มาตรา ๑๓
ผู้ผลิตสินค้าชนิดเดียวกันที่มีผลผลิตตามเกณฑ์ที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศกำหนด
หรือผู้ผลิตสินค้าชนิดเดียวกันที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้ผลิตสินค้าชนิดเดียวกันรายอื่นที่มีผลผลิตรวมกันตามเกณฑ์ที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศกำหนด
เป็นผู้มีสิทธิขอให้คณะกรรมการดำเนินการพิจารณากำหนดมาตรการปกป้อง
ในกรณีที่เห็นว่ามีการนำเข้าสินค้าชนิดนั้น ๆ ที่เพิ่มขึ้น และก่อให้เกิดความเสียหายแก่อุตสาหกรรมภายใน
โดยให้ยื่นคำขอต่อกรมการค้าต่างประเทศพร้อมหลักฐานและข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่ามีการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นและก่อให้เกิดความเสียหายแก่อุตสาหกรรมภายใน
การยื่นคำขอตามวรรคหนึ่ง
ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในประกาศกระทรวงพาณิชย์
เมื่อคำขอมีรายละเอียดและหลักฐานครบถ้วนถูกต้องแล้ว
ให้กรมการค้าต่างประเทศเสนอคำขอต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณา
มาตรา ๑๔
ถ้ากรมการค้าต่างประเทศเห็นว่ามีหลักฐานการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นและก่อให้เกิดความเสียหายแก่อุตสาหกรรมภายใน
ให้กรมการค้าต่างประเทศยื่นคำขอให้คณะกรรมการดำเนินการพิจารณา
มาตรา ๑๕
ในกรณีที่คณะกรรมการพิจารณาคำขอตามมาตรา ๑๓ หรือมาตรา ๑๔
แล้วพบว่ามีการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นและมีความเสียหาย
ให้กรมการค้าต่างประเทศดำเนินการไต่สวนต่อไปโดยไม่ชักช้า
ถ้าคณะกรรมการพิจารณาคำขอแล้วพบว่าไม่มีการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นหรือไม่มีความเสียหายให้กรมการค้าต่างประเทศแจ้งผลการพิจารณาดังกล่าวให้ผู้ยื่นคำขอทราบโดยไม่ชักช้า
ความเสียหาย
มาตรา ๑๖
การพิจารณาว่ามีความเสียหายที่เกิดแก่อุตสาหกรรมภายในอันเนื่องมาจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น
ให้พิจารณาจากปัจจัยทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะปัจจัยดังต่อไปนี้
(๑) อัตราและปริมาณของการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น
(๒) ส่วนแบ่งตลาดของสินค้านำเข้าที่เพิ่มขึ้น
(๓) การเปลี่ยนแปลงของระดับการขาย
(๔) การเปลี่ยนแปลงของระดับผลผลิต
(๕) การเปลี่ยนแปลงของระดับผลิตภาพ
(๖) การเปลี่ยนแปลงของระดับกำลังการผลิตที่ใช้จริง
(๗) การเปลี่ยนแปลงของระดับกำไรและขาดทุน
(๘) การเปลี่ยนแปลงของระดับการจ้างงาน
การพิจารณาความเสียหายตามวรรคหนึ่ง
เมื่อได้พิจารณาจากหลักฐานที่ชัดแจ้งแล้ว ต้องปรากฏว่าความเสียหายนั้นเป็นผลมาจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น
หากมีความเสียหายเกิดขึ้นเนื่องจากเหตุอื่นในเวลาเดียวกัน
นอกจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น
มิให้นำความเสียหายที่เกิดจากเหตุอื่นนั้นมาเป็นข้อพิจารณา
การพิจารณาความเสียหายตามวรรคหนึ่ง
ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา ๑๗
การพิจารณาว่ามีความเสียหายที่อาจคุกคามอุตสาหกรรมภายใน
ให้พิจารณาจากปัจจัยตามมาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง
โดยพิจารณาจากข้อเท็จจริงและมิใช่จากข้อกล่าวหา การคาดเดา
หรือความเป็นไปได้ที่ห่างไกล
การไต่สวน
มาตรา ๑๘
ในการพิจารณากำหนดมาตรการปกป้อง
ให้กรมการค้าต่างประเทศเป็นผู้มีอำนาจไต่สวนข้อมูลการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นและความเสียหาย
เริ่มต้นการไต่สวนโดยการออกประกาศไต่สวนการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นและความเสียหาย
ในวารสารของทางราชการหรือโดยวิธีอื่นใดเพื่อให้สาธารณชนรับรู้
ให้กรมการค้าต่างประเทศแจ้งประกาศไต่สวนให้ผู้ยื่นคำขอและผู้มีส่วนได้เสียทราบด้วย
หลักเกณฑ์ของประกาศไต่สวนตามวรรคหนึ่ง
ให้เป็นไปตามที่กรมการค้าต่างประเทศประกาศกำหนด
โดยอย่างน้อยต้องประกอบด้วยรายการดังต่อไปนี้
(๑) ระบุสินค้านำเข้าที่ถูกไต่สวน
(๒) วันเริ่มไต่สวน
(๓) ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นและความเสียหาย
มาตรา ๑๙
ในระหว่างการไต่สวน ให้กรมการค้าต่างประเทศเปิดโอกาสให้ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก
และผู้มีส่วนได้เสียอื่น ๆ เสนอหลักฐาน เอกสาร
และแสดงความเห็นสนับสนุนหรือโต้แย้งคำขอของผู้ยื่นคำขอ โดยอย่างน้อยที่สุดต้องแสดงว่าคำขอนั้นเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนหรือไม่
การเสนอหลักฐานและเอกสารตามวรรคหนึ่ง
ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในประกาศกระทรวงพาณิชย์
มาตรา ๒๐
เมื่อได้ดำเนินการไต่สวนการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นและความเสียหายเสร็จแล้ว
ให้กรมการค้าต่างประเทศสรุปผลการไต่สวน
และเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาต่อไป
มาตรา ๒๑
ข้อมูลที่โดยสภาพเป็นข้อมูลลับหรือเป็นข้อมูลที่ผู้นำเสนอข้อมูลได้ขอให้ถือเป็นความลับและมีเหตุผลที่รับฟังได้
ให้ปฏิบัติต่อข้อมูลนั้นอย่างเป็นความลับ เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากผู้นำเสนอข้อมูล
ในกรณีนี้
กรมการค้าต่างประเทศอาจขอให้ผู้ให้ข้อมูลจัดทำข้อสรุปของข้อมูลในลักษณะที่ไม่เป็นความลับก็ได้
หากผู้นำเสนอข้อมูลไม่สามารถจัดทำข้อสรุปในลักษณะที่ไม่เป็นความลับได้
ก็ให้แสดงเหตุผลไว้ด้วย
ในกรณีที่กรมการค้าต่างประเทศเห็นว่า
คำขอให้ถือข้อมูลเป็นความลับนั้นไม่มีเหตุผลเพียงพอ และผู้ให้ข้อมูลไม่ยินยอมจะให้เผยแพร่หรือเปิดเผยไม่ว่าเป็นการทั่วไปหรือในรูปแบบของข้อสรุป
กรมการค้าต่างประเทศอาจไม่นำข้อมูลนั้นมาประกอบการพิจารณา
เว้นแต่จะมีการพิสูจน์จนเป็นที่พอใจจากแหล่งข้อมูลอื่นที่เหมาะสมว่าข้อมูลนั้นเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง
การกำหนดมาตรการปกป้องชั่วคราว
มาตรา ๒๒
ในกรณีที่กรมการค้าต่างประเทศพิจารณาข้อมูลเบื้องต้นแล้วปรากฏหลักฐานชัดแจ้งว่าการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นก่อให้เกิดความเสียหายหรือกำลังคุกคามที่จะก่อความเสียหาย
ซึ่งหากดำเนินการล่าช้าจะก่อให้เกิดผลเสียหายที่ยากแก่การแก้ไข ให้กรมการค้าต่างประเทศเสนอเรื่องให้คณะกรรมการเพื่อพิจารณากำหนดมาตรการปกป้องชั่วคราว
มาตรา ๒๓
ถ้าคณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่ามีความจำเป็นต้องกำหนดมาตรการปกป้องชั่วคราว
ก็ให้ประกาศเรียกเก็บอากรชั่วคราวตามอัตราที่เห็นว่าเหมาะสม
อากรชั่วคราวที่เรียกเก็บตามวรรคหนึ่ง
ให้ถือเป็นอากรขาเข้าที่เพิ่มขึ้นจากอัตราที่พึงต้องเสียตามที่กำหนดในพิกัดอัตราศุลกากร
หรือประกาศเรียกเก็บอากรตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรที่ใช้อยู่ในขณะนำเข้า
และให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยศุลกากรและกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรมาใช้บังคับแก่การเรียกเก็บอากรชั่วคราวเสมือนอากรดังกล่าวเป็นอากรขาเข้าตามกฎหมายนั้น
และให้กรมศุลกากรเก็บรักษาอากรชั่วคราวที่เก็บได้ไว้เพื่อปฏิบัติตามมาตรา ๒๔
จนกว่าจะสิ้นเหตุที่ต้องปฏิบัติตามมาตราดังกล่าว
การเรียกเก็บอากรชั่วคราวให้มีระยะเวลาใช้บังคับไม่เกินสองร้อยวันนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
การยุติการพิจารณากำหนดมาตรการปกป้อง
มาตรา ๒๔
ในกรณีที่คณะกรรมการวินิจฉัยชั้นที่สุดว่าไม่มีการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นหรือไม่มีความเสียหาย
การพิจารณากำหนดมาตรการปกป้องเป็นอันยุติ
และให้กรมการค้าต่างประเทศแจ้งให้ผู้ยื่นคำขอทราบพร้อมออกประกาศแจ้งผลการวินิจฉัยด้วย
ในกรณีที่มีการเก็บอากรชั่วคราวตามมาตรา
๒๓ ให้คืนโดยไม่ชักช้า
หลักเกณฑ์
และวิธีการคืนอากรชั่วคราว ให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยศุลกากร และระเบียบพิธีการทางศุลกากรที่เกี่ยวข้อง
ระยะเวลาในการพิจารณากำหนดมาตรการปกป้อง
มาตรา ๒๕
การเริ่มต้นกระบวนการพิจารณากำหนดมาตรการปกป้องจนถึงการดำเนินการให้มีคำวินิจฉัยชั้นที่สุดว่าให้มีการกำหนดมาตรการปกป้อง
หรือคำวินิจฉัยชั้นที่สุดว่าไม่มีการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นหรือไม่มีความเสียหายและให้ยุติการพิจารณา
ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสองร้อยเจ็ดสิบวันนับแต่วันประกาศไต่สวน
เว้นแต่กรณีมีเหตุจำเป็นให้ขยายเวลาได้อีกไม่เกินเก้าสิบวัน
การกำหนดและการใช้มาตรการปกป้อง
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).