我的書籤免費註冊

พระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2564 หมวด ๒ มาตรการสนับสนุนการรับโอนทรัพย์สินหลักประกันเพื่อชำระหนี้

มาตรา ๑๖–มาตรา ๑๙共 4 條

มาตรา ๑๖

มาตรา ๑๖ ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจให้กู้ยืมเงินแก่สถาบันการเงินเพื่อใช้ในการดำเนินการตามหมวดนี้ ภายในวงเงินไม่เกินหนึ่งแสนล้านบาท ธนาคารแห่งประเทศไทยโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีอาจให้กู้ยืมเงินแก่สถาบันการเงินเพิ่มเติมจากวงเงินตามวรรคหนึ่งได้ แต่เมื่อรวมกับวงเงินให้กู้ยืมตามหมวด ๑ แล้ว ต้องไม่เกินวงเงินตามมาตรา ๕ วรรคหนึ่ง

มาตรา ๑๗

มาตรา ๑๗ สถาบันการเงินที่จะขอกู้ยืมเงินจากธนาคารแห่งประเทศไทยตามหมวดนี้ ต้องเป็นสถาบันการเงินที่ได้รับโอนทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด แต่หลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังกล่าวต้องไม่ขัดต่อหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้ (๑) ผู้ประกอบธุรกิจเป็นลูกหนี้ของสถาบันการเงินนั้นอยู่แล้วก่อนวันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ (๒) ผู้ประกอบธุรกิจมีทรัพย์สินไม่ว่าจะเป็นของผู้ประกอบธุรกิจเองหรือของบุคคลอื่นเป็นหลักประกันการชำระหนี้ตาม (๑) อยู่แล้ว (๓) สถาบันการเงินรับโอนทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันการชำระหนี้ตาม (๒) เพื่อชำระหนี้ที่ค้างชำระอยู่ตามจำนวนที่ตกลงกัน (๔) ในการรับโอนทรัพย์สินตาม (๓) ต้องมีเงื่อนไขว่าผู้ประกอบธุรกิจ หรือเจ้าของทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน หรือบุคคลอื่นซึ่งผู้ประกอบธุรกิจหรือเจ้าของทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันกำหนดมีสิทธิซื้อทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันคืนได้ภายในระยะเวลาที่ตกลงกัน ซึ่งต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่โอนทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน หรือภายในระยะเวลาที่ยาวกว่านั้นตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศขยายตามมาตรา ๑๙ (๕) เมื่อผู้ประกอบธุรกิจโอนทรัพย์สินตาม (๔) แล้ว ผู้ประกอบธุรกิจมีสิทธิเช่าทรัพย์สินนั้นจากสถาบันการเงินเพื่อไปประกอบธุรกิจตามสภาพแห่งทรัพย์สินได้ ตามอัตราค่าเช่าที่จะตกลงกันแต่ต้องแจ้งความประสงค์ว่าจะเช่าให้สถาบันการเงินทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่โอนทรัพย์สิน (๖) ราคาทรัพย์สินที่สถาบันการเงินจะขายคืนให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจหรือเจ้าของทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันตาม (๔) ต้องไม่สูงกว่าราคาที่รับโอนไว้รวมกับค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาและค่าใช้จ่ายอื่นใดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด หักด้วยค่าเช่าตาม (๕)

มาตรา ๑๘

มาตรา ๑๘ เมื่อสถาบันการเงินทำสัญญารับโอนทรัพย์สินตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามมาตรา ๑๗ แล้ว สถาบันการเงินมีสิทธิกู้ยืมเงินจากธนาคารแห่งประเทศไทยตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด ภายในสองปีนับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ให้สถาบันการเงินยื่นคำขอกู้ยืมเงินต่อธนาคารแห่งประเทศไทยตามวรรคหนึ่งได้ไม่เกินจำนวนเงินที่เป็นราคารับโอนทรัพย์สินดังกล่าวโดยคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละศูนย์จุดศูนย์หนึ่งต่อปี แต่ในกรณีที่มีเหตุอันสมควร ธนาคารแห่งประเทศไทยโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีจะขยายระยะเวลาดังกล่าวออกไปอีกไม่เกินหนึ่งปีก็ได้

มาตรา ๑๙

มาตรา ๑๙ ให้สถาบันการเงินชำระคืนเงินที่ได้กู้ยืมตามหมวดนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่ธนาคารแห่งประเทศไทยภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้รับเงินกู้ หรือระยะเวลายาวกว่านั้นตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด การชำระคืนตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างและยาวนานกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านเครดิตในระบบการเงินของประเทศปรับสูงขึ้นมาก แม้ในช่วงที่ผ่านมาภาครัฐจะดำเนินมาตรการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ในด้านต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น แต่ผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจำนวนมากจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นตัว และต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมเพื่อให้สามารถกลับมาประกอบธุรกิจได้ จึงจำเป็นต้องมีมาตรการทางการเงินเพื่อสร้างสภาพคล่องเพิ่มเติมแก่ผู้ประกอบธุรกิจให้สอดคล้องกับวัฏจักรการฟื้นตัวของระบบเศรษฐกิจโลก รวมถึงมีมาตรการลดภาระหนี้ของผู้ประกอบธุรกิจ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบธุรกิจโอนทรัพย์สินชำระหนี้แก่สถาบันการเงินโดยมีเงื่อนไขซื้อคืนในราคาที่โอนไปและมีสิทธิเช่าทรัพย์สินนั้นกลับไปใช้ประกอบธุรกิจเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสภาวะขาดสภาพคล่องหรือผิดนัดชำระหนี้อันจะส่งผลต่อฐานะทางการเงินของสถาบันการเงิน และต่อเสถียรภาพทางการเงินและความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างรุนแรง การดำเนินมาตรการดังกล่าวจึงต้องกระทำโดยเร่งด่วนเพื่อป้องกันมิให้ปัญหาลุกลามบานปลาย จึงเข้าลักษณะเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).