พระราชบัญญัติ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย พ.ศ. ๒๕๖๐
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ เป็นปีที่ ๒ ในรัชกาลปัจจุบัน
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย พ.ศ. ๒๕๖๐”
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้ “อุตสาหกรรมเป้าหมาย” หมายความว่า อุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับศักยภาพของประเทศ สร้างประโยชน์อย่างสูงต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศ และสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างยั่งยืน
ซึ่งต้องเป็นอุตสาหกรรมประเภทใหม่ที่ไม่เคยมีการผลิตหรือการให้บริการในประเทศมาก่อน หรือเป็นอุตสาหกรรมที่มีการใช้เทคโนโลยีใหม่หรือใช้ความรู้ในการผลิตขั้นสูงเพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาและส่งเสริมนวัตกรรม ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการนโยบายประกาศกำหนด “ผู้ขอรับการส่งเสริม” หมายความว่า
ผู้ประกอบกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ขอรับการส่งเสริมตามพระราชบัญญัตินี้ “ผู้ได้รับการส่งเสริม” หมายความว่า ผู้ประกอบกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ได้รับบัตรส่งเสริมตามพระราชบัญญัตินี้ “กองทุน” หมายความว่า กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย “คณะกรรมการนโยบาย”
หมายความว่า คณะกรรมการนโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย “เลขาธิการ” หมายความว่า เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน “สำนักงาน” หมายความว่า สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน “พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า
ผู้ซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๔ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
หมวด ๑ คณะกรรมการนโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย
มาตรา ๕ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า “คณะกรรมการนโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย” ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ รองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นรองประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งชาติ เป็นกรรมการ ให้เลขาธิการเป็นกรรมการและเลขานุการ
และให้เลขาธิการแต่งตั้งข้าราชการในสำนักงานจำนวนสองคนเป็นผู้ช่วยเลขานุการ
มาตรา ๖ คณะกรรมการนโยบายมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (๑) กำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ รวมทั้งจัดทำแผนเกี่ยวกับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย (๒) ประกาศกำหนดประเภทอุตสาหกรรมเป้าหมาย และลักษณะของกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (๓)
กำหนดกรอบแนวทางในการสรรหาและเจรจากับผู้ประกอบกิจการเพื่อให้มีการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (๔) ประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการให้สิทธิและประโยชน์ตามพระราชบัญญัตินี้ (๕) อนุมัติให้ผู้ขอรับการส่งเสริมได้รับสิทธิและประโยชน์ตามพระราชบัญญัตินี้
รวมทั้งกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ได้รับการส่งเสริมแต่ละรายต้องปฏิบัติ (๖) อนุมัติการจ่ายเงินสนับสนุนจากกองทุน (๗) เพิกถอนการให้สิทธิและประโยชน์ตามพระราชบัญญัตินี้ (๘) ออกระเบียบเกี่ยวกับการรับเงิน การจ่ายเงิน และการเก็บรักษาเงินของกองทุน (๙) ประเมินผลการดำเนินงานของกองทุน
รวมทั้งประเมินความคุ้มค่าในการให้สิทธิและประโยชน์แก่ผู้ได้รับการส่งเสริมพร้อมทั้งรายงานผลการประเมินดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรี (๑๐) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายหรือตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย
มาตรา ๗ การประชุมคณะกรรมการนโยบายต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม ในการประชุมคณะกรรมการนโยบาย ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุม หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองประธานกรรมการเป็นประธานในที่ประชุม หากรองประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้
ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
มาตรา ๘ ให้มีคณะอนุกรรมการสรรหาและเจรจาคณะหนึ่ง ประกอบด้วยรองประธานกรรมการนโยบาย เป็นประธานอนุกรรมการ ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผู้แทนกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผู้แทนกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
เป็นอนุกรรมการ ให้เลขาธิการเป็นอนุกรรมการและเลขานุการ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งชาติ เป็นอนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ และให้เลขาธิการแต่งตั้งข้าราชการในสำนักงานจำนวนหนึ่งคนเป็นผู้ช่วยเลขานุการ
มาตรา ๙ คณะอนุกรรมการสรรหาและเจรจามีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (๑) ดำเนินการสรรหาและเจรจากับผู้ประกอบกิจการเพื่อให้มีการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายตามกรอบแนวทางในการสรรหาและเจรจาที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด (๒) เสนอบันทึกสรุปผลการเจรจาต่อคณะกรรมการนโยบาย
เพื่อพิจารณาอนุมัติให้ผู้ขอรับการส่งเสริมได้รับสิทธิและประโยชน์ตามพระราชบัญญัตินี้ (๓) แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อดำเนินการตามที่คณะอนุกรรมการสรรหาและเจรจามอบหมาย (๔) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่คณะกรรมการนโยบายมอบหมาย
มาตรา ๑๐ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ คณะกรรมการนโยบายจะมอบอำนาจให้สำนักงานกระทำการใด ๆ แทน หรือแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อให้กระทำการใด ๆ ตามที่มอบหมายหรือเรียกบุคคลใดซึ่งเกี่ยวข้องมาให้ข้อเท็จจริง คำอธิบาย คำแนะนำ หรือความเห็นก็ได้
เมื่อสำนักงานหรือคณะอนุกรรมการได้กระทำการไปแล้วตามวรรคหนึ่งต้องรายงานให้คณะกรรมการนโยบายทราบด้วย
มาตรา ๑๑ การประชุมคณะอนุกรรมการ ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๗ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๑๒ ให้สำนักงานทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการนโยบายโดยให้มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (๑) รับผิดชอบงานธุรการ งานประชุม และกิจการต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับงานของคณะกรรมการนโยบาย คณะอนุกรรมการ และคณะทำงาน (๒) ติดตามและตรวจสอบกิจการของผู้ได้รับการส่งเสริม (๓)
รายงานผลการติดตามและตรวจสอบกิจการของผู้ได้รับการส่งเสริมเพื่อเสนอคณะกรรมการนโยบายพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินสนับสนุนจากกองทุน (๔) รายงานสภาพปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการของผู้ได้รับการส่งเสริมต่อคณะกรรมการนโยบายเพื่อพิจารณาผ่อนผันเงื่อนไขตามบัตรส่งเสริม (๕)
ศึกษาและวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจของประเทศเพื่อเสนอคณะกรรมการนโยบายกำหนดประเภทอุตสาหกรรมที่สมควรให้เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายตามพระราชบัญญัตินี้ (๖) ศึกษาและวิเคราะห์แนวทางในการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายของต่างประเทศเพื่อเป็นข้อมูลในการสนับสนุนการปฏิบัติงานของคณะกรรมการนโยบาย คณะอนุกรรมการ
และคณะทำงาน (๗) เก็บรวบรวมข้อมูลและจัดทำสถิติเกี่ยวกับผู้ประกอบกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (๘) ประเมินผลการดำเนินงานของกองทุน รวมทั้งประเมินความคุ้มค่าในการให้สิทธิและประโยชน์แก่ผู้ได้รับการส่งเสริม พร้อมทั้งรายงานผลการประเมินดังกล่าวต่อคณะกรรมการนโยบาย (๙) ประสานงานและร่วมมือกับส่วนราชการ
หน่วยงานของรัฐ และหน่วยงานเอกชน ในการดำเนินงานตามพระราชบัญญัตินี้ (๑๐) รับเงิน จ่ายเงิน และเก็บรักษาเงินของกองทุนตามระเบียบที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด (๑๑) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่คณะกรรมการนโยบาย คณะอนุกรรมการ หรือคณะทำงานมอบหมาย
มาตรา ๑๓ ในกรณีที่จะต้องมีการตรวจสอบ และประเมินผลกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ได้รับสิทธิและประโยชน์ตามพระราชบัญญัตินี้ สำนักงานอาจมอบหมายให้บุคคลใดเป็นผู้ดำเนินการแทนและจัดทำรายงานผลการดำเนินการเสนอต่อสำนักงานได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด
มาตรา ๑๔ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในสถานประกอบการของผู้ได้รับการส่งเสริมในระหว่างเวลาทำการเพื่อสอบถามข้อเท็จจริงหรือเพื่อตรวจสอบเอกสารหรือสิ่งของใด ๆ ที่เกี่ยวกับกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ได้รับสิทธิและประโยชน์ตามพระราชบัญญัตินี้จากบุคคลซึ่งอยู่ในสถานที่นั้นได้ตามความจำเป็น
ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะเข้าไปในสถานที่ตามวรรคหนึ่ง ถ้าไม่เป็นการเร่งด่วน ต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ได้รับการส่งเสริมทราบล่วงหน้าตามสมควร
มาตรา ๑๕ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๑๔ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่แสดงบัตรประจำตัวต่อบุคคลซึ่งเกี่ยวข้อง บัตรประจำตัวตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามแบบที่เลขาธิการกำหนด
หมวด ๒ การสรรหาและเจรจา และการให้การส่งเสริม
มาตรา ๑๖ ให้คณะกรรมการนโยบายประกาศกำหนดประเภท และลักษณะของกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมาย รวมทั้งหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการให้สิทธิและประโยชน์ตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๑๗ เมื่อมีประกาศตามมาตรา ๑๖ แล้ว ในกรณีที่คณะอนุกรรมการสรรหาและเจรจาเห็นว่ามีผู้ประกอบกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมายรายหนึ่งรายใดสมควรได้รับการพิจารณาให้สิทธิและประโยชน์ตามพระราชบัญญัตินี้
ให้สำนักงานแจ้งผู้ประกอบกิจการรายนั้นทราบว่าหากประสงค์จะได้รับการพิจารณาให้เข้าสู่กระบวนการเจรจาเพื่อให้สิทธิและประโยชน์ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้มายื่นข้อเสนอโครงการลงทุนต่อสำนักงานภายในระยะเวลาที่กำหนด เมื่อสำนักงานได้รับข้อเสนอโครงการลงทุนแล้ว
ให้ดำเนินการวิเคราะห์และเสนอความเห็นต่อคณะอนุกรรมการสรรหาและเจรจาเพื่อให้ความเห็นชอบในการเริ่มดำเนินการเจรจา ในกรณีที่คณะอนุกรรมการสรรหาและเจรจาเห็นชอบให้เริ่มดำเนินการเจรจา ให้สำนักงานแจ้งผู้ประกอบกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อจัดทำรายละเอียดโครงการลงทุนเสนอมาประกอบการเจรจา ทั้งนี้
การเจรจากับผู้ประกอบกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมายให้เป็นไปตามกรอบแนวทางในการสรรหาและเจรจาที่คณะกรรมการนโยบายกำหนดตามมาตรา ๖ (๓) เมื่อดำเนินการเจรจาตามวรรคสองแล้วเสร็จ ให้คณะอนุกรรมการสรรหาและเจรจาจัดทำบันทึกสรุปผลการเจรจา
พร้อมทั้งแจ้งให้ผู้ประกอบกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมายรายนั้นมายื่นคำขอรับการส่งเสริมพร้อมรายละเอียดโครงการลงทุนที่เป็นไปตามผลการเจรจาต่อสำนักงานภายในระยะเวลาที่ตกลงกันเพื่อเสนอคณะกรรมการนโยบายพิจารณาอนุมัติสิทธิและประโยชน์ตามโครงการดังกล่าวต่อไป
มาตรา ๑๘ เมื่อมีประกาศตามมาตรา ๑๖ แล้ว ในกรณีที่ผู้ประกอบกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมายรายใดประสงค์จะได้รับสิทธิและประโยชน์ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้มายื่นข้อเสนอโครงการลงทุนต่อสำนักงาน เมื่อสำนักงานได้รับข้อเสนอโครงการลงทุนแล้ว
ให้ดำเนินการวิเคราะห์และเสนอความเห็นต่อคณะอนุกรรมการสรรหาและเจรจาเพื่อให้ความเห็นชอบในการเริ่มดำเนินการเจรจา และให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๗ วรรคสองและวรรคสาม มาใช้บังคับ
มาตรา ๑๙ ผู้ได้รับการส่งเสริมต้องเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย การขอรับการส่งเสริมตามมาตรา ๑๗ หรือมาตรา ๑๘ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และแบบที่เลขาธิการกำหนด
มาตรา ๒๐ เมื่อคณะกรรมการนโยบายพิจารณาบันทึกสรุปผลการเจรจาของคณะอนุกรรมการสรรหาและเจรจา และคำขอรับการส่งเสริมพร้อมรายละเอียดโครงการลงทุนที่ผู้ขอรับการส่งเสริมได้ยื่นไว้ตามมาตรา ๑๗ หรือมาตรา ๑๘ แล้ว เห็นสมควรให้การส่งเสริมแก่ผู้ขอรับการส่งเสริมรายนั้น
ให้มีมติอนุมัติสิทธิและประโยชน์ตามพระราชบัญญัตินี้แก่ผู้ขอรับการส่งเสริม ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายจะกำหนดเงื่อนไขในเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือหลายเรื่องเกี่ยวกับทุน ขนาดของกิจการ การเริ่มดำเนินกิจการ การพัฒนาบุคลากร การวิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือเงื่อนไขอื่นตามที่คณะกรรมการนโยบายเห็นสมควร
เพื่อให้ผู้ได้รับการส่งเสริมรายนั้นต้องปฏิบัติด้วยก็ได้ เมื่อคณะกรรมการนโยบายมีมติตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้สำนักงานมีหนังสือแจ้งให้ผู้ขอรับการส่งเสริมรายนั้นทราบมติของคณะกรรมการนโยบายภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่มีมติพร้อมด้วยเงื่อนไขที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด
ในกรณีที่ผู้ขอรับการส่งเสริมยอมรับสิทธิและประโยชน์ และเงื่อนไขตามวรรคหนึ่ง ต้องมีหนังสือตอบให้สำนักงานทราบภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่รับหนังสือนั้น ในกรณีที่มีเหตุอันสมควร ให้เลขาธิการมีอำนาจขยายเวลาตามวรรคสามออกไปได้ไม่เกินสามครั้ง ครั้งละไม่เกินหนึ่งเดือน
มาตรา ๒๑ ในกรณีที่ผู้ขอรับการส่งเสริมตอบรับสิทธิและประโยชน์ และเงื่อนไขตามมาตรา ๒๐ แล้ว ให้ออกบัตรส่งเสริมแก่ผู้ได้รับการส่งเสริมรายนั้นโดยมิชักช้า โดยในบัตรส่งเสริมให้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับเงื่อนไขในการประกอบกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมาย รวมทั้งสิทธิและประโยชน์ที่ผู้ได้รับการส่งเสริมมีสิทธิได้รับ
มาตรา ๒๒ บัตรส่งเสริมให้เป็นไปตามแบบที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด ให้เลขาธิการเป็นผู้ลงลายมือชื่อในบัตรส่งเสริม การแก้ไขบัตรส่งเสริมให้กระทำโดยมติคณะกรรมการนโยบาย และให้เลขาธิการลงลายมือชื่อในบัตรส่งเสริมที่แก้ไข มอบให้ผู้ได้รับการส่งเสริมโดยมิชักช้า
มาตรา ๒๓ ผู้ได้รับการส่งเสริมอาจได้รับสิทธิและประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ดังต่อไปนี้ (๑) สิทธิและประโยชน์ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน แต่ไม่รวมถึงสิทธิและประโยชน์ในการได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล (๒) สิทธิและประโยชน์ในการได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา ๒๔
(๓) สิทธิและประโยชน์ในการได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุน การอนุมัติให้สิทธิและประโยชน์ตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบาย การให้สิทธิและประโยชน์ตามวรรคหนึ่งอาจกำหนดให้ผู้ได้รับการส่งเสริมแต่ละรายได้รับสิทธิและประโยชน์แตกต่างกันได้ โดยให้พิจารณาจากความจำเป็น ความคุ้มค่า
และประโยชน์ในการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้นำบทบัญญัติในหมวด ๓ สิทธิและประโยชน์ และหมวด ๔ เครื่องจักร วัตถุดิบและวัสดุจำเป็น ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนมาใช้บังคับแก่การอนุมัติให้สิทธิและประโยชน์ตาม (๑) โดยอนุโลม
และให้ถือว่าอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๒๔ ผู้ได้รับการส่งเสริมอาจได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมายตามระยะเวลาที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด ซึ่งต้องไม่เกินสิบห้าปีนับแต่วันที่เริ่มมีรายได้จากการประกอบกิจการนั้น ทั้งนี้
คณะกรรมการนโยบายอาจพิจารณากำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นสัดส่วนของเงินลงทุนโดยไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียนด้วยก็ได้ รายได้ที่ต้องนำมาคำนวณกำไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการ ให้รวมถึงรายได้จากการจำหน่ายผลพลอยได้และรายได้จากการจำหน่ายสินค้ากึ่งสำเร็จรูปตามที่คณะกรรมการนโยบายพิจารณาเห็นสมควร
ในกรณีที่ประกอบกิจการขาดทุนในระหว่างเวลาได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามวรรคหนึ่ง
คณะกรรมการนโยบายอาจอนุญาตให้ผู้ได้รับการส่งเสริมนำผลขาดทุนประจำปีที่เกิดขึ้นในระหว่างเวลานั้นไปหักออกจากกำไรสุทธิที่เกิดขึ้นภายหลังระยะเวลาได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลมีกำหนดเวลาไม่เกินห้าปีนับแต่วันพ้นกำหนดเวลานั้น โดยจะเลือกหักจากกำไรสุทธิของปีใดปีหนึ่งหรือหลายปีก็ได้
การคำนวณเงินลงทุนตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการนโยบายประกาศกำหนด การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของผู้ได้รับการส่งเสริมซึ่งได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้เป็นไปตามประมวลรัษฎากร
มาตรา ๒๕ เงินปันผลจากกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมายซึ่งได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา ๒๔ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ ตลอดระยะเวลาที่ผู้ได้รับการส่งเสริมได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้น เงินปันผลที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามวรรคหนึ่ง
ถ้าได้จ่ายภายในหกเดือนนับแต่วันพ้นระยะเวลาที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ก็ให้ได้รับยกเว้นตามวรรคหนึ่ง
มาตรา ๒๖ คณะกรรมการนโยบายอาจพิจารณาให้เงินสนับสนุนจากกองทุนแก่ผู้ได้รับการส่งเสริมเพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการลงทุน การวิจัยและพัฒนา การส่งเสริมนวัตกรรม หรือการพัฒนาบุคลากรเฉพาะด้านของกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมายก็ได้ หลักเกณฑ์ วิธีการ
และเงื่อนไขในการพิจารณาให้เงินสนับสนุนตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด
มาตรา ๒๗ ในกรณีที่ผู้ได้รับการส่งเสริมรายใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด ให้คณะกรรมการนโยบายมีอำนาจสั่งเพิกถอนสิทธิและประโยชน์ที่ได้ให้แก่ผู้ได้รับการส่งเสริมรายนั้น เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้นำบทบัญญัติในหมวด ๖ การเพิกถอนสิทธิและประโยชน์
ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน มาใช้บังคับแก่การเพิกถอนสิทธิและประโยชน์ตามวรรคหนึ่งโดยอนุโลม และให้ถือว่าอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายตามพระราชบัญญัตินี้
หมวด ๔ กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย
มาตรา ๒๘ ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่งในสำนักงานเรียกว่า “กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย อันจะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
มาตรา ๒๙ กองทุนประกอบด้วยเงินและทรัพย์สิน ดังต่อไปนี้ (๑) เงินทุนประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้ (๒) เงินอุดหนุนที่ได้รับจากรัฐบาล (๓) เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคหรือมอบให้แก่กองทุน (๔) เงินหรือทรัพย์สินที่ตกเป็นของกองทุน (๕) ดอกผลหรือผลประโยชน์ที่เกิดจากเงินหรือทรัพย์สินของกองทุน
เงินและทรัพย์สินของกองทุนตามวรรคหนึ่งไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน
มาตรา ๓๐ เงินกองทุนให้ใช้จ่ายเพื่อเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุน ดังต่อไปนี้ (๑) เป็นเงินสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการลงทุน การวิจัยและพัฒนา การส่งเสริมนวัตกรรม หรือการพัฒนาบุคลากรเฉพาะด้านของกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (๒) เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของกองทุนตามที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด
การจ่ายเงินสนับสนุนตาม (๑) ได้ต้องปรากฏว่าผู้ได้รับการส่งเสริมได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการนโยบายกำหนดไว้แล้ว
มาตรา ๓๑ เงินกองทุนให้นำฝากกระทรวงการคลังหรือธนาคารที่เป็นรัฐวิสาหกิจตามที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด
มาตรา ๓๒ ให้สำนักงานวางและรักษาไว้ซึ่งระบบบัญชีที่เหมาะสมเพื่อให้สามารถจัดทำรายงานการเงิน แสดงฐานะทางการเงิน และผลการดำเนินงานของกองทุนได้อย่างถูกต้องตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป
มาตรา ๓๓ ให้สำนักงานจัดทำรายงานการเงินของกองทุนส่งผู้สอบบัญชีภายในหกสิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี ปีบัญชีของกองทุนให้เป็นไปตามปีงบประมาณ เว้นแต่คณะกรรมการนโยบายจะประกาศกำหนดเป็นอย่างอื่น
มาตรา ๓๔ ให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินหรือบุคคลที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินให้ความเห็นชอบเป็นผู้สอบบัญชีของกองทุน และให้ทำการตรวจสอบรับรองบัญชีและการเงินทุกประเภทของกองทุนทุกรอบปีบัญชี ให้ผู้สอบบัญชีของกองทุนทำรายงานการสอบบัญชีเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี
ให้คณะกรรมการนโยบายนำส่งรายงานการเงินพร้อมด้วยรายงานการสอบบัญชีของผู้สอบบัญชีต่อกระทรวงการคลังภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับรายงานจากผู้สอบบัญชี
มาตรา ๓๕ ให้สำนักงานจัดให้มีระบบการตรวจสอบภายในเพื่อตรวจสอบการดำเนินงานต่าง ๆ ของกองทุนตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด
มาตรา ๓๖ ในกรณีที่การดำเนินกิจการของกองทุนไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป ให้คณะกรรมการนโยบายเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้มีการยุบเลิกกองทุน เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบด้วย ให้กองทุนยุบเลิกเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ
มาตรา ๓๗ เมื่อยุบเลิกกองทุนแล้ว ให้ทำการตรวจสอบทรัพย์สินและชำระบัญชี รวมทั้งการโอนหรือจำหน่ายทรัพย์สินที่ยังคงเหลืออยู่ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด ในระหว่างการชำระบัญชี ให้ถือว่ากองทุนยังคงอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชี
บทเฉพาะกาล
มาตรา ๓๘ ในวาระเริ่มแรกให้รัฐบาลจัดสรรเงินให้กองทุนตามมาตรา ๒๙ (๑) เป็นจำนวนหนึ่งหมื่นล้านบาท เพื่อนำไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ของกองทุน
ผู้รับสนองพระราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา หลายประเทศในภูมิภาคมีการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องปรับปรุงมาตรการและเครื่องมือส่งเสริมการลงทุนให้มีความหลากหลายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เพื่อที่จะสามารถดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้สูงขึ้นซึ่งจะผลักดันให้ประเทศไทยสามารถก้าวพ้นจากประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลางได้ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).