พระราชกฤษฎีกา ระเบียบข้าราชการพลเรือนกลาโหม พ.ศ. ๒๕๖๖
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ เป็นปีที่ ๘ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนกลาโหม
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๗๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา ๖ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๕๑ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีการะเบียบข้าราชการพลเรือนกลาโหม พ.ศ. ๒๕๖๖”
มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้และให้มีอำนาจออกข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ และคำสั่ง ของกระทรวงกลาโหมเพื่อกำหนดการให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกานี้
มาตรา ๔ ให้กระทรวงกลาโหมแต่งตั้งคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนกลาโหมตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๕๑ เพื่อทำหน้าที่ให้คำปรึกษาหรือคำแนะนำเกี่ยวกับการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กระทรวงกลาโหมจะต้องกำหนดตามพระราชกฤษฎีกานี้
หรือการใช้อำนาจของผู้บังคับบัญชาหรือการดำเนินการทางวินัยและการอุทธรณ์ รวมทั้งการปฏิบัติหน้าที่อื่นใดที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการพลเรือนกลาโหม ในการนี้ให้กระทรวงกลาโหมโดยข้อเสนอแนะของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนกลาโหมมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติหน้าที่ในเรื่องต่าง ๆ
แทนคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนกลาโหม หรือตามที่คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนกลาโหมมอบหมายได้ด้วย
มาตรา ๕ การจัดระเบียบข้าราชการพลเรือนกลาโหมตามพระราชกฤษฎีกานี้ ให้คำนึงถึงระบบคุณธรรมดังต่อไปนี้ (๑) การรับบุคคลเพื่อบรรจุเข้ารับราชการและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถของบุคคล ความเสมอภาค ความเป็นธรรม และประโยชน์ของทางราชการ (๒)
การบริหารทรัพยากรบุคคลต้องคำนึงถึงผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพขององค์กรและลักษณะของงาน โดยไม่เลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม (๓) การพิจารณาความดีความชอบ การเลื่อนตำแหน่ง และการให้ประโยชน์อื่นแก่ข้าราชการต้องเป็นไปอย่างเป็นธรรมโดยพิจารณาจากผลงาน ศักยภาพ
และความประพฤติและจะนำความคิดเห็นทางการเมืองหรือสังกัดพรรคการเมืองมาประกอบการพิจารณามิได้ (๔) การดำเนินการทางวินัยต้องเป็นไปด้วยความยุติธรรมและโดยปราศจากอคติ (๕) การบริหารทรัพยากรบุคคลต้องมีความเป็นกลางทางการเมือง
หมวด ๑ การกำหนดตำแหน่ง ประเภทตำแหน่ง และระดับตำแหน่ง
มาตรา ๖ ตำแหน่งข้าราชการพลเรือนกลาโหมมี ๕ ประเภท ดังต่อไปนี้ (๑) ตำแหน่งประเภทบริหาร ได้แก่ ตำแหน่งที่ปฏิบัติงานบริหารราชการในฐานะหัวหน้าส่วนราชการของกระทรวงกลาโหมระดับกระทรวง กรม รองหัวหน้าส่วนราชการของกระทรวงกลาโหมระดับกระทรวง กรม และตำแหน่งอื่นที่เทียบเท่า ทั้งนี้ ตามที่สภากลาโหมกำหนด (๒)
ตำแหน่งประเภทอำนวยการ ได้แก่ ตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการของกระทรวงกลาโหม รองหัวหน้าส่วนราชการของกระทรวงกลาโหมซึ่งดำรงตำแหน่งต่ำกว่าตำแหน่งตาม (๑) และตำแหน่งอื่นที่เทียบเท่า ทั้งนี้ ตามที่สภากลาโหมกำหนด (๓) ตำแหน่งประเภทวิชาการ ได้แก่ ตำแหน่งที่จำเป็นต้องใช้ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญา
เพื่อปฏิบัติงานในหน้าที่ของตำแหน่งนั้น ทั้งนี้ ตามที่สภากลาโหมกำหนด (๔) ตำแหน่งประเภทการสอนหรือวิจัย ได้แก่ ตำแหน่งที่จำเป็นต้องใช้ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญา เพื่อปฏิบัติหน้าที่ด้านการสอนหรือวิจัยในสถาบันการศึกษาสังกัดกระทรวงกลาโหม ทั้งนี้ ตามที่สภากลาโหมกำหนด (๕) ตำแหน่งประเภททั่วไป ได้แก่
ตำแหน่งที่ไม่ใช่ตำแหน่งตาม (๑) (๒) (๓) และ (๔) ทั้งนี้ ตามที่สภากลาโหมกำหนด
มาตรา ๗ ระดับตำแหน่งข้าราชการพลเรือนกลาโหม มีดังต่อไปนี้ (๑) ตำแหน่งประเภทบริหาร มีระดับดังต่อไปนี้ (ก) ระดับต้น (ข) ระดับสูง (๒) ตำแหน่งประเภทอำนวยการ มีระดับดังต่อไปนี้ (ก) ระดับต้น (ข) ระดับสูง (๓) ตำแหน่งประเภทวิชาการ มีระดับดังต่อไปนี้ (ก) ระดับปฏิบัติการ (ข) ระดับชำนาญการ (ค)
ระดับชำนาญการพิเศษ (ง) ระดับเชี่ยวชาญ (จ) ระดับทรงคุณวุฒิ (๔) ตำแหน่งประเภทการสอนหรือวิจัย มีดังต่อไปนี้ (ก) ประเภทคณาจารย์ ได้แก่ ตำแหน่งที่ปฏิบัติหน้าที่ด้านการสอนหรือวิจัยในสถาบันการศึกษาสังกัดกระทรวงกลาโหมที่ให้การศึกษาหรือจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาระดับปริญญา มีระดับดังต่อไปนี้ ๑) อาจารย์ ๒)
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ๓) รองศาสตราจารย์ ๔) ศาสตราจารย์ (ข) ประเภทครู ได้แก่ ตำแหน่งที่ปฏิบัติหน้าที่ด้านการสอนในสถาบันการศึกษาสังกัดกระทรวงกลาโหม มีระดับดังต่อไปนี้ ๑) ครู ๒) ครูชำนาญการ ๓) ครูชำนาญการพิเศษ ๔) ครูเชี่ยวชาญ ๕) ครูเชี่ยวชาญพิเศษ (๕) ตำแหน่งประเภททั่วไป มีระดับดังต่อไปนี้ (ก)
ระดับปฏิบัติงาน (ข) ระดับชำนาญงาน (ค) ระดับอาวุโส (ง) ระดับทักษะพิเศษ การจัดประเภทตำแหน่ง การจัดระดับตำแหน่ง และการจัดทำมาตรฐานกำหนดตำแหน่งให้เป็นไปตามที่สภากลาโหมกำหนด มาตรฐานกำหนดตำแหน่งจะต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับการจำแนกตำแหน่งเป็นประเภทและสายงานตามลักษณะงาน
โดยจัดตำแหน่งประเภทเดียวกันและสายงานเดียวกันที่มีคุณภาพของงานเท่ากันโดยประมาณเป็นระดับเดียวกัน ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงลักษณะหน้าที่ความรับผิดชอบและคุณภาพของงาน
มาตรา ๘ ตำแหน่งข้าราชการพลเรือนกลาโหม จะมีในส่วนราชการใด จำนวนเท่าใด และเป็นตำแหน่งประเภทใด สายงานใด ระดับใด ให้เป็นไปตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด โดยต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ความไม่ซ้ำซ้อน และประหยัดเป็นหลัก รวมทั้งต้องเป็นไปตามมาตรฐานกำหนดตำแหน่งตามมาตรา ๗
การกำหนดตำแหน่งประเภทบริหารให้มีในส่วนราชการใดจะต้องได้รับความเห็นชอบจากสภากลาโหมด้วย
หมวด ๒ การบรรจุ การแต่งตั้ง และการปรับตำแหน่ง
มาตรา ๙ การสรรหาเพื่อให้ได้บุคคลมาบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนกลาโหม และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งต้องเป็นไปตามความรู้ความสามารถ และระบบคุณธรรม รวมทั้งต้องคำนึงถึงพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลดังกล่าว ตลอดจนประโยชน์ของทางราชการ
มาตรา ๑๐ การบรรจุบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนกลาโหมเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใด ให้บรรจุและแต่งตั้งจากผู้สอบแข่งขันได้ในตำแหน่งนั้น โดยบรรจุและแต่งตั้งตามลำดับที่ในบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ หลักเกณฑ์การสอบแข่งขันให้เป็นไปตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด
ความในวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับแก่การบรรจุบุคคลเข้ารับราชการตามมาตรา ๑๓ มาตรา ๑๔ มาตรา ๒๐ มาตรา ๒๑ และมาตรา ๒๒
มาตรา ๑๑ ผู้ที่จะเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนกลาโหมต้องมีคุณสมบัติทั่วไปและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้ ก. คุณสมบัติทั่วไป (๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิดตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ (๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีนับถึงวันบรรจุเข้ารับราชการ (๓)
เป็นผู้ที่เลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขด้วยความบริสุทธิ์ใจ ข. ลักษณะต้องห้าม (๑) เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (๒) เป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมือง (๓) เป็นคนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ คนวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
หรือเป็นโรคที่ขัดต่อการรับราชการตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด (๔) เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งพักราชการหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนตามพระราชกฤษฎีกานี้หรือกฎหมายอื่น (๕) เป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดีจนเป็นที่รังเกียจของสังคม (๖) เป็นบุคคลล้มละลายทุจริต (๗)
เป็นผู้เคยต้องรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเพราะกระทำความผิดทางอาญา เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ (๘) เป็นผู้เคยถูกลงโทษให้ออก ปลดออก หรือไล่ออกจากรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นของรัฐหรือองค์การระหว่างประเทศ (๙) เป็นผู้เคยถูกลงโทษให้ออก ปลดออก
หรือไล่ออกเพราะกระทำผิดวินัยตามพระราชกฤษฎีกานี้หรือตามกฎหมายอื่น (๑๐) เป็นผู้เคยกระทำการทุจริตในการสอบเข้าศึกษาในสถาบันการศึกษาสังกัดกระทรวงกลาโหมหรือสอบเข้ารับราชการหรือเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐ ผู้ที่จะเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนกลาโหมที่มีลักษณะต้องห้ามตาม ข. (๕) (๖) (๗) (๘) (๙) หรือ
(๑๐) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอาจพิจารณายกเว้นให้เข้ารับราชการได้ แต่ถ้าเป็นกรณีมีลักษณะต้องห้ามตาม (๘) หรือกรณีถูกลงโทษให้ออกหรือปลดออกตาม (๙) ผู้นั้นต้องออกจากงานหรือออกจากราชการไปเกินสองปีแล้ว และในกรณีเป็นผู้เคยถูกลงโทษไล่ออกตาม (๙) ผู้นั้นต้องออกจากงานหรือออกจากราชการไปเกินสามปีแล้ว
และต้องมิใช่เป็นกรณีออกจากงานหรือออกจากราชการเพราะทุจริตต่อหน้าที่ ในการยกเว้นดังกล่าว ให้สภากลาโหมลงมติซึ่งกระทำโดยลับ และต้องได้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสี่ในห้าของจำนวนกรรมการที่มาประชุม แล้วแจ้งให้กระทรวงกลาโหมเพื่ออนุมัติเข้ารับราชการต่อไป หลักเกณฑ์การขอยกเว้นตามวรรคสอง
ให้เป็นไปตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด ทั้งนี้ อาจยกเว้นให้เป็นการเฉพาะรายหรือจะประกาศยกเว้นให้เป็นการทั่วไปก็ได้
มาตรา ๑๒ ผู้สมัครสอบแข่งขันในตำแหน่งใด ต้องมีคุณสมบัติทั่วไปและไม่มีลักษณะต้องห้ามหรือได้รับการยกเว้นตามมาตรา ๑๑ และมีคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งตรงตามมาตรฐานกำหนดตำแหน่งตามมาตรา ๗ หรือได้รับอนุมัติจากกระทรวงกลาโหมตามมาตรา ๑๙ วรรคสอง
มาตรา ๑๓ ในกรณีที่มีเหตุพิเศษ ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งตามมาตรา ๑๕ อาจคัดเลือกบรรจุบุคคลเข้ารับราชการและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งโดยไม่ต้องดำเนินการสอบแข่งขันตามมาตรา ๑๐ ก็ได้ ทั้งนี้ ตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด
มาตรา ๑๔ ส่วนราชการใดมีเหตุและความจำเป็นอย่างยิ่งจะบรรจุและแต่งตั้งบุคคลซึ่งมีความรู้ความสามารถและความชำนาญงานสูง เข้ารับราชการและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับชำนาญการ ชำนาญการพิเศษ เชี่ยวชาญ หรือทรงคุณวุฒิ หรือตำแหน่งประเภทการสอนหรือวิจัย ระดับผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์
ศาสตราจารย์ ครูชำนาญการ ครูชำนาญการพิเศษ ครูเชี่ยวชาญ หรือครูเชี่ยวชาญพิเศษ หรือตำแหน่งประเภททั่วไประดับทักษะพิเศษก็ได้ ทั้งนี้ ตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด
มาตรา ๑๕ การบรรจุบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนกลาโหม และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตามมาตรา ๗ ให้ผู้มีอำนาจดังต่อไปนี้ เป็นผู้สั่งบรรจุและแต่งตั้ง (๑) การบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ
ตำแหน่งประเภทการสอนหรือวิจัยระดับศาสตราจารย์และครูเชี่ยวชาญพิเศษ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นผู้สั่งบรรจุ และให้นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง (๒) การบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับต้น ตำแหน่งประเภทอำนวยการ ตำแหน่งประเภทวิชาการ
และตำแหน่งประเภทการสอนหรือวิจัย ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด (๓) การบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภททั่วไป ให้หัวหน้าส่วนราชการหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากหัวหน้าส่วนราชการเป็นผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้ง ทั้งนี้
ตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด
มาตรา ๑๖ การบรรจุบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนกลาโหม โดยจะให้ได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งตามตำแหน่งใด ประเภทใด ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนกลาโหม
มาตรา ๑๗ ผู้ได้รับบรรจุและแต่งตั้งตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง หรือมาตรา ๑๓ ให้ทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการและให้ได้รับการพัฒนาเพื่อให้รู้ระเบียบแบบแผนของทางราชการและเป็นข้าราชการที่ดีตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด
ผู้ทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการตามวรรคหนึ่งผู้ใดมีผลการประเมินทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการไม่ต่ำกว่ามาตรฐานที่กำหนด ให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๑๕ สั่งให้ผู้นั้นรับราชการต่อไป ถ้าผู้นั้นมีผลการประเมินทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการต่ำกว่ามาตรฐานที่กำหนดก็ให้สั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการได้
ไม่ว่าจะครบกำหนดเวลาทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการแล้วหรือไม่ก็ตาม ผู้ใดถูกสั่งให้ออกจากราชการตามวรรคสอง ให้ถือเสมือนว่าผู้นั้นไม่เคยเป็นข้าราชการพลเรือนกลาโหม
แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนถึงการใดที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือการรับเงินเดือนหรือผลประโยชน์อื่นใดที่ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับจากทางราชการในระหว่างผู้นั้นอยู่ระหว่างทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ผู้อยู่ในระหว่างทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการผู้ใดมีกรณีอันมีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย
ให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัยตามที่บัญญัติไว้ในหมวด ๕ การบังคับบัญชา วินัย การรักษาวินัย การดำเนินการทางวินัย การอุทธรณ์และการร้องทุกข์ และถ้าผู้นั้นมีกรณีที่จะต้องออกจากราชการตามวรรคสอง ก็ให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการตามวรรคสองไปก่อน ให้นำความวรรคหนึ่ง วรรคสอง
และวรรคสามมาใช้บังคับแก่ข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นซึ่งโอนมาตามมาตรา ๒๑ ในระหว่างที่ยังทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยโดยอนุโลม
มาตรา ๑๘ การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนกลาโหมให้ดำรงตำแหน่งในสายงานที่ไม่มีกำหนดไว้ในมาตรฐานกำหนดตำแหน่งจะกระทำมิได้
มาตรา ๑๙ ผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการพลเรือนกลาโหมตำแหน่งใดต้องมีคุณสมบัติตรงตามคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งนั้นตามมาตรฐานกำหนดตำแหน่ง ในกรณีที่มีเหตุผลและความจำเป็น
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอาจอนุมัติให้แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนกลาโหมซึ่งมีคุณสมบัติต่างไปจากคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งนั้นตามมาตรฐานกำหนดตำแหน่งก็ได้ ทั้งนี้ ตามที่สภากลาโหมกำหนด ในกรณีที่กำหนดให้ปริญญา ประกาศนียบัตรวิชาชีพหรือคุณวุฒิใดเป็นคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่ง ให้หมายถึงปริญญา
ประกาศนียบัตรวิชาชีพหรือคุณวุฒิที่คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนรับรอง
มาตรา ๒๐ การบรรจุ การแต่งตั้ง การเลื่อนตำแหน่ง การย้าย การโอนข้าราชการพลเรือนกลาโหม และการเปลี่ยนประเภทจากข้าราชการทหารเป็นข้าราชการพลเรือนกลาโหมให้เป็นไปตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด การย้ายข้าราชการพลเรือนกลาโหมไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในระดับที่ต่ำกว่าเดิมจะกระทำมิได้
เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากข้าราชการพลเรือนกลาโหมผู้นั้น การบรรจุข้าราชการพลเรือนกลาโหมซึ่งได้ออกจากราชการไปเนื่องจากถูกสั่งให้ออกจากราชการเพื่อไปรับราชการทหารตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร หรือได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีให้ไปปฏิบัติงานใด ๆ
ซึ่งให้นับเวลาระหว่างนั้นสำหรับการคำนวณบำเหน็จบำนาญเหมือนเต็มเวลาราชการหรือออกจากราชการไปที่มิใช่เป็นการออกจากราชการในระหว่างทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการกลับเข้ารับราชการในส่วนราชการสังกัดกระทรวงกลาโหม ตลอดจนจะสั่งบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทใด สายงานใด ระดับใด และให้ได้รับเงินเดือนเท่าใด
ให้กระทำได้ตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด เพื่อประโยชน์ในการนับเวลาราชการตามพระราชกฤษฎีกานี้และตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ข้าราชการพลเรือนกลาโหมที่ได้ออกจากราชการไปตามวรรคสาม
เมื่อได้รับบรรจุกลับเข้ารับราชการให้มีสิทธินับวันรับราชการก่อนถูกสั่งให้ออกจากราชการรวมกับวันที่ถูกสั่งให้ออกจากราชการเพื่อไปรับราชการทหารกองประจำการ หรือได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีให้ไปปฏิบัติงานใด ๆ แล้วแต่กรณี
และวันรับราชการเมื่อได้รับบรรจุกลับเข้ารับราชการเป็นเวลาราชการติดต่อกันเสมือนว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกสั่งให้ออกจากราชการ
สำหรับผู้ซึ่งออกจากราชการไปที่มิใช่เป็นการออกจากราชการในระหว่างทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการซึ่งได้รับบรรจุกลับเข้ารับราชการตามวรรคสามให้มีสิทธินับเวลาราชการก่อนออกจากราชการเพื่อประโยชน์ในการนับเวลาราชการ
มาตรา ๒๑ การโอนพนักงานส่วนท้องถิ่น การโอนข้าราชการที่ไม่ใช่ข้าราชการพลเรือนกลาโหมตามพระราชกฤษฎีกานี้และไม่ใช่ข้าราชการการเมือง และการโอนเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานอื่นของรัฐที่กระทรวงกลาโหมกำหนด มาบรรจุเป็นข้าราชการพลเรือนกลาโหมตลอดจนจะแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทใด สายงานใด ระดับใด
และให้ได้รับเงินเดือนเท่าใด ให้กระทำได้ตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด เพื่อประโยชน์ในการนับเวลาราชการ ให้ถือเวลาราชการหรือเวลาทำงานของผู้ที่โอนมารับราชการตามวรรคหนึ่ง เป็นเวลาราชการของข้าราชการพลเรือนกลาโหมตามพระราชกฤษฎีกานี้ด้วย
มาตรา ๒๒ พนักงานส่วนท้องถิ่นซึ่งไม่ใช่ออกจากงานในระหว่างทดลองปฏิบัติงานหรือข้าราชการซึ่งไม่ใช่ข้าราชการพลเรือนกลาโหมตามพระราชกฤษฎีกานี้ และไม่ใช่ข้าราชการการเมือง ข้าราชการวิสามัญ หรือข้าราชการซึ่งออกจากราชการในระหว่างทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ผู้ใดออกจากงานหรือออกจากราชการไปแล้ว
ถ้าสมัครเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนกลาโหมและทางราชการต้องการจะรับผู้นั้นเข้ารับราชการ ให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๑๕ พิจารณาโดยคำนึงถึงประโยชน์ที่ทางราชการจะได้รับ ทั้งนี้ จะบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทใด สายงานใด ระดับใด และให้ได้รับเงินเดือนเท่าใด
ให้เป็นไปตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด เพื่อประโยชน์ในการนับเวลาราชการ ให้ถือเวลาราชการหรือเวลาทำงานของผู้เข้ารับราชการตามวรรคหนึ่งในขณะที่เป็นข้าราชการ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่นนั้นเป็นเวลาราชการของข้าราชการพลเรือนกลาโหมตามพระราชกฤษฎีกานี้ด้วย
มาตรา ๒๓ ข้าราชการพลเรือนกลาโหมผู้ใดได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตามมาตรา ๑๙ แล้ว หากภายหลังปรากฏว่าเป็นผู้มีคุณสมบัติไม่ตรงตามคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งนั้น ให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๑๕
แต่งตั้งผู้นั้นให้กลับไปดำรงตำแหน่งตามเดิมหรือตำแหน่งอื่นในประเภทเดียวกันและระดับเดียวกันโดยพลัน แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนถึงการใดที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติไปตามหน้าที่และอำนาจ
และการรับเงินเดือนหรือผลประโยชน์อื่นใดที่ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับอยู่ก่อนได้รับคำสั่งให้กลับไปดำรงตำแหน่งตามเดิมหรือตำแหน่งอื่นในประเภทเดียวกันและระดับเดียวกัน การรับเงินเดือน
สิทธิและประโยชน์ของผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้กลับไปดำรงตำแหน่งตามเดิมหรือตำแหน่งอื่นในประเภทเดียวกันและระดับเดียวกันตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด ในกรณีที่ไม่สามารถแต่งตั้งให้กลับไปดำรงตำแหน่งตามเดิมหรือตำแหน่งอื่นในประเภทเดียวกันและระดับเดียวกันตามวรรคหนึ่งได้ ไม่ว่าด้วยเหตุใด
ให้กระทรวงกลาโหมพิจารณาเป็นการเฉพาะราย
มาตรา ๒๔ ผู้ได้รับบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนกลาโหมและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใดตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง มาตรา ๑๓ มาตรา ๑๔ มาตรา ๒๐ มาตรา ๒๑ และมาตรา ๒๒ หากภายหลังปรากฏว่าขาดคุณสมบัติทั่วไปหรือมีลักษณะต้องห้ามโดยไม่ได้รับการยกเว้นตามมาตรา ๑๑
หรือขาดคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งนั้นโดยไม่ได้รับอนุมัติจากกระทรวงกลาโหมตามมาตรา ๑๙ อยู่ก่อนก็ดี มีกรณีต้องหาอยู่ก่อนและภายหลังเป็นผู้ขาดคุณสมบัติเนื่องจากกรณีต้องหานั้นก็ดี ให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๑๕ สั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการโดยพลัน
แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนถึงการใดที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติไปตามหน้าที่และอำนาจ และการรับเงินเดือนหรือผลประโยชน์อื่นใดที่ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับอยู่ก่อนได้รับคำสั่งให้ออกนั้น
และถ้าการเข้ารับราชการเป็นไปโดยสุจริตแล้วให้ถือว่าเป็นการสั่งให้ออกเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
มาตรา ๒๕ ในกรณีที่ตำแหน่งข้าราชการพลเรือนกลาโหมว่างลง หรือผู้ดำรงตำแหน่งไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ราชการได้ ให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๑๕ มีอำนาจสั่งให้ข้าราชการกระทรวงกลาโหมที่เห็นสมควรรักษาราชการ รักษาราชการแทน หรือทำการแทนในตำแหน่งนั้นได้
ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยการจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมโดยอนุโลม ผู้รักษาราชการ ผู้รักษาราชการแทน หรือผู้ทำการแทนในตำแหน่งตามวรรคหนึ่ง ให้มีหน้าที่และอำนาจตามตำแหน่งที่รักษาราชการ รักษาราชการแทน หรือทำการแทนนั้น ในกรณีที่มีกฎหมายอื่น กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ มติของคณะรัฐมนตรี
มติคณะกรรมการตามกฎหมายหรือคำสั่งผู้บังคับบัญชาแต่งตั้งให้ผู้ดำรงตำแหน่งนั้น ๆ เป็นกรรมการ หรือให้มีหน้าที่และอำนาจอย่างใด ก็ให้ผู้รักษาราชการ ผู้รักษาราชการแทน หรือผู้ทำการแทนในตำแหน่งทำหน้าที่กรรมการหรือมีหน้าที่และอำนาจอย่างนั้นในระหว่างที่รักษาราชการ รักษาราชการแทน หรือทำการแทนในตำแหน่ง
แล้วแต่กรณี
มาตรา ๒๖ ในกรณีที่มีเหตุผลความจำเป็น ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๑๕ มีอำนาจสั่งข้าราชการพลเรือนกลาโหมให้ประจำส่วนราชการเป็นการชั่วคราว โดยให้พ้นจากตำแหน่งหน้าที่เดิมได้ตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด การให้ได้รับเงินเดือน การแต่งตั้ง การเลื่อนขั้นเงินเดือน
การดำเนินการทางวินัยและการออกจากราชการของข้าราชการพลเรือนกลาโหมตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด
มาตรา ๒๗ ในกรณีที่ศาลปกครองมีคำพิพากษาถึงที่สุดสั่งให้เพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนกลาโหม ให้เป็นหน้าที่ของกระทรวงกลาโหมในการสั่งการตามสมควรเพื่อเยียวยาและแก้ไขหรือดำเนินการตามที่เห็นสมควรได้
หมวด ๓ เงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง
มาตรา ๒๘ อัตราเงินเดือน อัตราเงินประจำตำแหน่ง การให้ได้รับเงินเดือน และการให้ได้รับเงินประจำตำแหน่ง ของข้าราชการพลเรือนกลาโหม ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนกลาโหม
มาตรา ๒๙ การพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนและผู้มีอำนาจสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือนข้าราชการพลเรือนกลาโหม ให้เป็นไปตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด การพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนข้าราชการพลเรือนกลาโหมให้คำนึงถึงการประเมินผลการปฏิบัติราชการของข้าราชการพลเรือนกลาโหม คุณภาพและปริมาณงาน
ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของงานที่ปฏิบัติมา ความสามารถและความอุตสาหะในการปฏิบัติหน้าที่ การรักษาวินัย การประพฤติตนอยู่ในจรรยา การปฏิบัติตนที่เหมาะสมกับการเป็นข้าราชการพลเรือนกลาโหม และการปฏิบัติราชการอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ
มาตรา ๓๐ ข้าราชการพลเรือนกลาโหมอาจได้รับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่ประจำอยู่ในต่างประเทศหรือตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษ เงินเพิ่มผู้ชำนาญงาน เงินเพิ่มอื่น หรือเงินช่วยเหลือ และประโยชน์ตอบแทนตามกฎหมายหรือตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
โดยเทียบเคียงกับสิทธิประโยชน์ลักษณะดังกล่าวของข้าราชการทหารตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการทหารและข้าราชการประเภทอื่นตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น ทั้งนี้ ตามที่สภากลาโหมกำหนดและให้กระทรวงกลาโหมแจ้งกระทรวงการคลังเพื่อทราบ
ข้าราชการพลเรือนกลาโหมอาจได้รับเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราวตามภาวะเศรษฐกิจตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
หมวด ๔ การเพิ่มพูนประสิทธิภาพและการเสริมสร้างแรงจูงใจ
มาตรา ๓๑ ให้กระทรวงกลาโหมมีหน้าที่ดำเนินการให้มีการเพิ่มพูนประสิทธิภาพและเสริมสร้างแรงจูงใจแก่ข้าราชการพลเรือนกลาโหม เพื่อให้ข้าราชการพลเรือนกลาโหมมีคุณภาพ คุณธรรม จริยธรรม คุณภาพชีวิต มีขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติราชการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ
มาตรา ๓๒ ผู้บังคับบัญชาต้องปฏิบัติตนต่อผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างมีคุณธรรมและเที่ยงธรรมและเสริมสร้างแรงจูงใจให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาดำรงตนเป็นข้าราชการที่ดี
มาตรา ๓๓ ข้าราชการพลเรือนกลาโหมผู้ใดปฏิบัติราชการอย่างมีประสิทธิภาพ ประพฤติตนอยู่ในจรรยา และรักษาวินัย นอกจากได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนตามมาตรา ๒๙ แล้ว ผู้บังคับบัญชาอาจพิจารณาให้บำเหน็จความชอบอย่างอื่นซึ่งอาจเป็นคำชมเชย เครื่องเชิดชูเกียรติ หรือรางวัลด้วยก็ได้
มาตรา ๓๔ การให้ข้าราชการพลเรือนกลาโหมไปศึกษาเพิ่มเติม ฝึกอบรม ดูงาน หรือปฏิบัติการวิจัยในประเทศหรือต่างประเทศให้เป็นไปตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด
มาตรา ๓๕ ให้ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่ประเมินผลการปฏิบัติราชการของข้าราชการพลเรือนกลาโหมที่อยู่ใต้บังคับบัญชา เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาแต่งตั้งและเลื่อนขั้นเงินเดือน ทั้งนี้ ตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด ผลการประเมินตามวรรคหนึ่ง ให้นำไปใช้เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาและเพิ่มพูนประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการด้วย
มาตรา ๓๖ ข้าราชการพลเรือนกลาโหมผู้ใดถึงแก่ความตายเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนให้ผู้นั้นเป็นกรณีพิเศษเพื่อประโยชน์ในการคำนวณบำเหน็จบำนาญหรือให้ได้รับสิทธิประโยชน์อื่นตามที่ทางราชการกำหนด
ข้าราชการพลเรือนกลาโหมผู้ใดทุพพลภาพหรือพิการเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ให้ได้รับสิทธิประโยชน์อื่นตามที่ทางราชการกำหนด
หมวด ๕ การบังคับบัญชา วินัย การรักษาวินัย การดำเนินการทางวินัย การอุทธรณ์และการร้องทุกข์
มาตรา ๓๗ วันเวลาทำงาน วันหยุดราชการตามประเพณีและวันหยุดราชการประจำปี และการลาหยุดราชการ ของข้าราชการพลเรือนกลาโหม ให้ถือปฏิบัติเช่นเดียวกับข้าราชการทหาร เว้นแต่กระทรวงกลาโหมจะกำหนดเป็นกรณีเฉพาะ
มาตรา ๓๘ เครื่องแบบของข้าราชการพลเรือนกลาโหมและการแต่งเครื่องแบบ ให้เป็นไปตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด
มาตรา ๓๙ ข้าราชการพลเรือนกลาโหมต้องปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยประมวลจริยธรรมและการรักษาจริยธรรมโดยเคร่งครัด
มาตรา ๔๐ ข้าราชการพลเรือนกลาโหมต้องรักษาวินัยโดยการกระทำหรือไม่กระทำตามที่บัญญัติไว้ในหมวดนี้โดยเคร่งครัด
มาตรา ๔๑ ข้าราชการพลเรือนกลาโหมต้องสนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขด้วยความบริสุทธิ์ใจ
มาตรา ๔๒ ข้าราชการพลเรือนกลาโหมต้องกระทำการอันเป็นข้อปฏิบัติ ดังต่อไปนี้ (๑) ต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และเที่ยงธรรม (๒) ต้องรักษาระเบียบการเคารพตามลำดับอาวุโสในราชการ (๓) ต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่งของทางราชการ มติของคณะรัฐมนตรี
นโยบายของรัฐบาล และปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ (๔) ต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เกิดผลดีหรือความก้าวหน้าแก่ราชการด้วยความตั้งใจ อุตสาหะ เอาใจใส่ และรักษาประโยชน์ของทางราชการ (๕)
ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาซึ่งสั่งในหน้าที่ราชการโดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของทางราชการโดยไม่ขัดขืนหรือหลีกเลี่ยง แต่ถ้าเห็นว่าการปฏิบัติตามคำสั่งนั้นจะทำให้เสียหายแก่ราชการหรือจะเป็นการไม่รักษาประโยชน์ของทางราชการ จะต้องเสนอความเห็นเป็นหนังสือทันทีเพื่อให้ผู้บังคับบัญชาทบทวนคำสั่งนั้น
และเมื่อได้เสนอความเห็นแล้ว ถ้าผู้บังคับบัญชายืนยันให้ปฏิบัติตามคำสั่งเดิม ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องปฏิบัติตาม (๖) ต้องอุทิศเวลาของตนให้แก่ราชการ จะละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการมิได้ (๗) ต้องรักษาความลับของทางราชการ (๘) ต้องสุภาพเรียบร้อย รักษาความสามัคคี
และต้องช่วยเหลือกันในการปฏิบัติราชการระหว่างข้าราชการด้วยกันและผู้ร่วมปฏิบัติราชการ (๙) ต้องต้อนรับ ให้ความสะดวก ให้ความเป็นธรรม และให้การสงเคราะห์แก่ผู้ติดต่อราชการเกี่ยวกับหน้าที่ของตน (๑๐) ต้องวางตนเป็นกลางทางการเมืองในการปฏิบัติหน้าที่ราชการและในการปฏิบัติการอื่นที่เกี่ยวข้องกับประชาชน (๑๑)
ต้องรักษาชื่อเสียงของตน และรักษาเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนมิให้เสื่อมเสีย (๑๒) การกระทำอื่นใดตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนดโดยความเห็นชอบของสภากลาโหม
มาตรา ๔๓ ข้าราชการพลเรือนกลาโหมต้องไม่กระทำการใดอันเป็นข้อห้าม ดังต่อไปนี้ (๑) ต้องไม่รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา การรายงานโดยปกปิดข้อความซึ่งควรต้องแจ้งถือว่าเป็นการรายงานเท็จด้วย (๒) ต้องไม่ปฏิบัติราชการอันเป็นการกระทำการข้ามผู้บังคับบัญชาเหนือตน
เว้นแต่ผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปเป็นผู้สั่งให้กระทำหรือได้รับอนุญาตเป็นพิเศษชั่วครั้งคราว (๓) ต้องไม่อาศัยหรือยอมให้ผู้อื่นอาศัยตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนหาประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น (๔) ต้องไม่ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ (๕)
ต้องไม่กระทำการหรือยอมให้ผู้อื่นกระทำการหาผลประโยชน์อันอาจทำให้เสียความเที่ยงธรรมหรือเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของหน้าที่ราชการของตน (๖) ต้องไม่เป็นกรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือดำรงตำแหน่งอื่นใดที่มีลักษณะงานคล้ายคลึงกันนั้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท (๗) ต้องไม่กระทำการอย่างใดที่เป็นการกลั่นแกล้ง
กดขี่ หรือข่มเหงกันในการปฏิบัติราชการ (๘) ต้องไม่กระทำการอันเป็นการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด (๙) ต้องไม่ดูหมิ่น เหยียดหยาม กดขี่ หรือข่มเหงประชาชนผู้ติดต่อราชการ (๑๐) ไม่กระทำการอื่นใดตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนดโดยความเห็นชอบของสภากลาโหม
มาตรา ๔๔ ข้าราชการพลเรือนกลาโหมผู้ใดไม่ปฏิบัติตามข้อปฏิบัติตามมาตรา ๔๐ มาตรา ๔๑ หรือมาตรา ๔๒ หรือฝ่าฝืนข้อห้ามตามมาตรา ๔๓ ผู้นั้นเป็นผู้กระทำผิดวินัย
มาตรา ๔๕ การกระทำผิดวินัยในลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง (๑) ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทุจริต (๒)
ละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง (๓) ละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินสิบห้าวันโดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือโดยมีพฤติการณ์อันแสดงถึงความจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ (๔)
กระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง (๕) ดูหมิ่น เหยียดหยาม กดขี่ ข่มเหง หรือทำร้ายผู้ติดต่อราชการอย่างร้ายแรง (๖) กระทำความผิดอาญาจนได้รับโทษจำคุกหรือโทษที่หนักกว่าโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกหรือให้รับโทษที่หนักกว่าโทษจำคุก
เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ (๗) ละเว้นการกระทำหรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๔๒ หรือฝ่าฝืนข้อห้ามตามมาตรา ๔๓ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง (๘) ละเว้นการกระทำหรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๔๒ (๑๒)
หรือฝ่าฝืนข้อห้ามตามมาตรา ๔๓ (๑๐) ที่สภากลาโหมกำหนดให้เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
มาตรา ๔๖ ข้าราชการพลเรือนกลาโหมผู้ใดกระทำผิดวินัยจะต้องได้รับโทษทางวินัย เว้นแต่มีเหตุอันควรงดโทษตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกานี้หรือตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด โทษทางวินัยมี ๕ สถาน ดังต่อไปนี้ (๑) ภาคทัณฑ์ (๒) ตัดเงินเดือน (๓) ลดเงินเดือน (๔) ปลดออก (๕) ไล่ออก
มาตรา ๔๗ ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจในการดำเนินการทางวินัยและสั่งลงโทษข้าราชการพลเรือนกลาโหมที่กระทำผิด มีดังต่อไปนี้ (๑) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (๒) ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (๓) ผู้บังคับบัญชา
ซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่ผู้บัญชาการกองพล ผู้บัญชาการกองเรือ ผู้บัญชาการกองพลบิน หรือตำแหน่งบังคับบัญชาอื่นที่เทียบเท่าตำแหน่งดังกล่าวขึ้นไป การสั่งลงโทษข้าราชการพลเรือนกลาโหมที่กระทำผิดตามวรรคหนึ่ง
ให้กระทำได้แต่เฉพาะตามที่กําหนดในตารางกำหนดอำนาจในการสั่งลงโทษข้าราชการพลเรือนกลาโหมที่กระทำผิดวินัยท้ายพระราชกฤษฎีกานี้ การดำเนินการสั่งลงโทษข้าราชการพลเรือนกลาโหมให้ทำเป็นคำสั่งโดยผู้สั่งลงโทษ และต้องสั่งลงโทษให้เหมาะสมกับความผิด เป็นไปด้วยความยุติธรรม และปราศจากอคติ
โดยในคำสั่งลงโทษให้แสดงว่าผู้ถูกลงโทษกระทำผิดวินัยในกรณีใดและตามมาตราใด หน้าที่และอํานาจของผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจในการดำเนินการทางวินัยและสั่งลงโทษข้าราชการพลเรือนกลาโหมที่กระทำผิดวินัย อาจมอบหมายให้ผู้บังคับบัญชาระดับรองลงไปปฏิบัติแทนก็ได้ ตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด
มาตรา ๔๘ เมื่อมีการกล่าวหาหรือมีกรณีเป็นที่สงสัยว่าข้าราชการพลเรือนกลาโหมผู้ใดกระทำผิดวินัย ให้ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่ต้องรายงานให้ผู้บังคับบัญชาตามมาตรา ๔๗ ทราบโดยเร็ว และให้ผู้บังคับบัญชาตามมาตรา ๔๗ ดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกานี้โดยเร็ว ด้วยความยุติธรรม และโดยปราศจากอคติ
ผู้บังคับบัญชาหรือผู้บังคับบัญชาตามมาตรา ๔๗ ผู้ใดละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง หรือปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สุจริต ให้ถือว่าผู้นั้นกระทําผิดวินัย
มาตรา ๔๙ เมื่อได้รับรายงานตามมาตรา ๔๘ หรือความดังกล่าวปรากฏต่อผู้บังคับบัญชาตามมาตรา ๔๗ ให้ผู้บังคับบัญชาตามมาตรา ๔๗ รีบดําเนินการหรือสั่งให้ดําเนินการสืบสวนหรือพิจารณาในเบื้องต้นว่ากรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่าผู้นั้นกระทําผิดวินัยหรือไม่
ถ้าเห็นว่ากรณีไม่มีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทําผิดวินัยก็ให้ยุติเรื่องได้ ในกรณีที่เห็นว่ามีมูลที่ควรกล่าวหาว่าข้าราชการพลเรือนกลาโหมผู้ใดกระทําผิดวินัย โดยมีพยานหลักฐานในเบื้องต้นอยู่แล้ว ให้ดําเนินการต่อไปตามมาตรา ๕๐
มาตรา ๕๐ ในกรณีที่ผลการสืบสวนหรือพิจารณาตามมาตรา ๔๙ ปรากฏว่ากรณีมีมูลความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ให้ผู้บังคับบัญชาตามมาตรา ๔๗ ดำเนินการทางวินัย โดยไม่แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนก็ได้ แต่หากปรากฏว่ากรณีมีมูลอันเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ผู้บังคับบัญชาตามมาตรา ๔๗ แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน
ในการสอบสวนต้องแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ พร้อมทั้งรับฟังคําชี้แจงของผู้ถูกกล่าวหา เมื่อดําเนินการสอบสวนแล้วเสร็จ ให้รายงานผลการสอบสวนและความเห็นต่อผู้บังคับบัญชาตามมาตรา ๔๗ ในกรณีผู้บังคับบัญชาตามมาตรา ๔๗ เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้กระทําผิดตามข้อกล่าวหา ให้สั่งยุติเรื่อง
แต่ถ้าเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทําผิดตามข้อกล่าวหาให้ดําเนินการต่อไปตามมาตรา ๕๑ หรือมาตรา ๕๒ แล้วแต่กรณี ในกรณีที่เป็นความผิดที่ปรากฏชัดแจ้งตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด จะดำเนินการทางวินัยโดยไม่ต้องสอบสวนก็ได้
มาตรา ๕๑ ข้าราชการพลเรือนกลาโหมผู้ใดกระทําผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ให้ผู้บังคับบัญชาตามมาตรา ๔๗ สั่งลงโทษตามควรแก่กรณี ให้เหมาะสมกับความผิด ดังต่อไปนี้ (๑) ภาคทัณฑ์ (๒) ตัดเงินเดือน (๓) ลดเงินเดือน ในกรณีมีเหตุอันควรลดหย่อนจะนํามาประกอบการพิจารณาลดโทษก็ได้
แต่สำหรับการลงโทษภาคทัณฑ์ให้ใช้เฉพาะกรณีกระทําผิดวินัยเล็กน้อย ในกรณีกระทําผิดวินัยเล็กน้อยและมีเหตุอันควรงดโทษ จะงดโทษให้โดยให้ทำทัณฑ์บนเป็นหนังสือหรือว่ากล่าวตักเตือนก็ได้ การกำหนดอัตราโทษที่จะสั่งลงโทษได้ตามมาตรานี้ให้เป็นไปตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด
มาตรา ๕๒ ข้าราชการพลเรือนกลาโหมผู้ใดกระทําผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ลงโทษปลดออกหรือไล่ออกตามความร้ายแรงแห่งกรณี ถ้ามีเหตุอันควรลดหย่อนจะนํามาประกอบการพิจารณาลดโทษก็ได้ แต่ห้ามมิให้ลดโทษลงต่ำกว่าปลดออก ผู้ใดถูกลงโทษปลดออก ให้มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเสมือนว่าผู้นั้นลาออกจากราชการ
มาตรา ๕๓ เมื่อข้อเท็จจริงจากการสอบสวนปรากฏต่อผู้บังคับบัญชาว่าผู้ใต้บังคับบัญชากระทำผิดวินัย แต่ความผิดนั้นมีอัตราโทษเกินกว่าอำนาจในการสั่งลงโทษของผู้บังคับบัญชาผู้นั้น
ให้รายงานตามลำดับชั้นจนถึงผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจสั่งลงโทษตามตารางกำหนดอำนาจในการสั่งลงโทษข้าราชการพลเรือนกลาโหมที่กระทำผิดวินัยท้ายพระราชกฤษฎีกานี้ เพื่อให้พิจารณาดำเนินการเพื่อมีคำสั่งลงโทษตามควรแก่กรณีต่อไป
มาตรา ๕๔ กระบวนการดำเนินการทางวินัยและวิธีการสอบสวน การสั่งพักราชการ การรายงานผลการดำเนินการทางวินัย การทบทวนคำสั่งลงโทษ การดำเนินการทางวินัยข้าราชการพลเรือนกลาโหมที่กระทำผิดวินัยร่วมกับข้าราชการต่างสังกัดหรือต่างประเภท การดำเนินการทางวินัยผู้ที่โอนมาเป็นข้าราชการพลเรือนกลาโหม
ระยะเวลาที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการทางวินัย และการดำเนินการอื่นใดที่เกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัย ให้เป็นไปตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด
มาตรา ๕๕ การดำเนินทางวินัยกับข้าราชการพลเรือนกลาโหมซึ่งออกจากราชการอันมิใช่เพราะเหตุตาย ให้ดำเนินการทางวินัยต่อไปได้ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนโดยอนุโลม
มาตรา ๕๖ ผู้ใดถูกสั่งลงโทษตามมาตรา ๕๑ หรือมาตรา ๕๒ หรือถูกสั่งให้ออกจากราชการตามมาตรา ๑๗ มาตรา ๒๔ และมาตรา ๖๐ (๑) (๓) (๕) (๖) (๗) และ (๘) ผู้นั้นมีสิทธิอุทธรณ์โดยทำเป็นหนังสือต่อผู้บังคับบัญชาที่ทำคำสั่งได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบหรือถือว่าทราบคำสั่ง การอุทธรณ์และการพิจารณาอุทธรณ์
ให้เป็นตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด
มาตรา ๕๗ เมื่อผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์ พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว ให้ผู้บังคับบัญชาที่ทำคำสั่งดำเนินการให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยนั้นภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์มีคำวินิจฉัย
ในกรณีที่ผู้อุทธรณ์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์ อาจฟ้องคดีต่อศาลปกครองภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ทราบหรือถือว่าทราบคำวินิจฉัยของผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์ ผู้บังคับบัญชาผู้ใดไม่ปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง
ให้ถือว่าเป็นการจงใจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น
มาตรา ๕๘ ข้าราชการพลเรือนกลาโหมผู้ใดมีความคับข้องใจอันเกิดจากการปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติต่อตนของผู้บังคับบัญชาและเป็นกรณีที่ไม่อาจอุทธรณ์ได้
ผู้นั้นมีสิทธิร้องทุกข์โดยทำเป็นหนังสือร้องทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบหรือถือว่าทราบเรื่องอันเป็นเหตุแห่งการร้องทุกข์ การร้องทุกข์จะกระทำได้แต่สำหรับเรื่องของตนเองเท่านั้น การร้องทุกข์และการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์
ให้เป็นตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด
มาตรา ๕๙ ข้าราชการพลเรือนกลาโหมออกจากราชการเมื่อ (๑) ตาย (๒) พ้นจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (๓) ได้รับอนุญาตให้ลาออกตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด (๔) ถูกสั่งให้ออกตามมาตรา ๑๗ มาตรา ๒๔ มาตรา ๖๐ หรือมาตรา ๖๑ (๕) ถูกสั่งลงโทษปลดออกหรือไล่ออก วันออกจากราชการตาม (๔) และ (๕)
ให้เป็นไปตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด
มาตรา ๖๐ ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๑๕ มีอำนาจสั่งให้ข้าราชการพลเรือนกลาโหมออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการได้ในกรณี ดังต่อไปนี้ (๑) เมื่อข้าราชการพลเรือนกลาโหมผู้ใดเจ็บป่วยไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ราชการของตนได้โดยสม่ำเสมอ (๒)
เมื่อข้าราชการพลเรือนกลาโหมผู้ใดสมัครไปปฏิบัติงานใด ๆ ตามความประสงค์ของทางราชการ (๓) เมื่อข้าราชการพลเรือนกลาโหมผู้ใดขาดคุณสมบัติทั่วไปตามมาตรา ๑๑ ก. (๑) หรือ (๓) หรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๑ ข. (๑) (๓) (๖) หรือ (๗) (๔)
เมื่อทางราชการเลิกหรือยุบหน่วยงานหรือตำแหน่งที่ข้าราชการพลเรือนกลาโหมปฏิบัติหน้าที่หรือดำรงอยู่ สำหรับผู้ที่ออกจากราชการในกรณีนี้ให้ได้รับเงินชดเชยตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กระทรวงการคลังกำหนด (๕)
เมื่อข้าราชการพลเรือนกลาโหมผู้ใดไม่สามารถปฏิบัติราชการให้มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลในระดับอันเป็นที่พอใจของทางราชการ (๖) เมื่อข้าราชการพลเรือนกลาโหมผู้ใดหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ บกพร่องในหน้าที่ราชการ หรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการ
ถ้าให้ผู้นั้นรับราชการต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ (๗) เมื่อข้าราชการพลเรือนกลาโหมผู้ใดมีกรณีถูกสอบสวนว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามมาตรา ๕๐ และผลการสอบสวนไม่ได้ความแน่ชัดพอที่จะสั่งลงโทษตามมาตรา ๕๒ แต่มีมลทินหรือมัวหมองในกรณีที่ถูกสอบสวน ถ้าให้รับราชการต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ (๘)
เมื่อข้าราชการพลเรือนกลาโหมผู้ใดต้องรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ หรือต้องรับโทษจำคุกโดยคำสั่งของศาล ซึ่งยังไม่ถึงกับจะต้องถูกลงโทษปลดออกหรือไล่ออก การสั่งให้ออกจากราชการตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด
มาตรา ๖๑ เมื่อข้าราชการพลเรือนกลาโหมผู้ใดไปรับราชการทหารตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหารให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุสั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการ ผู้ใดถูกสั่งให้ออกจากราชการตามวรรคหนึ่งและต่อมาปรากฏว่าผู้นั้นมีกรณีที่จะต้องถูกสั่งให้ออกจากราชการตามมาตราอื่นอยู่ก่อนไปรับราชการทหาร
ก็ให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุมีอำนาจเปลี่ยนแปลงคำสั่งให้ออกตามวรรคหนึ่งเป็นให้ออกจากราชการตามมาตราอื่นนั้นได้
บทเฉพาะกาล
มาตรา ๖๒ ในระหว่างที่กระทรวงกลาโหมยังมิได้กำหนดรายละเอียดเพื่อปฏิบัติการตามพระราชกฤษฎีกานี้ในเรื่องใด กระทรวงกลาโหมอาจกำหนดให้นำกฎ ก.พ. หรือหนังสือเวียนของ ก.พ. มาใช้บังคับไปพลางก่อนได้โดยอนุโลม
มาตรา ๖๓ ในกรณีที่ได้มีการกำหนดอัตราตำแหน่งใดในกระทรวงกลาโหมมาเป็นอัตราข้าราชการพลเรือนกลาโหมแล้ว แต่ยังมิได้ดำเนินการบรรจุบุคคลให้เข้ารับราชการในอัตราตำแหน่งข้าราชการพลเรือนกลาโหม
ให้ข้าราชการทหารที่รับราชการอยู่ในอัตราตำแหน่งนั้นยังคงรับราชการในฐานะข้าราชการทหารเช่นเดิมและดำรงอัตราข้าราชการพลเรือนกลาโหมนั้นไปพลางก่อน จนกว่าจะมีการบรรจุหรือแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการหรือดำรงตำแหน่งข้าราชการพลเรือนกลาโหมนั้น ตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด
มาตรา ๖๔ ในระยะเริ่มแรก อัตราเงินเดือน อัตราเงินประจำตำแหน่ง การให้ได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนกลาโหม ให้เป็นไปตามบทบัญญัติที่ใช้บังคับแก่ข้าราชการพลเรือนสามัญตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน เว้นแต่ตำแหน่งประเภทการสอนหรือวิจัย
ให้ได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งโดยเทียบเคียงกับอัตราเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการอื่นที่ดำรงตำแหน่งประเภทการสอนหรือวิจัยตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น ทั้งนี้ จนกว่าจะมีกฎหมายว่าด้วยเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนกลาโหมใช้บังคับ เพื่อประโยชน์ในการได้รับเงินเดือน
ให้กำหนดอัตราเงินเดือนเป็นขั้นเงินเดือนโดยข้าราชการพลเรือนกลาโหมซึ่งดำรงตำแหน่งประเภทใด ระดับใด จะได้รับเงินเดือนขั้นใด เป็นจำนวนเงินเท่าใด ให้เป็นไปตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด
และให้ใช้บังคับได้จนกว่าจะมีการกำหนดขั้นเงินเดือนตามกฎหมายว่าด้วยเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนกลาโหมใช้บังคับแทน
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๕๑ บัญญัติให้มีข้าราชการพลเรือนกลาโหม โดยการกำหนดตำแหน่ง การบรรจุ การแต่งตั้ง การปรับตำแหน่ง การเลื่อนขั้นเงินเดือน การบังคับบัญชา วินัยและการรักษาวินัย การดำเนินการทางวินัย
การออกจากราชการ การอุทธรณ์ การร้องทุกข์ และการอื่นใดตามที่จำเป็นเกี่ยวกับข้าราชการพลเรือนกลาโหมให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).