พระราชกำหนด การให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ พ.ศ. ๒๕๖๔
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ไว้ ณ วันที่ ๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๔ เป็นปีที่ ๖ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๗๒
ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกำหนดขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชกำหนดนี้เรียกว่า “พระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ พ.ศ. ๒๕๖๔”
มาตรา ๒ พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ในพระราชกำหนดนี้ “สถาบันการเงิน” หมายความว่า ธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินซึ่งประกอบธุรกิจให้สินเชื่อ “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชกำหนดนี้
มาตรา ๔ เพื่อเป็นการช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ หรือจากมาตรการที่รัฐกำหนดให้ประชาชนต้องปฏิบัติอันเป็นการระงับ ยับยั้ง และแก้ไขปัญหาอันเกิดจากการระบาดของโรคดังกล่าว ให้กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย
และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม มีหน้าที่และอำนาจดำเนินการตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในพระราชกำหนดนี้ด้วย
มาตรา ๕ นอกจากการให้กู้ยืมเงินตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยธนาคารแห่งประเทศไทย ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจให้กู้ยืมเงินแก่สถาบันการเงินเป็นการเฉพาะคราว เพื่อให้สถาบันการเงินนำไปให้ผู้ประกอบธุรกิจกู้ยืม หรือเพื่อใช้ประโยชน์ตามที่กำหนดในพระราชกำหนดนี้ ทั้งนี้ ภายในวงเงินไม่เกินสามแสนห้าหมื่นล้านบาท
การให้กู้ยืมเงินแก่สถาบันการเงินตามวรรคหนึ่ง อาจทำโดยวิธีการรับซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินที่สถาบันการเงินผู้กู้เป็นผู้ออกก็ได้ มิให้นำบทบัญญัติมาตรา ๙ (๔) แห่งพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช ๒๔๘๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๕๑
มาใช้บังคับแก่การให้กู้ยืมเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยตามพระราชกำหนดนี้
มาตรา ๖ ในการดำเนินการตามพระราชกำหนดนี้ ให้สถาบันการเงิน ผู้ประกอบธุรกิจเจ้าของทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียม ดังต่อไปนี้ (๑) ค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการจำนอง และค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจ
อันเนื่องมาจากการกู้ยืมเงินตามหมวด ๑ หรือการกู้ยืมเงินเพื่อซื้อคืนทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันตามหมวด ๒ (๒) ค่าธรรมเนียมอันเนื่องมาจากการโอนทรัพย์สินเพื่อชำระหนี้ให้แก่บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมตามหมวด ๑
หรือการโอนทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันเพื่อชำระหนี้ให้แก่สถาบันการเงินหรือการโอนทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันคืนผู้ประกอบธุรกิจหรือเจ้าของทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันตามหมวด ๒
มาตรา ๗ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกำหนดนี้
หมวด ๑ มาตรการสนับสนุนการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบธุรกิจ
มาตรา ๘ ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจให้กู้ยืมเงินแก่สถาบันการเงินเพื่อให้สถาบันการเงินนำไปให้ผู้ประกอบธุรกิจกู้ยืมตามที่กำหนดในหมวดนี้ ภายในวงเงินไม่เกินสองแสนห้าหมื่นล้านบาท ธนาคารแห่งประเทศไทยโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีอาจให้กู้ยืมเงินแก่สถาบันการเงินเพิ่มเติมจากวงเงินตามวรรคหนึ่งได้
แต่เมื่อรวมกับวงเงินให้กู้ยืมตามหมวด ๒ แล้ว ต้องไม่เกินวงเงินตามมาตรา ๕ วรรคหนึ่ง อัตราดอกเบี้ยในการให้กู้ยืมเงินแก่สถาบันการเงินตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้คิดในอัตราร้อยละศูนย์จุดศูนย์หนึ่งต่อปี
มาตรา ๙ ให้สถาบันการเงินยื่นคำขอกู้ยืมเงินต่อธนาคารแห่งประเทศไทยตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด ภายในสองปีนับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ในกรณีที่ยังมีวงเงินเหลืออยู่และมีความจำเป็นต้องให้ความช่วยเหลือต่อไป หรือจะยุติการดำเนินมาตรการ
ธนาคารแห่งประเทศไทยโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีจะขยายระยะเวลายื่นคำขอกู้ยืมเงินดังกล่าวออกไปอีกไม่เกินหนึ่งปีก็ได้ หรือจะยุติการดำเนินมาตรการนี้ก่อนกำหนดก็ได้ ภายใต้บังคับมาตรา ๑๐ และมาตรา ๑๑
ในการให้กู้ยืมเงินตามวรรคหนึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขให้สถาบันการเงินผู้กู้ต้องปฏิบัติด้วยก็ได้
มาตรา ๑๐ เงินที่สถาบันการเงินได้รับตามมาตรา ๙ ต้องนำไปใช้ให้กู้ยืมแก่ผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่มีวงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงิน หรือมีวงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงินที่จะให้กู้ยืมไม่เกินห้าร้อยล้านบาทหรือจำนวนมากกว่านั้นตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด ทั้งนี้ ให้พิจารณาวงเงินสินเชื่อ ณ วันที่ ๒๘
กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๔ เป็นเกณฑ์ วงเงินสินเชื่อตามวรรคหนึ่งไม่รวมถึงวงเงินสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด
มาตรา ๑๑ ในการให้กู้ยืมเงินแก่ผู้ประกอบธุรกิจตามมาตรา ๑๐ สถาบันการเงินต้องดำเนินการ ดังต่อไปนี้ (๑) ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการให้กู้ยืมเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด (๒) คิดอัตราดอกเบี้ยโดยเฉลี่ยตลอดอายุสัญญาตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนดแต่ต้องไม่เกินร้อยละห้าต่อปี
โดยในช่วงระยะเวลาสองปีแรกของสัญญาให้คิดอัตราดอกเบี้ยได้ไม่เกินร้อยละสองต่อปี (๓) ไม่เรียกเก็บดอกเบี้ยจากผู้ประกอบธุรกิจในระหว่างหกเดือนแรกนับแต่วันที่ผู้ประกอบธุรกิจได้รับสินเชื่อของการยื่นขอสินเชื่อแต่ละคราว หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนดตาม (๑)
ให้คำนึงถึงวัตถุประสงค์ในการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจที่ประสบปัญหาหรือได้รับผลกระทบอันเนื่องมาจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ ได้อย่างกว้างขวางและทั่วถึงเป็นสำคัญ ให้กระทรวงการคลังจ่ายเงินชดเชยตาม (๓) ให้แก่ธนาคารแห่งประเทศไทยตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเรียกเก็บ
เพื่อจ่ายชดเชยให้แก่สถาบันการเงินต่อไป
มาตรา ๑๒ ให้สถาบันการเงินชำระคืนเงินที่ได้กู้ยืมตามหมวดนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่ธนาคารแห่งประเทศไทยภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้รับเงินกู้ หรือระยะเวลายาวกว่านั้นตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด การชำระคืนตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด
มาตรา ๑๓ เพื่อประโยชน์ในการช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจที่ประสบปัญหาหรือได้รับผลกระทบอันเนื่องมาจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ ได้อย่างกว้างขวางและทั่วถึง ให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมมีวัตถุประสงค์ หน้าที่
และอำนาจในการค้ำประกันสินเชื่อที่สถาบันการเงินให้ผู้ประกอบธุรกิจกู้ยืมตามพระราชกำหนดนี้ด้วย ในการค้ำประกันสินเชื่อตามวรรคหนึ่ง ให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมรับภาระไม่เกินร้อยละสี่สิบของวงเงินสินเชื่อทั้งหมดที่สถาบันการเงินแต่ละแห่งได้ให้เงินกู้แก่ผู้ประกอบธุรกิจตามมาตรา ๑๑
และมีการค้ำประกันโดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมตามมาตรานี้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม ร่วมกันกำหนด ค่าธรรมเนียมการค้ำประกันสินเชื่อตามวรรคหนึ่ง
ให้เรียกเก็บได้ไม่เกินร้อยละหนึ่งจุดเจ็ดห้าต่อปีของวงเงินค้ำประกันสินเชื่อ โดยให้กระทรวงการคลังจ่ายเงินชดเชยค่าธรรมเนียมการค้ำประกันสินเชื่อดังกล่าวไม่เกินร้อยละสามจุดห้าของวงเงินค้ำประกันสินเชื่อให้แก่บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม
ให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมยุติการค้ำประกันสินเชื่อตามวรรคหนึ่งเมื่อพ้นหกเดือนนับแต่วันสิ้นสุดระยะเวลาการกู้ยืมตามมาตรา ๙ การยุติการค้ำประกันสินเชื่อดังกล่าวไม่กระทบต่อสิทธิและความรับผิดที่เกิดขึ้นจากการค้ำประกันที่กระทำไปก่อนแล้ว
มาตรา ๑๔ ในระหว่างการดำเนินการตามมาตรา ๑๓ หากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมขาดสภาพคล่องเฉพาะที่เกิดจากการดำเนินการตามมาตรา ๑๓ ให้กระทรวงการคลังมีหน้าที่และอำนาจดำเนินการให้ความช่วยเหลือตามควรแก่กรณี
เพื่อให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมสามารถดำเนินการตามพระราชกำหนดนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในการดำเนินการตามมาตรา ๑๓ หากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมมีภาระต้องชำระหนี้อันเป็นผลให้ขาดทุนเป็นจำนวนเท่าใด ให้กระทรวงการคลังชดใช้ให้
โดยให้สำนักงบประมาณตั้งงบประมาณชดใช้เป็นรายปีให้แล้วเสร็จภายในห้าปีนับแต่วันที่ทราบจำนวนเงินที่ขาดทุน หลักเกณฑ์และวิธีการในการคิดผลขาดทุนตามวรรคสองให้เป็นไปตามที่กระทรวงการคลังประกาศกำหนด
มาตรา ๑๕ เมื่อบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมชำระหนี้ให้สถาบันการเงินตามมาตรา ๑๓ แล้ว ให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมเป็นผู้รับช่วงสิทธิของสถาบันการเงินที่มีต่อผู้ประกอบธุรกิจ การบริหารจัดการหนี้ที่ได้รับช่วงสิทธิตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
โดยจะกำหนดให้มอบหมายให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือบุคคลอื่น ดำเนินการแทนก็ได้ ในกรณีเช่นนั้นให้ถือว่าบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมเป็นสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทบริหารสินทรัพย์
ผลกำไรที่ได้จากการดำเนินการตามพระราชกำหนดนี้ให้นำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน
หมวด ๒ มาตรการสนับสนุนการรับโอนทรัพย์สินหลักประกันเพื่อชำระหนี้
มาตรา ๑๖ ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจให้กู้ยืมเงินแก่สถาบันการเงินเพื่อใช้ในการดำเนินการตามหมวดนี้ ภายในวงเงินไม่เกินหนึ่งแสนล้านบาท ธนาคารแห่งประเทศไทยโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีอาจให้กู้ยืมเงินแก่สถาบันการเงินเพิ่มเติมจากวงเงินตามวรรคหนึ่งได้ แต่เมื่อรวมกับวงเงินให้กู้ยืมตามหมวด ๑ แล้ว
ต้องไม่เกินวงเงินตามมาตรา ๕ วรรคหนึ่ง
มาตรา ๑๗ สถาบันการเงินที่จะขอกู้ยืมเงินจากธนาคารแห่งประเทศไทยตามหมวดนี้ ต้องเป็นสถาบันการเงินที่ได้รับโอนทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด แต่หลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังกล่าวต้องไม่ขัดต่อหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้ (๑)
ผู้ประกอบธุรกิจเป็นลูกหนี้ของสถาบันการเงินนั้นอยู่แล้วก่อนวันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ (๒) ผู้ประกอบธุรกิจมีทรัพย์สินไม่ว่าจะเป็นของผู้ประกอบธุรกิจเองหรือของบุคคลอื่นเป็นหลักประกันการชำระหนี้ตาม (๑) อยู่แล้ว (๓) สถาบันการเงินรับโอนทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันการชำระหนี้ตาม (๒)
เพื่อชำระหนี้ที่ค้างชำระอยู่ตามจำนวนที่ตกลงกัน (๔) ในการรับโอนทรัพย์สินตาม (๓) ต้องมีเงื่อนไขว่าผู้ประกอบธุรกิจ หรือเจ้าของทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน หรือบุคคลอื่นซึ่งผู้ประกอบธุรกิจหรือเจ้าของทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันกำหนดมีสิทธิซื้อทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันคืนได้ภายในระยะเวลาที่ตกลงกัน
ซึ่งต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่โอนทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน หรือภายในระยะเวลาที่ยาวกว่านั้นตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศขยายตามมาตรา ๑๙ (๕) เมื่อผู้ประกอบธุรกิจโอนทรัพย์สินตาม (๔) แล้ว ผู้ประกอบธุรกิจมีสิทธิเช่าทรัพย์สินนั้นจากสถาบันการเงินเพื่อไปประกอบธุรกิจตามสภาพแห่งทรัพย์สินได้
ตามอัตราค่าเช่าที่จะตกลงกันแต่ต้องแจ้งความประสงค์ว่าจะเช่าให้สถาบันการเงินทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่โอนทรัพย์สิน (๖) ราคาทรัพย์สินที่สถาบันการเงินจะขายคืนให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจหรือเจ้าของทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันตาม (๔)
ต้องไม่สูงกว่าราคาที่รับโอนไว้รวมกับค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาและค่าใช้จ่ายอื่นใดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด หักด้วยค่าเช่าตาม (๕)
มาตรา ๑๘ เมื่อสถาบันการเงินทำสัญญารับโอนทรัพย์สินตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามมาตรา ๑๗ แล้ว สถาบันการเงินมีสิทธิกู้ยืมเงินจากธนาคารแห่งประเทศไทยตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด ภายในสองปีนับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ
ให้สถาบันการเงินยื่นคำขอกู้ยืมเงินต่อธนาคารแห่งประเทศไทยตามวรรคหนึ่งได้ไม่เกินจำนวนเงินที่เป็นราคารับโอนทรัพย์สินดังกล่าวโดยคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละศูนย์จุดศูนย์หนึ่งต่อปี แต่ในกรณีที่มีเหตุอันสมควร ธนาคารแห่งประเทศไทยโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีจะขยายระยะเวลาดังกล่าวออกไปอีกไม่เกินหนึ่งปีก็ได้
มาตรา ๑๙ ให้สถาบันการเงินชำระคืนเงินที่ได้กู้ยืมตามหมวดนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่ธนาคารแห่งประเทศไทยภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้รับเงินกู้ หรือระยะเวลายาวกว่านั้นตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด การชำระคืนตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างและยาวนานกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านเครดิตในระบบการเงินของประเทศปรับสูงขึ้นมาก แม้ในช่วงที่ผ่านมาภาครัฐจะดำเนินมาตรการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ในด้านต่าง ๆ
อย่างต่อเนื่องเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น แต่ผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจำนวนมากจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นตัว และต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมเพื่อให้สามารถกลับมาประกอบธุรกิจได้
จึงจำเป็นต้องมีมาตรการทางการเงินเพื่อสร้างสภาพคล่องเพิ่มเติมแก่ผู้ประกอบธุรกิจให้สอดคล้องกับวัฏจักรการฟื้นตัวของระบบเศรษฐกิจโลก รวมถึงมีมาตรการลดภาระหนี้ของผู้ประกอบธุรกิจ
โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบธุรกิจโอนทรัพย์สินชำระหนี้แก่สถาบันการเงินโดยมีเงื่อนไขซื้อคืนในราคาที่โอนไปและมีสิทธิเช่าทรัพย์สินนั้นกลับไปใช้ประกอบธุรกิจเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสภาวะขาดสภาพคล่องหรือผิดนัดชำระหนี้อันจะส่งผลต่อฐานะทางการเงินของสถาบันการเงิน
และต่อเสถียรภาพทางการเงินและความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างรุนแรง การดำเนินมาตรการดังกล่าวจึงต้องกระทำโดยเร่งด่วนเพื่อป้องกันมิให้ปัญหาลุกลามบานปลาย จึงเข้าลักษณะเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ
จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).