พระราชบัญญัติ
พระราชบัญญัติ
มาตรการปกป้องจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น
พ.ศ. ๒๕๕๐
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๙ ธันวาคม
พ.ศ. ๒๕๕๐
เป็นปีที่ ๖๒
ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยมาตรการปกป้องจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น
พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลซึ่งมาตรา
๒๙ ประกอบกับมาตรา ๔๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑
พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติมาตรการปกป้องจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น
พ.ศ. ๒๕๕๐
มาตรา ๒[๑] พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓
ในพระราชบัญญัตินี้
มาตรการปกป้อง หมายความว่า
มาตรการที่กำหนดขึ้นเพื่อป้องกันและเยียวยาความเสียหายอันเกิดจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น
การนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น หมายความว่า การนำเข้ามาในราชอาณาจักร
ซึ่งสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งในปริมาณเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างชัดแจ้ง
หรือโดยการเปรียบเทียบกับการผลิตภายในประเทศ
ความเสียหาย หมายความว่า
(๑) ความเสียหายอย่างร้ายแรงที่เกิดแก่อุตสาหกรรมภายใน
โดยเป็นความเสียหายโดยรวมที่ชัดแจ้งที่เกิดแก่อุตสาหกรรมภายใน หรือ
(๒) ความเสียหายอย่างร้ายแรงที่คุกคามอุตสาหกรรมภายใน
โดยเป็นความเสียหายที่ชัดแจ้งว่าใกล้จะเกิดแก่อุตสาหกรรมภายใน
อุตสาหกรรมภายใน หมายความว่า
ผู้ผลิตที่ผลิตสินค้าชนิดเดียวกันภายในประเทศ
หรือผู้ผลิตที่ผลิตสินค้าชนิดเดียวกันซึ่งมีปริมาณผลผลิตรวมกันแล้วเป็นสัดส่วนที่สำคัญของปริมาณการผลิตภายในประเทศของสินค้าดังกล่าว
สินค้าชนิดเดียวกัน หมายความว่า
สินค้าที่มีลักษณะเหมือนกันหรือคล้ายคลึงกันอย่างมากกับสินค้านำเข้าที่เพิ่มขึ้น
และให้หมายรวมถึงสินค้าที่แข่งขันโดยตรงกับสินค้าดังกล่าวด้วย
ผู้มีส่วนได้เสีย หมายความว่า
(๑) ผู้ผลิตหรือผู้ส่งออกสินค้านำเข้าที่เพิ่มขึ้นซึ่งอยู่ในต่างประเทศ
ผู้นำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น หรือสมาคมในทางการค้าที่มีสมาชิกส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิต
ผู้ส่งออก หรือผู้นำเข้าสินค้าดังกล่าว แล้วแต่กรณี
(๒) รัฐบาลของประเทศผู้ส่งออกสินค้านำเข้าที่เพิ่มขึ้น
(๓) ผู้ผลิตสินค้าชนิดเดียวกันภายในประเทศ
หรือสมาคมในทางการค้าที่มีสมาชิกส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตสินค้าดังกล่าว
(๔) บุคคลอื่นตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ประกาศกำหนด
ประเทศกำลังพัฒนา หมายความว่า
ประเทศตามบัญชีรายชื่อขององค์การสหประชาชาติที่จัดอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา
คณะกรรมการ หมายความว่า
คณะกรรมการพิจารณามาตรการปกป้อง
มาตรา ๔
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงและประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
ในส่วนที่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของแต่ละกระทรวง
กฎกระทรวงและประกาศนั้น
เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้
คณะกรรมการ
มาตรา ๕
ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า คณะกรรมการพิจารณามาตรการปกป้อง ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานกรรมการ
ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ
ผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้แทนกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้แทนกระทรวงแรงงาน
ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
และผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนเจ็ดคนซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งเป็นกรรมการ
และให้อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศเป็นกรรมการและเลขานุการ
ให้อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศแต่งตั้งข้าราชการของกรมการค้าต่างประเทศเป็นผู้ช่วยเลขานุการของคณะกรรมการ
การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามวรรคหนึ่ง
ให้แต่งตั้งจากบุคคลซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศ
เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ การบัญชีและการเงินการคลัง กฎหมายการค้าระหว่างประเทศ
การเกษตร การอุตสาหกรรม และการบริหารธุรกิจ
มาตรา ๖
คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑) พิจารณากำหนดมาตรการปกป้องตามพระราชบัญญัตินี้
(๒) พิจารณากำหนดการชดเชยตามมาตรา ๓๙
(๓)
ให้คำแนะนำในการออกกฎกระทรวงและประกาศเพื่อดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้
(๔) พิจารณาแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ
(๕) ปฏิบัติการอื่นตามที่ได้บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้
หรือตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย
มาตรา ๗
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสามปีและอาจได้รับแต่งตั้งอีก
แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันไม่ได้
เมื่อครบกำหนดตามวาระในวรรคหนึ่ง
ให้กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระนั้นอยู่ในตำแหน่งเพื่อดำเนินการต่อไปจนกว่ากรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่
มาตรา ๘
นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) คณะรัฐมนตรีให้ออกเพราะมีความประพฤติเสื่อมเสีย บกพร่อง
หรือไม่สุจริตต่อหน้าที่ หรือหย่อนความสามารถ
(๔) เป็นบุคคลล้มละลาย
(๕) เป็นคนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
(๖) ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก แม้จะมีการรอการลงโทษ
เว้นแต่เป็นการรอการลงโทษในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ
หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท
มาตรา ๙
ในกรณีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งก่อนครบกำหนดวาระ
ให้ดำเนินการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนโดยเร็ว
เว้นแต่วาระการอยู่ในตำแหน่งของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่จะมีการแต่งตั้งใหม่เหลือไม่ถึงเก้าสิบวัน
จะไม่ดำเนินการแต่งตั้งก็ได้
ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับการแต่งตั้งแทนตามวรรคหนึ่งอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน
มาตรา ๑๐
การประชุมคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม
ถ้าประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้
ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม
การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก
กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน
ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
กรรมการผู้ใดมีส่วนได้เสียในเรื่องที่ต้องวินิจฉัยชี้ขาด
ห้ามมิให้กรรมการผู้นั้นเข้าร่วมประชุมในเรื่องนั้น
ในการประชุม
ถ้ามีความเห็นแย้ง ให้บันทึกความเห็นแย้งพร้อมทั้งเหตุผลไว้ในรายงานการประชุมด้วย
แต่กรรมการคนใดจะขอให้รวมความเห็นแย้งของตนไว้ในคำวินิจฉัยก็ได้
มาตรา ๑๑
เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่
ให้คณะอนุกรรมการมีอำนาจดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่คณะกรรมการมอบหมายได้
มาตรา ๑๒
ให้นำมาตรา ๑๐ มาใช้บังคับแก่การประชุมของคณะอนุกรรมการโดยอนุโลม
การพิจารณากำหนดมาตรการปกป้อง
การเริ่มต้นกระบวนการพิจารณา
มาตรา ๑๓
ผู้ผลิตสินค้าชนิดเดียวกันที่มีผลผลิตตามเกณฑ์ที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศกำหนด
หรือผู้ผลิตสินค้าชนิดเดียวกันที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้ผลิตสินค้าชนิดเดียวกันรายอื่นที่มีผลผลิตรวมกันตามเกณฑ์ที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศกำหนด
เป็นผู้มีสิทธิขอให้คณะกรรมการดำเนินการพิจารณากำหนดมาตรการปกป้อง
ในกรณีที่เห็นว่ามีการนำเข้าสินค้าชนิดนั้น ๆ ที่เพิ่มขึ้น และก่อให้เกิดความเสียหายแก่อุตสาหกรรมภายใน
โดยให้ยื่นคำขอต่อกรมการค้าต่างประเทศพร้อมหลักฐานและข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่ามีการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นและก่อให้เกิดความเสียหายแก่อุตสาหกรรมภายใน
การยื่นคำขอตามวรรคหนึ่ง
ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในประกาศกระทรวงพาณิชย์
เมื่อคำขอมีรายละเอียดและหลักฐานครบถ้วนถูกต้องแล้ว
ให้กรมการค้าต่างประเทศเสนอคำขอต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณา
มาตรา ๑๔
ถ้ากรมการค้าต่างประเทศเห็นว่ามีหลักฐานการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นและก่อให้เกิดความเสียหายแก่อุตสาหกรรมภายใน
ให้กรมการค้าต่างประเทศยื่นคำขอให้คณะกรรมการดำเนินการพิจารณา
มาตรา ๑๕
ในกรณีที่คณะกรรมการพิจารณาคำขอตามมาตรา ๑๓ หรือมาตรา ๑๔
แล้วพบว่ามีการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นและมีความเสียหาย
ให้กรมการค้าต่างประเทศดำเนินการไต่สวนต่อไปโดยไม่ชักช้า
ถ้าคณะกรรมการพิจารณาคำขอแล้วพบว่าไม่มีการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นหรือไม่มีความเสียหายให้กรมการค้าต่างประเทศแจ้งผลการพิจารณาดังกล่าวให้ผู้ยื่นคำขอทราบโดยไม่ชักช้า
ความเสียหาย
มาตรา ๑๖
การพิจารณาว่ามีความเสียหายที่เกิดแก่อุตสาหกรรมภายในอันเนื่องมาจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น
ให้พิจารณาจากปัจจัยทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะปัจจัยดังต่อไปนี้
(๑) อัตราและปริมาณของการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น
(๒) ส่วนแบ่งตลาดของสินค้านำเข้าที่เพิ่มขึ้น
(๓) การเปลี่ยนแปลงของระดับการขาย
(๔) การเปลี่ยนแปลงของระดับผลผลิต
(๕) การเปลี่ยนแปลงของระดับผลิตภาพ
(๖) การเปลี่ยนแปลงของระดับกำลังการผลิตที่ใช้จริง
(๗) การเปลี่ยนแปลงของระดับกำไรและขาดทุน
(๘) การเปลี่ยนแปลงของระดับการจ้างงาน
การพิจารณาความเสียหายตามวรรคหนึ่ง
เมื่อได้พิจารณาจากหลักฐานที่ชัดแจ้งแล้ว ต้องปรากฏว่าความเสียหายนั้นเป็นผลมาจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น
หากมีความเสียหายเกิดขึ้นเนื่องจากเหตุอื่นในเวลาเดียวกัน
นอกจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น
มิให้นำความเสียหายที่เกิดจากเหตุอื่นนั้นมาเป็นข้อพิจารณา
การพิจารณาความเสียหายตามวรรคหนึ่ง
ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา ๑๗
การพิจารณาว่ามีความเสียหายที่อาจคุกคามอุตสาหกรรมภายใน
ให้พิจารณาจากปัจจัยตามมาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง
โดยพิจารณาจากข้อเท็จจริงและมิใช่จากข้อกล่าวหา การคาดเดา
หรือความเป็นไปได้ที่ห่างไกล
การไต่สวน
มาตรา ๑๘
ในการพิจารณากำหนดมาตรการปกป้อง
ให้กรมการค้าต่างประเทศเป็นผู้มีอำนาจไต่สวนข้อมูลการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นและความเสียหาย
เริ่มต้นการไต่สวนโดยการออกประกาศไต่สวนการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นและความเสียหาย
ในวารสารของทางราชการหรือโดยวิธีอื่นใดเพื่อให้สาธารณชนรับรู้
ให้กรมการค้าต่างประเทศแจ้งประกาศไต่สวนให้ผู้ยื่นคำขอและผู้มีส่วนได้เสียทราบด้วย
หลักเกณฑ์ของประกาศไต่สวนตามวรรคหนึ่ง
ให้เป็นไปตามที่กรมการค้าต่างประเทศประกาศกำหนด
โดยอย่างน้อยต้องประกอบด้วยรายการดังต่อไปนี้
(๑) ระบุสินค้านำเข้าที่ถูกไต่สวน
(๒) วันเริ่มไต่สวน
(๓) ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นและความเสียหาย
มาตรา ๑๙
ในระหว่างการไต่สวน ให้กรมการค้าต่างประเทศเปิดโอกาสให้ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก
และผู้มีส่วนได้เสียอื่น ๆ เสนอหลักฐาน เอกสาร
และแสดงความเห็นสนับสนุนหรือโต้แย้งคำขอของผู้ยื่นคำขอ โดยอย่างน้อยที่สุดต้องแสดงว่าคำขอนั้นเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนหรือไม่
การเสนอหลักฐานและเอกสารตามวรรคหนึ่ง
ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในประกาศกระทรวงพาณิชย์
มาตรา ๒๐
เมื่อได้ดำเนินการไต่สวนการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นและความเสียหายเสร็จแล้ว
ให้กรมการค้าต่างประเทศสรุปผลการไต่สวน
และเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาต่อไป
มาตรา ๒๑
ข้อมูลที่โดยสภาพเป็นข้อมูลลับหรือเป็นข้อมูลที่ผู้นำเสนอข้อมูลได้ขอให้ถือเป็นความลับและมีเหตุผลที่รับฟังได้
ให้ปฏิบัติต่อข้อมูลนั้นอย่างเป็นความลับ เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากผู้นำเสนอข้อมูล
ในกรณีนี้
กรมการค้าต่างประเทศอาจขอให้ผู้ให้ข้อมูลจัดทำข้อสรุปของข้อมูลในลักษณะที่ไม่เป็นความลับก็ได้
หากผู้นำเสนอข้อมูลไม่สามารถจัดทำข้อสรุปในลักษณะที่ไม่เป็นความลับได้
ก็ให้แสดงเหตุผลไว้ด้วย
ในกรณีที่กรมการค้าต่างประเทศเห็นว่า
คำขอให้ถือข้อมูลเป็นความลับนั้นไม่มีเหตุผลเพียงพอ และผู้ให้ข้อมูลไม่ยินยอมจะให้เผยแพร่หรือเปิดเผยไม่ว่าเป็นการทั่วไปหรือในรูปแบบของข้อสรุป
กรมการค้าต่างประเทศอาจไม่นำข้อมูลนั้นมาประกอบการพิจารณา
เว้นแต่จะมีการพิสูจน์จนเป็นที่พอใจจากแหล่งข้อมูลอื่นที่เหมาะสมว่าข้อมูลนั้นเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง
การกำหนดมาตรการปกป้องชั่วคราว
มาตรา ๒๒
ในกรณีที่กรมการค้าต่างประเทศพิจารณาข้อมูลเบื้องต้นแล้วปรากฏหลักฐานชัดแจ้งว่าการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นก่อให้เกิดความเสียหายหรือกำลังคุกคามที่จะก่อความเสียหาย
ซึ่งหากดำเนินการล่าช้าจะก่อให้เกิดผลเสียหายที่ยากแก่การแก้ไข ให้กรมการค้าต่างประเทศเสนอเรื่องให้คณะกรรมการเพื่อพิจารณากำหนดมาตรการปกป้องชั่วคราว
มาตรา ๒๓
ถ้าคณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่ามีความจำเป็นต้องกำหนดมาตรการปกป้องชั่วคราว
ก็ให้ประกาศเรียกเก็บอากรชั่วคราวตามอัตราที่เห็นว่าเหมาะสม
อากรชั่วคราวที่เรียกเก็บตามวรรคหนึ่ง
ให้ถือเป็นอากรขาเข้าที่เพิ่มขึ้นจากอัตราที่พึงต้องเสียตามที่กำหนดในพิกัดอัตราศุลกากร
หรือประกาศเรียกเก็บอากรตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรที่ใช้อยู่ในขณะนำเข้า
และให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยศุลกากรและกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรมาใช้บังคับแก่การเรียกเก็บอากรชั่วคราวเสมือนอากรดังกล่าวเป็นอากรขาเข้าตามกฎหมายนั้น
และให้กรมศุลกากรเก็บรักษาอากรชั่วคราวที่เก็บได้ไว้เพื่อปฏิบัติตามมาตรา ๒๔
จนกว่าจะสิ้นเหตุที่ต้องปฏิบัติตามมาตราดังกล่าว
การเรียกเก็บอากรชั่วคราวให้มีระยะเวลาใช้บังคับไม่เกินสองร้อยวันนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
การยุติการพิจารณากำหนดมาตรการปกป้อง
มาตรา ๒๔
ในกรณีที่คณะกรรมการวินิจฉัยชั้นที่สุดว่าไม่มีการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นหรือไม่มีความเสียหาย
การพิจารณากำหนดมาตรการปกป้องเป็นอันยุติ
และให้กรมการค้าต่างประเทศแจ้งให้ผู้ยื่นคำขอทราบพร้อมออกประกาศแจ้งผลการวินิจฉัยด้วย
ในกรณีที่มีการเก็บอากรชั่วคราวตามมาตรา
๒๓ ให้คืนโดยไม่ชักช้า
หลักเกณฑ์
และวิธีการคืนอากรชั่วคราว ให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยศุลกากร และระเบียบพิธีการทางศุลกากรที่เกี่ยวข้อง
ระยะเวลาในการพิจารณากำหนดมาตรการปกป้อง
มาตรา ๒๕
การเริ่มต้นกระบวนการพิจารณากำหนดมาตรการปกป้องจนถึงการดำเนินการให้มีคำวินิจฉัยชั้นที่สุดว่าให้มีการกำหนดมาตรการปกป้อง
หรือคำวินิจฉัยชั้นที่สุดว่าไม่มีการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นหรือไม่มีความเสียหายและให้ยุติการพิจารณา
ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสองร้อยเจ็ดสิบวันนับแต่วันประกาศไต่สวน
เว้นแต่กรณีมีเหตุจำเป็นให้ขยายเวลาได้อีกไม่เกินเก้าสิบวัน
การกำหนดและการใช้มาตรการปกป้อง
มาตรา ๒๖
ในกรณีที่คณะกรรมการมีคำวินิจฉัยชั้นที่สุดว่ามีการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นและมีความเสียหาย
ให้กำหนดมาตรการปกป้องภายใต้บทบัญญัติแห่งหมวดนี้โดยจะกำหนดมาตรการใดมาตรการหนึ่ง
หรือหลายมาตรการพร้อมกันก็ได้ ดังต่อไปนี้
(๑) เรียกเก็บอากรตามอัตราที่กำหนด
(๒) จำกัดปริมาณนำเข้า
(๓) มาตรการอื่นใดนอกเหนือจาก (๑) และ (๒)
ที่มีผลเป็นการลดหรือจำกัดปริมาณการนำเข้า
เพื่อให้ผู้ผลิตสินค้าชนิดเดียวกันหรืออุตสาหกรรมภายในมีโอกาสดำเนินการตามแผนปรับตัวตามที่คณะกรรมการเห็นสมควร
มาตรา ๒๗
ภายใต้บังคับหมวด ๗ มาตรการปกป้องที่จะกำหนดขึ้นนั้นให้ใช้บังคับกับสินค้านำเข้าที่เพิ่มขึ้นโดยไม่คำนึงถึงแหล่งที่มาของสินค้า
และให้ใช้เท่าที่จำเป็นเพื่อป้องกันหรือเยียวยาความเสียหายและเพื่อให้ผู้ผลิตสินค้าชนิดเดียวกันหรืออุตสาหกรรมภายในมีระยะเวลาในการปรับตัว
มาตรา ๒๘
ในกรณีกำหนดมาตรการปกป้องโดยการเรียกเก็บอากร
อากรที่เรียกเก็บให้ถือเป็นอากรที่เพิ่มขึ้นจากอัตราที่พึงต้องเสียตามที่กำหนดในพิกัดอัตราศุลกากร
หรือประกาศเรียกเก็บอากรตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรที่ใช้อยู่ในขณะนำเข้า
และให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยศุลกากรและกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรมาใช้บังคับแก่การเรียกเก็บอากรดังกล่าวเสมือนเป็นอากรขาเข้าตามกฎหมายนั้น
มาตรา ๒๙
ในกรณีกำหนดมาตรการปกป้องโดยการจำกัดปริมาณการนำเข้าต้องไม่ทำให้ปริมาณการนำเข้าลดลงต่ำกว่าปริมาณการนำเข้าที่ผ่านมา
เว้นแต่จะเป็นที่ปรากฏโดยชัดแจ้งว่ามีความจำเป็นต้องจำกัดปริมาณการนำเข้าจนทำให้ปริมาณการนำเข้าลดลงกว่าเดิมจึงจะป้องกันหรือเยียวยาความเสียหายได้
การพิจารณาปริมาณการนำเข้าที่ผ่านมาตามวรรคหนึ่ง
ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศกำหนด
มาตรา ๓๐
ในกรณีกำหนดมาตรการปกป้องโดยการจัดสรรปริมาณการนำเข้า
คณะกรรมการจะมอบหมายให้กรมการค้าต่างประเทศเจรจาตกลงจัดสรรปริมาณการนำเข้ากับประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ก็ได้
ในกรณีที่ไม่สามารถทำความตกลงจัดสรรปริมาณการนำเข้าตามวรรคหนึ่งได้
ให้จัดสรรปริมาณการนำเข้าแก่ประเทศผู้ส่งออกตามสัดส่วนของปริมาณหรือมูลค่าทั้งหมดของสินค้าที่นำเข้าก่อนหน้านี้ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งที่เหมาะสม
โดยให้คำนึงถึงปัจจัยพิเศษที่อาจมีผลกระทบต่อการค้าสินค้าดังกล่าวด้วย
ในช่วงเวลาที่ใช้มาตรการตามวรรคหนึ่ง
ห้ามมิให้ผู้ใดนำเข้าสินค้านั้น
เว้นแต่จะได้รับหนังสือรับรองการนำเข้าที่ออกให้โดยกรมการค้าต่างประเทศไปแสดงต่อพนักงานศุลกากรในการนำเข้า
หนังสือรับรองการนำเข้าตามวรรคสาม
ให้เป็นไปตามแบบที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศกำหนด
มาตรา ๓๑
ในกรณีของความเสียหายที่เกิดแก่อุตสาหกรรมภายใน
หากปรากฏว่าปริมาณการนำเข้าจากบางประเทศได้เพิ่มขึ้นในอัตราที่ไม่ได้สัดส่วนกับปริมาณการนำเข้ารวมที่เพิ่มขึ้น
คณะกรรมการจะกำหนดจัดสรรปริมาณการนำเข้าตามหลักเกณฑ์ที่เห็นว่าเหมาะสมโดยไม่ใช้หลักเกณฑ์ตามที่กำหนดในมาตรา
๓๐ ก็ได้ แต่ทั้งนี้ ต้องปรึกษาหารือกับประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ ภายใต้กำกับของคณะกรรมการว่าด้วยมาตรการปกป้องขององค์การการค้าโลกก่อน
โดยแสดงให้คณะกรรมการดังกล่าวเห็นว่าปริมาณการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นของบางประเทศไม่ได้สัดส่วนกับปริมาณการนำเข้ารวมที่เพิ่มขึ้น
และมีเหตุผลอันสมควรที่จะไม่จัดสรรปริมาณการนำเข้าตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในมาตรา ๓๐
และการจัดสรรปริมาณการนำเข้าที่กำหนดขึ้นในกรณีนี้เป็นธรรมต่อผู้ส่งออกทุกราย
การกำหนดจัดสรรปริมาณการนำเข้าตามวรรคหนึ่ง
ต้องมีระยะเวลาใช้บังคับไม่เกินสี่ปี
มาตรา ๓๒
มิให้นำมาตรการปกป้องมาบังคับใช้กับสินค้าที่มีแหล่งกำเนิดจากประเทศกำลังพัฒนา
หากส่วนแบ่งการนำเข้าสินค้าจากประเทศนั้นไม่เกินร้อยละสามของปริมาณการนำเข้ารวมของสินค้านั้น
แต่ทั้งนี้สินค้าที่นำเข้าจากประเทศกำลังพัฒนาที่มีส่วนแบ่งการนำเข้าน้อยกว่าร้อยละสามทั้งหลายนั้น
รวมกันแล้วต้องมีปริมาณไม่เกินร้อยละเก้าของปริมาณการนำเข้ารวมของสินค้านั้น
ระยะเวลาในการใช้มาตรการปกป้องและการทบทวน
มาตรา ๓๓
ภายใต้บังคับมาตรา ๓๑ วรรคสอง และมาตรา ๓๖ มาตรการปกป้องที่ประกาศใช้
ให้มีผลบังคับใช้ในระยะเวลาเท่าที่จำเป็นแต่ไม่เกินสี่ปีนับแต่วันประกาศใช้บังคับ
มาตรา ๓๔
ในกรณีที่มาตรการปกป้องมีผลบังคับใช้เกินกว่าหนึ่งปี
ให้ผ่อนคลายมาตรการดังกล่าวลงตามลำดับ
มาตรา ๓๕
ในกรณีที่มาตรการปกป้องมีผลบังคับใช้เกินกว่าสามปี
ให้คณะกรรมการพิจารณาทบทวนว่าสมควรใช้มาตรการดังกล่าวต่อไปหรือไม่
โดยต้องดำเนินการภายในระยะเวลาครึ่งแรกของระยะเวลาที่กำหนดให้ใช้มาตรการปกป้องนั้น
มาตรา ๓๖
เมื่อคณะกรรมการเห็นสมควร หรือเมื่อมีคำร้องขอภายในระยะเวลาที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศกำหนดจากผู้ผลิตสินค้าชนิดเดียวกันหรืออุตสาหกรรมภายในว่ามีความจำเป็นต้องขยายเวลาการบังคับใช้มาตรการปกป้องต่อไปอีกเพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหาย
โดยมีหลักฐานแสดงว่าอุตสาหกรรมภายในอยู่ระหว่างการปรับตัว
ให้ขยายเวลาการบังคับใช้มาตรการปกป้องต่อไปอีกได้ตามที่จำเป็น แต่ทั้งนี้
ระยะเวลาที่บังคับใช้มาตรการปกป้องทั้งหมด เมื่อรวมระยะเวลาที่บังคับใช้อยู่เดิม ระยะเวลาที่ขยายออกไป
และระยะเวลาที่บังคับใช้มาตรการปกป้องชั่วคราวแล้ว ต้องไม่เกินสิบปี
และให้นำบทบัญญัติในส่วนที่ ๒ ส่วนที่ ๓ ส่วนที่ ๕ และส่วนที่ ๖ ของหมวด ๒ และหมวด
๓
มาใช้บังคับกับการพิจารณาขยายเวลาการบังคับใช้มาตรการปกป้องตามหมวดนี้ด้วยโดยอนุโลม
มาตรา ๓๗
มาตรการปกป้องที่ขยายเวลาการบังคับใช้ต่อไปอีกตามมาตรา ๓๖
ต้องไม่เข้มงวดเกินกว่ามาตรการที่ใช้บังคับอยู่ ณ ขณะเวลาที่ขอขยาย
มาตรา ๓๘
ในกรณีที่การบังคับใช้มาตรการปกป้องสิ้นสุดลง
จะนำมาตรการปกป้องมาบังคับใช้กับสินค้านำเข้านั้นอีกมิได้
เว้นแต่จะได้พ้นระยะเวลากึ่งหนึ่งของระยะเวลาที่ได้เคยบังคับใช้มาก่อนหน้านั้น
แต่ต้องไม่น้อยกว่าสองปี
การบังคับใช้มาตรการปกป้องที่มีระยะเวลาไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน
อาจนำมาตรการปกป้องมาบังคับใช้กับสินค้านำเข้านั้นได้อีก
เมื่อเว้นระยะห่างจากวันบังคับใช้มาตรการปกป้องครั้งก่อนอย่างน้อยหนึ่งปี
และมิได้มีการบังคับใช้มาตรการปกป้องกับสินค้าดังกล่าวมากกว่าสองครั้งภายในระยะเวลาห้าปีก่อนหน้าวันบังคับใช้มาตรการนั้น
ผลกระทบจากการใช้มาตรการปกป้อง
มาตรา ๓๙
ในกรณีมีการใช้มาตรการปกป้องหรือขยายเวลาการใช้มาตรการปกป้องเกินกว่าสามปี อันทำให้ต้องทำความตกลงกับประเทศผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการปกป้อง
ให้คณะกรรมการพิจารณากำหนดการชดเชยตามสิทธิที่พึงมีของประเทศผู้ส่งออกทั้งด้านสิทธิได้รับการลดหย่อนภาษีและพันธกรณีอื่น
ให้ได้รับเท่าระดับเดิมตามความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า ค.ศ. ๑๙๙๔ ทั้งนี้ โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี
การประกาศเผยแพร่ผลคำวินิจฉัย
มาตรา ๔๐
เมื่อมีคำวินิจฉัยชั้นที่สุดให้ยุติการพิจารณามาตรการปกป้องหรือให้กำหนดมาตรการปกป้อง
หรือให้ขยายเวลาการใช้มาตรการปกป้อง
ให้กรมการค้าต่างประเทศประกาศเผยแพร่ผลคำวินิจฉัย
หรือรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับคำวินิจฉัยให้สาธารณชนทราบเป็นการทั่วไปโดยพลัน
ประกาศเผยแพร่ผลคำวินิจฉัยตามวรรคหนึ่ง
ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรการปกป้องตามความตกลงทางการค้าระหว่างประเทศ
มาตรา ๔๑
ในกรณีที่ความตกลงทางการค้าระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคีมีข้อกำหนดว่าด้วยการปกป้องแตกต่างไปจากที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้
ในเรื่องการพิจารณามาตรการปกป้อง การไต่สวน การกำหนดมาตรการปกป้อง
การกำหนดมาตรการปกป้องชั่วคราว ระยะเวลาการใช้มาตรการปกป้อง
และมาตรการปกป้องชั่วคราว การทบทวน
หรือเรื่องอื่นที่เกี่ยวกับการกำหนดและการใช้มาตรการปกป้อง
การดำเนินการในเรื่องดังกล่าวเกี่ยวกับขั้นตอนและเงื่อนไขให้เป็นไปตามพันธกรณีที่ได้ตกลงกันไว้ในความตกลงนั้น
ๆ
บทเฉพาะกาล
มาตรา ๔๒
บรรดาการพิจารณากำหนดมาตรการปกป้องหรือการใช้มาตรการปกป้องที่อยู่ระหว่างการดำเนินการตามประกาศกระทรวงพาณิชย์
ว่าด้วยการกำหนดมาตรการปกป้องการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า
พ.ศ. ๒๕๒๒ ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้
ส่วนการพิจารณาที่ดำเนินการไปแล้วตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ดังกล่าว
ให้ถือเป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ เฉพาะในส่วนที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากประกาศกระทรวงพาณิชย์ ว่าด้วยการกำหนดมาตรการปกป้องการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น
พ.ศ. ๒๕๔๒
ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า
พ.ศ. ๒๕๒๒
ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดด้านขอบเขตที่จะนำมาปรับใช้กับการกำหนดมาตรการปกป้องจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น
จึงสมควรให้มีกฎหมายเฉพาะว่าด้วยมาตรการปกป้อง
และโดยที่ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีความตกลงมาร์ราเกชจัดตั้งองค์การการค้าโลก
ลงวันที่ ๑๕ เมษายน ค.ศ. ๑๙๙๔
ซึ่งกำหนดให้ประเทศสมาชิกมีสิทธิที่จะใช้มาตรการปกป้องตามความตกลงองค์การการค้าโลกได้
และเพื่อให้เป็นไปตามความตกลงทางการค้าระหว่างประเทศอื่น ๆ
ที่ประเทศไทยมีข้อผูกพัน
จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
[๑]
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๕/ตอนที่ ๓ ก/หน้า ๑/๗ มกราคม ๒๕๕๑
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).