我的書籤免費註冊

พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 มาตรา 10

มาตรา ๑๐附則

มาตรา ๑๐ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ หมายเหตุ - เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่สํานักราชเลขาธิการ สํานักพระราชวัง และกรมราชองครักษ์และหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ กระทรวงกลาโหม เป็นส่วนราชการที่ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับราชการในพระองค์และพระราชกรณียกิจขององค์พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ ซึ่งต้องถวายงานตามโบราณราชประเพณีและพระราชอัธยาศัย การปฏิบัติราชการจึงแตกต่างจากส่วนราชการของฝ่ายบริหารทั่วไป กรณีจึงสมควรกําหนดฐานะของส่วนราชการดังกล่าวขึ้นใหม่ ให้เป็นส่วนราชการในพระองค์โดยปฏิบัติราชการขึ้นตรงต่อพระมหากษัตริย์ มีการจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลเป็นการเฉพาะให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย เพื่อให้การบริหารราชการในพระองค์เหมาะสมและสอดคล้องกับภารกิจของราชการในพระองค์ และสอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงจําเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๔๖/๒๕๖๐ เรื่อง การจัดตั้งสํานักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ําแห่งชาติ ข้อ ๓ ให้สํานักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ําแห่งชาติเป็นส่วนราชการที่อยู่ในบังคับบัญชาขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี โดยมีส่วนราชการ หน้าที่และอํานาจตามที่บัญญัติในกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสํานักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ําแห่งชาติ และเป็นฝ่ายบูรณาการข้อมูลสารสนเทศ ฝ่ายแผนงาน โครงการ ฝ่ายงบประมาณบริหารจัดการ และฝ่ายติดตามและประเมินผลการบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา เพื่อประโยชน์ในการกําหนดนโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําทั้งระบบ ในกรณีมีเหตุจําเป็นฉุกเฉิน ให้สํานักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ําแห่งชาติมีอํานาจจัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราว และมีอํานาจในการขอเจ้าหน้าที่ในส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐมาปฏิบัติหน้าที่ได้ตามความจําเป็นและเหมาะสม ให้มีผู้อํานวยการสํานักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ําแห่งชาติเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ พนักงาน และลูกจ้างในสํานักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ําแห่งชาติ และรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี ข้อ ๔ ให้สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สํานักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน สํานักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ําแห่งชาติ และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณาเพื่อโอนหน่วยงานในระดับต่ํากว่ากรมจากส่วนราชการต่าง ๆ ไปเป็นของสํานักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ําแห่งชาติ และกําหนดหรือปรับปรุงตําแหน่งข้าราชการ ตลอดจนจัดสรรอัตรากําลังให้สํานักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ําแห่งชาติให้เหมาะสมตามความจําเป็นแก่ภารกิจ ข้อ ๕ ในระยะเริ่มแรก ให้สํานักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ําแห่งชาติประสานงานกับกรมทรัพยากรน้ํา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และให้ปฏิบัติหน้าที่สนับสนุนการดําเนินการของคณะกรรมการทรัพยากรน้ําแห่งชาติตามกฎหมายและคําสั่งที่เกี่ยวข้อง และให้ผู้อํานวยการสํานักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ําแห่งชาติเป็นกรรมการ และเลขานุการคณะกรรมการทรัพยากรน้ําแห่งชาติ ตามคําสั่งสํานักนายกรัฐมนตรี ที่ ๑๘๕/๒๕๕๘ ลงวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๘ และที่แก้ไขเพิ่มเติมจนกว่านายกรัฐมนตรีจะมีคําสั่งเป็นประการอื่น ข้อ ๖ ในกรณีที่เห็นสมควรนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีอาจเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติเปลี่ยนแปลงคําสั่งนี้ได้ ข้อ ๗ คําสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๒/๒๕๖๑ เรื่อง การจัดสรรภารกิจและบุคลากรของสํานักงานทรัพยากรน้ําแห่งชาติ ข้อ ๑ ให้เปลี่ยนชื่อสํานักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ําแห่งชาติ ตามคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๔๖/๒๕๖๐ เรื่อง การจัดตั้งสํานักงานบริหารจัดการทรัพยากน้ําแห่งชาติ ลงวันที่ ๒๕ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐ เป็นสํานักงานทรัพยากรน้ําแห่งชาติ ให้ผู้อํานวยการสํานักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ําแห่งชาติตามคําสั่งในวรรคหนึ่ง เป็นเลขาธิการสํานักงานทรัพยากรน้ําแห่งชาติ ข้อ ๒ ให้ข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างประจําของกรมชลประทาน และกรมทรัพยากรน้ํา ตามบัญชีรายชื่อที่นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายประกาศกําหนดมาปฏิบัติราชการ หรือปฏิบัติงานในสํานักงานทรัพยากรน้ําแห่งชาติมีกําหนดเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ได้ไปรายงานตัวต่อเลขาธิการสํานักงานทรัพยากรน้ําแห่งชาติ เมื่อครบกําหนดเวลาตามวรรคหนึ่งแล้ว ข้าราชการและพนักงานราชการที่มาปฏิบัติราชการ หรือปฏิบัติงานผู้ใดประสงค์จะได้รับการแต่งตั้งเป็นข้าราชการ หรือได้รับการจ้างเป็นพนักงานราชการ ในอัตราของสํานักงานทรัพยากรน้ําแห่งชาติ ให้แสดงความจํานงเป็นหนังสือต่อเลขาธิการสํานักงานทรัพยากรน้ําแห่งชาติภายในสามสิบวันก่อนครบกําหนดเวลาดังกล่าว เว้นแต่เลขาธิการสํานักงานทรัพยากรน้ําแห่งชาติเห็นสมควรจะแต่งตั้งข้าราชการหรือทําสัญญาจ้างพนักงานราชการก่อนครบกําหนดระยะเวลาตามวรรคหนึ่งก็ได้ ให้เลขาธิการสํานักงานทรัพยากรน้ําแห่งชาติแต่งตั้งข้าราชการหรือทําสัญญาจ้างพนักงานราชการที่มาปฏิบัติราชการหรือปฏิบัติงานตามวรรคสอง และได้ผ่านการคัดเลือกตามหลักเกณฑ์ที่สํานักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน และสํานักงานทรัพยากรน้ําแห่งชาติกําหนดเป็นข้าราชการ หรือพนักงานราชการในกรอบอัตรากําลังของสํานักงานทรัพยากรน้ําแห่งชาติ ในกรณีที่ข้าราชการหรือพนักงานราชการที่มาปฏิบัติราชการ หรือปฏิบัติงานผู้ใดไม่ประสงค์จะได้รับการแต่งตั้งเป็นข้าราชการหรือได้รับการจ้างเป็นพนักงานราชกาในกรอบอัตรากําลังของสํานักงานทรัพยากรน้ําแห่งชาติ หรือไม่ได้รับการคัดเลือกตามวรรคสาม ให้ข้าราชการหรือพนักงานราชการผู้นั้นกลับไปปฏิบัติราชการ หรือปฏิบัติงานในส่วนราชการต้นสังกัดเดิม ในชื่อตําแหน่งในสายงานเดิม หรือตําแหน่งที่ไม่ต่ํากว่าเดิม ให้การไปรายงานตัวและการส่งมอบงานของข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างประจําที่มาปฏิบัติราชการหรือปฏิบัติงานในสํานักงานทรัพยากรน้ําแห่งชาติ ถือปฏิบัติตามกฎระเบียบของทางราชการ ข้อ ๓ ให้ข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างประจําที่มาปฏิบัติราชการหรือปฏิบัติงานในสํานักงานทรัพยากรน้ําแห่งชาติยังคงได้รับเงินเดือน เงินประจําตําแหน่ง ค่าจ้าง ค่าตอบแทน สวัสดิการ และประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นเช่นเดิมจากส่วนราชการต้นสังกัดเดิม และให้ส่วนราชการต้นสังกัดเดิมงดการย้ายข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างประจําดังกล่าว เว้นแต่การย้ายเพื่อเลื่อนตําแหน่งสูงขึ้น ข้อ ๔ ให้โอนบรรดาหน้าที่และอํานาจเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คําสั่ง และมติคณะรัฐมนตรีของส่วนราชการในกรมชลประทาน และของข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างประจําของส่วนราชการในกรมชลประทาน ดังต่อไปนี้ ไปเป็นหน้าที่ และอํานาจของสํานักงานทรัพยากรน้ําแห่งชาติ หรือของข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างประจําของสํานักงานทรัพยากรน้ําแห่งชาติ แล้วแต่กณี (๑) สํานักบริหารโครงการเฉพาะงานเกี่ยวกับการศึกษา วิเคราะห์ และวางแผนการพัฒนาแหล่งน้ําเพื่อจัดทําแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา และงานวิเคราะห์ ติดตาม และประเมินผลการดําเนินการตามแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา (๒) สํานักบริหารจัดการน้ําและอุทกวิทยาเฉพาะงานเกี่ยวกับการวิเคราะห์และเสนอแนะนโยบายเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ําในระดับข้ามลุ่มน้ํา และงานเฝ้าระวัง วิเคราะห์ พยากรณ์ กํากับ ตรวจสอบ ติดตาม และประเมินผลการบริหารจัดการน้ําในภาพรวมของประเทศ ข้อ ๕ ให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน งบประมาณ สิทธิ หนี้ ภาระผูกพัน และให้โอนข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้างประจํา และอัตรากําลังของส่วนราชการตามข้อ ๔ และส่วนราชการอื่นในกรมชลประทาน จํานวน ๕๖ อัตรา ตามที่อธิบดีกรมชลประทานกําหนดไปเป็นของสํานักงานทรัพยากรน้ําแห่งชาติ ข้อ ๖ ให้โอนบรรดาหน้าที่และอํานาจเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คําสั่ง และมติคณะรัฐมนตรีของส่วนราชการในกรมทรัพยากรน้ํา และของข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างประจําของส่วนราชการในกรมทรัพยากรน้ํา ดังต่อไปนี้ ไปเป็นหน้าที่ และอํานาจของสํานักงานทรัพยากรน้ําแห่งชาติ หรือของข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างประจําของสํานักงานทรัพยากรน้ําแห่งชาติ แล้วแต่กรณี (๑) ศูนย์ป้องกันวิกฤตน้ํา เฉพาะงานเกี่ยวกับงานศึกษา วิเคราะห์ และการกําหนดพื้นที่เสี่ยงภัยเกี่ยวกับน้ําในภาพรวมของประเทศ และงานเสนอแนะแผนแม่บทและมาตรการในการป้องกันและแก้ไขวิกฤตน้ํา (๒) สํานักนโยบายและแผนทรัพยากรน้ํา เฉพาะงานเกี่ยวกับฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการทรัพยากรน้ําแห่งชาติ งานเสนอแนะนโยบาย แผนแม่บท และมาตรการเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําในภาพรวมของประเทศงานเสนอแนะแนวทาง กรอบแผนงาน และมาตรการในการจัดทําแผนปฏิบัติการจัดการทรัพยากรน้ําของประเทศ รวมทั้งงานติดตามและประเมินผลการดําเนินการ ตามนโยบาย และแผนแม่บทเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําของประเทศ (๓) สํานักบริหารจัดการน้ํา เฉพาะงานเกี่ยวกับการกําหนดกรอบ หลักเกณฑ์ เทคโนโลยี และแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําในระดับข้ามลุ่มน้ํา การสนับสนุนและให้คําปรึกษาแนะน้ํา แก่คณะกรรมการลุ่มน้ํา หน่วยงานของรัฐ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําในระดับข้ามลุ่มน้ํา (๔) สํานักประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ เฉพาะงานเกี่ยวกับการประสานความร่วมมือกับต่างประเทศและองค์กรระหว่างประเทศด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา (๕) สํานักวิจัย พัฒนา และอุทกวิทยา เฉพาะงานเกี่ยวกับการศึกษา วิจัย เทคโนโลยี เกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําในภาพรวมของประเทศ และการวิเคราะห์ปริมาณน้ํา การวางแผนและพัฒนาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําในภาพรวมของประเทศ ข้อ ๗ ให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน งบประมาณ สิทธิ หนี้ ภาระผรกพัน และให้โอข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้างประจํา และอัตรากําลังของส่วนราชการตามข้อ ๖ และส่วนราชการอื่นในกรมทรัพยากรน้ํา จํานวน ๑๐๒ อัตรา ตามที่อธิบดีกรมทรัพยากรน้ํากําหนดไปเป็นของสํานักงานทรัพยากรน้ําแห่งชาติ ข้อ ๘ บรรดาบทบัญญัติแห่งกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คําสั่ง หรือ มติคณะรัฐมนตรีใดที่อ้างถึงส่วนราชการตามข้อ ๔ และข้อ ๖ และข้าราชการ พนักงานราชการ หรือลูกจ้างประจําของส่วนราชการตามข้อ ๔ และข้อ ๖ ให้ถือว่าอ้างถึงสํานักงานทรัพยากรน้ําแห่งชาติ หรือข้าราชการ พนักงานราชการ หรือลูกจ้างประจําของสํานักงานทรัพยากรน้ําแห่งชาติ แล้วแต่กรณี ข้อ ๙ ในระยะเริ่มแรก ให้สํานักงบประมาณจัดสรรงบประมาณเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายให้กับสํานักงานทรัพยากรน้ําแห่งชาติสําหรับการดําเนินการตามหน้าที่และอํานาจ รวมทั้งภารกิจของสํานักงานทรัพยากรน้ําแห่งชาติ ข้อ ๑๐ ให้สํานักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน และสํานักงานทรัพยากรน้ําแห่งชาติดําเนินการกําหนดกรอบอัตรากําลังข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างประจํารวมจํานวน ๒๔๖ อัตรา ให้สอดคล้องกับโครงสร้างส่วนราชการสํานักงานทรัพยากรน้ําแห่งชาติ ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาสามสิบวันนับแต่วันที่กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสํานักงานทรัพยากรน้ําแห่งชาติมีผลใช้บังคับ โดยกรอบอัตรากําลังมาจากการตัดโอนอัตราข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้างประจํา และอัตรากําลังจากกรมชลประทาน และกรมทรัพยากรน้ํา และเป็นอัตราข้าราชการตั้งใหม่ จํานวน ๘๗ อัตรา ข้อ ๑๑ ในระหว่างที่สํานักงานทรัพยากรน้ําแห่งชาติยังไม่มีคณะอนุกรรมการสามัญประจํากระทรวงหรือคณะอนุกรรมการสามัญประจํากรม ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนให้การดําเนินการเพื่อแต่งตั้งข้าราชการให้ดํารงตําแหน่งในสํานักงานทรัพยากรน้ําแห่งชาติ และข้าราชการที่มาปฏิบัติราชการซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นข้าราชการตามข้อ ๒ วรรคสาม ให้ดํารงตําแหน่ง ประเภท ระดับ และสายงานต่าง ๆ ในสํานักงานทรัพยากรน้ําแห่งชาติ เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนกําหนด ข้อ ๑๒ ให้นายสําเริง แสงภู่วงค์ พ้นจากตําแหน่งรองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร และให้ดํารงตําแหน่งรองเลขาธิการสํานักงานทรัพยากรน้ําแห่งชาติ และปฏิบัติหน้าที่ตามที่เลขาธิการสํานักงานทรัพยากรน้ําแห่งชาติมอบหมาย ให้สํานักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนและส่วนราชการอื่นที่เกี่ยวข้องดําเนินการให้เป็นไปตามข้อนี้ ให้นายกรัฐมนตรีนําความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งข้าราชการตามวรรคหนึ่ง ให้ดํารงตําแหน่งตามกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง ให้ข้าราชการตามวรรคหนึ่งหยุดปฏิบัติหน้าที่เดิม และไปช่วยราชการในตําแหน่งใหม่ตั้งแต่วันถัดจากวันที่คําสั่งนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป จนกว่าจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งตามวรรคหนึ่ง ข้อ ๑๓ ให้กรมเจ้าท่ากรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ํา กรมทรัพยากรน้ําบาดาล กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริม การปกครองส่วนท้องถิ่น กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ําและการเกษตร (องค์การมหาชน) สํานักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) กรุงเทพมหานคร รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรน้ําดําเนินการสนับสนุนและอํานวยความสะดวก ในการให้ข้อมูลและเชื่อมต่อข้อมูลด้านทรัพยากรน้ําตามที่สํานักงานทรัพยากรน้ําแห่งชาติกําหนด โดยมอบหมายให้สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ําและการเกษตร (องค์การมหาชน) เป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการและเชื่อมต่อข้อมูลให้กับสํานักงานทรัพยากรน้ําแห่งชาติในระยะแรก ข้อ ๑๔ ในกรณีที่เห็นสมควรนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีอาจเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติเปลี่ยนแปลงคําสั่งนี้ได้ ข้อ ๑๕ ในกรณีมีปัญหาเกี่ยวกับการดําเนินการตามคําสั่งนี้ให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ วินิจฉัยคําวินิจฉัยของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติให้เป็นที่สุด ในกรณีมีปัญหาเกี่ยวกับงบประมาณหรือการปฏิบัติภารกิจของกรมชลประทานและกรมทรัพยากรน้ําที่โอนไปเป็นของสํานักงานทรัพยากรน้ําแห่งชาติ ตามคําสั่งนี้ให้คณะกรรมการทรัพยากรน้ําแห่งชาติเป็นผู้วินิจฉัย ข้อ ๑๖ คําสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๙/๒๕๖๑ เรื่อง กลไกในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง๘๖ ข้อ ๘ ให้สํานักงานเป็นส่วนราชการรูปแบบเฉพาะเทียบเท่ากรมที่ไม่สังกัดสํานักนายกรัฐมนตรีกระทรวง หรือทบวงอยู่ในบังคับบัญชาขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี โดยวิธีการปฏิบัติราชการและการบริหารงาน การบริหารบุคคล การจัดโครงสร้าง การแบ่งส่วนงานหน้าที่และอํานาจของส่วนงานและอัตรากําลัง ให้เป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีกําหนด ให้การงบประมาณ การเงินการคลัง การพัสดุและการจัดการทรัพย์สินของสํานักงานเป็นไปตามข้อบังคับของสํานักงาน ให้มีผู้อํานวยการสํานักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดองซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ พนักงาน และลูกจ้างในสํานักงาน และรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี ข้อ ๙ ให้สํานักงานเป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง ข้อ ๑๐ นายกรัฐมนตรีอาจสั่งให้ข้าราชการ พนักงานราชการ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐในส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐไปช่วยปฏิบัติงานในสํานักงานโดยมีกําหนดเวลาตามที่ตกลงกับผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานของรัฐก็ได้และให้องค์กรกลางบริหารงานบุคคลหรือองค์กรอื่นที่มีอํานาจหน้าที่ทํานองเดียวกันของส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐนั้นจัดให้ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐที่จัดส่งบุคคลดังกล่าวไปปฏิบัติหน้าที่ยังสํานักงานมีอัตรากําลังแทนตามความจําเป็นแต่ไม่เกินจํานวนอัตรากําลังที่จัดส่งไป ให้บุคคลที่ได้รับคําสั่งให้ไปปฏิบัติงานในสํานักงานตามวรรคหนึ่ง มีสิทธิได้รับเงินประจําตําแหน่งในอัตราที่ได้รับอยู่เดิมต่อไป สําหรับสิทธิประโยชน์อื่นให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น ข้อ ๑๑ ให้สํานักงานมีหน้าที่และอํานาจ ดังต่อไปนี้ (๑) เสนอแนะมาตรการและแนวทางการดําเนินการแก้ไขปัญหา และติดตามความก้าวหน้าในการดําเนินการตามมติของคณะกรรมการ และคณะกรรมการตามข้อ ๑๒ โดยมุ่งเน้นภารกิจเชิงบูรณาการและปฏิบัติการเพื่อให้การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศตามแผนการปฏิรูปประเทศนโยบายการปฏิรูปของรัฐบาล ยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บท และแผนการสร้างความสามัคคีปรองดองเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ (๒) บูรณาการข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับการดําเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทและแผนการสร้างความสามัคคีปรองดอง (๓) ประสานความร่วมมือกับคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ คณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ และคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ และคณะทํางานตามข้อ ๑๒ รวมทั้งหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง (๔) รับเรื่องร้องเรียนหรือร้องทุกข์จากประชาชนเกี่ยวกับการดําเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บท และแผนการสร้างความสามัคคีปรองดองของหน่วยงานของรัฐ (๕) จัดฝึกอบรมและประเมินผลหลักสูตรการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ทุกระดับ (๖) ดําเนินการอื่นตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย ข้อ ๑๒ นอกจากหน้าที่และอํานาจตามข้อ ๑๑ แล้ว ให้สํานักงานรับผิดชอบในงานธุรการงานทางวิชาการ และเป็นฝ่ายเลขานุการให้แก่คณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ และคณะทํางาน ดังต่อไปนี้ (๑) คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ และ คณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ตามคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๓/๒๕๖๐ ลงวันที่ ๑๗ มกรําคม ๒๕๖๐ (๒) คณะกรรมการขับเคลื่อนและเร่งรัดการดําเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล (กขร.) ตามคําสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ ๑๑๓/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๗ (๓) คณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน (กขป.) รวม ๕ คณะตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ และวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ (๔) คณะกรรมการติดตามการปฏิบัติงานตามนโยบายของรัฐบาล (คตน.) ตามคําสั่งสํานักนายกรัฐมนตรี ที่ ๑๔๓/๒๕๕๙ ลงวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๙ (๕) คณะกรรมการดําเนินการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วน ตามคําสั่งสํานักนายกรัฐมนตรีที่ ๓๓๑/๒๕๖๐ ลงวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๖๐ (๖) คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ตามคําสั่งสํานักนายกรัฐมนตรี ที่ ๘๘/๒๕๖๑ ลงวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๖๑ (๗) คณะกรรมการอํานวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ตามคําสั่งสํานักนายกรัฐมนตรีที่ ๒๒๖/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ (๘) คณะกรรมการประสานและขับเคลื่อนนโยบายสานพลังประชารัฐประจําจังหวัด (คสป.) ตามคําสั่งสํานักนายกรัฐมนตรี ที่ ๑๐๖/๒๕๕๙ ลงวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๙ (๙) คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปเพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนตามนโยบาย THAILAND 4.0 ตามคําสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ ๑๙๔/๒๕๖๐ ลงวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๖๐ (๑๐) คณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ตามคําสั่งสํานักนายกรัฐมนตรี ที่ ๒๑/๒๕๖๑ ลงวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๖๑ (๑๑) คณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ หรือคณะทํางานอื่นตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย ให้สํานักงานทําหน้าที่ประสานงาน ติดตามและรายงานผลการดําเนินการของคณะกรรมการตามวรรคหนึ่งต่อคณะกรรมการตามข้อ ๑๓ เป็นประจําทุกเดือน เพื่อประโยชน์ในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง นายกรัฐมนตรีอาจมีคําสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ หรือคณะทํางานอื่นอีกได้ รวมทั้งมีอํานาจยกเลิก ยุบรวม เปลี่ยนชื่อ และปรับปรุงองค์ประกอบหรือหน้าที่และอํานาจของคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ หรือคณะทํางานตามวรรคหนึ่งได้ ข้อ ๑๓ ให้มีคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ รองนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นรองประธานกรรมการ และรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีจํานวนไม่เกินสามคน ปลัดกระทรวงกลาโหม เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้อํานวยการสํานักงบประมาณและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจากภาคเอกชนโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีจํานวนไม่เกินสามคน เป็นกรรมการ ให้ผู้อํานวยการเป็นกรรมการและเลขานุการ และให้ผู้อํานวยการแต่งตั้งข้าราชการในสํานักงานเป็นผู้ช่วยเลขานุการไม่เกินสองคน ข้อ ๑๔ ให้คณะกรรมการมีหน้าที่และอํานาจ ดังต่อไปนี้ (๑) กําหนดนโยบายและแนวทางในการขับเคลื่อนและบูรณาการการปฏิรูปประเทศตามแผนการปฏิรูปประเทศ นโยบายการปฏิรูปของรัฐบาล ยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บท และแผนการสร้างความสามัคคีปรองดอง (๒) เร่งรัด ขับเคลื่อนกํากับดูแล และประเมินผลการดําเนินการของคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการและคณะทํางานตามข้อ ๑๒ เพื่อให้การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศตามแผนการปฏิรูปประเทศนโยบายการปฏิรูปของรัฐบาล ยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บท และแผนการสร้างความสามัคคีปรองดองบรรลุเป้าหมายและเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ (๓) กํากับ ดูแล ติดตาม และประเมินผลการดําเนินงานของสํานักงานให้เป็นไปตามข้อ ๑๑ และข้อ ๑๒ (๔) แต่งตั้งคณะที่ปรึกษาเพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่คณะกรรมการมอบหมาย (๕) ดําเนินการอื่นตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย ข้อ ๑๕ การปฏิบัติหน้าที่และค่าตอบแทนของคณะกรรมการ รวมทั้งวาระการดํารงตําแหน่งและการพ้นจากตําแหน่งของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ให้เป็นไปตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ข้อ ๑๖ เมื่อครบกําหนดห้าปีนับแต่วันที่คําสั่งนี้ใช้บังคับให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติตามกฎหมายว่าด้วยการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติพิจารณาความจําเป็นและเหมาะสมเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่และอํานาจของสํานักงาน ทั้งนี้ ในกรณีที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเห็นควรให้สํานักงานยุติบทบาทการดําเนินการ ให้ความในข้อ ๗ ถึงข้อ ๑๕ เป็นอันสิ้นสุดลง และให้สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการเสนอแนวทางการดําเนินการเกี่ยวกับการโอนบุคลากร ทรัพย์สินและหนี้ สินของสํานักงานไปยังหน่วยงานใดต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติเป็นประการใดให้ดําเนินการไปตามนั้น ข้อ ๑๗ การโอนและการรับโอนตามข้อ ๒ ข้อ ๓ ข้อ ๔ และข้อ ๕ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดําเนินการให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่คําสั่งนี้ มีผลใช้บังคับ ข้อ ๑๘ ให้สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สํานักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนสํานักงบประมาณ และกระทรวงการคลัง สนับสนุนการดําเนินการตามคําสั่งนี้ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยในกรณีที่มีปัญหาหรืออุปสรรคในการดําเนินการให้เสนอนายกรัฐมนตรีเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด ข้อ ๑๙ ในกรณีที่เห็นสมควร นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีอาจเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติเปลี่ยนแปลงคําสั่งนี้ได้ ข้อ ๒๐ คําสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป \*พระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๑

查看整部法規全文 →

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

接下來可以查