ข้อ ๖ การคัดเลือกหรือแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งต่าง
ๆ ให้คำนึงถึงหน้าที่ความรับผิดชอบในการดูแลทุกข์สุขของราษฎรเป็นสำคัญ โดยยึดในหลักการที่ว่า
ทุกพื้นที่ในราชอาณาจักรไทยจำเป็นที่ข้าราชการตำรวจมีภารกิจที่จะต้องปฏิบัติราชการทั้งสิ้น
จึงให้ผู้มีอำนาจสามารถดำเนินการคัดเลือกหรือแต่งตั้งข้าราชการตำรวจไปดำรงตำแหน่งในลักษณะงานหรือพื้นที่อื่นที่ต่างจากเดิมได้
เพื่อให้ข้าราชการตำรวจเกิดการเรียนรู้ การทำงานรอบด้าน หรือพื้นที่ที่หลากหลายอันจะเกิดประโยชน์ต่อทางราชการ
ข้อ ๗ ให้มีการคัดเลือกหรือแต่งตั้งข้าราชการตำรวจเป็นสองวาระดังนี้
(๑) วาระที่ ๑ เรียกว่า วาระประจำปี ให้ดำเนินการคัดเลือกหรือแต่งตั้งข้าราชการตำรวจดังนี้
(ก) ตำแหน่งระดับผู้บังคับการถึงจเรตำรวจแห่งชาติและรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติให้แล้วเสร็จภายในวันที่
๓๑ สิงหาคมของทุกปี
(ข) ตำแหน่งระดับสารวัตรถึงรองผู้บังคับการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ ๓๐ พฤศจิกายนของทุกปี
(ค) ตำแหน่งระดับรองสารวัตรลงมา ให้แล้วเสร็จภายในวันที่
๓๑ มกราคมของทุกปี
(๒) วาระที่ ๒ เรียกว่า วาระเดือนเมษายน ให้ดำเนินการคัดเลือกแต่งตั้งข้าราชการตำรวจภายหลังจากการคัดเลือกแต่งตั้งตามข้อ
๗ (๑) (ก) โดยให้แล้วเสร็จภายในวันที่ ๓๐ เมษายนของทุกปีดังนี้
(ก) ตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือทดแทนกันตามข้อ ๒๘ (๕)
(ข) ตำแหน่งระดับผู้บังคับการขึ้นไปที่ว่างอยู่หรือทดแทนกัน รวมถึงการคัดเลือกแต่งตั้งสับเปลี่ยนหมุนเวียนในระดับตำแหน่งเท่าเดิม
การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจตามข้อ
๗ (๑) (ข) และ
(ค) นอกวาระประจำปีจะกระทำมิได้ เว้นแต่เป็นกรณีที่มีเหตุผลความจำเป็นต้องดำเนินการแต่งตั้งซึ่งไม่อาจรอวาระประจำปีได้
โดยได้รับความเห็นชอบจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติก่อน
การคัดเลือกหรือการแต่งตั้งที่ได้เริ่มดำเนินการแต่ไม่แล้วเสร็จภายในเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเสนอ
ก.ตร. เพื่อขอรับความเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการดำเนินการและไม่ถือว่าการดำเนินการที่ทำมาแล้วต้องเสียไป
ข้อ ๘ ให้ข้าราชการตำรวจซึ่งดำรงตำแหน่งระดับรองผู้บังคับการลงมา
แจ้งภูมิลำเนาและจังหวัดที่ครอบครัวพักอาศัยตามรูปแบบที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดไปยังหัวหน้าหน่วยต้นสังกัดภายในวันที่
๓๑ กรกฎาคมของทุกปี
ในกรณีที่ผู้ใดไม่ได้แจ้งภูมิลำเนาและจังหวัดที่ครอบครัวพักอาศัย
หรือไม่ได้แจ้งเปลี่ยนแปลงสถานที่ไปจากที่ได้แจ้งไว้เดิมภายในระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง
ให้ถือว่าผู้นั้นมีภูมิลำเนาและจังหวัดที่ครอบครัวพักอาศัย ณ ที่อยู่ ซึ่งปรากฏตามหลักฐานของทางราชการหรือตามที่อยู่ที่ได้แจ้งไว้เดิม
แล้วแต่กรณี โดยไม่ประสงค์ที่จะโต้แย้งหรือเรียกร้องสิทธิจากผู้บังคับบัญชา
ข้อ ๙ ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยจัดทำลำดับอาวุโสของข้าราชการตำรวจประกาศให้ข้าราชการตำรวจในสังกัดทราบโดยทั่วกันล่วงหน้าก่อนที่จะดำเนินการคัดเลือกหรือแต่งตั้ง ทั้งนี้ ให้ข้าราชการตำรวจที่เห็นว่าลำดับอาวุโสไม่ถูกต้อง
สามารถยื่นเรื่องต่อผู้มีอำนาจให้พิจารณาทบทวนได้ภายในเจ็ดวัน นับแต่วันประกาศอาวุโส
หากพ้นกำหนดให้ถือว่าข้าราชการตำรวจผู้นั้นไม่ประสงค์ที่จะโต้แย้งหรือเรียกร้องสิทธิจากผู้บังคับบัญชา
ข้อ ๑๐ การนับระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง ให้นับดังนี้
(๑) ข้าราชการตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้งตามข้อ ๗ (๑) ให้นับวาระการแต่งตั้งในปีถัดไปเป็นหนึ่งปี ไม่ว่าการแต่งตั้งจะมีผลเมื่อใด
(๒) ข้าราชการตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้งตามข้อ ๗ (๒) ให้นับวาระการแต่งตั้งเดือนเมษายนในปีถัดไปเป็นหนึ่งปี ไม่ว่าการแต่งตั้งจะมีผลเมื่อใด
(๓) ข้าราชการตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้งนอกเหนือจากข้อ ๗ (๑) และ (๒) ให้นับแบบวันชนวัน
(๔) ข้าราชการตำรวจที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งหรือแต่งตั้งเลื่อนชั้นเป็นชั้นสัญญาบัตรครั้งแรก
หากนับระยะเวลาตั้งแต่วันที่เริ่มเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรถึงวันที่ ๓๐ กันยายน
มีระยะเวลารวมแล้วไม่น้อยกว่าแปดเดือน ให้นับเป็นหนึ่งปี
(๕) ข้าราชการตำรวจที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติรับโอนมาหรือบรรจุข้าราชการประเภทอื่นกลับเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจในระดับรองสารวัตร
ให้นับระยะเวลาการดำรงตำแหน่งระดับรองสารวัตร ตั้งแต่วันที่ผู้นั้นเป็นข้าราชการชั้นตรีหรือระดับสามหรือประเภทวิชาการระดับปฏิบัติการหรือข้าราชการทหารชั้นสัญญาบัตร
สำหรับการรับโอนมาหรือบรรจุข้าราชการประเภทอื่นกลับเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจในระดับอื่น
ให้นับระยะเวลาการดำรงตำแหน่งในระดับนั้นตั้งแต่วันที่รับโอนหรือบรรจุกลับ แล้วแต่กรณี
ข้อ ๑๑ การนับจำนวนตำแหน่งว่างในแต่ละระดับตำแหน่งเพื่อนำมาคำนวณสัดส่วนจำนวนตำแหน่งในการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นเรียงตามลำดับอาวุโส
ให้คำนวณจากจำนวนตำแหน่งว่างอันเกิดจากการเกษียณอายุราชการ ลาออก เสียชีวิต ไล่ออก
ปลดออก การกำหนดตำแหน่งใหม่ เป็นต้น ซึ่งเป็นตำแหน่งว่างที่มีอยู่จริง ณ วันที่ผู้มีอำนาจจัดทำบัญชีข้อมูลผู้เหมาะสมเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นตามหมวด
๓ ส่วนที่ ๑ ทั้งนี้ ในวันที่มีการประชุม
ก.ตร. พิจารณาให้ความเห็นชอบหรือวันที่ผู้มีอำนาจแต่งตั้งสั่งแต่งตั้ง
แล้วแต่กรณี หากมีตำแหน่งว่างเพิ่มขึ้นก็ให้นำมาคำนวณสัดส่วนจำนวนตำแหน่งในการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นด้วย
โดยหมายความรวมถึงจำนวนตำแหน่งว่างที่เกิดขึ้นจากการเลื่อนตำแหน่งทดแทนกันด้วย ทั้งนี้ ไม่ให้หมายความรวมถึงตำแหน่งเฉพาะทาง
การนับจำนวนตำแหน่งว่างตามวรรคหนึ่ง
ในกรณีผู้ดำรงตำแหน่งเฉพาะทางที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นจนถึงระดับสูงสุดในหน่วยแล้ว
หากผู้นั้นได้รับการแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นในกลุ่มอาวุโส ตำแหน่งที่ผู้นั้นครองอยู่มิให้นำมานับเป็นตำแหน่งว่างตามวรรคหนึ่ง
ตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติและผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมถึงตำแหน่งที่จะคัดเลือกแต่งตั้งทดแทนตำแหน่งตามข้อ
๒๘ (๕) มิให้นำมานับเป็นตำแหน่งว่างเพื่อนำมาคำนวณสัดส่วนจำนวนตำแหน่งในการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นตามวรรคหนึ่ง
ข้อ ๑๒ การแต่งตั้งในวาระประจำปีเดียวกันสำหรับตำแหน่งระดับใดไม่ว่าคำสั่งจะมีผลเมื่อใด
ให้ถือว่าผู้ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนั้นมีอาวุโสในกลุ่มเดียวกัน
ข้อ ๑๓ เมื่อผู้มีอำนาจแต่งตั้งมีคำสั่งแต่งตั้งแล้ว
ให้ส่งสำเนาคำสั่งไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผ่านสำนักงานกำลังพล) โดยไม่ชักช้า
ข้าราชการตำรวจผู้ใดเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการแต่งตั้งตามกฎ
ก.ตร. นี้ หากประสงค์จะใช้สิทธิร้องทุกข์ตามมาตรา ๑๐๖ แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ
พ.ศ. ๒๕๔๗ ให้ร้องทุกข์ได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง
ข้อ ๑๔ การคัดเลือกหรือแต่งตั้งที่มิได้เป็นไปตามกฎ
ก.ตร. นี้ จะกระทำมิได้เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจาก ก.ตร.
ข้อ ๑๕ ในกรณีมีข้อสงสัยหรือมีปัญหาการตีความตามกฎ
ก.ตร. นี้ ให้เสนอ ก.ตร. พิจารณาวินิจฉัย คำวินิจฉัยของ ก.ตร. ให้เป็นที่สุด
หลักเกณฑ์การคัดเลือกหรือแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ
การคัดเลือกหรือแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).