ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร
ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร
เรื่อง
บำเหน็จและเงินช่วยเหลือลูกจ้างกรุงเทพมหานคร
พ.ศ. ๒๕๕๗
โดยที่เป็นการสมควรตราข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครว่าด้วยบำเหน็จและเงินช่วยเหลือลูกจ้างกรุงเทพมหานคร
อาศัยอำนาจตามมาตรา ๖๘
วรรคสามแห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานครและบุคลากรกรุงเทพมหานคร
พ.ศ. ๒๕๕๔ ประกอบกับมาตรา ๙๗ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร
พ.ศ. ๒๕๒๘ กรุงเทพมหานครโดยความเห็นชอบของสภากรุงเทพมหานคร จึงตราข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครขึ้นไว้
ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครนี้เรียกว่า
ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง
บำเหน็จและเงินช่วยเหลือลูกจ้างกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๕๗
ข้อ ๒[๑] ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เป็นต้นไป
ข้อ ๓ บรรดาข้อบัญญัติ
กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่งอื่นใดในส่วนที่ได้ตราไว้แล้วในข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครนี้
หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครนี้
ให้ใช้ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครนี้แทน
ข้อ ๔ ให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครรักษาการตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครนี้
และให้มีอำนาจออกข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครนี้
ข้อความทั่วไป
ข้อ ๕ ในข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครนี้
ลูกจ้างประจำ หมายความว่า
ลูกจ้างรายเดือน รายวัน และรายชั่วโมง
ซึ่งกรุงเทพมหานครจ้างไว้ปฏิบัติงานที่มีลักษณะประจำไม่มีกำหนดเวลาตามอัตราและจำนวนที่กำหนดไว้
โดยจ่ายค่าจ้างจากเงินงบประมาณ
และให้รวมถึงลูกจ้างประจำที่ได้รับค่าจ้างจากเงินบำรุงหรือเงินอุดหนุนต่าง ๆ ด้วย แต่ทั้งนี้
ไม่รวมถึงลูกจ้างประจำที่มีสัญญาจ้าง
ลูกจ้างชั่วคราว หมายความว่า
ลูกจ้างรายเดือน รายวัน และรายชั่วโมง
ซึ่งกรุงเทพมหานครจ้างไว้ปฏิบัติงานที่มีลักษณะชั่วคราว และหรือโดยมีกำหนดเวลาจ้าง
โดยจ่ายค่าจ้างจากเงินงบประมาณและให้รวมถึงลูกจ้างชั่วคราวที่ได้รับค่าจ้างจากเงินบำรุงหรือเงินอุดหนุนต่างๆ
ด้วย
ค่าจ้าง หมายความว่า
ค่าจ้างอัตราปกติ ตามอัตราที่กำหนดจ่ายให้สำหรับการทำงานในระยะเวลาตามปกติ
และหมายความรวมถึงเงินเพิ่มพิเศษสำหรับการสู้รบ (พ.ส.ร.) ด้วย
ค่าจ้างเดือนสุดท้าย หมายความว่า
ค่าจ้างทั้งเดือนที่ลูกจ้างควรจะได้รับในเดือนสุดท้ายก่อนออกจากงาน
ถ้าลูกจ้างผู้นั้นมาทำงานเต็มตามเวลาที่กำหนด
ลูกจ้างที่ได้รับค่าจ้างเป็นรายวันประเภทที่ทำงานมีวันหยุดประจำสัปดาห์หนึ่งวัน
ให้คิดค่าจ้างยี่สิบเจ็ดวันเป็นค่าจ้างหนึ่งเดือน
สำหรับประเภทที่ทำงานมีวันหยุดประจำสัปดาห์สองวัน
ให้คิดค่าจ้างยี่สิบสามวันเป็นค่าจ้างหนึ่งเดือน
สำหรับลูกจ้างที่ได้รับค่าจ้างเป็นรายชั่วโมง
ให้คิดค่าจ้างเจ็ดชั่วโมงเป็นค่าจ้างหนึ่งวัน เว้นแต่ลูกจ้างที่ได้กำหนดเวลาทำงานสำหรับหนึ่งวันเป็นอย่างอื่นก็ให้คิดค่าจ้างตามจำนวนชั่วโมงที่ได้กำหนดนั้นเป็นค่าจ้างหนึ่งวัน
แล้วคิดเป็นค่าจ้างหนึ่งเดือนตามวรรคก่อน
บำเหน็จปกติ หมายความว่า
เงินตอบแทนของลูกจ้างประจำที่ออกจากงานเนื่องจากทำงานมานาน ซึ่งจ่ายครั้งเดียว
บำเหน็จรายเดือน หมายความว่า
เงินตอบแทนของลูกจ้างประจำที่ออกจากงานเนื่องจากทำงานมานาน ซึ่งจ่ายเป็นรายเดือน
บำเหน็จพิเศษ หมายความว่า
เงินที่จ่ายให้แก่ลูกจ้างประจำหรือลูกจ้างชั่วคราวที่ได้รับอันตรายหรือป่วยเจ็บเพราะเหตุปฏิบัติงานในหน้าที่
หรือถูกประทุษร้ายเพราะเหตุกระทำการตามหน้าที่ซึ่งแพทย์ที่ทางราชการรับรองได้ตรวจและแสดงว่าไม่สามารถปฏิบัติงานในหน้าที่ได้อีกเลยซึ่งจ่ายครั้งเดียว
บำเหน็จพิเศษรายเดือน หมายความว่า
เงินที่จ่ายให้แก่ลูกจ้างประจำที่ได้รับอันตรายหรือป่วยเจ็บเพราะเหตุปฏิบัติงานในหน้าที่
หรือถูกประทุษร้ายเพราะเหตุกระทำการตามหน้าที่ซึ่งแพทย์ที่ทางราชการรับรองได้ตรวจและแสดงว่าไม่สามารถปฏิบัติงานในหน้าที่ได้อีกเลยซึ่งจ่ายเป็นรายเดือน
ปีงบประมาณ หมายความว่า
ปีงบประมาณตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครว่าด้วยวิธีการงบประมาณ
ข้อ ๖ การจ่ายเงินตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครนี้
ให้เป็นอำนาจของปลัดกรุงเทพมหานคร
ข้อ ๗ วิธีการในการยื่นเรื่องขอรับเงินบำเหน็จและเงินช่วยเหลือค่าทำศพให้ทำตามแบบและวิธีการที่ปลัดกรุงเทพมหานครกำหนด
บำเหน็จปกติ
ข้อ ๘ ลูกจ้างประจำซึ่งมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์แล้ว
เป็นอันพ้นจากงานเมื่อสิ้นปีงบประมาณที่มีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์นั้น
ข้อ ๙ ลูกจ้างประจำจะได้รับบำเหน็จปกติ
เมื่อต้องออกจากงานด้วยเหตุหนึ่งเหตุใด ดังต่อไปนี้
(๑) ลาออกโดยไม่มีความผิด
และได้รับอนุญาตจากผู้มีอำนาจสั่งจ้างและแต่งตั้ง หรือผู้ได้รับมอบอำนาจแล้ว
(๒) กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง และถูกลงโทษปลดออกจากราชการ
(๓) มีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์
(๔) เจ็บป่วยจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่การงานของตนโดยสม่ำเสมอ
หรือโดยมีใบตรวจแพทย์ ซึ่งทางราชการรับรองว่าไม่สามารถหรือไม่สมควรทำงานต่อไป
(๕) ขาดคุณสมบัติเกี่ยวกับสัญชาติ
(๖) ขาดคุณสมบัติเนื่องจากไม่เป็นผู้เลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยด้วยความบริสุทธิ์ใจ
(๗) ขาดคุณสมบัติเนื่องจากไปดำรงตำแหน่งกำนัน แพทย์ประจำตำบล
สารวัตรกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน
(๘) ขาดคุณสมบัติเนื่องจากไปดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง
(๙)
ขาดคุณสมบัติเนื่องจากเป็นผู้มีกายทุพพลภาพจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
ไร้ความสามารถหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
หรือเป็นโรคตามที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน
(๑๐) ขาดคุณสมบัติเนื่องจากไปเป็นกรรมการพรรคการเมือง
หรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมือง
(๑๑) ขาดคุณสมบัติเนื่องจากตกเป็นบุคคลล้มละลาย
(๑๒) ทางราชการเลิกหรือยุบตำแหน่ง
(๑๓)
หย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่การงานของตนให้มีประสิทธิภาพ
หรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่การงาน หรือบกพร่องในหน้าที่ด้วยเหตุใด
(๑๔)
ถูกสั่งให้ออกจากราชการเนื่องจากถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงและได้มีการสอบสวนแล้ว
การสอบสวนไม่ได้ความว่ากระทำผิดที่จะถูกลงโทษปลดออก หรือไล่ออก
แต่มีมลทินหรือมัวหมองในกรณีที่ถูกสอบสวน
ซึ่งจะให้ปฏิบัติราชการต่อไปอาจจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ
(๑๕) ถูกสั่งให้ออกจากราชการเนื่องจากรับโทษจำคุกโดยคำสั่งศาล
หรือต้องได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
ซึ่งยังไม่ถึงกับจะต้องถูกลงโทษ ปลดออก หรือไล่ออก
(๑๖) ไปรับราชการตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร
ในกรณี (๑) และ (๒)
ต้องทำงานเป็นลูกจ้างประจำมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีบริบูรณ์
ในกรณี (๓) ถึง (๑๖)
ต้องทำงานเป็นลูกจ้างประจำมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปีบริบูรณ์
ข้อ ๑๐ บำเหน็จปกติที่จะจ่ายตามความในข้อ ๙
ถ้าลูกจ้างประจำผู้มีสิทธิได้รับตายไปเสียก่อนได้รับเงินบำเหน็จปกติ
เงินดังกล่าวย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ข้อ ๑๑ ลูกจ้างประจำผู้ใดตายในระหว่างรับราชการ
ถ้าลูกจ้างประจำผู้นั้นได้ทำงานเป็นลูกจ้างประจำมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปีบริบูรณ์
และความตายนั้นมิได้เกิดขึ้นเนื่องจากความประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงของตนเอง
ให้จ่ายเงินบำเหน็จปกติเป็นจำนวนตามเกณฑ์คำนวณในข้อ ๓๑
แก่ทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์โดยอนุโลม
เงินบำเหน็จปกติตามวรรคหนึ่งให้แบ่งจ่ายแก่ผู้มีสิทธิตามสัดส่วนของเงินมรดก
โดยมิต้องกันส่วนเป็นสินสมรสก่อนแบ่ง เนื่องจากเงินดังกล่าวไม่ถือเป็นสินสมรส
ข้อ ๑๒ ลูกจ้างประจำผู้ใดมีกรณีหรือถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงหรือถูกฟ้องคดีอาญาหรืออยู่ในระหว่างถูกพักงาน
ถ้าถึงแก่ความตายก่อนได้รับการวินิจฉัยเรื่องที่ได้กระทำผิดวินัยหรือก่อนคดีอาญาถึงที่สุด
ให้ปลัดกรุงเทพมหานครพิจารณาวินิจฉัยว่า
ถ้าผู้นั้นไม่ถึงแก่ความตายเสียก่อนจะต้องได้รับโทษถึงไล่ออกหรือไม่
หากเห็นว่าผู้นั้นจะต้องถูกลงโทษถึงไล่ออกแล้ว
ทายาทของลูกจ้างประจำผู้นั้นไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จปกติตามข้อ ๑๑
บำเหน็จรายเดือน
ข้อ ๑๓ ลูกจ้างประจำผู้มีสิทธิรับบำเหน็จปกติซึ่งมีเวลาทำงานตั้งแต่ยี่สิบห้าปีบริบูรณ์ขึ้นไปจะแสดงความประสงค์ขอรับเป็นบำเหน็จรายเดือนแทนก็ได้
ในกรณีที่ลูกจ้างประจำได้รับบำเหน็จปกติหรือบำเหน็จรายเดือนจากกรุงเทพมหานครไปแล้วจะขอเปลี่ยนแปลงความประสงค์อีกไม่ได้
ข้อ ๑๔ สิทธิในบำเหน็จรายเดือนให้เริ่มตั้งแต่วันที่ลูกจ้างประจำออกจากงานจนกระทั่งถึงแก่ความตาย
โดยคำนวณตามเกณฑ์ในข้อ ๓๒
บำเหน็จพิเศษ
ข้อ ๑๕ ลูกจ้างประจำหรือลูกจ้างชั่วคราวผู้ใดได้รับอันตรายหรือป่วยเจ็บ
เพราะเหตุปฏิบัติงานในหน้าที่ หรือถูกประทุษร้ายเพราะเหตุกระทำการตามหน้าที่
ซึ่งแพทย์ที่ทางราชการรับรองได้ตรวจและแสดงว่าไม่สามารถปฏิบัติงานในหน้าที่ต่อไปได้อีกเลย
นอกจากจะได้รับบำเหน็จปกติตามที่กำหนดไว้ในหมวด ๒ แล้ว
ให้ได้รับบำเหน็จพิเศษอีกด้วย
เว้นแต่อันตรายที่ได้รับหรือการป่วยเจ็บนั้นเกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
หรือจากความผิดของตนเอง
สำหรับลูกจ้างชั่วคราวไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จปกติตามที่กำหนดไว้ในหมวด
๒
ข้อ ๑๖ การกำหนดอัตราบำเหน็จพิเศษ
ให้ปลัดกรุงเทพมหานครเป็นผู้กำหนดตามสมควรแก่เหตุการณ์ประกอบกับความพิการทุพพลภาพของผู้นั้น
ตามอัตราดังต่อไปนี้
(๑) ปฏิบัติหน้าที่ในเวลาปกติให้มีอัตราตั้งแต่หกถึงยี่สิบสี่เท่าของอัตราค่าจ้างเดือนสุดท้าย
(๒) ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ราชการกำหนดในระหว่างเวลาที่มีการรบ
การสงคราม การปราบปรามการจลาจล
หรือปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างที่มีการประกาศใช้กฎหมายว่าด้วยความมั่นคงในราชอาณาจักรหรือกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน
หรือกฎหมายว่าด้วยกฎอัยการศึกในพื้นที่นั้นให้มีอัตราตั้งแต่สามสิบหกถึงสี่สิบสองเท่าของอัตราค่าจ้างเดือนสุดท้าย
ข้อ ๑๗ ลูกจ้างประจำหรือลูกจ้างชั่วคราวผู้ได้รับอันตรายดังกล่าวในข้อ
๑๕ ถ้าถึงแก่ความตายเพราะเหตุนั้นก่อนได้รับบำเหน็จพิเศษไป
ให้จ่ายบำเหน็จพิเศษให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์โดยอนุโลม
ตามอัตราดังต่อไปนี้
(๑) ปฏิบัติหน้าที่ในเวลาปกติ
เป็นจำนวนเท่ากับอัตราค่าจ้างเดือนสุดท้ายสามสิบเดือน
(๒) ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างเวลาดังกล่าวในข้อ ๑๖ (๒)
เป็นจำนวนเท่ากับอัตราค่าจ้างเดือนสุดท้ายสี่สิบแปดเดือน
เงินบำเหน็จพิเศษตามวรรคหนึ่ง
ให้แบ่งจ่ายแก่ทายาทผู้มีสิทธิตามสัดส่วนของเงินมรดกโดยมิต้องกันส่วนเป็นสินสมรสก่อนแบ่ง
เนื่องจากเงินดังกล่าวไม่ถือเป็นสินสมรส
ข้อ ๑๘ ในกรณีที่ลูกจ้างประจำหรือลูกจ้างชั่วคราวได้รับอันตรายหรือป่วยเจ็บตามข้อ
๑๕ หรือถึงแก่ความตายตามข้อ ๑๗ ถ้าลูกจ้างผู้นั้นหรือทายาท แล้วแต่กรณี
มีสิทธิได้รับทั้งบำเหน็จพิเศษตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครนี้
เงินสงเคราะห์ผู้ประสบภัยตามกฎหมายว่าด้วยการสงเคราะห์ผู้ประสบภัยเนื่องจากการช่วยเหลือราชการ
การปฏิบัติงานของชาติ หรือการปฏิบัติตามหน้าที่มนุษยธรรม
เงินค่าทดแทนตามระเบียบว่าด้วยการจ่ายเงินค่าทดแทนและการพิจารณาบำเหน็จความชอบในการปราบผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์
หรือเงินอื่นในลักษณะเดียวกันจากทางราชการ
หรือจากหน่วยงานอื่นที่ทางราชการสั่งให้ไปปฏิบัติงาน
ให้เลือกรับได้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วแต่จะเลือก
บำเหน็จพิเศษรายเดือน
ข้อ ๑๙ ลูกจ้างประจำผู้มีสิทธิรับบำเหน็จพิเศษจะแสดงความประสงค์ขอรับเป็นบำเหน็จพิเศษรายเดือนแทนก็ได้
ในกรณีที่ลูกจ้างประจำได้รับบำเหน็จพิเศษหรือบำเหน็จพิเศษรายเดือนจากกรุงเทพมหานครไปแล้วจะขอเปลี่ยนแปลงความประสงค์อีกไม่ได้
ข้อ ๒๐ สิทธิในบำเหน็จพิเศษรายเดือนให้เริ่มตั้งแต่วันที่ลูกจ้างประจำออกจากงานจนกระทั่งถึงแก่ความตาย
โดยคำนวณตามเกณฑ์ในข้อ ๓๓
ข้อ ๒๑ ในกรณีที่ลูกจ้างประจำผู้ใดได้รับอันตรายหรือป่วยเจ็บตามข้อ
๑๕ ถ้าลูกจ้างประจำผู้นั้นมีสิทธิได้รับทั้งบำเหน็จพิเศษรายเดือนตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครนี้
เงินสงเคราะห์ผู้ประสบภัยตามกฎหมายว่าด้วยการสงเคราะห์ผู้ประสบภัยเนื่องจากการช่วยเหลือราชการ
การปฏิบัติงานของชาติหรือการปฏิบัติตามหน้าที่มนุษยธรรม
เงินค่าทดแทนตามระเบียบว่าด้วยการจ่ายเงินค่าทดแทนและการพิจารณาบำเหน็จความชอบในการปราบผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์
หรือเงินอื่นในลักษณะเดียวกันจากทางราชการ
หรือจากหน่วยงานอื่นที่ทางราชการสั่งให้ไปปฏิบัติงาน ให้เลือกรับได้เพียงทางเดียว
บำเหน็จตกทอด
ข้อ ๒๒ ในกรณีที่ผู้รับบำเหน็จรายเดือน
หรือผู้รับบำเหน็จพิเศษรายเดือนถึงแก่ความตายให้จ่ายบำเหน็จตกทอดเป็นจำนวนสิบห้าเท่าของบำเหน็จรายเดือน
หรือบำเหน็จพิเศษรายเดือน แล้วแต่กรณี ให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิตามเกณฑ์ ดังนี้
(๑) บุตรให้ได้รับสองส่วน
ถ้าผู้ตายมีบุตรตั้งแต่สามคนขึ้นไปให้ได้รับสามส่วน
(๒) สามีหรือภริยาให้ได้รับหนึ่งส่วน
(๓) บิดามารดา หรือบิดาหรือมารดาที่มีชีวิตอยู่ให้ได้รับหนึ่งส่วน
ในกรณีที่ไม่มีทายาทในข้อใด
หรือทายาทนั้นได้ตายไปเสียก่อนให้แบ่งเงินดังกล่าวระหว่างทายาทผู้มีสิทธิในข้อที่เหลืออยู่
ในกรณีที่ไม่มีทายาททั้งสามข้อดังกล่าว ให้จ่ายแก่บุคคลซึ่งผู้ตายได้แสดงเจตนาไว้ต่อหน่วยงานเจ้าสังกัดตามแบบและวิธีการที่กรุงเทพมหานครกำหนด
ในกรณีที่ไม่มีทายาทและบุคคลซึ่งผู้ตายได้แสดงเจตนาไว้ตามวรรคสาม
หรือบุคคลนั้นได้ตายไปก่อน ให้สิทธิในบำเหน็จตกทอดนั้นเป็นอันยุติลง
ในกรณีที่ได้มีการจ่ายบำเหน็จตกทอดไปแล้ว
หากปรากฏว่ามีบุตรซึ่งได้มีคำพิพากษาของศาลว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย
ซึ่งได้มีการฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตรก่อนหรือภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่บิดาตายหรือนับแต่วันที่ได้รู้
หรือควรได้รู้ถึงความตายของบิดาเพิ่มขึ้น ให้แบ่งบำเหน็จตกทอดนั้นใหม่ระหว่างทายาทผู้มีสิทธิโดยถือว่าบุตรชอบด้วยกฎหมายตามคำพิพากษานั้นเป็นทายาทผู้มีสิทธิตั้งแต่วันตายของลูกจ้างผู้ได้รับบำเหน็จรายเดือนหรือบำเหน็จพิเศษรายเดือน
แล้วแต่กรณีในกรณีเช่นนี้
ให้กรุงเทพมหานครเรียกคืนบำเหน็จตกทอดจากทายาทซึ่งรับบำเหน็จตกทอดไปก่อนแล้ว
ในกรณีที่ไม่สามารถเรียกคืนบำเหน็จตกทอดที่จ่ายให้ทายาทซึ่งรับเกินไปในส่วนของตนตามวรรคห้าได้
กรุงเทพมหานครไม่ต้องรับผิดชอบจ่ายเงินบำเหน็จตกทอดให้แก่บุตรซึ่งได้มีคำพิพากษาของศาลว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายย้อนหลังไปถึงวันเกิดสิทธิรับบำเหน็จตกทอดแต่อย่างใด
บำเหน็จตกทอดตามข้อนี้ ถ้ามีเศษของบาทให้ปัดทิ้ง
ข้อ ๒๓ ผู้รับบำเหน็จรายเดือนหรือผู้รับบำเหน็จพิเศษรายเดือนอาจนำสิทธิในบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันการกู้เงินกับสถาบันการเงินได้รวมทั้งการชำระคืนเงินกู้ให้สถาบันการเงิน ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ
และเงื่อนไขที่กรุงเทพมหานครกำหนด
ข้อ ๒๔ ในกรณีที่ผู้รับบำเหน็จรายเดือนหรือผู้รับบำเหน็จพิเศษรายเดือน
ซึ่งได้นำสิทธิในบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันการกู้เงินถึงแก่ความตายหรือผิดสัญญากู้เงินจนต้องบังคับเอากับสิทธิในบำเหน็จตกทอดที่นำไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันการกู้เงิน
ให้กรุงเทพมหานครจ่ายเงินให้แก่สถาบันการเงินที่ผู้นั้นได้นำสิทธิในบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันการกู้เงินเท่ากับจำนวนที่ถูกบังคับ
แต่ไม่เกินจำนวนที่นำสิทธิในบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันการกู้เงิน
การจ่ายเงินให้แก่สถาบันการเงินตามวรรคหนึ่ง
ให้กรุงเทพมหานครจ่ายจากงบประมาณที่ตั้งไว้สำหรับการเบิกจ่ายบำเหน็จตกทอด
ข้อ ๒๕ ในกรณีที่กรุงเทพมหานครได้จ่ายเงินแก่สถาบันการเงินไปแล้วตามข้อ
๒๔ ให้กรุงเทพมหานครหักจำนวนเงินนั้นออกจากสิทธิในบำเหน็จตกทอดเท่ากับจำนวนที่จ่ายให้แก่สถาบันการเงิน
ในกรณีที่กรุงเทพมหานครไม่อาจหักเงินตามจำนวนที่จ่ายให้แก่สถาบันการเงินจากสิทธิในบำเหน็จตกทอดตามวรรคหนึ่งได้
ให้กรุงเทพมหานครเรียกเงินคืนจากผู้รับบำเหน็จรายเดือนหรือผู้รับบำเหน็จพิเศษรายเดือนหรือจากกองมรดกของผู้นั้น
แล้วแต่กรณี เป็นจำนวนเท่ากับจำนวนที่กรุงเทพมหานครได้จ่ายให้แก่สถาบันการเงิน ทั้งนี้
ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กรุงเทพมหานครกำหนด
ข้อ ๒๖ ภายใต้บังคับข้อ
๒๒
ในกรณีที่ผู้รับบำเหน็จรายเดือนหรือผู้รับบำเหน็จพิเศษรายเดือนได้นำสิทธิในบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันการกู้เงิน
หากสัญญากู้เงินสิ้นสุดลงโดยไม่มีการบังคับเอากับสิทธิในบำเหน็จตกทอดที่นำไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันการกู้เงิน
ทายาทมีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอดเต็มตามจำนวนที่จะพึงได้รับตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครนี้
หากผู้รับบำเหน็จรายเดือนหรือผู้รับบำเหน็จพิเศษรายเดือนถึงแก่ความตายหรือสัญญากู้เงินสิ้นสุดลงโดยมีการบังคับเอากับสิทธิในบำเหน็จตกทอดที่นำไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันการกู้เงิน
ทายาทมีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอดเท่ากับจำนวนที่เหลือหลังจากที่กรุงเทพมหานครได้หักเงินจำนวนที่จ่ายให้แก่สถาบันการเงินออกจากสิทธิในบำเหน็จตกทอดตามข้อ
๒๕ วรรคหนึ่ง
การนับเวลาทำงานของลูกจ้างประจำสำหรับคำนวณจ่ายบำเหน็จปกติ
ข้อ ๒๗ การนับเวลาสำหรับคำนวณจ่ายบำเหน็จปกตินั้น
ให้เริ่มนับตั้งแต่วันเริ่มเข้าปฏิบัติงานโดยได้รับค่าจ้าง
แต่ไม่ก่อนวันที่มีอายุครบสิบแปดปีบริบูรณ์จนถึงวันก่อนออกจากงานหรือก่อนวันพ้นจากหน้าที่
และไม่หลังจากวันสิ้นปีงบประมาณของปีที่อายุครบหกสิบปีบริบูรณ์
หรือจนถึงวันที่ถึงแก่ความตาย แล้วแต่กรณี
ลูกจ้างประจำผู้ใดไม่ได้รับค่าจ้างเพราะลา ขาดงาน ถูกสั่งพักราชการ
ให้ตัดเวลาทำงานสำหรับคำนวณบำเหน็จปกติลงตามส่วนแห่งวันที่ไม่ได้รับค่าจ้างนั้น
ลูกจ้างประจำที่ได้รับราชการตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหารโดยมิได้รับบำเหน็จเมื่อออกจากกองประจำการหรือได้รับการลาพักเพื่อรอการปลดโดยไม่มีความเสียหาย
แล้วกลับเข้าทำงานเป็นลูกจ้างประจำ ในสังกัดเดิมภายในกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันก็ให้นับเวลาต่อเนื่องไปรับราชการทหารกองประจำการ
และเวลาระหว่างรับราชการทหารกองประจำการรวมเป็นเวลาทำงานสำหรับคำนวณจ่ายบำเหน็จปกติได้
การนับเวลาทำงานตอนไปรับราชการทหารดังกล่าวในวรรคก่อนนั้น
ให้นับตั้งแต่วันที่ได้เข้าประจำการในกองประจำการจนถึงวันออกจากกองประจำการ
หรือวันที่ได้รับการลาพักเพื่อรอการปลดแต่ไม่รวมถึงเวลาที่ต้องอยู่ชดใช้ตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร
ข้อ ๒๘ ลูกจ้างประจำผู้ใดถูกสั่งให้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนดในระหว่างที่มีการรบ
การสงคราม การปราบปรามการจลาจล หรือในระหว่างเวลาที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกหรือประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน
ก็ให้นับเวลาทำงานที่ปฏิบัติการตามสั่งนั้นเป็นทวีคูณได้
ลูกจ้างประจำผู้ใดปฏิบัติหน้าที่อยู่ในเขตที่ได้มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก
ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้กำหนดให้ข้าราชการซึ่งประจำหน้าที่อยู่ในเขตนั้นนับเวลาราชการเป็นทวีคูณตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
ให้ลูกจ้างประจำผู้นั้นได้นับเวลาทำงานที่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างนั้นเป็นทวีคูณด้วย
ในกรณีที่ลูกจ้างประจำมีเวลาทำงานซึ่งอาจนับเป็นทวีคูณในเวลาเดียวกันได้หลายประการให้นับเวลาระหว่างนั้นเป็นทวีคูณแต่ประการเดียว
วิธีคำนวณบำเหน็จปกติ
บำเหน็จรายเดือนและบำเหน็จพิเศษรายเดือน
ข้อ ๒๙ การนับเวลาทำงานสำหรับคำนวณจ่ายบำเหน็จปกติให้นับเป็นจำนวนปี
สำหรับเวลาทำงานถ้ามีหลายระยะให้นับเวลาทำงานรวมกันโดยให้นับสิบสองเดือนเป็นหนึ่งปี
เศษของปีถ้าถึงหกเดือนให้นับเป็นหนึ่งปี สำหรับจำนวนวันถ้ามีหลายตอนให้นำมารวมกันแล้วนับสามสิบวันเป็นหนึ่งเดือน
ข้อ ๓๐ การนับเวลาทำงานสำหรับคำนวณจ่ายบำเหน็จรายเดือนให้นับเป็นจำนวนเดือนสำหรับเวลาทำงานถ้ามีหลายระยะให้นับเวลาทำงานรวมกันโดยคิดสามสิบวันเป็นหนึ่งเดือน
เศษของเดือนถ้าถึงสิบห้าวันให้นับเป็นหนึ่งเดือน ถ้าไม่ถึงสิบห้าวันให้ปัดทิ้ง
ข้อ ๓๑ การคำนวณบำเหน็จปกติ
ให้คำนวณจากค่าจ้างเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีที่ทำงาน
ข้อ ๓๒ การคำนวณบำเหน็จรายเดือน
ให้คำนวณจากค่าจ้างเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนเดือนที่ทำงานหารด้วยสิบสอง
แล้วหารด้วยห้าสิบ
ข้อ ๓๓ การคำนวณบำเหน็จพิเศษรายเดือนของลูกจ้างประจำ
กรณีปฏิบัติหน้าที่ในเวลาปกติให้ปลัดกรุงเทพมหานครเป็นผู้กำหนดตามจำนวนที่เห็นสมควร
โดยคำนึงถึงความร้ายแรงของเหตุการณ์ประกอบกับความพิการและทุพพลภาพของลูกจ้างประจำ
โดยกำหนดไม่น้อยกว่าหกเท่าของค่าจ้างเดือนสุดท้ายแต่ไม่เกินยี่สิบสี่เท่าของค่าจ้างเดือนสุดท้าย
แล้วหารด้วยห้าสิบ
ข้อ ๓๔ การคำนวณบำเหน็จพิเศษรายเดือนของลูกจ้างประจำ
กรณีปฏิบัติหน้าที่ตามที่ราชการกำหนดในระหว่างเวลาที่มีการรบ การสงคราม
การปราบปรามจลาจล
หรือปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างเวลาที่มีการประกาศใช้กฎหมายว่าด้วยความมั่นคงในราชอาณาจักร
หรือกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน
หรือกฎหมายว่าด้วยกฎอัยการศึกในพื้นที่นั้น
ให้ปลัดกรุงเทพมหานครเป็นผู้กำหนดตามจำนวนที่เห็นสมควร
โดยคำนึงถึงความร้ายแรงของเหตุการณ์ประกอบกับความพิการและทุพพลภาพของลูกจ้างประจำ
โดยกำหนดไม่น้อยกว่าสามสิบหกเท่าของค่าจ้างเดือนสุดท้ายแต่ไม่เกินสี่สิบสองเท่าของค่าจ้างเดือนสุดท้าย
แล้วหารด้วยห้าสิบ
ข้อ ๓๕ การคำนวณบำเหน็จรายเดือนและบำเหน็จพิเศษรายเดือนของลูกจ้างตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครนี้
ถ้ามีเศษของบาทให้ปัดทิ้ง
เงินช่วยเหลือค่าทำศพ
ข้อ ๓๖ ลูกจ้างประจำ
หรือลูกจ้างชั่วคราวผู้ใดตายในระหว่างรับราชการให้จ่ายเงินจำนวนหนึ่ง เรียกว่า เงินช่วยเหลือค่าทำศพ เป็นจำนวนสามเท่าของอัตราค่าจ้างปกติเดือนสุดท้ายก่อนถึงแก่ความตายถ้าหากลูกจ้างผู้นั้นมาทำงานเต็มตามกำหนดเป็นเกณฑ์คำนวณเงินช่วยเหลือค่าทำศพ
ลูกจ้างประจำ
หรือลูกจ้างชั่วคราวผู้ใดตายในระหว่างถูกสั่งพักราชการให้จ่ายเงินช่วยเหลือค่าทำศพเป็นจำนวนสามเท่าของอัตราค่าจ้างปกติเดือนสุดท้ายก่อนที่จะถูกสั่งพักราชการ
ถ้าหากลูกจ้างผู้นั้นมาทำงานเต็มตามกำหนดเป็นเกณฑ์คำนวณเงินช่วยเหลือค่าทำศพ
ลูกจ้างประจำ หรือลูกจ้างชั่วคราวผู้ใดตายในระหว่างขาดราชการ
ให้จ่ายค่าจ้างให้เพียงวันสุดท้ายที่ผู้นั้นมาปฏิบัติงานและไม่มีการจ่ายเงินช่วยเหลือค่าทำศพ
อำนาจการอนุมัติในการเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือค่าทำศพให้เป็นไปตามระเบียบกรุงเทพมหานครว่าด้วยการรับเงิน
การเบิกจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน การนำส่งเงิน และการตรวจเงิน
ข้อ ๓๗ เงินช่วยเหลือค่าทำศพให้จ่ายแก่บุคคลซึ่งลูกจ้างได้แสดงเจตนาระบุไว้เป็นหนังสือก่อนตาย
ตามแบบที่กรุงเทพมหานครกำหนด
ถ้าลูกจ้างผู้ตายมิได้แสดงเจตนาระบุไว้ตามวรรคหนึ่ง
หรือบุคคลซึ่งลูกจ้างผู้ตายได้แสดงเจตนาระบุไว้ได้ตายไปเสียก่อน
ให้จ่ายแก่บุคคลตามลำดับก่อนหลัง ดังต่อไปนี้
(๑) คู่สมรส
(๒) บุตร
(๓) บิดา มารดา
(๔)
ผู้ที่ได้อยู่ในความอุปการะของผู้ตายตลอดมาโดยจำเป็นต้องมีผู้อุปการะและความตายของผู้นั้นทำให้ได้รับความเดือดร้อน
เพราะขาดความอุปการะ ซึ่งผู้มีอำนาจอนุมัติในการเบิกจ่ายตามข้อ ๓๖ เห็นว่ามีหลักฐานแสดงได้ว่าเป็นผู้อยู่ในความอุปการะของผู้ตาย
(๕)
ผู้ที่อุปการะเลี้ยงดูให้การศึกษาผู้ตายมาแต่เยาว์ฉันบิดามารดากับบุตร
ซึ่งผู้มีอำนาจอนุมัติในการเบิกจ่ายตามข้อ ๓๖
เห็นว่ามีหลักฐานแสดงได้ว่าเป็นผู้อุปการะผู้ตาย
เมื่อปรากฏว่ามีบุคคลในลำดับก่อนดังกล่าวในวรรคสอง
บุคคลนั้นมีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือค่าทำศพแต่ในลำดับเดียว
ผู้ที่อยู่ในลำดับถัดไปไม่มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือค่าทำศพ
การขอรับเงินช่วยเหลือค่าทำศพให้กระทำภายในเวลาสิบสองเดือนนับแต่วันที่ลูกจ้างซึ่งมีสิทธิรับค่าจ้างตาย
เว้นแต่ในกรณีที่ลูกจ้างผู้นั้นเป็นผู้ถูกสั่งพักราชการ
ผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนหรือผู้อุทธรณ์คำสั่งลงโทษ
ระยะเวลาสิบสองเดือนให้นับตั้งแต่วันที่การถูกสั่งพักราชการ
การออกจากราชการไว้ก่อน หรือการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษสิ้นสุดลง แล้วแต่กรณี
ในกรณีทางราชการมีความจำเป็นต้องเข้าเป็นผู้จัดการศพลูกจ้างผู้ตายเพราะไม่มีผู้ใดเข้าจัดการศพในเวลาอันควร
ก็ให้ทางราชการหักค่าใช้จ่ายจากเงินช่วยเหลือค่าทำศพที่ต้องจ่ายตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครนี้ได้เท่าที่จ่ายจริง
และมอบส่วนที่เหลือให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับ
ประกาศ
ณ วันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๗
หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์
บริพัตร
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
ปริยานุช/ผู้จัดทำ
๘ มกราคม ๒๕๕๘
วิศนี/ผู้ตรวจ
๑๙ มกราคม ๒๕๕๘
[๑] ราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๑๓๑/ตอนพิเศษ ๒๗๔ ง/หน้า ๓๐/๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๗
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).