我的書籤免費註冊

พระราชกฤษฎีการะเบียบข้าราชการพลเรือนกลาโหม พ.ศ. 2566 หมวด ๕ การบังคับบัญชา วินัย การรักษาวินัย การดำเนินการทางวินัย การอุทธรณ์และการร้องทุกข์

มาตรา ๓๗–มาตรา ๕๘共 22 條

มาตรา ๓๗

มาตรา ๓๗ วันเวลาทำงาน วันหยุดราชการตามประเพณีและวันหยุดราชการประจำปี และการลาหยุดราชการ ของข้าราชการพลเรือนกลาโหม ให้ถือปฏิบัติเช่นเดียวกับข้าราชการทหาร เว้นแต่กระทรวงกลาโหมจะกำหนดเป็นกรณีเฉพาะ

มาตรา ๓๘

มาตรา ๓๘ เครื่องแบบของข้าราชการพลเรือนกลาโหมและการแต่งเครื่องแบบ ให้เป็นไปตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด

มาตรา ๓๙

มาตรา ๓๙ ข้าราชการพลเรือนกลาโหมต้องปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยประมวลจริยธรรมและการรักษาจริยธรรมโดยเคร่งครัด

มาตรา ๔๐

มาตรา ๔๐ ข้าราชการพลเรือนกลาโหมต้องรักษาวินัยโดยการกระทำหรือไม่กระทำตามที่บัญญัติไว้ในหมวดนี้โดยเคร่งครัด

มาตรา ๔๑

มาตรา ๔๑ ข้าราชการพลเรือนกลาโหมต้องสนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขด้วยความบริสุทธิ์ใจ

มาตรา ๔๒

มาตรา ๔๒ ข้าราชการพลเรือนกลาโหมต้องกระทำการอันเป็นข้อปฏิบัติ ดังต่อไปนี้ (๑) ต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และเที่ยงธรรม (๒) ต้องรักษาระเบียบการเคารพตามลำดับอาวุโสในราชการ (๓) ต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่งของทางราชการ มติของคณะรัฐมนตรี นโยบายของรัฐบาล และปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ (๔) ต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เกิดผลดีหรือความก้าวหน้าแก่ราชการด้วยความตั้งใจ อุตสาหะ เอาใจใส่ และรักษาประโยชน์ของทางราชการ (๕) ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาซึ่งสั่งในหน้าที่ราชการโดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของทางราชการโดยไม่ขัดขืนหรือหลีกเลี่ยง แต่ถ้าเห็นว่าการปฏิบัติตามคำสั่งนั้นจะทำให้เสียหายแก่ราชการหรือจะเป็นการไม่รักษาประโยชน์ของทางราชการ จะต้องเสนอความเห็นเป็นหนังสือทันทีเพื่อให้ผู้บังคับบัญชาทบทวนคำสั่งนั้น และเมื่อได้เสนอความเห็นแล้ว ถ้าผู้บังคับบัญชายืนยันให้ปฏิบัติตามคำสั่งเดิม ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องปฏิบัติตาม (๖) ต้องอุทิศเวลาของตนให้แก่ราชการ จะละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการมิได้ (๗) ต้องรักษาความลับของทางราชการ (๘) ต้องสุภาพเรียบร้อย รักษาความสามัคคี และต้องช่วยเหลือกันในการปฏิบัติราชการระหว่างข้าราชการด้วยกันและผู้ร่วมปฏิบัติราชการ (๙) ต้องต้อนรับ ให้ความสะดวก ให้ความเป็นธรรม และให้การสงเคราะห์แก่ผู้ติดต่อราชการเกี่ยวกับหน้าที่ของตน (๑๐) ต้องวางตนเป็นกลางทางการเมืองในการปฏิบัติหน้าที่ราชการและในการปฏิบัติการอื่นที่เกี่ยวข้องกับประชาชน (๑๑) ต้องรักษาชื่อเสียงของตน และรักษาเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนมิให้เสื่อมเสีย (๑๒) การกระทำอื่นใดตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนดโดยความเห็นชอบของสภากลาโหม

มาตรา ๔๓

มาตรา ๔๓ ข้าราชการพลเรือนกลาโหมต้องไม่กระทำการใดอันเป็นข้อห้าม ดังต่อไปนี้ (๑) ต้องไม่รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา การรายงานโดยปกปิดข้อความซึ่งควรต้องแจ้งถือว่าเป็นการรายงานเท็จด้วย (๒) ต้องไม่ปฏิบัติราชการอันเป็นการกระทำการข้ามผู้บังคับบัญชาเหนือตน เว้นแต่ผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปเป็นผู้สั่งให้กระทำหรือได้รับอนุญาตเป็นพิเศษชั่วครั้งคราว (๓) ต้องไม่อาศัยหรือยอมให้ผู้อื่นอาศัยตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนหาประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น (๔) ต้องไม่ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ (๕) ต้องไม่กระทำการหรือยอมให้ผู้อื่นกระทำการหาผลประโยชน์อันอาจทำให้เสียความเที่ยงธรรมหรือเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของหน้าที่ราชการของตน (๖) ต้องไม่เป็นกรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือดำรงตำแหน่งอื่นใดที่มีลักษณะงานคล้ายคลึงกันนั้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท (๗) ต้องไม่กระทำการอย่างใดที่เป็นการกลั่นแกล้ง กดขี่ หรือข่มเหงกันในการปฏิบัติราชการ (๘) ต้องไม่กระทำการอันเป็นการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด (๙) ต้องไม่ดูหมิ่น เหยียดหยาม กดขี่ หรือข่มเหงประชาชนผู้ติดต่อราชการ (๑๐) ไม่กระทำการอื่นใดตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนดโดยความเห็นชอบของสภากลาโหม

มาตรา ๔๔

มาตรา ๔๔ ข้าราชการพลเรือนกลาโหมผู้ใดไม่ปฏิบัติตามข้อปฏิบัติตามมาตรา ๔๐ มาตรา ๔๑ หรือมาตรา ๔๒ หรือฝ่าฝืนข้อห้ามตามมาตรา ๔๓ ผู้นั้นเป็นผู้กระทำผิดวินัย

มาตรา ๔๕

มาตรา ๔๕ การกระทำผิดวินัยในลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง (๑) ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทุจริต (๒) ละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง (๓) ละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินสิบห้าวันโดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือโดยมีพฤติการณ์อันแสดงถึงความจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ (๔) กระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง (๕) ดูหมิ่น เหยียดหยาม กดขี่ ข่มเหง หรือทำร้ายผู้ติดต่อราชการอย่างร้ายแรง (๖) กระทำความผิดอาญาจนได้รับโทษจำคุกหรือโทษที่หนักกว่าโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกหรือให้รับโทษที่หนักกว่าโทษจำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ (๗) ละเว้นการกระทำหรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๔๒ หรือฝ่าฝืนข้อห้ามตามมาตรา ๔๓ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง (๘) ละเว้นการกระทำหรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๔๒ (๑๒) หรือฝ่าฝืนข้อห้ามตามมาตรา ๔๓ (๑๐) ที่สภากลาโหมกำหนดให้เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง

มาตรา ๔๖

มาตรา ๔๖ ข้าราชการพลเรือนกลาโหมผู้ใดกระทำผิดวินัยจะต้องได้รับโทษทางวินัย เว้นแต่มีเหตุอันควรงดโทษตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกานี้หรือตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด โทษทางวินัยมี ๕ สถาน ดังต่อไปนี้ (๑) ภาคทัณฑ์ (๒) ตัดเงินเดือน (๓) ลดเงินเดือน (๔) ปลดออก (๕) ไล่ออก

มาตรา ๔๗

มาตรา ๔๗ ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจในการดำเนินการทางวินัยและสั่งลงโทษข้าราชการพลเรือนกลาโหมที่กระทำผิด มีดังต่อไปนี้ (๑) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (๒) ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (๓) ผู้บังคับบัญชา ซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่ผู้บัญชาการกองพล ผู้บัญชาการกองเรือ ผู้บัญชาการกองพลบิน หรือตำแหน่งบังคับบัญชาอื่นที่เทียบเท่าตำแหน่งดังกล่าวขึ้นไป การสั่งลงโทษข้าราชการพลเรือนกลาโหมที่กระทำผิดตามวรรคหนึ่ง ให้กระทำได้แต่เฉพาะตามที่กําหนดในตารางกำหนดอำนาจในการสั่งลงโทษข้าราชการพลเรือนกลาโหมที่กระทำผิดวินัยท้ายพระราชกฤษฎีกานี้ การดำเนินการสั่งลงโทษข้าราชการพลเรือนกลาโหมให้ทำเป็นคำสั่งโดยผู้สั่งลงโทษ และต้องสั่งลงโทษให้เหมาะสมกับความผิด เป็นไปด้วยความยุติธรรม และปราศจากอคติ โดยในคำสั่งลงโทษให้แสดงว่าผู้ถูกลงโทษกระทำผิดวินัยในกรณีใดและตามมาตราใด หน้าที่และอํานาจของผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจในการดำเนินการทางวินัยและสั่งลงโทษข้าราชการพลเรือนกลาโหมที่กระทำผิดวินัย อาจมอบหมายให้ผู้บังคับบัญชาระดับรองลงไปปฏิบัติแทนก็ได้ ตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด

มาตรา ๔๘

มาตรา ๔๘ เมื่อมีการกล่าวหาหรือมีกรณีเป็นที่สงสัยว่าข้าราชการพลเรือนกลาโหมผู้ใดกระทำผิดวินัย ให้ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่ต้องรายงานให้ผู้บังคับบัญชาตามมาตรา ๔๗ ทราบโดยเร็ว และให้ผู้บังคับบัญชาตามมาตรา ๔๗ ดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกานี้โดยเร็ว ด้วยความยุติธรรม และโดยปราศจากอคติ ผู้บังคับบัญชาหรือผู้บังคับบัญชาตามมาตรา ๔๗ ผู้ใดละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง หรือปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สุจริต ให้ถือว่าผู้นั้นกระทําผิดวินัย

มาตรา ๔๙

มาตรา ๔๙ เมื่อได้รับรายงานตามมาตรา ๔๘ หรือความดังกล่าวปรากฏต่อผู้บังคับบัญชาตามมาตรา ๔๗ ให้ผู้บังคับบัญชาตามมาตรา ๔๗ รีบดําเนินการหรือสั่งให้ดําเนินการสืบสวนหรือพิจารณาในเบื้องต้นว่ากรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่าผู้นั้นกระทําผิดวินัยหรือไม่ ถ้าเห็นว่ากรณีไม่มีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทําผิดวินัยก็ให้ยุติเรื่องได้ ในกรณีที่เห็นว่ามีมูลที่ควรกล่าวหาว่าข้าราชการพลเรือนกลาโหมผู้ใดกระทําผิดวินัย โดยมีพยานหลักฐานในเบื้องต้นอยู่แล้ว ให้ดําเนินการต่อไปตามมาตรา ๕๐

มาตรา ๕๐

มาตรา ๕๐ ในกรณีที่ผลการสืบสวนหรือพิจารณาตามมาตรา ๔๙ ปรากฏว่ากรณีมีมูลความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ให้ผู้บังคับบัญชาตามมาตรา ๔๗ ดำเนินการทางวินัย โดยไม่แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนก็ได้ แต่หากปรากฏว่ากรณีมีมูลอันเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ผู้บังคับบัญชาตามมาตรา ๔๗ แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ในการสอบสวนต้องแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ พร้อมทั้งรับฟังคําชี้แจงของผู้ถูกกล่าวหา เมื่อดําเนินการสอบสวนแล้วเสร็จ ให้รายงานผลการสอบสวนและความเห็นต่อผู้บังคับบัญชาตามมาตรา ๔๗ ในกรณีผู้บังคับบัญชาตามมาตรา ๔๗ เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้กระทําผิดตามข้อกล่าวหา ให้สั่งยุติเรื่อง แต่ถ้าเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทําผิดตามข้อกล่าวหาให้ดําเนินการต่อไปตามมาตรา ๕๑ หรือมาตรา ๕๒ แล้วแต่กรณี ในกรณีที่เป็นความผิดที่ปรากฏชัดแจ้งตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด จะดำเนินการทางวินัยโดยไม่ต้องสอบสวนก็ได้

มาตรา ๕๑

มาตรา ๕๑ ข้าราชการพลเรือนกลาโหมผู้ใดกระทําผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ให้ผู้บังคับบัญชาตามมาตรา ๔๗ สั่งลงโทษตามควรแก่กรณี ให้เหมาะสมกับความผิด ดังต่อไปนี้ (๑) ภาคทัณฑ์ (๒) ตัดเงินเดือน (๓) ลดเงินเดือน ในกรณีมีเหตุอันควรลดหย่อนจะนํามาประกอบการพิจารณาลดโทษก็ได้ แต่สำหรับการลงโทษภาคทัณฑ์ให้ใช้เฉพาะกรณีกระทําผิดวินัยเล็กน้อย ในกรณีกระทําผิดวินัยเล็กน้อยและมีเหตุอันควรงดโทษ จะงดโทษให้โดยให้ทำทัณฑ์บนเป็นหนังสือหรือว่ากล่าวตักเตือนก็ได้ การกำหนดอัตราโทษที่จะสั่งลงโทษได้ตามมาตรานี้ให้เป็นไปตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด

มาตรา ๕๒

มาตรา ๕๒ ข้าราชการพลเรือนกลาโหมผู้ใดกระทําผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ลงโทษปลดออกหรือไล่ออกตามความร้ายแรงแห่งกรณี ถ้ามีเหตุอันควรลดหย่อนจะนํามาประกอบการพิจารณาลดโทษก็ได้ แต่ห้ามมิให้ลดโทษลงต่ำกว่าปลดออก ผู้ใดถูกลงโทษปลดออก ให้มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเสมือนว่าผู้นั้นลาออกจากราชการ

มาตรา ๕๓

มาตรา ๕๓ เมื่อข้อเท็จจริงจากการสอบสวนปรากฏต่อผู้บังคับบัญชาว่าผู้ใต้บังคับบัญชากระทำผิดวินัย แต่ความผิดนั้นมีอัตราโทษเกินกว่าอำนาจในการสั่งลงโทษของผู้บังคับบัญชาผู้นั้น ให้รายงานตามลำดับชั้นจนถึงผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจสั่งลงโทษตามตารางกำหนดอำนาจในการสั่งลงโทษข้าราชการพลเรือนกลาโหมที่กระทำผิดวินัยท้ายพระราชกฤษฎีกานี้ เพื่อให้พิจารณาดำเนินการเพื่อมีคำสั่งลงโทษตามควรแก่กรณีต่อไป

มาตรา ๕๔

มาตรา ๕๔ กระบวนการดำเนินการทางวินัยและวิธีการสอบสวน การสั่งพักราชการ การรายงานผลการดำเนินการทางวินัย การทบทวนคำสั่งลงโทษ การดำเนินการทางวินัยข้าราชการพลเรือนกลาโหมที่กระทำผิดวินัยร่วมกับข้าราชการต่างสังกัดหรือต่างประเภท การดำเนินการทางวินัยผู้ที่โอนมาเป็นข้าราชการพลเรือนกลาโหม ระยะเวลาที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการทางวินัย และการดำเนินการอื่นใดที่เกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัย ให้เป็นไปตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด

มาตรา ๕๕

มาตรา ๕๕ การดำเนินทางวินัยกับข้าราชการพลเรือนกลาโหมซึ่งออกจากราชการอันมิใช่เพราะเหตุตาย ให้ดำเนินการทางวินัยต่อไปได้ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนโดยอนุโลม

มาตรา ๕๖

มาตรา ๕๖ ผู้ใดถูกสั่งลงโทษตามมาตรา ๕๑ หรือมาตรา ๕๒ หรือถูกสั่งให้ออกจากราชการตามมาตรา ๑๗ มาตรา ๒๔ และมาตรา ๖๐ (๑) (๓) (๕) (๖) (๗) และ (๘) ผู้นั้นมีสิทธิอุทธรณ์โดยทำเป็นหนังสือต่อผู้บังคับบัญชาที่ทำคำสั่งได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบหรือถือว่าทราบคำสั่ง การอุทธรณ์และการพิจารณาอุทธรณ์ ให้เป็นตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด

มาตรา ๕๗

มาตรา ๕๗ เมื่อผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์ พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว ให้ผู้บังคับบัญชาที่ทำคำสั่งดำเนินการให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยนั้นภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์มีคำวินิจฉัย ในกรณีที่ผู้อุทธรณ์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์ อาจฟ้องคดีต่อศาลปกครองภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ทราบหรือถือว่าทราบคำวินิจฉัยของผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์ ผู้บังคับบัญชาผู้ใดไม่ปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าเป็นการจงใจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น

มาตรา ๕๘

มาตรา ๕๘ ข้าราชการพลเรือนกลาโหมผู้ใดมีความคับข้องใจอันเกิดจากการปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติต่อตนของผู้บังคับบัญชาและเป็นกรณีที่ไม่อาจอุทธรณ์ได้ ผู้นั้นมีสิทธิร้องทุกข์โดยทำเป็นหนังสือร้องทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบหรือถือว่าทราบเรื่องอันเป็นเหตุแห่งการร้องทุกข์ การร้องทุกข์จะกระทำได้แต่สำหรับเรื่องของตนเองเท่านั้น การร้องทุกข์และการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ ให้เป็นตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).