กฎ ก
กฎ ก.ตร.
ว่าด้วยการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ
พ.ศ. ๒๕๖๑
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา
๓๑ (๒) มาตรา ๔๕ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๕๗ แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ
พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๓๒ แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ
พ.ศ. ๒๕๔๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
ที่ ๔๔/๒๕๕๘ ลงวันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ประกอบกับมติ ก.ตร. ในการประชุมครั้งที่
๑/๒๕๖๑ เมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๑ จึงออกกฎ ก.ตร. ไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑[๑]
กฎ ก.ตร. นี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ ๒ กฎ ก.ตร. นี้ ให้ใช้บังคับในการคัดเลือก การทำความตกลงกัน
การให้ความเห็นชอบและการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ระดับจเรตำรวจแห่งชาติและรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติลงมาถึงผู้บังคับหมู่
ข้อ ๓ ให้ยกเลิกกฎ ก.ตร. ว่าด้วยการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ พ.ศ. ๒๕๕๙ และกฎ ก.ตร. ว่าด้วยการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙
บรรดากฎ ระเบียบ ข้อบังคับ
คำสั่ง หลักเกณฑ์ แนวทางปฏิบัติหรือการดำเนินการอื่นใดในส่วนที่ได้กำหนดไว้แล้วในกฎ
ก.ตร. นี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับกฎ
ก.ตร. นี้ ให้ใช้กฎ ก.ตร. นี้แทน
ข้อ ๔ ในกฎ ก.ตร. นี้
หน่วย หมายความว่า สำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและกองบัญชาการหรือเทียบเท่าที่มิได้สังกัดสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
หน่วยงาน หมายความว่า กองบัญชาการหรือเทียบเท่าในสังกัดสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
หรือกองบังคับการหรือเทียบเท่าหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่อยู่ในสังกัดของหน่วยที่มีหัวหน้าไม่ต่ำกว่าระดับรองผู้บังคับการ
ทั้งนี้ ไม่หมายความรวมถึงกองบังคับการในกองบัญชาการหรือเทียบเท่าในสังกัดสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
ภูมิภาค หมายความว่า อาณาบริเวณที่อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของกองบัญชาการตำรวจนครบาล
หรือแต่ละตำรวจภูธรภาค
ตำแหน่งเฉพาะทาง หมายความว่า ตำแหน่งที่มีคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งในกลุ่มงานเทคนิค ตำแหน่งควบปรับระดับเพิ่ม
- ลดได้ในตัวเอง รวมถึงตำแหน่งอื่นตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนด
ผู้มีอำนาจ หมายความว่า ผู้มีอำนาจคัดเลือกหรือแต่งตั้งตามมาตรา ๕๓ แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ
พ.ศ. ๒๕๔๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
ที่ ๔๔/๒๕๕๘ ลงวันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ และมาตรา ๕๔ แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
ที่ ๗/๒๕๖๐ ลงวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๐
ตำแหน่งตั้งแต่ระดับจเรตำรวจแห่งชาติและรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติลงมาถึงผู้บังคับหมู่ ให้หมายความรวมถึง ตำแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามที่กำหนดไว้ในกฎ
ก.ตร.
ลำดับอาวุโส หมายความว่า การจัดลำดับอาวุโสซึ่งเป็นไปตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
ฉบับที่ ๘๙/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๗
ข้อ ๕ ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติสามารถกำหนดแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการคัดเลือกหรือแต่งตั้งได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับกฎ
ก.ตร. นี้
บททั่วไป
ข้อ ๖ การคัดเลือกหรือแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งต่าง
ๆ ให้คำนึงถึงหน้าที่ความรับผิดชอบในการดูแลทุกข์สุขของราษฎรเป็นสำคัญ โดยยึดในหลักการที่ว่า
ทุกพื้นที่ในราชอาณาจักรไทยจำเป็นที่ข้าราชการตำรวจมีภารกิจที่จะต้องปฏิบัติราชการทั้งสิ้น
จึงให้ผู้มีอำนาจสามารถดำเนินการคัดเลือกหรือแต่งตั้งข้าราชการตำรวจไปดำรงตำแหน่งในลักษณะงานหรือพื้นที่อื่นที่ต่างจากเดิมได้
เพื่อให้ข้าราชการตำรวจเกิดการเรียนรู้ การทำงานรอบด้าน หรือพื้นที่ที่หลากหลายอันจะเกิดประโยชน์ต่อทางราชการ
ข้อ ๗ ให้มีการคัดเลือกหรือแต่งตั้งข้าราชการตำรวจเป็นสองวาระดังนี้
(๑) วาระที่ ๑ เรียกว่า วาระประจำปี ให้ดำเนินการคัดเลือกหรือแต่งตั้งข้าราชการตำรวจดังนี้
(ก) ตำแหน่งระดับผู้บังคับการถึงจเรตำรวจแห่งชาติและรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติให้แล้วเสร็จภายในวันที่
๓๑ สิงหาคมของทุกปี
(ข) ตำแหน่งระดับสารวัตรถึงรองผู้บังคับการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ ๓๐ พฤศจิกายนของทุกปี
(ค) ตำแหน่งระดับรองสารวัตรลงมา ให้แล้วเสร็จภายในวันที่
๓๑ มกราคมของทุกปี
(๒) วาระที่ ๒ เรียกว่า วาระเดือนเมษายน ให้ดำเนินการคัดเลือกแต่งตั้งข้าราชการตำรวจภายหลังจากการคัดเลือกแต่งตั้งตามข้อ
๗ (๑) (ก) โดยให้แล้วเสร็จภายในวันที่ ๓๐ เมษายนของทุกปีดังนี้
(ก) ตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือทดแทนกันตามข้อ ๒๘ (๕)
(ข) ตำแหน่งระดับผู้บังคับการขึ้นไปที่ว่างอยู่หรือทดแทนกัน รวมถึงการคัดเลือกแต่งตั้งสับเปลี่ยนหมุนเวียนในระดับตำแหน่งเท่าเดิม
การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจตามข้อ
๗ (๑) (ข) และ
(ค) นอกวาระประจำปีจะกระทำมิได้ เว้นแต่เป็นกรณีที่มีเหตุผลความจำเป็นต้องดำเนินการแต่งตั้งซึ่งไม่อาจรอวาระประจำปีได้
โดยได้รับความเห็นชอบจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติก่อน
การคัดเลือกหรือการแต่งตั้งที่ได้เริ่มดำเนินการแต่ไม่แล้วเสร็จภายในเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเสนอ
ก.ตร. เพื่อขอรับความเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการดำเนินการและไม่ถือว่าการดำเนินการที่ทำมาแล้วต้องเสียไป
ข้อ ๘ ให้ข้าราชการตำรวจซึ่งดำรงตำแหน่งระดับรองผู้บังคับการลงมา
แจ้งภูมิลำเนาและจังหวัดที่ครอบครัวพักอาศัยตามรูปแบบที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดไปยังหัวหน้าหน่วยต้นสังกัดภายในวันที่
๓๑ กรกฎาคมของทุกปี
ในกรณีที่ผู้ใดไม่ได้แจ้งภูมิลำเนาและจังหวัดที่ครอบครัวพักอาศัย
หรือไม่ได้แจ้งเปลี่ยนแปลงสถานที่ไปจากที่ได้แจ้งไว้เดิมภายในระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง
ให้ถือว่าผู้นั้นมีภูมิลำเนาและจังหวัดที่ครอบครัวพักอาศัย ณ ที่อยู่ ซึ่งปรากฏตามหลักฐานของทางราชการหรือตามที่อยู่ที่ได้แจ้งไว้เดิม
แล้วแต่กรณี โดยไม่ประสงค์ที่จะโต้แย้งหรือเรียกร้องสิทธิจากผู้บังคับบัญชา
ข้อ ๙ ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยจัดทำลำดับอาวุโสของข้าราชการตำรวจประกาศให้ข้าราชการตำรวจในสังกัดทราบโดยทั่วกันล่วงหน้าก่อนที่จะดำเนินการคัดเลือกหรือแต่งตั้ง ทั้งนี้ ให้ข้าราชการตำรวจที่เห็นว่าลำดับอาวุโสไม่ถูกต้อง
สามารถยื่นเรื่องต่อผู้มีอำนาจให้พิจารณาทบทวนได้ภายในเจ็ดวัน นับแต่วันประกาศอาวุโส
หากพ้นกำหนดให้ถือว่าข้าราชการตำรวจผู้นั้นไม่ประสงค์ที่จะโต้แย้งหรือเรียกร้องสิทธิจากผู้บังคับบัญชา
ข้อ ๑๐ การนับระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง ให้นับดังนี้
(๑) ข้าราชการตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้งตามข้อ ๗ (๑) ให้นับวาระการแต่งตั้งในปีถัดไปเป็นหนึ่งปี ไม่ว่าการแต่งตั้งจะมีผลเมื่อใด
(๒) ข้าราชการตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้งตามข้อ ๗ (๒) ให้นับวาระการแต่งตั้งเดือนเมษายนในปีถัดไปเป็นหนึ่งปี ไม่ว่าการแต่งตั้งจะมีผลเมื่อใด
(๓) ข้าราชการตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้งนอกเหนือจากข้อ ๗ (๑) และ (๒) ให้นับแบบวันชนวัน
(๔) ข้าราชการตำรวจที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งหรือแต่งตั้งเลื่อนชั้นเป็นชั้นสัญญาบัตรครั้งแรก
หากนับระยะเวลาตั้งแต่วันที่เริ่มเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรถึงวันที่ ๓๐ กันยายน
มีระยะเวลารวมแล้วไม่น้อยกว่าแปดเดือน ให้นับเป็นหนึ่งปี
(๕) ข้าราชการตำรวจที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติรับโอนมาหรือบรรจุข้าราชการประเภทอื่นกลับเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจในระดับรองสารวัตร
ให้นับระยะเวลาการดำรงตำแหน่งระดับรองสารวัตร ตั้งแต่วันที่ผู้นั้นเป็นข้าราชการชั้นตรีหรือระดับสามหรือประเภทวิชาการระดับปฏิบัติการหรือข้าราชการทหารชั้นสัญญาบัตร
สำหรับการรับโอนมาหรือบรรจุข้าราชการประเภทอื่นกลับเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจในระดับอื่น
ให้นับระยะเวลาการดำรงตำแหน่งในระดับนั้นตั้งแต่วันที่รับโอนหรือบรรจุกลับ แล้วแต่กรณี
ข้อ ๑๑ การนับจำนวนตำแหน่งว่างในแต่ละระดับตำแหน่งเพื่อนำมาคำนวณสัดส่วนจำนวนตำแหน่งในการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นเรียงตามลำดับอาวุโส
ให้คำนวณจากจำนวนตำแหน่งว่างอันเกิดจากการเกษียณอายุราชการ ลาออก เสียชีวิต ไล่ออก
ปลดออก การกำหนดตำแหน่งใหม่ เป็นต้น ซึ่งเป็นตำแหน่งว่างที่มีอยู่จริง ณ วันที่ผู้มีอำนาจจัดทำบัญชีข้อมูลผู้เหมาะสมเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นตามหมวด
๓ ส่วนที่ ๑ ทั้งนี้ ในวันที่มีการประชุม
ก.ตร. พิจารณาให้ความเห็นชอบหรือวันที่ผู้มีอำนาจแต่งตั้งสั่งแต่งตั้ง
แล้วแต่กรณี หากมีตำแหน่งว่างเพิ่มขึ้นก็ให้นำมาคำนวณสัดส่วนจำนวนตำแหน่งในการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นด้วย
โดยหมายความรวมถึงจำนวนตำแหน่งว่างที่เกิดขึ้นจากการเลื่อนตำแหน่งทดแทนกันด้วย ทั้งนี้ ไม่ให้หมายความรวมถึงตำแหน่งเฉพาะทาง
การนับจำนวนตำแหน่งว่างตามวรรคหนึ่ง
ในกรณีผู้ดำรงตำแหน่งเฉพาะทางที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นจนถึงระดับสูงสุดในหน่วยแล้ว
หากผู้นั้นได้รับการแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นในกลุ่มอาวุโส ตำแหน่งที่ผู้นั้นครองอยู่มิให้นำมานับเป็นตำแหน่งว่างตามวรรคหนึ่ง
ตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติและผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมถึงตำแหน่งที่จะคัดเลือกแต่งตั้งทดแทนตำแหน่งตามข้อ
๒๘ (๕) มิให้นำมานับเป็นตำแหน่งว่างเพื่อนำมาคำนวณสัดส่วนจำนวนตำแหน่งในการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นตามวรรคหนึ่ง
ข้อ ๑๒ การแต่งตั้งในวาระประจำปีเดียวกันสำหรับตำแหน่งระดับใดไม่ว่าคำสั่งจะมีผลเมื่อใด
ให้ถือว่าผู้ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนั้นมีอาวุโสในกลุ่มเดียวกัน
ข้อ ๑๓ เมื่อผู้มีอำนาจแต่งตั้งมีคำสั่งแต่งตั้งแล้ว
ให้ส่งสำเนาคำสั่งไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผ่านสำนักงานกำลังพล) โดยไม่ชักช้า
ข้าราชการตำรวจผู้ใดเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการแต่งตั้งตามกฎ
ก.ตร. นี้ หากประสงค์จะใช้สิทธิร้องทุกข์ตามมาตรา ๑๐๖ แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ
พ.ศ. ๒๕๔๗ ให้ร้องทุกข์ได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง
ข้อ ๑๔ การคัดเลือกหรือแต่งตั้งที่มิได้เป็นไปตามกฎ
ก.ตร. นี้ จะกระทำมิได้เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจาก ก.ตร.
ข้อ ๑๕ ในกรณีมีข้อสงสัยหรือมีปัญหาการตีความตามกฎ
ก.ตร. นี้ ให้เสนอ ก.ตร. พิจารณาวินิจฉัย คำวินิจฉัยของ ก.ตร. ให้เป็นที่สุด
หลักเกณฑ์การคัดเลือกหรือแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ
การคัดเลือกหรือแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น
ข้อ ๑๖ การคัดเลือกหรือแต่งตั้งข้าราชการตำรวจเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นตั้งแต่ระดับจเรตำรวจแห่งชาติและรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติลงมาถึงระดับสารวัตร
ให้ผู้มีอำนาจพิจารณาจากผู้ที่มีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้
ระดับตำแหน่ง
ยศ
ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง
ในแต่ละระดับไม่น้อยกว่า
ผู้ช่วย ผบ.ตร.
เลื่อนเป็น จตช. และรอง ผบ.ตร.
พล.ต.ท.
๑ ปี
ผบช. เลื่อนเป็น
ผู้ช่วย ผบ.ตร.
พล.ต.ท.
๑ ปี
รอง ผบช.
เลื่อนเป็น ผบช.
พล.ต.ต.
๑ ปี
ผบก.
เลื่อนเป็น รอง ผบช.
พล.ต.ต.
๒ ปี
รอง ผบก.
เลื่อนเป็น ผบก.
พ.ต.อ.
ซึ่งได้รับอัตราเงินเดือน
พ.ต.อ. (พิเศษ)
๕ ปี และมีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์การเลื่อนยศเป็น พล.ต.ต.
ผกก.
เลื่อนเป็น รอง ผบก.
พ.ต.อ.
๕ ปี
รอง ผกก.
เลื่อนเป็น ผกก.
พ.ต.ท.
๔ ปี
สว.
เลื่อนเป็น รอง ผกก.
พ.ต.ท.
๖ ปี
รอง สว. เลื่อนเป็น
สว.
ร.ต.อ.
๗ ปี
การคัดเลือกแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคัดเลือกรายชื่อจากข้าราชการตำรวจที่ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
รองผู้บัญชาการ และรองผู้บังคับการ แล้วแต่กรณี ที่มีระยะเวลาการดำรงตำแหน่งครบถ้วนตามวรรคหนึ่ง
และจะต้องเป็นผู้ที่มีอายุตั้งแต่ห้าสิบเก้าปีบริบูรณ์ขึ้นไปและมีเวลาราชการเหลือไม่เกินหกเดือน
ในกรณีที่เป็นการเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นในตำแหน่งควบปรับระดับเพิ่ม
- ลดได้ในตัวเองทุกกรณีให้มีระยะเวลาการดำรงตำแหน่งเป็นไปตามระเบียบหรือหลักเกณฑ์ว่าด้วยการนั้น
ข้อ ๑๗ ข้าราชการตำรวจที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติรับโอนมาหรือได้รับการบรรจุและแต่งตั้งกลับเข้ารับราชการ
จะต้องดำรงตำแหน่งในระดับเดียวกับตำแหน่งที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี
จึงจะมีสิทธิได้รับการพิจารณาคัดเลือกหรือแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นได้ ทั้งนี้ ไม่ใช้บังคับกับผู้ที่ได้รับการบรรจุกลับเข้ารับราชการในกรณีดังนี้
(๑) การบรรจุเฉพาะผู้ที่ออกจากราชการไปปฏิบัติงานตามมติคณะรัฐมนตรีกลับเข้ารับราชการตามมาตรา
๖๓ (๒) (ก) แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗
(๒) การบรรจุผู้ที่ลาออกจากราชการเพื่อไปสมัครรับเลือกตั้งกรณีต่าง ๆ กลับเข้ารับราชการตามมาตรา
๖๓ (๒) (ข) แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗
(๓) การให้กลับเข้ารับราชการตามมาตรา ๙๕ แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗
(๔) ศาลปกครองมีคำพิพากษาถึงที่สุดสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขคำสั่ง
การคัดเลือกแต่งตั้งสับเปลี่ยนหมุนเวียนในระดับตำแหน่งเท่าเดิม
ข้อ ๑๘ ข้าราชการตำรวจระดับรองผู้บังคับการลงมาที่จะร้องขอรับการแต่งตั้งสับเปลี่ยนหมุนเวียนในระดับตำแหน่งเท่าเดิม
ต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้
(๑) มีระยะเวลาการดำรงตำแหน่งครั้งสุดท้ายไม่น้อยกว่าสองปี
(๒) ดำรงตำแหน่งที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการตำรวจครั้งแรกหรือแต่งตั้งเลื่อนชั้นเป็นข้าราชการตำรวจชั้นประทวนหรือชั้นสัญญาบัตรครั้งแรกไม่น้อยกว่าสองปี
(๓) ไม่อยู่ภายใต้เงื่อนไขท้ายคำสั่งบรรจุแต่งตั้งข้าราชการตำรวจครั้งแรก
(๔) ไม่อยู่ระหว่างการพิจารณาปรับให้ได้รับอัตราเงินเดือนตามคุณวุฒิ
ข้อ ๑๙ เพื่อประโยชน์แก่ทางราชการ หรือมิให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการให้ผู้มีอำนาจพิจารณาคัดเลือก
หรือแต่งตั้งข้าราชการตำรวจสับเปลี่ยนหมุนเวียนในระดับตำแหน่งเท่าเดิมตามความเหมาะสม
ข้อ ๒๐ ผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าสถานีตำรวจระดับผู้กำกับการ
เมื่อดำรงตำแหน่งเดียวติดต่อกันครบสี่ปี ให้แต่งตั้งสับเปลี่ยนหมุนเวียนไปดำรงตำแหน่งอื่นทุกราย
สำหรับข้าราชการตำรวจตามวรรคหนึ่ง
ที่จะครบกำหนดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งนอกวาระประจำปีให้ดำเนินการในวาระประจำปีถัดไป
ข้อ ๒๑ การคัดเลือกหรือแต่งตั้งข้าราชการตำรวจที่หมดความจำเป็นในการประจำหรือหมดเหตุในการสำรองราชการ
ให้ออกจากราชการไว้ก่อน หรือปลดออกจากราชการ หรือไล่ออกที่ไม่ต้องตามมาตรา ๘๗ แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ
พ.ศ. ๒๕๔๗ ให้ดำเนินการดังนี้
(๑) ให้หน่วยต้นสังกัดเดิมของข้าราชการตำรวจผู้นั้นเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ
เว้นแต่ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาหัวหน้าหน่วยอื่นประสงค์รับตัวผู้นั้นไปดำรงตำแหน่งในหน่วยของตนก็ให้ทำความตกลงกัน
(๒) ให้ดำเนินการในโอกาสแรกที่มีตำแหน่งในระดับเดียวกันกับตำแหน่งเดิมว่างหากตำแหน่งที่ว่างอยู่ไม่ตรงกับคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งที่จะแต่งตั้งหรือไม่มีความเหมาะสมให้แต่งตั้งผู้ที่มีคุณสมบัติตรงตามคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งและหรือมีความเหมาะสมไปดำรงตำแหน่งที่ว่างแล้ว
จึงแต่งตั้งผู้ที่รอการแต่งตั้งไปดำรงตำแหน่งแทน
(๓) หากหน่วยต้นสังกัดเดิมของข้าราชการตำรวจผู้นั้นไม่มีตำแหน่งว่างรองรับและไม่มีหน่วยอื่นประสงค์จะรับตัวผู้นั้นไปดำรงตำแหน่งในสังกัด
ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติพิจารณาตำแหน่งว่างในหน่วยอื่นเพื่อใช้รองรับการแต่งตั้งได้ตามความเหมาะสมและให้หัวหน้าหน่วยที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้เป็นไปตามนั้น
ข้อ ๒๒ การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจที่ได้รับอนุมัติหรืออนุญาตให้ลาศึกษาตามโครงการ
หากไม่มีกรณีที่ต้องดำเนินการตามกฎ ก.ตร. ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการตำรวจประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือส่วนราชการใดหรือสำรองราชการในส่วนราชการใด
ให้ดำเนินการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจผู้นั้นไปดำรงตำแหน่งตามโครงการที่ได้รับอนุมัติหรืออนุญาตให้ลาศึกษาทันทีที่สามารถดำเนินการได้
และผู้นั้นจะต้องดำรงตำแหน่งตามโครงการไม่น้อยกว่าสองปี จึงจะแต่งตั้งไปดำรงตำแหน่งอื่นได้
ทั้งนี้
หากตำแหน่งตามโครงการมีผู้ครองอยู่
ให้แต่งตั้งหรือเสนอขอแต่งตั้งผู้ครองตำแหน่งไปดำรงตำแหน่งอื่น
เพื่อจะได้แต่งตั้งผู้ที่ได้รับอนุมัติหรืออนุญาตให้ลาศึกษาไปดำรงตำแหน่งแทน
วิธีปฏิบัติในการดำเนินการคัดเลือกหรือแต่งตั้ง
การจัดทำบัญชีข้อมูลผู้เหมาะสมเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น
ข้อ ๒๓ การจัดทำบัญชีข้อมูลผู้เหมาะสมเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นให้ดำเนินการดังนี้
(๑) ระดับผู้บังคับการถึงผู้บัญชาการ ให้หัวหน้าหน่วยในกองบัญชาการที่มิได้สังกัดสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
หรือหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นผู้จัดทำบัญชีข้อมูลผู้เหมาะสมเสนอไปยังผู้มีอำนาจคัดเลือก
(๒) ระดับสารวัตรถึงรองผู้บังคับการในสังกัดสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและที่มิได้สังกัดสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้หัวหน้าหน่วยงานเป็นผู้จัดทำบัญชีข้อมูลผู้เหมาะสมเสนอไปยังผู้มีอำนาจแต่งตั้ง
(๓) ส่วนราชการอย่างอื่นนอกจาก (๑) และ (๒) ที่มีระดับต่ำกว่ากองบังคับการหรือเทียบเท่าลงมาและข้าราชการตำรวจที่ขึ้นตรงต่อหัวหน้าหน่วย
ให้หัวหน้าหน่วยนั้นจัดทำบัญชีข้อมูลผู้เหมาะสมเสนอไปยังผู้มีอำนาจแต่งตั้ง
ข้อ ๒๔ การพิจารณาผู้เหมาะสมที่จะได้รับการเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นตั้งแต่ระดับสารวัตรถึงผู้บัญชาการตามข้อ
๒๓ ให้พิจารณาโดยคำนึงถึงอาวุโส ประวัติการรับราชการ ผลการปฏิบัติงานความประพฤติ และความรู้ความสามารถประกอบกัน
ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามแนวทางที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนด
วิธีดำเนินการแต่งตั้งสับเปลี่ยนหมุนเวียนในตำแหน่งเท่าเดิม
ข้อ ๒๕ ข้าราชการตำรวจที่ประสงค์จะร้องขอรับการแต่งตั้งสับเปลี่ยนหมุนเวียนในระดับตำแหน่งเท่าเดิม
ให้ยื่นคำร้องขอรับการแต่งตั้งพร้อมเอกสารประกอบการพิจารณา (ถ้ามี) เสนอต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น และให้หัวหน้าหน่วยนั้นพิจารณามีความเห็น
แล้วให้ผู้มีอำนาจแต่งตั้งที่ประสงค์จะแต่งตั้งเป็นผู้สั่งแต่งตั้ง
ในกรณีที่มีข้าราชการตำรวจร้องขอรับการแต่งตั้งสับเปลี่ยนหมุนเวียนไปดำรงตำแหน่งในหน่วยอื่นระหว่างกัน
หากผู้มีอำนาจประสงค์จะแต่งตั้งให้ทำความตกลงกัน แล้วให้ผู้มีอำนาจแต่งตั้งพิจารณาแต่งตั้งไปดำรงตำแหน่งที่เหมาะสมภายในหน่วยที่ร้องขอ
ในกรณีที่ผู้มีอำนาจแต่งตั้งเห็นว่าข้าราชการตำรวจที่ร้องขอรับการแต่งตั้งมีคุณสมบัติไม่เป็นไปตามข้อ
๑๘ ให้ยุติการพิจารณา หรือหากมีเหตุผลความจำเป็นก็ให้ขอรับความเห็นชอบจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
ทั้งนี้ คำร้องที่ขอรับการแต่งตั้งจะใช้พิจารณาในวาระการแต่งตั้งนั้นเพียงคราวเดียวเท่านั้น
ข้อ ๒๖ ในกรณีที่หัวหน้าหน่วยเห็นว่าจำเป็นต้องแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับรองผู้บังคับการลงมาตามข้อ
๑๙ ระหว่างหน่วย ผู้มีอำนาจแต่งตั้งอาจแต่งตั้งไปดำรงตำแหน่งในหน่วยที่มีที่ทำการในภูมิภาคเดียวกันหรือภูมิภาคตามภูมิลำเนาของตนเองหรือภูมิภาคที่ครอบครัวตั้งอยู่ก็ได้
สำหรับการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขท้ายคำสั่งบรรจุแต่งตั้งข้าราชการตำรวจครั้งแรก
หรือดำรงตำแหน่งที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการตำรวจครั้งแรกหรือแต่งตั้งเลื่อนชั้นเป็นข้าราชการตำรวจชั้นประทวน
หรือชั้นสัญญาบัตรครั้งแรกไม่น้อยกว่าสองปี หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาปรับให้ได้รับอัตราเงินเดือนตามคุณวุฒิ
ให้ขอรับความเห็นชอบจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
ข้อ ๒๗ การแต่งตั้งสับเปลี่ยนหมุนเวียนของผู้ดำรงตำแหน่งควบปรับระดับเพิ่ม
ลด ได้ในตัวเองหากมีการกำหนดเป็นการเฉพาะก็ให้เป็นไปตามระเบียบหลักเกณฑ์ว่าด้วยการนั้น
วิธีการคัดเลือกหรือแต่งตั้งของผู้มีอำนาจ
ข้อ ๒๘ การคัดเลือกหรือแต่งตั้งข้าราชการตำรวจเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นให้พิจารณาดังนี้
(๑) ข้าราชการตำรวจที่จะคัดเลือกแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ระดับจเรตำรวจแห่งชาติและรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติลงมาถึงระดับผู้บังคับการ
ให้พิจารณาเรียงตามลำดับอาวุโสจำนวนร้อยละสามสิบสามของจำนวนตำแหน่งว่างในแต่ละระดับตำแหน่งในภาพรวมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
(๒) ข้าราชการตำรวจที่จะแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ระดับรองผู้บังคับการลงมาถึงระดับสารวัตร
ให้พิจารณาเรียงตามลำดับอาวุโสจำนวนร้อยละสามสิบสามของจำนวนตำแหน่งว่างในแต่ละระดับตำแหน่งของหน่วยนั้น
ทั้งนี้ ในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจดังกล่าว
ให้ใช้บังคับกับการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจซึ่งดำรงตำแหน่งทั่วไปที่มิใช่ตำแหน่งเฉพาะทาง
เว้นแต่ผู้นั้นได้ดำรงตำแหน่งระดับสูงสุดของตำแหน่งเฉพาะทางในหน่วยนั้นแล้ว
สำหรับการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจตาม
(๒) ให้ดำรงตำแหน่งเฉพาะทาง ให้พิจารณาเรียงตามลำดับอาวุโสจำนวนร้อยละสามสิบสามของจำนวนตำแหน่งว่างหรือกรอบตำแหน่งว่างในแต่ละระดับตำแหน่งตามลักษณะหน้าที่หรือลักษณะงานของตำแหน่งนั้น
ๆ เว้นแต่เป็นการแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นตามกรอบตำแหน่งว่างที่มีการกำหนดไว้ในหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินเป็นการเฉพาะ
ให้เป็นไปตามนั้น
(๓) ตำแหน่งว่างที่เหลือจากการพิจารณาตาม (๑) และ (๒) ให้ถือว่าผู้เหมาะสมที่จะได้รับการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นทุกราย
เป็นผู้มีสิทธิได้รับการพิจารณาโดยเท่าเทียมกัน
การพิจารณาเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นตาม
(๑) (๒) และ
(๓) ให้พิจารณาคัดเลือกหรือแต่งตั้งได้เฉพาะผู้ที่มีรายชื่อตามที่ปรากฏอยู่ในบัญชีข้อมูลผู้เหมาะสมเท่านั้น
ยกเว้นการคัดเลือกหรือแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งระดับผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติขึ้นไป
นายเวร ผู้ช่วยนายเวร หรือนายตำรวจราชสำนักประจำ หรือเป็นการคัดเลือกหรือแต่งตั้งนายเวร
ผู้ช่วยนายเวร หรือนายตำรวจราชสำนักประจำเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น
การคำนวณจำนวนตำแหน่งตาม
(๑) และ (๒ ) ให้ถือจำนวนเต็มที่คำนวณได้เป็นสัดส่วนจำนวนตำแหน่งการพิจารณาเรียงตามลำดับอาวุโสของผู้เหมาะสม
ทั้งนี้ มิให้ปัดเศษทศนิยมเป็นจำนวนเต็ม
ในกรณีที่เป็นการแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นระดับรองผู้บังคับการลงมาข้ามหน่วยให้พิจารณาแต่งตั้งได้ไม่เกินร้อยละห้าสิบของจำนวนตำแหน่งว่างตามข้อ
๑๑ ในแต่ละระดับของหน่วยผู้มีอำนาจสั่งแต่งตั้ง
(๔) ข้าราชการตำรวจที่จะคัดเลือกแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้พิจารณาเรียงตามลำดับอาวุโสและมีคุณสมบัติเป็นไปตามข้อ
๑๖ วรรคสองจนครบกรอบจำนวนตำแหน่ง
(๕) ตำแหน่งว่างที่เหลือจากการพิจารณาตาม (๔) ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสามารถคัดเลือกรายชื่อข้าราชการตำรวจที่มีคุณสมบัติครบถ้วนและมีความเหมาะสมที่จะได้รับการเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น
ให้ดำรงตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติและผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ว่างและทดแทนกันได้
แต่ทั้งนี้ ต้องไม่เกินกรอบจำนวนร้อยละห้าสิบของจำนวนตำแหน่งว่างในแต่ละระดับตำแหน่ง
โดยมิให้ปัดเศษทศนิยมเป็นจำนวนเต็ม ข้าราชการตำรวจผู้ใดที่ได้รับการคัดเลือกแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว
เมื่อถึงวาระตามข้อ ๗ (๑) (ก) ให้ผู้มีอำนาจดำเนินการคัดเลือกแต่งตั้งผู้นั้นไปดำรงตำแหน่งอื่นทุกราย
โดยห้ามมิให้คัดเลือกแต่งตั้งไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
และผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้รองรับการคัดเลือกแต่งตั้งผู้มีคุณสมบัติตามข้อ
๑๖ วรรคสอง
ข้อ ๒๙ การแต่งตั้งนายเวรและหรือผู้ช่วยนายเวรของผู้บังคับบัญชาระดับผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติขึ้นไปและผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือจเรตำรวจไปดำรงตำแหน่งอื่น
ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีอำนาจพิจารณาจัดสรรตำแหน่งในหน่วยต่าง ๆ เพื่อใช้รองรับการแต่งตั้ง
แล้วให้หน่วยที่เกี่ยวข้องแต่งตั้งไปดำรงตำแหน่งในสังกัดตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไปโดยให้พิจารณาดังนี้
(๑) กรณีผู้บังคับบัญชาเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น ให้แต่งตั้งผู้นั้นไปดำรงตำแหน่งในหน่วยเดิมเป็นลำดับแรก
หากมีตำแหน่งไม่เพียงพอรองรับการแต่งตั้งหรือกระทบกับการบริหารงานบุคคลของหน่วยเดิมให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติพิจารณาจัดสรรตำแหน่งในหน่วยอื่นได้ตามความเหมาะสม
(๒) กรณีผู้บังคับบัญชาพ้นจากราชการไม่ว่ากรณีใดให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติพิจารณาจัดสรรตำแหน่งในหน่วยต่าง
ๆ ได้ตามความเหมาะสม
การทำความตกลงกัน
ข้อ ๓๐ การทำความตกลงกันในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับรองผู้บังคับการลงมาให้หัวหน้าหน่วยระหว่างหน่วยต้นสังกัดกับหน่วยที่ประสงค์จะแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ
ประสานทำความตกลงกันให้ปรากฏเป็นหลักฐานไว้
ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๑
พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ
รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี
ประธานกรรมการข้าราชการตำรวจ
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎ ก.ตร. ฉบับนี้ คือ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้มีคำสั่งที่
๔๔/๒๕๕๘ ลงวันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ แก้ไขมาตรา ๕๓ แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ และคำสั่งที่ ๗/๒๕๖๐ ลงวันที่
๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ แก้ไขมาตรา ๕๔
แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗
โดยมีการเปลี่ยนแปลงผู้มีอำนาจแต่งตั้งและขั้นตอนการปฏิบัติในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ
ประกอบกับเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจอย่างเท่าเทียมกันสมควรได้รับการปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้องเหมาะสมกับกฎหมายในปัจจุบันและเพื่อให้การบริหารงานบุคคลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในภาพรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อยอย่างมีประสิทธิภาพ
จึงจำเป็นต้องออกกฎ ก.ตร. ฉบับนี้
พรวิภา/จัดทำ
๑๕ มีนาคม ๒๕๖๑
[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม
๑๓๕/ตอนที่ ๓ ก/หน้า ๑๐/๒๔ มกราคม ๒๕๖๑
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).