มาตรา ๕ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า “คณะกรรมการนโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย” ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ รองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นรองประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งชาติ เป็นกรรมการ ให้เลขาธิการเป็นกรรมการและเลขานุการ
และให้เลขาธิการแต่งตั้งข้าราชการในสำนักงานจำนวนสองคนเป็นผู้ช่วยเลขานุการ
มาตรา ๖ คณะกรรมการนโยบายมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (๑) กำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ รวมทั้งจัดทำแผนเกี่ยวกับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย (๒) ประกาศกำหนดประเภทอุตสาหกรรมเป้าหมาย และลักษณะของกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (๓)
กำหนดกรอบแนวทางในการสรรหาและเจรจากับผู้ประกอบกิจการเพื่อให้มีการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (๔) ประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการให้สิทธิและประโยชน์ตามพระราชบัญญัตินี้ (๕) อนุมัติให้ผู้ขอรับการส่งเสริมได้รับสิทธิและประโยชน์ตามพระราชบัญญัตินี้
รวมทั้งกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ได้รับการส่งเสริมแต่ละรายต้องปฏิบัติ (๖) อนุมัติการจ่ายเงินสนับสนุนจากกองทุน (๗) เพิกถอนการให้สิทธิและประโยชน์ตามพระราชบัญญัตินี้ (๘) ออกระเบียบเกี่ยวกับการรับเงิน การจ่ายเงิน และการเก็บรักษาเงินของกองทุน (๙) ประเมินผลการดำเนินงานของกองทุน
รวมทั้งประเมินความคุ้มค่าในการให้สิทธิและประโยชน์แก่ผู้ได้รับการส่งเสริมพร้อมทั้งรายงานผลการประเมินดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรี (๑๐) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายหรือตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย
มาตรา ๗ การประชุมคณะกรรมการนโยบายต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม ในการประชุมคณะกรรมการนโยบาย ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุม หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองประธานกรรมการเป็นประธานในที่ประชุม หากรองประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้
ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
มาตรา ๘ ให้มีคณะอนุกรรมการสรรหาและเจรจาคณะหนึ่ง ประกอบด้วยรองประธานกรรมการนโยบาย เป็นประธานอนุกรรมการ ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผู้แทนกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผู้แทนกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
เป็นอนุกรรมการ ให้เลขาธิการเป็นอนุกรรมการและเลขานุการ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งชาติ เป็นอนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ และให้เลขาธิการแต่งตั้งข้าราชการในสำนักงานจำนวนหนึ่งคนเป็นผู้ช่วยเลขานุการ
มาตรา ๙ คณะอนุกรรมการสรรหาและเจรจามีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (๑) ดำเนินการสรรหาและเจรจากับผู้ประกอบกิจการเพื่อให้มีการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายตามกรอบแนวทางในการสรรหาและเจรจาที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด (๒) เสนอบันทึกสรุปผลการเจรจาต่อคณะกรรมการนโยบาย
เพื่อพิจารณาอนุมัติให้ผู้ขอรับการส่งเสริมได้รับสิทธิและประโยชน์ตามพระราชบัญญัตินี้ (๓) แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อดำเนินการตามที่คณะอนุกรรมการสรรหาและเจรจามอบหมาย (๔) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่คณะกรรมการนโยบายมอบหมาย
มาตรา ๑๐ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ คณะกรรมการนโยบายจะมอบอำนาจให้สำนักงานกระทำการใด ๆ แทน หรือแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อให้กระทำการใด ๆ ตามที่มอบหมายหรือเรียกบุคคลใดซึ่งเกี่ยวข้องมาให้ข้อเท็จจริง คำอธิบาย คำแนะนำ หรือความเห็นก็ได้
เมื่อสำนักงานหรือคณะอนุกรรมการได้กระทำการไปแล้วตามวรรคหนึ่งต้องรายงานให้คณะกรรมการนโยบายทราบด้วย
มาตรา ๑๑ การประชุมคณะอนุกรรมการ ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๗ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๑๒ ให้สำนักงานทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการนโยบายโดยให้มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (๑) รับผิดชอบงานธุรการ งานประชุม และกิจการต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับงานของคณะกรรมการนโยบาย คณะอนุกรรมการ และคณะทำงาน (๒) ติดตามและตรวจสอบกิจการของผู้ได้รับการส่งเสริม (๓)
รายงานผลการติดตามและตรวจสอบกิจการของผู้ได้รับการส่งเสริมเพื่อเสนอคณะกรรมการนโยบายพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินสนับสนุนจากกองทุน (๔) รายงานสภาพปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการของผู้ได้รับการส่งเสริมต่อคณะกรรมการนโยบายเพื่อพิจารณาผ่อนผันเงื่อนไขตามบัตรส่งเสริม (๕)
ศึกษาและวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจของประเทศเพื่อเสนอคณะกรรมการนโยบายกำหนดประเภทอุตสาหกรรมที่สมควรให้เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายตามพระราชบัญญัตินี้ (๖) ศึกษาและวิเคราะห์แนวทางในการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายของต่างประเทศเพื่อเป็นข้อมูลในการสนับสนุนการปฏิบัติงานของคณะกรรมการนโยบาย คณะอนุกรรมการ
และคณะทำงาน (๗) เก็บรวบรวมข้อมูลและจัดทำสถิติเกี่ยวกับผู้ประกอบกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (๘) ประเมินผลการดำเนินงานของกองทุน รวมทั้งประเมินความคุ้มค่าในการให้สิทธิและประโยชน์แก่ผู้ได้รับการส่งเสริม พร้อมทั้งรายงานผลการประเมินดังกล่าวต่อคณะกรรมการนโยบาย (๙) ประสานงานและร่วมมือกับส่วนราชการ
หน่วยงานของรัฐ และหน่วยงานเอกชน ในการดำเนินงานตามพระราชบัญญัตินี้ (๑๐) รับเงิน จ่ายเงิน และเก็บรักษาเงินของกองทุนตามระเบียบที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด (๑๑) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่คณะกรรมการนโยบาย คณะอนุกรรมการ หรือคณะทำงานมอบหมาย
มาตรา ๑๓ ในกรณีที่จะต้องมีการตรวจสอบ และประเมินผลกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ได้รับสิทธิและประโยชน์ตามพระราชบัญญัตินี้ สำนักงานอาจมอบหมายให้บุคคลใดเป็นผู้ดำเนินการแทนและจัดทำรายงานผลการดำเนินการเสนอต่อสำนักงานได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด
มาตรา ๑๔ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในสถานประกอบการของผู้ได้รับการส่งเสริมในระหว่างเวลาทำการเพื่อสอบถามข้อเท็จจริงหรือเพื่อตรวจสอบเอกสารหรือสิ่งของใด ๆ ที่เกี่ยวกับกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ได้รับสิทธิและประโยชน์ตามพระราชบัญญัตินี้จากบุคคลซึ่งอยู่ในสถานที่นั้นได้ตามความจำเป็น
ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะเข้าไปในสถานที่ตามวรรคหนึ่ง ถ้าไม่เป็นการเร่งด่วน ต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ได้รับการส่งเสริมทราบล่วงหน้าตามสมควร
มาตรา ๑๕ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๑๔ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่แสดงบัตรประจำตัวต่อบุคคลซึ่งเกี่ยวข้อง บัตรประจำตัวตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามแบบที่เลขาธิการกำหนด
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).