มาตรา ๑๖
มาตรา ๑๖ ให้คณะกรรมการนโยบายประกาศกำหนดประเภท และลักษณะของกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมาย รวมทั้งหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการให้สิทธิและประโยชน์ตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๑๖ ให้คณะกรรมการนโยบายประกาศกำหนดประเภท และลักษณะของกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมาย รวมทั้งหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการให้สิทธิและประโยชน์ตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๑๗ เมื่อมีประกาศตามมาตรา ๑๖ แล้ว ในกรณีที่คณะอนุกรรมการสรรหาและเจรจาเห็นว่ามีผู้ประกอบกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมายรายหนึ่งรายใดสมควรได้รับการพิจารณาให้สิทธิและประโยชน์ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้สำนักงานแจ้งผู้ประกอบกิจการรายนั้นทราบว่าหากประสงค์จะได้รับการพิจารณาให้เข้าสู่กระบวนการเจรจาเพื่อให้สิทธิและประโยชน์ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้มายื่นข้อเสนอโครงการลงทุนต่อสำนักงานภายในระยะเวลาที่กำหนด เมื่อสำนักงานได้รับข้อเสนอโครงการลงทุนแล้ว ให้ดำเนินการวิเคราะห์และเสนอความเห็นต่อคณะอนุกรรมการสรรหาและเจรจาเพื่อให้ความเห็นชอบในการเริ่มดำเนินการเจรจา ในกรณีที่คณะอนุกรรมการสรรหาและเจรจาเห็นชอบให้เริ่มดำเนินการเจรจา ให้สำนักงานแจ้งผู้ประกอบกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อจัดทำรายละเอียดโครงการลงทุนเสนอมาประกอบการเจรจา ทั้งนี้ การเจรจากับผู้ประกอบกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมายให้เป็นไปตามกรอบแนวทางในการสรรหาและเจรจาที่คณะกรรมการนโยบายกำหนดตามมาตรา ๖ (๓) เมื่อดำเนินการเจรจาตามวรรคสองแล้วเสร็จ ให้คณะอนุกรรมการสรรหาและเจรจาจัดทำบันทึกสรุปผลการเจรจา พร้อมทั้งแจ้งให้ผู้ประกอบกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมายรายนั้นมายื่นคำขอรับการส่งเสริมพร้อมรายละเอียดโครงการลงทุนที่เป็นไปตามผลการเจรจาต่อสำนักงานภายในระยะเวลาที่ตกลงกันเพื่อเสนอคณะกรรมการนโยบายพิจารณาอนุมัติสิทธิและประโยชน์ตามโครงการดังกล่าวต่อไป
มาตรา ๑๘ เมื่อมีประกาศตามมาตรา ๑๖ แล้ว ในกรณีที่ผู้ประกอบกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมายรายใดประสงค์จะได้รับสิทธิและประโยชน์ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้มายื่นข้อเสนอโครงการลงทุนต่อสำนักงาน เมื่อสำนักงานได้รับข้อเสนอโครงการลงทุนแล้ว ให้ดำเนินการวิเคราะห์และเสนอความเห็นต่อคณะอนุกรรมการสรรหาและเจรจาเพื่อให้ความเห็นชอบในการเริ่มดำเนินการเจรจา และให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๗ วรรคสองและวรรคสาม มาใช้บังคับ
มาตรา ๑๙ ผู้ได้รับการส่งเสริมต้องเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย การขอรับการส่งเสริมตามมาตรา ๑๗ หรือมาตรา ๑๘ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และแบบที่เลขาธิการกำหนด
มาตรา ๒๐ เมื่อคณะกรรมการนโยบายพิจารณาบันทึกสรุปผลการเจรจาของคณะอนุกรรมการสรรหาและเจรจา และคำขอรับการส่งเสริมพร้อมรายละเอียดโครงการลงทุนที่ผู้ขอรับการส่งเสริมได้ยื่นไว้ตามมาตรา ๑๗ หรือมาตรา ๑๘ แล้ว เห็นสมควรให้การส่งเสริมแก่ผู้ขอรับการส่งเสริมรายนั้น ให้มีมติอนุมัติสิทธิและประโยชน์ตามพระราชบัญญัตินี้แก่ผู้ขอรับการส่งเสริม ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายจะกำหนดเงื่อนไขในเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือหลายเรื่องเกี่ยวกับทุน ขนาดของกิจการ การเริ่มดำเนินกิจการ การพัฒนาบุคลากร การวิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือเงื่อนไขอื่นตามที่คณะกรรมการนโยบายเห็นสมควร เพื่อให้ผู้ได้รับการส่งเสริมรายนั้นต้องปฏิบัติด้วยก็ได้ เมื่อคณะกรรมการนโยบายมีมติตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้สำนักงานมีหนังสือแจ้งให้ผู้ขอรับการส่งเสริมรายนั้นทราบมติของคณะกรรมการนโยบายภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่มีมติพร้อมด้วยเงื่อนไขที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด ในกรณีที่ผู้ขอรับการส่งเสริมยอมรับสิทธิและประโยชน์ และเงื่อนไขตามวรรคหนึ่ง ต้องมีหนังสือตอบให้สำนักงานทราบภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่รับหนังสือนั้น ในกรณีที่มีเหตุอันสมควร ให้เลขาธิการมีอำนาจขยายเวลาตามวรรคสามออกไปได้ไม่เกินสามครั้ง ครั้งละไม่เกินหนึ่งเดือน
มาตรา ๒๑ ในกรณีที่ผู้ขอรับการส่งเสริมตอบรับสิทธิและประโยชน์ และเงื่อนไขตามมาตรา ๒๐ แล้ว ให้ออกบัตรส่งเสริมแก่ผู้ได้รับการส่งเสริมรายนั้นโดยมิชักช้า โดยในบัตรส่งเสริมให้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับเงื่อนไขในการประกอบกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมาย รวมทั้งสิทธิและประโยชน์ที่ผู้ได้รับการส่งเสริมมีสิทธิได้รับ
มาตรา ๒๒ บัตรส่งเสริมให้เป็นไปตามแบบที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด ให้เลขาธิการเป็นผู้ลงลายมือชื่อในบัตรส่งเสริม การแก้ไขบัตรส่งเสริมให้กระทำโดยมติคณะกรรมการนโยบาย และให้เลขาธิการลงลายมือชื่อในบัตรส่งเสริมที่แก้ไข มอบให้ผู้ได้รับการส่งเสริมโดยมิชักช้า
本頁條文逐字來自該國官方公開資料,出處見署名列。
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).