบัญญัติ

กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่งอื่นใดในส่วนที่ได้ตราไว้แล้วในข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครนี้

หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครนี้

ให้ใช้ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครนี้แทน

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครรักษาการตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครนี้

และให้มีอำนาจออกข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครนี้

ข้อความทั่วไป

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ ในข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครนี้

“ลูกจ้างประจำ” หมายความว่า

ลูกจ้างรายเดือน รายวัน และรายชั่วโมง

ซึ่งกรุงเทพมหานครจ้างไว้ปฏิบัติงานที่มีลักษณะประจำไม่มีกำหนดเวลาตามอัตราและจำนวนที่กำหนดไว้

โดยจ่ายค่าจ้างจากเงินงบประมาณ

และให้รวมถึงลูกจ้างประจำที่ได้รับค่าจ้างจากเงินบำรุงหรือเงินอุดหนุนต่าง ๆ ด้วย แต่ทั้งนี้

ไม่รวมถึงลูกจ้างประจำที่มีสัญญาจ้าง

“ลูกจ้างชั่วคราว” หมายความว่า

ลูกจ้างรายเดือน รายวัน และรายชั่วโมง

ซึ่งกรุงเทพมหานครจ้างไว้ปฏิบัติงานที่มีลักษณะชั่วคราว และหรือโดยมีกำหนดเวลาจ้าง

โดยจ่ายค่าจ้างจากเงินงบประมาณและให้รวมถึงลูกจ้างชั่วคราวที่ได้รับค่าจ้างจากเงินบำรุงหรือเงินอุดหนุนต่างๆ

ด้วย

“ค่าจ้าง” หมายความว่า

ค่าจ้างอัตราปกติ ตามอัตราที่กำหนดจ่ายให้สำหรับการทำงานในระยะเวลาตามปกติ

และหมายความรวมถึงเงินเพิ่มพิเศษสำหรับการสู้รบ (พ.ส.ร.) ด้วย

“ค่าจ้างเดือนสุดท้าย” หมายความว่า

ค่าจ้างทั้งเดือนที่ลูกจ้างควรจะได้รับในเดือนสุดท้ายก่อนออกจากงาน

ถ้าลูกจ้างผู้นั้นมาทำงานเต็มตามเวลาที่กำหนด

ลูกจ้างที่ได้รับค่าจ้างเป็นรายวันประเภทที่ทำงานมีวันหยุดประจำสัปดาห์หนึ่งวัน

ให้คิดค่าจ้างยี่สิบเจ็ดวันเป็นค่าจ้างหนึ่งเดือน

สำหรับประเภทที่ทำงานมีวันหยุดประจำสัปดาห์สองวัน

ให้คิดค่าจ้างยี่สิบสามวันเป็นค่าจ้างหนึ่งเดือน

สำหรับลูกจ้างที่ได้รับค่าจ้างเป็นรายชั่วโมง

ให้คิดค่าจ้างเจ็ดชั่วโมงเป็นค่าจ้างหนึ่งวัน เว้นแต่ลูกจ้างที่ได้กำหนดเวลาทำงานสำหรับหนึ่งวันเป็นอย่างอื่นก็ให้คิดค่าจ้างตามจำนวนชั่วโมงที่ได้กำหนดนั้นเป็นค่าจ้างหนึ่งวัน

แล้วคิดเป็นค่าจ้างหนึ่งเดือนตามวรรคก่อน

“บำเหน็จปกติ” หมายความว่า

เงินตอบแทนของลูกจ้างประจำที่ออกจากงานเนื่องจากทำงานมานาน ซึ่งจ่ายครั้งเดียว

“บำเหน็จรายเดือน” หมายความว่า

เงินตอบแทนของลูกจ้างประจำที่ออกจากงานเนื่องจากทำงานมานาน ซึ่งจ่ายเป็นรายเดือน

“บำเหน็จพิเศษ” หมายความว่า

เงินที่จ่ายให้แก่ลูกจ้างประจำหรือลูกจ้างชั่วคราวที่ได้รับอันตรายหรือป่วยเจ็บเพราะเหตุปฏิบัติงานในหน้าที่

หรือถูกประทุษร้ายเพราะเหตุกระทำการตามหน้าที่ซึ่งแพทย์ที่ทางราชการรับรองได้ตรวจและแสดงว่าไม่สามารถปฏิบัติงานในหน้าที่ได้อีกเลยซึ่งจ่ายครั้งเดียว

“บำเหน็จพิเศษรายเดือน” หมายความว่า

เงินที่จ่ายให้แก่ลูกจ้างประจำที่ได้รับอันตรายหรือป่วยเจ็บเพราะเหตุปฏิบัติงานในหน้าที่

หรือถูกประทุษร้ายเพราะเหตุกระทำการตามหน้าที่ซึ่งแพทย์ที่ทางราชการรับรองได้ตรวจและแสดงว่าไม่สามารถปฏิบัติงานในหน้าที่ได้อีกเลยซึ่งจ่ายเป็นรายเดือน”

“ปีงบประมาณ” หมายความว่า

ปีงบประมาณตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครว่าด้วยวิธีการงบประมาณ

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ การจ่ายเงินตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครนี้

ให้เป็นอำนาจของปลัดกรุงเทพมหานคร

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ วิธีการในการยื่นเรื่องขอรับเงินบำเหน็จและเงินช่วยเหลือค่าทำศพให้ทำตามแบบและวิธีการที่ปลัดกรุงเทพมหานครกำหนด

บำเหน็จปกติ

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ ลูกจ้างประจำซึ่งมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์แล้ว

เป็นอันพ้นจากงานเมื่อสิ้นปีงบประมาณที่มีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์นั้น

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ ลูกจ้างประจำจะได้รับบำเหน็จปกติ

เมื่อต้องออกจากงานด้วยเหตุหนึ่งเหตุใด ดังต่อไปนี้

(๑) ลาออกโดยไม่มีความผิด

และได้รับอนุญาตจากผู้มีอำนาจสั่งจ้างและแต่งตั้ง หรือผู้ได้รับมอบอำนาจแล้ว

(๒) กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง และถูกลงโทษปลดออกจากราชการ

(๓) มีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์

(๔) เจ็บป่วยจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่การงานของตนโดยสม่ำเสมอ

หรือโดยมีใบตรวจแพทย์ ซึ่งทางราชการรับรองว่าไม่สามารถหรือไม่สมควรทำงานต่อไป

(๕) ขาดคุณสมบัติเกี่ยวกับสัญชาติ

(๖) ขาดคุณสมบัติเนื่องจากไม่เป็นผู้เลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยด้วยความบริสุทธิ์ใจ

(๗) ขาดคุณสมบัติเนื่องจากไปดำรงตำแหน่งกำนัน แพทย์ประจำตำบล

สารวัตรกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน

(๘) ขาดคุณสมบัติเนื่องจากไปดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง

(๙)

ขาดคุณสมบัติเนื่องจากเป็นผู้มีกายทุพพลภาพจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้

ไร้ความสามารถหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ

หรือเป็นโรคตามที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน

(๑๐) ขาดคุณสมบัติเนื่องจากไปเป็นกรรมการพรรคการเมือง

หรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมือง

(๑๑) ขาดคุณสมบัติเนื่องจากตกเป็นบุคคลล้มละลาย

(๑๒) ทางราชการเลิกหรือยุบตำแหน่ง

(๑๓)

หย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่การงานของตนให้มีประสิทธิภาพ

หรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่การงาน หรือบกพร่องในหน้าที่ด้วยเหตุใด

(๑๔)

ถูกสั่งให้ออกจากราชการเนื่องจากถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงและได้มีการสอบสวนแล้ว

การสอบสวนไม่ได้ความว่ากระทำผิดที่จะถูกลงโทษปลดออก หรือไล่ออก

แต่มีมลทินหรือมัวหมองในกรณีที่ถูกสอบสวน

ซึ่งจะให้ปฏิบัติราชการต่อไปอาจจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ

(๑๕) ถูกสั่งให้ออกจากราชการเนื่องจากรับโทษจำคุกโดยคำสั่งศาล

หรือต้องได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

ซึ่งยังไม่ถึงกับจะต้องถูกลงโทษ ปลดออก หรือไล่ออก

(๑๖) ไปรับราชการตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร

ในกรณี (๑) และ (๒)

ต้องทำงานเป็นลูกจ้างประจำมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีบริบูรณ์

ในกรณี (๓) ถึง (๑๖)

ต้องทำงานเป็นลูกจ้างประจำมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปีบริบูรณ์

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ บำเหน็จปกติที่จะจ่ายตามความในข้อ ๙

ถ้าลูกจ้างประจำผู้มีสิทธิได้รับตายไปเสียก่อนได้รับเงินบำเหน็จปกติ

เงินดังกล่าวย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ ลูกจ้างประจำผู้ใดตายในระหว่างรับราชการ

ถ้าลูกจ้างประจำผู้นั้นได้ทำงานเป็นลูกจ้างประจำมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปีบริบูรณ์

และความตายนั้นมิได้เกิดขึ้นเนื่องจากความประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงของตนเอง

ให้จ่ายเงินบำเหน็จปกติเป็นจำนวนตามเกณฑ์คำนวณในข้อ ๓๑

แก่ทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์โดยอนุโลม

เงินบำเหน็จปกติตามวรรคหนึ่งให้แบ่งจ่ายแก่ผู้มีสิทธิตามสัดส่วนของเงินมรดก

โดยมิต้องกันส่วนเป็นสินสมรสก่อนแบ่ง เนื่องจากเงินดังกล่าวไม่ถือเป็นสินสมรส

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ ลูกจ้างประจำผู้ใดมีกรณีหรือถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงหรือถูกฟ้องคดีอาญาหรืออยู่ในระหว่างถูกพักงาน

ถ้าถึงแก่ความตายก่อนได้รับการวินิจฉัยเรื่องที่ได้กระทำผิดวินัยหรือก่อนคดีอาญาถึงที่สุด

ให้ปลัดกรุงเทพมหานครพิจารณาวินิจฉัยว่า

ถ้าผู้นั้นไม่ถึงแก่ความตายเสียก่อนจะต้องได้รับโทษถึงไล่ออกหรือไม่

หากเห็นว่าผู้นั้นจะต้องถูกลงโทษถึงไล่ออกแล้ว

ทายาทของลูกจ้างประจำผู้นั้นไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จปกติตามข้อ ๑๑

บำเหน็จรายเดือน

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ ลูกจ้างประจำผู้มีสิทธิรับบำเหน็จปกติซึ่งมีเวลาทำงานตั้งแต่ยี่สิบห้าปีบริบูรณ์ขึ้นไปจะแสดงความประสงค์ขอรับเป็นบำเหน็จรายเดือนแทนก็ได้

ในกรณีที่ลูกจ้างประจำได้รับบำเหน็จปกติหรือบำเหน็จรายเดือนจากกรุงเทพมหานครไปแล้วจะขอเปลี่ยนแปลงความประสงค์อีกไม่ได้

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ สิทธิในบำเหน็จรายเดือนให้เริ่มตั้งแต่วันที่ลูกจ้างประจำออกจากงานจนกระทั่งถึงแก่ความตาย

โดยคำนวณตามเกณฑ์ในข้อ ๓๒

บำเหน็จพิเศษ

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ ลูกจ้างประจำหรือลูกจ้างชั่วคราวผู้ใดได้รับอันตรายหรือป่วยเจ็บ

เพราะเหตุปฏิบัติงานในหน้าที่ หรือถูกประทุษร้ายเพราะเหตุกระทำการตามหน้าที่

ซึ่งแพทย์ที่ทางราชการรับรองได้ตรวจและแสดงว่าไม่สามารถปฏิบัติงานในหน้าที่ต่อไปได้อีกเลย

นอกจากจะได้รับบำเหน็จปกติตามที่กำหนดไว้ในหมวด ๒ แล้ว

ให้ได้รับบำเหน็จพิเศษอีกด้วย

เว้นแต่อันตรายที่ได้รับหรือการป่วยเจ็บนั้นเกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

หรือจากความผิดของตนเอง

สำหรับลูกจ้างชั่วคราวไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จปกติตามที่กำหนดไว้ในหมวด

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ การกำหนดอัตราบำเหน็จพิเศษ

ให้ปลัดกรุงเทพมหานครเป็นผู้กำหนดตามสมควรแก่เหตุการณ์ประกอบกับความพิการทุพพลภาพของผู้นั้น

ตามอัตราดังต่อไปนี้

(๑) ปฏิบัติหน้าที่ในเวลาปกติให้มีอัตราตั้งแต่หกถึงยี่สิบสี่เท่าของอัตราค่าจ้างเดือนสุดท้าย

(๒) ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ราชการกำหนดในระหว่างเวลาที่มีการรบ

การสงคราม การปราบปรามการจลาจล

หรือปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างที่มีการประกาศใช้กฎหมายว่าด้วยความมั่นคงในราชอาณาจักรหรือกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

หรือกฎหมายว่าด้วยกฎอัยการศึกในพื้นที่นั้นให้มีอัตราตั้งแต่สามสิบหกถึงสี่สิบสองเท่าของอัตราค่าจ้างเดือนสุดท้าย

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ ลูกจ้างประจำหรือลูกจ้างชั่วคราวผู้ได้รับอันตรายดังกล่าวในข้อ

๑๕ ถ้าถึงแก่ความตายเพราะเหตุนั้นก่อนได้รับบำเหน็จพิเศษไป

ให้จ่ายบำเหน็จพิเศษให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์โดยอนุโลม

ตามอัตราดังต่อไปนี้

(๑) ปฏิบัติหน้าที่ในเวลาปกติ

เป็นจำนวนเท่ากับอัตราค่าจ้างเดือนสุดท้ายสามสิบเดือน

(๒) ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างเวลาดังกล่าวในข้อ ๑๖ (๒)

เป็นจำนวนเท่ากับอัตราค่าจ้างเดือนสุดท้ายสี่สิบแปดเดือน

เงินบำเหน็จพิเศษตามวรรคหนึ่ง

ให้แบ่งจ่ายแก่ทายาทผู้มีสิทธิตามสัดส่วนของเงินมรดกโดยมิต้องกันส่วนเป็นสินสมรสก่อนแบ่ง

เนื่องจากเงินดังกล่าวไม่ถือเป็นสินสมรส

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ ในกรณีที่ลูกจ้างประจำหรือลูกจ้างชั่วคราวได้รับอันตรายหรือป่วยเจ็บตามข้อ

๑๕ หรือถึงแก่ความตายตามข้อ ๑๗ ถ้าลูกจ้างผู้นั้นหรือทายาท แล้วแต่กรณี

มีสิทธิได้รับทั้งบำเหน็จพิเศษตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครนี้

เงินสงเคราะห์ผู้ประสบภัยตามกฎหมายว่าด้วยการสงเคราะห์ผู้ประสบภัยเนื่องจากการช่วยเหลือราชการ

การปฏิบัติงานของชาติ หรือการปฏิบัติตามหน้าที่มนุษยธรรม

เงินค่าทดแทนตามระเบียบว่าด้วยการจ่ายเงินค่าทดแทนและการพิจารณาบำเหน็จความชอบในการปราบผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์

หรือเงินอื่นในลักษณะเดียวกันจากทางราชการ

หรือจากหน่วยงานอื่นที่ทางราชการสั่งให้ไปปฏิบัติงาน

ให้เลือกรับได้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วแต่จะเลือก

บำเหน็จพิเศษรายเดือน

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ ลูกจ้างประจำผู้มีสิทธิรับบำเหน็จพิเศษจะแสดงความประสงค์ขอรับเป็นบำเหน็จพิเศษรายเดือนแทนก็ได้

ในกรณีที่ลูกจ้างประจำได้รับบำเหน็จพิเศษหรือบำเหน็จพิเศษรายเดือนจากกรุงเทพมหานครไปแล้วจะขอเปลี่ยนแปลงความประสงค์อีกไม่ได้

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ สิทธิในบำเหน็จพิเศษรายเดือนให้เริ่มตั้งแต่วันที่ลูกจ้างประจำออกจากงานจนกระทั่งถึงแก่ความตาย

โดยคำนวณตามเกณฑ์ในข้อ ๓๓

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑ ในกรณีที่ลูกจ้างประจำผู้ใดได้รับอันตรายหรือป่วยเจ็บตามข้อ

๑๕ ถ้าลูกจ้างประจำผู้นั้นมีสิทธิได้รับทั้งบำเหน็จพิเศษรายเดือนตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครนี้

เงินสงเคราะห์ผู้ประสบภัยตามกฎหมายว่าด้วยการสงเคราะห์ผู้ประสบภัยเนื่องจากการช่วยเหลือราชการ

การปฏิบัติงานของชาติหรือการปฏิบัติตามหน้าที่มนุษยธรรม

เงินค่าทดแทนตามระเบียบว่าด้วยการจ่ายเงินค่าทดแทนและการพิจารณาบำเหน็จความชอบในการปราบผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์

หรือเงินอื่นในลักษณะเดียวกันจากทางราชการ

หรือจากหน่วยงานอื่นที่ทางราชการสั่งให้ไปปฏิบัติงาน ให้เลือกรับได้เพียงทางเดียว

บำเหน็จตกทอด

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒ ในกรณีที่ผู้รับบำเหน็จรายเดือน

หรือผู้รับบำเหน็จพิเศษรายเดือนถึงแก่ความตายให้จ่ายบำเหน็จตกทอดเป็นจำนวนสิบห้าเท่าของบำเหน็จรายเดือน

หรือบำเหน็จพิเศษรายเดือน แล้วแต่กรณี ให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิตามเกณฑ์ ดังนี้

(๑) บุตรให้ได้รับสองส่วน

ถ้าผู้ตายมีบุตรตั้งแต่สามคนขึ้นไปให้ได้รับสามส่วน

(๒) สามีหรือภริยาให้ได้รับหนึ่งส่วน

(๓) บิดามารดา หรือบิดาหรือมารดาที่มีชีวิตอยู่ให้ได้รับหนึ่งส่วน

ในกรณีที่ไม่มีทายาทในข้อใด

หรือทายาทนั้นได้ตายไปเสียก่อนให้แบ่งเงินดังกล่าวระหว่างทายาทผู้มีสิทธิในข้อที่เหลืออยู่

ในกรณีที่ไม่มีทายาททั้งสามข้อดังกล่าว ให้จ่ายแก่บุคคลซึ่งผู้ตายได้แสดงเจตนาไว้ต่อหน่วยงานเจ้าสังกัดตามแบบและวิธีการที่กรุงเทพมหานครกำหนด

ในกรณีที่ไม่มีทายาทและบุคคลซึ่งผู้ตายได้แสดงเจตนาไว้ตามวรรคสาม

หรือบุคคลนั้นได้ตายไปก่อน ให้สิทธิในบำเหน็จตกทอดนั้นเป็นอันยุติลง

ในกรณีที่ได้มีการจ่ายบำเหน็จตกทอดไปแล้ว

หากปรากฏว่ามีบุตรซึ่งได้มีคำพิพากษาของศาลว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย

ซึ่งได้มีการฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตรก่อนหรือภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่บิดาตายหรือนับแต่วันที่ได้รู้

หรือควรได้รู้ถึงความตายของบิดาเพิ่มขึ้น ให้แบ่งบำเหน็จตกทอดนั้นใหม่ระหว่างทายาทผู้มีสิทธิโดยถือว่าบุตรชอบด้วยกฎหมายตามคำพิพากษานั้นเป็นทายาทผู้มีสิทธิตั้งแต่วันตายของลูกจ้างผู้ได้รับบำเหน็จรายเดือนหรือบำเหน็จพิเศษรายเดือน

แล้วแต่กรณีในกรณีเช่นนี้

ให้กรุงเทพมหานครเรียกคืนบำเหน็จตกทอดจากทายาทซึ่งรับบำเหน็จตกทอดไปก่อนแล้ว

ในกรณีที่ไม่สามารถเรียกคืนบำเหน็จตกทอดที่จ่ายให้ทายาทซึ่งรับเกินไปในส่วนของตนตามวรรคห้าได้

กรุงเทพมหานครไม่ต้องรับผิดชอบจ่ายเงินบำเหน็จตกทอดให้แก่บุตรซึ่งได้มีคำพิพากษาของศาลว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายย้อนหลังไปถึงวันเกิดสิทธิรับบำเหน็จตกทอดแต่อย่างใด

บำเหน็จตกทอดตามข้อนี้ ถ้ามีเศษของบาทให้ปัดทิ้ง

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓ ผู้รับบำเหน็จรายเดือนหรือผู้รับบำเหน็จพิเศษรายเดือนอาจนำสิทธิในบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันการกู้เงินกับสถาบันการเงินได้รวมทั้งการชำระคืนเงินกู้ให้สถาบันการเงิน ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ

และเงื่อนไขที่กรุงเทพมหานครกำหนด

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔ ในกรณีที่ผู้รับบำเหน็จรายเดือนหรือผู้รับบำเหน็จพิเศษรายเดือน

ซึ่งได้นำสิทธิในบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันการกู้เงินถึงแก่ความตายหรือผิดสัญญากู้เงินจนต้องบังคับเอากับสิทธิในบำเหน็จตกทอดที่นำไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันการกู้เงิน

ให้กรุงเทพมหานครจ่ายเงินให้แก่สถาบันการเงินที่ผู้นั้นได้นำสิทธิในบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันการกู้เงินเท่ากับจำนวนที่ถูกบังคับ

แต่ไม่เกินจำนวนที่นำสิทธิในบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันการกู้เงิน

การจ่ายเงินให้แก่สถาบันการเงินตามวรรคหนึ่ง

ให้กรุงเทพมหานครจ่ายจากงบประมาณที่ตั้งไว้สำหรับการเบิกจ่ายบำเหน็จตกทอด

มาตรา ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕ ในกรณีที่กรุงเทพมหานครได้จ่ายเงินแก่สถาบันการเงินไปแล้วตามข้อ

๒๔ ให้กรุงเทพมหานครหักจำนวนเงินนั้นออกจากสิทธิในบำเหน็จตกทอดเท่ากับจำนวนที่จ่ายให้แก่สถาบันการเงิน

ในกรณีที่กรุงเทพมหานครไม่อาจหักเงินตามจำนวนที่จ่ายให้แก่สถาบันการเงินจากสิทธิในบำเหน็จตกทอดตามวรรคหนึ่งได้

ให้กรุงเทพมหานครเรียกเงินคืนจากผู้รับบำเหน็จรายเดือนหรือผู้รับบำเหน็จพิเศษรายเดือนหรือจากกองมรดกของผู้นั้น

แล้วแต่กรณี เป็นจำนวนเท่ากับจำนวนที่กรุงเทพมหานครได้จ่ายให้แก่สถาบันการเงิน ทั้งนี้

ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กรุงเทพมหานครกำหนด

มาตรา ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖ ภายใต้บังคับข้อ

๒๒

ในกรณีที่ผู้รับบำเหน็จรายเดือนหรือผู้รับบำเหน็จพิเศษรายเดือนได้นำสิทธิในบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันการกู้เงิน

หากสัญญากู้เงินสิ้นสุดลงโดยไม่มีการบังคับเอากับสิทธิในบำเหน็จตกทอดที่นำไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันการกู้เงิน

ทายาทมีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอดเต็มตามจำนวนที่จะพึงได้รับตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครนี้

หากผู้รับบำเหน็จรายเดือนหรือผู้รับบำเหน็จพิเศษรายเดือนถึงแก่ความตายหรือสัญญากู้เงินสิ้นสุดลงโดยมีการบังคับเอากับสิทธิในบำเหน็จตกทอดที่นำไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันการกู้เงิน

ทายาทมีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอดเท่ากับจำนวนที่เหลือหลังจากที่กรุงเทพมหานครได้หักเงินจำนวนที่จ่ายให้แก่สถาบันการเงินออกจากสิทธิในบำเหน็จตกทอดตามข้อ

๒๕ วรรคหนึ่ง

การนับเวลาทำงานของลูกจ้างประจำสำหรับคำนวณจ่ายบำเหน็จปกติ

มาตรา ข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗ การนับเวลาสำหรับคำนวณจ่ายบำเหน็จปกตินั้น

ให้เริ่มนับตั้งแต่วันเริ่มเข้าปฏิบัติงานโดยได้รับค่าจ้าง

แต่ไม่ก่อนวันที่มีอายุครบสิบแปดปีบริบูรณ์จนถึงวันก่อนออกจากงานหรือก่อนวันพ้นจากหน้าที่

และไม่หลังจากวันสิ้นปีงบประมาณของปีที่อายุครบหกสิบปีบริบูรณ์

หรือจนถึงวันที่ถึงแก่ความตาย แล้วแต่กรณี

ลูกจ้างประจำผู้ใดไม่ได้รับค่าจ้างเพราะลา ขาดงาน ถูกสั่งพักราชการ

ให้ตัดเวลาทำงานสำหรับคำนวณบำเหน็จปกติลงตามส่วนแห่งวันที่ไม่ได้รับค่าจ้างนั้น

ลูกจ้างประจำที่ได้รับราชการตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหารโดยมิได้รับบำเหน็จเมื่อออกจากกองประจำการหรือได้รับการลาพักเพื่อรอการปลดโดยไม่มีความเสียหาย

แล้วกลับเข้าทำงานเป็นลูกจ้างประจำ ในสังกัดเดิมภายในกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันก็ให้นับเวลาต่อเนื่องไปรับราชการทหารกองประจำการ

และเวลาระหว่างรับราชการทหารกองประจำการรวมเป็นเวลาทำงานสำหรับคำนวณจ่ายบำเหน็จปกติได้

การนับเวลาทำงานตอนไปรับราชการทหารดังกล่าวในวรรคก่อนนั้น

ให้นับตั้งแต่วันที่ได้เข้าประจำการในกองประจำการจนถึงวันออกจากกองประจำการ

หรือวันที่ได้รับการลาพักเพื่อรอการปลดแต่ไม่รวมถึงเวลาที่ต้องอยู่ชดใช้ตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร

มาตรา ข้อ ๒๘

ข้อ ๒๘ ลูกจ้างประจำผู้ใดถูกสั่งให้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนดในระหว่างที่มีการรบ

การสงคราม การปราบปรามการจลาจล หรือในระหว่างเวลาที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกหรือประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

ก็ให้นับเวลาทำงานที่ปฏิบัติการตามสั่งนั้นเป็นทวีคูณได้

ลูกจ้างประจำผู้ใดปฏิบัติหน้าที่อยู่ในเขตที่ได้มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก

ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้กำหนดให้ข้าราชการซึ่งประจำหน้าที่อยู่ในเขตนั้นนับเวลาราชการเป็นทวีคูณตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

ให้ลูกจ้างประจำผู้นั้นได้นับเวลาทำงานที่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างนั้นเป็นทวีคูณด้วย

ในกรณีที่ลูกจ้างประจำมีเวลาทำงานซึ่งอาจนับเป็นทวีคูณในเวลาเดียวกันได้หลายประการให้นับเวลาระหว่างนั้นเป็นทวีคูณแต่ประการเดียว

วิธีคำนวณบำเหน็จปกติ

บำเหน็จรายเดือนและบำเหน็จพิเศษรายเดือน

มาตรา ข้อ ๒๙

ข้อ ๒๙ การนับเวลาทำงานสำหรับคำนวณจ่ายบำเหน็จปกติให้นับเป็นจำนวนปี

สำหรับเวลาทำงานถ้ามีหลายระยะให้นับเวลาทำงานรวมกันโดยให้นับสิบสองเดือนเป็นหนึ่งปี

เศษของปีถ้าถึงหกเดือนให้นับเป็นหนึ่งปี สำหรับจำนวนวันถ้ามีหลายตอนให้นำมารวมกันแล้วนับสามสิบวันเป็นหนึ่งเดือน

มาตรา ข้อ ๓๐

ข้อ ๓๐ การนับเวลาทำงานสำหรับคำนวณจ่ายบำเหน็จรายเดือนให้นับเป็นจำนวนเดือนสำหรับเวลาทำงานถ้ามีหลายระยะให้นับเวลาทำงานรวมกันโดยคิดสามสิบวันเป็นหนึ่งเดือน

เศษของเดือนถ้าถึงสิบห้าวันให้นับเป็นหนึ่งเดือน ถ้าไม่ถึงสิบห้าวันให้ปัดทิ้ง

มาตรา ข้อ ๓๑

ข้อ ๓๑ การคำนวณบำเหน็จปกติ

ให้คำนวณจากค่าจ้างเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีที่ทำงาน

มาตรา ข้อ ๓๒

ข้อ ๓๒ การคำนวณบำเหน็จรายเดือน

ให้คำนวณจากค่าจ้างเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนเดือนที่ทำงานหารด้วยสิบสอง

แล้วหารด้วยห้าสิบ

มาตรา ข้อ ๓๓

ข้อ ๓๓ การคำนวณบำเหน็จพิเศษรายเดือนของลูกจ้างประจำ

กรณีปฏิบัติหน้าที่ในเวลาปกติให้ปลัดกรุงเทพมหานครเป็นผู้กำหนดตามจำนวนที่เห็นสมควร

โดยคำนึงถึงความร้ายแรงของเหตุการณ์ประกอบกับความพิการและทุพพลภาพของลูกจ้างประจำ

โดยกำหนดไม่น้อยกว่าหกเท่าของค่าจ้างเดือนสุดท้ายแต่ไม่เกินยี่สิบสี่เท่าของค่าจ้างเดือนสุดท้าย

แล้วหารด้วยห้าสิบ

มาตรา ข้อ ๓๔

ข้อ ๓๔ การคำนวณบำเหน็จพิเศษรายเดือนของลูกจ้างประจำ

กรณีปฏิบัติหน้าที่ตามที่ราชการกำหนดในระหว่างเวลาที่มีการรบ การสงคราม

การปราบปรามจลาจล

หรือปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างเวลาที่มีการประกาศใช้กฎหมายว่าด้วยความมั่นคงในราชอาณาจักร

หรือกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

หรือกฎหมายว่าด้วยกฎอัยการศึกในพื้นที่นั้น

ให้ปลัดกรุงเทพมหานครเป็นผู้กำหนดตามจำนวนที่เห็นสมควร

โดยคำนึงถึงความร้ายแรงของเหตุการณ์ประกอบกับความพิการและทุพพลภาพของลูกจ้างประจำ

โดยกำหนดไม่น้อยกว่าสามสิบหกเท่าของค่าจ้างเดือนสุดท้ายแต่ไม่เกินสี่สิบสองเท่าของค่าจ้างเดือนสุดท้าย

แล้วหารด้วยห้าสิบ

มาตรา ข้อ ๓๕

ข้อ ๓๕ การคำนวณบำเหน็จรายเดือนและบำเหน็จพิเศษรายเดือนของลูกจ้างตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครนี้

ถ้ามีเศษของบาทให้ปัดทิ้ง

เงินช่วยเหลือค่าทำศพ

มาตรา ข้อ ๓๖

ข้อ ๓๖ ลูกจ้างประจำ

หรือลูกจ้างชั่วคราวผู้ใดตายในระหว่างรับราชการให้จ่ายเงินจำนวนหนึ่ง เรียกว่า “เงินช่วยเหลือค่าทำศพ” เป็นจำนวนสามเท่าของอัตราค่าจ้างปกติเดือนสุดท้ายก่อนถึงแก่ความตายถ้าหากลูกจ้างผู้นั้นมาทำงานเต็มตามกำหนดเป็นเกณฑ์คำนวณเงินช่วยเหลือค่าทำศพ

ลูกจ้างประจำ

หรือลูกจ้างชั่วคราวผู้ใดตายในระหว่างถูกสั่งพักราชการให้จ่ายเงินช่วยเหลือค่าทำศพเป็นจำนวนสามเท่าของอัตราค่าจ้างปกติเดือนสุดท้ายก่อนที่จะถูกสั่งพักราชการ

ถ้าหากลูกจ้างผู้นั้นมาทำงานเต็มตามกำหนดเป็นเกณฑ์คำนวณเงินช่วยเหลือค่าทำศพ

ลูกจ้างประจำ หรือลูกจ้างชั่วคราวผู้ใดตายในระหว่างขาดราชการ

ให้จ่ายค่าจ้างให้เพียงวันสุดท้ายที่ผู้นั้นมาปฏิบัติงานและไม่มีการจ่ายเงินช่วยเหลือค่าทำศพ

อำนาจการอนุมัติในการเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือค่าทำศพให้เป็นไปตามระเบียบกรุงเทพมหานครว่าด้วยการรับเงิน

การเบิกจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน การนำส่งเงิน และการตรวจเงิน

มาตรา ข้อ ๓๗

ข้อ ๓๗ เงินช่วยเหลือค่าทำศพให้จ่ายแก่บุคคลซึ่งลูกจ้างได้แสดงเจตนาระบุไว้เป็นหนังสือก่อนตาย

ตามแบบที่กรุงเทพมหานครกำหนด

ถ้าลูกจ้างผู้ตายมิได้แสดงเจตนาระบุไว้ตามวรรคหนึ่ง

หรือบุคคลซึ่งลูกจ้างผู้ตายได้แสดงเจตนาระบุไว้ได้ตายไปเสียก่อน

ให้จ่ายแก่บุคคลตามลำดับก่อนหลัง ดังต่อไปนี้

(๑) คู่สมรส

(๒) บุตร

(๓) บิดา มารดา

(๔)

ผู้ที่ได้อยู่ในความอุปการะของผู้ตายตลอดมาโดยจำเป็นต้องมีผู้อุปการะและความตายของผู้นั้นทำให้ได้รับความเดือดร้อน

เพราะขาดความอุปการะ ซึ่งผู้มีอำนาจอนุมัติในการเบิกจ่ายตามข้อ ๓๖ เห็นว่ามีหลักฐานแสดงได้ว่าเป็นผู้อยู่ในความอุปการะของผู้ตาย

(๕)

ผู้ที่อุปการะเลี้ยงดูให้การศึกษาผู้ตายมาแต่เยาว์ฉันบิดามารดากับบุตร

ซึ่งผู้มีอำนาจอนุมัติในการเบิกจ่ายตามข้อ ๓๖

เห็นว่ามีหลักฐานแสดงได้ว่าเป็นผู้อุปการะผู้ตาย

เมื่อปรากฏว่ามีบุคคลในลำดับก่อนดังกล่าวในวรรคสอง

บุคคลนั้นมีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือค่าทำศพแต่ในลำดับเดียว

ผู้ที่อยู่ในลำดับถัดไปไม่มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือค่าทำศพ

การขอรับเงินช่วยเหลือค่าทำศพให้กระทำภายในเวลาสิบสองเดือนนับแต่วันที่ลูกจ้างซึ่งมีสิทธิรับค่าจ้างตาย

เว้นแต่ในกรณีที่ลูกจ้างผู้นั้นเป็นผู้ถูกสั่งพักราชการ

ผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนหรือผู้อุทธรณ์คำสั่งลงโทษ

ระยะเวลาสิบสองเดือนให้นับตั้งแต่วันที่การถูกสั่งพักราชการ

การออกจากราชการไว้ก่อน หรือการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษสิ้นสุดลง แล้วแต่กรณี

ในกรณีทางราชการมีความจำเป็นต้องเข้าเป็นผู้จัดการศพลูกจ้างผู้ตายเพราะไม่มีผู้ใดเข้าจัดการศพในเวลาอันควร

ก็ให้ทางราชการหักค่าใช้จ่ายจากเงินช่วยเหลือค่าทำศพที่ต้องจ่ายตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครนี้ได้เท่าที่จ่ายจริง

และมอบส่วนที่เหลือให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับ

ประกาศ

ณ วันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๗

หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์

บริพัตร

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

ปริยานุช/ผู้จัดทำ

๘ มกราคม ๒๕๕๘

วิศนี/ผู้ตรวจ

๑๙ มกราคม ๒๕๕๘

[๑] ราชกิจจานุเบกษา

เล่ม ๑๓๑/ตอนพิเศษ ๒๗๔ ง/หน้า ๓๐/๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๗

37 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง บำเหน็จและเงินช่วยเหลือลูกจ้างกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2557 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_d7a5185e20e2f3a4

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com