พระราชกฤษฎีกา กำหนดกิจการธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช ๒๔๘๕
ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (ตามประกาศประธานสภาผู้แทนราษฎร ลงวันที่ ๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๘๐ และวันที่ ๑๖ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๘๔) อาทิตย์ ทิพอาภา ปรีดี พนมยงค์ ตราไว้ ณ วันที่ ๔ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๘๕ เป็นปีที่ ๙ ในรัชกาลปัจจุบัน
โดยที่เห็นสมควรกำหนดกิจการเพื่อปฏิบัติให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช ๒๔๘๕ คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๔๐ แห่งพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช ๒๔๘๕ จึงให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชกฤษฎีกานี้ให้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกากำหนดกิจการธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช ๒๔๘๕”
มาตรา ๒ ให้ใช้พระราชกฤษฎีกานี้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเริ่มประกอบธุรกิจ ตั้งแต่วันที่ ๑๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๘๕ เป็นต้นไป
มาตรา ๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้
มาตรา ๕ ในการควบคุมและดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการของธนาคารแห่งประเทศไทย คณะกรรมการต้องควบคุมและดูแลกิจการต่อไปนี้โดยเฉพาะ คือ (๑) การตั้งและการเลิกสาขาและตัวแทน (๒) การกำหนดเงื่อนไขและขอบเขตทั่วไปแห่งธุรกิจประเภทต่าง ๆ ซึ่งพระราชกฤษฎีกาอนุญาตให้ธนาคารประกอบได้ (๓)
การกำหนดอัตรามาตรฐานสำหรับรับช่วงซื้อลดและดอกเบี้ย (๔) การให้ความสะดวกด้วยเครดิต (๕) การเสนอบัญชีกำไรขาดทุน งบดุล และรายงานประจำปีตามมาตรา ๒๒ (๖) การออกข้อบังคับของธนาคาร
มาตรา ๖ ผู้ว่าการจะเรียกประชุมคณะกรรมการเมื่อใดก็ได้ แต่ต้องไม่น้อยกว่าเดือนละครั้ง ในการประชุม ต้องมีกรรมการเข้าประชุมไม่น้อยกว่าสามคน จึงเป็นองค์ประชุม
มาตรา ๗ ในการลงมติของคณะกรรมการ ให้ถือคะแนนเสียงฝ่ายข้างมากเป็นประมาณ ในกรณีที่มีคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานมีสิทธิลงคะแนนอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
มาตรา ๘ ให้กรรมการมีสิทธิได้ค่าทดแทนจากธนาคารแห่งประเทศไทยสำหรับการใช้จ่ายอันสมควรและการเสียหายในหรือเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ เว้นไว้แต่การเสียหายที่เกิดขึ้นจากความผิดของตน
มาตรา ๙ กรรมการไม่ต้องรับผิดในการใช้จ่ายและการเสียหายใด ๆ ที่เกิดขึ้นแก่ธนาคารแห่งประเทศไทย ในกรณีที่ (๑) ทรัพย์สินหรือหลักทรัพย์ซึ่งธนาคารได้มาหรือรับไว้ในนามของธนาคารมีค่าไม่เพียงพอหรือเสื่อมลง หรือมีกรรมสิทธิไม่สมบูรณ์ บกพร่อง หรือเสื่อมลง (๒)
ลูกค้าหรือลูกหนี้ของธนาคารมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือล้มละลาย หรือทำละเมิด (๓) กรรมการได้ทำการใด ๆ ในการปฏิบัติหน้าที่หรือเกี่ยวกับหน้าที่ ทั้งนี้ เว้นไว้แต่การใช้จ่ายหรือการเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นจากความผิดของตน โดยการจงใจกระทำหรือละเว้นกระทำ หรือโดยการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
มาตรา ๑๐ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้กำหนดเงินบำเหน็จของกรรมการ
มาตรา ๑๑ กรรมการย่อมถูกถอนจากตำแหน่ง กล่าวโดยเฉพาะในกรณีต่อไปนี้ (๑) เป็นบุคคลล้มละลาย หรือเป็นผู้ไร้ความสามารถ (๒) ขาดการประชุมคณะกรรมการกว่าสามครั้งต่อเนื่องกัน โดยไม่มีข้อแก้ตัวอันสมควร (๓) รับเป็นกรรมการหรือรับตำแหน่งในธนาคารอื่นใด
หมวด ๒ ธุรกิจของธนาคารแห่งประเทศไทย
มาตรา ๑๒ ธุรกิจประเภทที่พึงเป็นงานของธนาคารกลางอันธนาคารแห่งประเทศไทย ประกอบได้ คือ (๑) การออกและจัดการ รวมตลอดถึงพิมพ์ธนบัตร บัตรธนาคาร และสิ่งพิมพ์อื่นที่รัฐมนตรีเห็นชอบและการจัดการทุนสำรองดังบัญญัติไว้ในหมวด ๔ แห่งพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช ๒๔๘๕ (๒)
การรับเงินฝากประจำหรือกระแสรายวันโดยไม่จ่ายดอกเบี้ย (๓) การซื้อ ขาย และรับช่วงซื้อลดตั๋วแลกเงินและตั๋วสัญญาใช้เงินที่เกิดจากการค้าหรือพาณิชย์อันสุจริต มีลายมือชื่อของบุคคลที่พึงเชื่อถือสองคนหรือมากกว่า ลายมือชื่อหนึ่งต้องเป็นของธนาคารใดธนาคารหนึ่งหรือสถาบันการเงินอื่นสถาบันใดสถาบันหนึ่ง
และถึงกำหนดใช้เงินภายในระยะเวลาที่คณะกรรมการกำหนด แต่ต้องไม่เกินหกเดือนนับแต่วันซื้อหรือรับช่วงซื้อลด โดยไม่ร่วมวันผ่อนเข้าด้วย (๔) การซื้อ ขาย และรับช่วงซื้อลดตั๋วแลกเงินและตั๋วสัญญาใช้เงินที่เกิดจากกิจการอุตสาหกรรม กสิกรรม การเลี้ยงสัตว์ การทำป่าไม้ การประมง การทำเหมืองแร่ การทำนาเกลือ
หรือการสาวไหม อันสุจริต หรือตั๋วแลกเงินและตั๋วสัญญาใช้เงินที่ออกเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการเกี่ยวกับมูลภัณฑ์กันชนระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยเป็นสมาชิกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศยอมให้ประเทศไทยถอนเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศเพื่อการนี้ได้ ตั๋วแลกเงินและตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวในวรรคหนึ่ง
ต้องมีลายมือชื่อของบุคคลที่พึงเชื่อถือได้สองคนเป็นอย่างน้อย ลายมือชื่อหนึ่งต้องเป็นของธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่นและต้องถึงกำหนดใช้เงินไม่เกินสิบสองเดือนนับแต่วันซื้อหรือรับช่วงซื้อลดหรือภายในระยะเวลาเร็วหรือช้ากว่านั้นตามที่คณะกรรมการจะกำหนด แต่ต้องไม่เกินหกสิบเดือนนับแต่วันซื้อหรือรับช่วงซื้อลด
คณะกรรมการอาจกำหนดเงื่อนไขของการซื้อขายไว้ด้วยก็ได้ (๕) การซื้อและขายเงินปริวรรตต่างประเทศกับธนาคารและบริษัทเงินทุนตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ (๖) การมีเงินคงเหลือไว้ที่คลังของรัฐบาลและธนาคารอื่น ๆ
และการรักษาเงินตามจำนวนที่เห็นสมควรไว้ที่คลังและธนาคารนั้น ๆ เป็นเงินที่ต้องจ่ายคืนเมื่อเรียกหรือเมื่อได้บอกกล่าวล่วงหน้า หรือเมื่อถึงกำหนดเวลา (๗) การให้กู้ยืมเงินโดยมีทรัพย์สินเป็นประกัน ดังต่อไปนี้ (ก) หลักทรัพย์ของรัฐบาล หรือหลักทรัพย์ที่รัฐบาลรับประกันต้นเงินและดอกเบี้ย (ข) ทองคำ เงิน
หรือเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในทองคำ หรือเงิน (ค) ตั๋วแลกเงินหรือตั๋วสัญญาใช้เงิน เท่าที่พึงซื้อหรือรับช่วงซื้อลดได้ตาม (๓) (ง) ตั๋วแลกเงินหรือตั๋วสัญญาใช้เงิน เท่าที่พึงซื้อหรือรับช่วงซื้อลดได้ตาม (๔) (จ) ตั๋วสัญญาใช้เงินของธนาคารใด ๆ
ที่ค้ำจุนด้วยเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในสิ่งของอันได้โอนให้แก่หรือจำนำไว้กับธนาคารนั้น ๆ เป็นประกันเครดิตเงินสดหรือเงินเบิกเกินบัญชีซึ่งตกลงกันไว้เพื่อการค้าหรือพาณิชย์อันสุจริต (ฉ) หลักทรัพย์ของรัฐบาลต่างประเทศ (ช) ตั๋วเงิน พันธบัตร หรือตราสารอื่นใดตามอนุมาตรา (๑๓) (ซ) หุ้นกู้ พันธบัตร หรือตราสารอื่นใด
ที่ออกโดยรัฐวิสาหกิจ หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้นโดยเฉพาะ ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการกำหนด การให้กู้ยืมเงินดังกล่าวต้องมีกำหนดระยะเวลาไม่เกินหกเดือนเว้นแต่ (ก) การให้สถาบันการเงินกู้ยืมเงินโดยมีทรัพย์สินตามวรรคหนึ่ง (ก) หรือ (ช) เป็นประกันนั้น ถ้ามีเหตุผลสมควรเป็นกรณีพิเศษ
คณะกรรมการอาจกำหนดให้มีระยะเวลาเกินหกเดือนได้ แต่ต้องไม่เกินหกสิบเดือน (ข) การให้รัฐบาลกู้ยืมเงินโดยมีทรัพย์สินตามวรรคหนึ่ง (ก) เป็นประกันนั้น ถ้ารัฐบาลกู้โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการกู้เงิน ธนาคารจะให้กู้เป็นเงินตราไทยหรือเงินปริวรรตต่างประเทศ
โดยมีกำหนดระยะเวลาไม่เกินที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยการกู้เงินก็ได้ (ค) การให้กู้ยืมเงินโดยมีทรัพย์สินตามวรรคหนึ่ง (ง) เป็นประกันให้มีกำหนดระยะเวลาไม่เกินสิบสองเดือน (๗ ทวิ) การให้กู้ยืมเงินแก่สถาบันการเงินโดยมีหุ้นของธนาคารสถาบันการเงิน หรือบริษัทอื่นใด หรือทรัพย์สินอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (๗)
เป็นประกัน ทั้งนี้ เฉพาะกรณีที่สถาบันการเงินนั้นประสบหรือกำลังจะประสบวิกฤตการณ์ทางการเงินอันอาจมีผลกระทบกระเทือนอย่างร้ายแรงต่อระบบการเงินเป็นส่วนรวม ในการให้กู้ยืมเงินดังกล่าว คณะกรรมการมีอำนาจกำหนดระยะเวลาและเงื่อนไขได้ตามที่เห็นสมควร (๗ ตรี)
การให้เงินอุดหนุนเพื่อเป็นทุนประเดิมของสถาบันประกันเงินฝากที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้น ทั้งนี้ ตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด (๘) การให้รัฐบาลกู้ยืมเงินไม่มีประกัน โดยกระทรวงการคลังเป็นผู้กู้ยืมเพื่อรายจ่ายที่อนุญาตไว้ในงบประมาณธรรมดาเป็นจำนวนไม่เกินร้อยละยี่สิบห้าแห่งรายจ่ายที่กล่าวนั้น
โดยต้องชำระคืนภายในสามเดือนต้นแห่งปีงบประมาณถัดไป (๙) การออกดร๊าฟที่กำหนดให้ใช้เงินเมื่อทวงถาม ณ สำนักงานหรือสำนักตัวแทนของธนาคารเอง (๑๐) การเข้าชื่อซื้อ การซื้อ และการขายหลักทรัพย์ของรัฐบาลแห่งประเทศไทยและต่างประเทศ หลักทรัพย์ของสถาบันการเงินระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นสมาชิก
ซึ่งรวมตลอดถึงตราสารที่ทบวงการชำนัญพิเศษแห่งสหประชาชาติออกให้เป็นหลักฐานว่า ผู้ถือตราสารได้มีส่วนร่วมกับทบวงการชำนัญพิเศษในการให้กู้เงินแก่รัฐบาลสมาชิก หรือองค์การของรัฐบาล สมาชิกของทบวงการชำนัญพิเศษตามจำนวนดังระบุไว้ในตราสารนั้น และหลักทรัพย์ทรัสตีต่างประเทศ เพื่อประโยชน์แห่งอนุมาตรานี้
หลักทรัพย์ที่รัฐบาลแห่งประเทศที่กล่าวแล้ว หรือสถาบันการเงินระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกได้รับประกันต้นเงินและดอกเบี้ยนั้นให้ถือว่าเป็นหลักทรัพย์ของรัฐบาลนั้น ๆ หรือของสถาบันการเงินระหว่างประเทศนั้น (๑๐ ทวิ) การเข้าชื่อซื้อ การซื้อ และการขายหุ้นกู้ พันธบัตร หรือตราสารอื่นใด ตามอนุมาตรา (๗)
(ซ) ทั้งนี้ ให้กระทำได้เพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อควบคุมปริมาณเงินในระบบการเงินของประเทศ (๑๐ ตรี) การซื้อ และการขายตั๋วเงิน พันธบัตร หรือตราสารอื่นใดตามอนุมาตรา (๑๓) (๑๑) การรับรักษาเงิน หลักทรัพย์ และของมีค่าอย่างอื่น ๆ และการเก็บผลประโยชน์แห่งหลักทรัพย์ที่กล่าวนั้น ไม่ว่าจะเป็นต้นเงินหรือดอกเบี้ย
(๑๒) การซื้อและขายทองคำและเงิน (๑๓) การกู้ยืมเงินเพื่อดำรงไว้ซึ่งเสถียรภาพแห่งค่าของเงินตรา โดยวิธีออกตั๋วเงินที่มีกำหนดระยะเวลาการใช้เงินพันธบัตร หรือตราสารอื่นใด ด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หรือการกู้ยืมเงินเพื่อธุรกิจของธนาคารเอง และการให้ประกันเงินกู้ยืมนั้น
การกู้ยืมเงินตามอนุมาตรา (๑๓) ธนาคารจะกู้เป็นเงินตราไทย หรือเงินปริวรรตต่างประเทศก็ได้ (๑๔) การดำเนินกิจการเงินระหว่างประเทศโดยอนุมัติของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (๑๕) การขายและจำหน่ายเป็นตัวเงินซึ่งทรัพย์สินทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นสังหาริมทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์
ซึ่งตกเข้ามาอยู่ในครอบครองของธนาคารไม่ว่าโดยทางใด เป็นการระงับสิทธิเรียกร้องใด ๆ ของธนาคารทั้งหมดหรือแต่บางส่วน (๑๖) การดำเนินการแห่งระบบหักบัญชีระหว่างธนาคาร (๑๗) การรับและจ่ายเงินจำนวนต่าง ๆ เกี่ยวกับบัญชีฝากของกระทรวงการคลัง การทำการแลกเปลี่ยนเงิน การส่งเงินไปต่างประเทศ
และกิจการธนาคารบรรดาที่เป็นของรัฐบาลและการออก และจัดการเงินกู้ดังบัญญัติไว้ในหมวด ๖ แห่งพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช ๒๔๘๕ (๑๘) การทำการเป็นตัวแทนของรัฐบาลในกิจการประเภทใด ๆ ดังระบุต่อไปนี้ (ก) การซื้อและขายทองคำและเงิน (ข) การซื้อขายและโอนตั๋วแลกเงิน หลักทรัพย์และใบหุ้น (ค)
การเก็บผลประโยชน์แห่งหลักทรัพย์หรือใบหุ้นใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นต้นเงิน ดอกเบี้ยหรือเงินปันผล (ง) การควบคุมและการรวมไว้ในแหล่งกลางซึ่งเงินปริวรรตต่างประเทศ (จ) การทำกิจการอื่นใดของรัฐบาล ตามแต่รัฐบาลจะมอบหมายให้ (๑๙) กล่าวโดยทั่วไป
การทำกิจการทั้งปวงที่เกี่ยวกับหรือเนื่องจากการใช้อำนาจหรือการปฏิบัติหน้าที่ของธนาคารตามพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช ๒๔๘๕ และพระราชกฤษฎีกา
มาตรา ๑๓ ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา ๑๒ ห้ามมิให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (๑) ประกอบการค้า หรือมีส่วนได้เสียโดยตรงในกิจการพาณิชย์ อุตสาหกรรมหรือภารธุระอย่างอื่น ๆ แต่ธนาคารอาจได้มาโดยทางใด ๆ ซึ่งส่วนได้เสียเนื่องในการระงับสิทธิเรียกร้องใด ๆ ของธนาคาร
และบรรดาส่วนได้เสียที่ได้มานั้นต้องจำหน่ายเร็วที่สุดที่จะพึงทำได้ (๒) ซื้อหุ้นในธนาคารอื่นใดหรือบริษัทใด หรือให้กู้ยืมเงินโดยรับหุ้นเช่นว่านั้นเป็นประกัน (๓) ให้กู้ยืมเงินโดยรับจำนองอสังหาริมทรัพย์หรือรับเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ไว้เป็นประกันโดยประการอื่น
หรือถือกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์เว้นแต่สำหรับใช้เป็นสถานที่ประกอบธุรกิจของธนาคาร หรือสำหรับใช้เป็นที่พัก สถานพยาบาล สโมสรของพนักงานตามสมควร แต่ในกรณีที่สิทธิเรียกร้องใด ๆ ของธนาคารน่าจะเป็นอันตรายธนาคารจะประกันความมั่นคงของตนด้วยอสังหาริมทรัพย์ใด ๆ ก็ได้
และจะเข้าถือกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์นั้น ๆ ก็ได้แต่ทว่าจะต้องขายเสียโดยเร็วเท่าที่จะทำได้ (๔) ให้กู้ยืมเงินโดยไม่มีประกัน (๕) ออกตั๋วเงินโดยประการอื่นใด นอกจากกำหนดให้ใช้เงินเมื่อทวงถาม
หมวด ๓ เงินสำรองที่ธนาคารต้องดำรงไว้
มาตรา ๑๔ เงินคงเหลือที่แต่ละธนาคารต้องดำรงไว้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยตามมาตรา ๓๒ แห่งพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช ๒๔๘๕ นั้น อย่างน้อยต้องเป็นจำนวนดังต่อไปนี้ (๑) ในกรณีปกติ ร้อยละห้าของหนี้สินที่ต้องจ่ายเมื่อเรียกร้องและร้อยละสองของหนี้สินที่ต้องจ่ายโดยมีกำหนด (๒) ในกรณีพิเศษ
ร้อยละสามของหนี้สินที่ต้องจ่ายเมื่อเรียกร้อง และร้อยละสองของหนี้สินที่ต้องจ่ายโดยไม่มีกำหนดเวลา การที่จะจัดให้ธนาคารใดเข้าอยู่ในกรณีพิเศษ ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยคำนึงถึงลักษณะธุรกิจของธนาคารนั้น เพื่อความประสงค์แห่งมาตรานี้ คำว่า “หนี้สิน”
ไม่ให้รวมตลอดถึงเงินที่ได้กู้ยืมไปจากธนาคารแห่งประเทศไทย
หมวด ๔ อำนาจและหน้าที่ผู้สอบบัญชี
มาตรา ๑๕ ให้คณะกรรมการเลือกตั้งผู้สอบบัญชีทุกปี แต่จะให้ผู้สอบบัญชีที่เลือกตั้งในครั้งแรกคงเป็นผู้สอบบัญชีและทำการในหน้าที่นั้นต่อไปจนถึงเวลาเสนอบัญชีงบดุลและบัญชีกำไรขาดทุนฉบับแรกตามมาตรา ๒๒ ก็ได้ ผู้สอบบัญชีที่พ้นจากตำแหน่งนั้น คณะกรรมการจะกลับเลือกตั้งเข้ารับตำแหน่งอีกก็ได้
ในกรณีที่ตำแหน่งผู้สอบบัญชีว่างลงระหว่างปี คณะกรรมการจะเลือกตั้งผู้สอบบัญชีเข้าดำรงตำแหน่งแทนเพียงเท่ากำหนดเวลาแห่งตำแหน่งที่เข้ารับแทนก็ได้
มาตรา ๑๖ ให้ผู้สอบบัญชีตรวจสรรพสมุดบัญชีต่าง ๆ ของธนาคารแห่งประเทศไทย และให้ตรวจสอบงบดุลกับทั้งบัญชีและใบสำคัญที่เกี่ยวกับบัญชีนั้น ๆ
มาตรา ๑๗ ให้ผู้สอบบัญชีทำรายงานว่าด้วยงบดุลและบัญชีเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และให้แถลงความเห็นในรายงานแต่ละฉบับด้วยว่า งบดุลนั้นครบถ้วนและเที่ยงธรรมโดยมีรายละเอียดอันจำเป็นทั้งหมด และได้ทำขึ้นตามสมควรในอันที่จะแสดงให้เห็นฐานะการงานของธนาคารแห่งประเทศไทยที่เป็นอยู่ตามจริงและถูกต้องหรือไม่
และถ้าผู้สอบบัญชีได้เรียกเอาคำอธิบายหรือข้อความ ก็ให้กล่าวด้วยว่าได้รับหรือไม่ และเป็นที่พอใจหรือไม่
มาตรา ๑๘ เมื่อผู้ว่าการหรือคณะกรรมการหารือ ให้ผู้สอบบัญชีให้ความเห็นในปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงอัตรามาตรฐานสำหรับการรับช่วงซื้อลดการให้กู้ยืมเงิน การเข้าชื่อในเงินกู้ และการซื้อหลักทรัพย์
มาตรา ๑๙ ในการปฏิบัติหน้าที่ ผู้สอบบัญชีทุกคนมีอำนาจเข้าตรวจสอบสรรพสมุดบัญชีและเอกสารอื่น ๆ ของธนาคารแห่งประเทศไทย และจะสอบถามกรรมการหรือพนักงานใด ๆ ของธนาคาร ทั้งจะเรียกเอาคำอธิบาย และข้อความเกี่ยวกับสมุดบัญชีและเอกสารนั้น ๆ ด้วยก็ได้
มาตรา ๒๐ ปีการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย ให้เป็นไปตามปีปฏิทิน แต่ปีการเงินปีแรกให้เริ่มในวันที่ ๑๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๘๕ และสิ้นสุดลงในวันที่ ๓๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๘๖
มาตรา ๒๑ ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเสนอรายงานประจำสัปดาห์ของฝ่ายออกบัตรธนาคารและฝ่ายการธนาคาร ตามแบบที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกำหนดต่อรัฐมนตรีนั้นเพื่อประกาศ
มาตรา ๒๒ ภายในเวลาสามเดือนหลังจากวันสิ้นปีการเงินทุกปี ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเสนองบดุล และบัญชีกำไรขาดทุนตามที่เป็นอยู่ ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ปีก่อน ซึ่งมีลายมือชื่อผู้ว่าการ รองผู้ว่าการ และหัวหน้าพนักงานบัญชีของธนาคารและผู้สอบบัญชีได้รับรองแล้ว ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเพื่อประกาศ
ทั้งในขณะเดียวกันให้เสนอรายงานของคณะกรรมการแสดงว่าภายในรอบปีนั้นการงานของธนาคารได้ดำเนินไปประการใดด้วย
มาตรา ๒๓ แม้ถึงว่าจะมีบทบัญญัติมาตรา ๑๒ และมาตรา ๑๓ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะประกอบธุรกิจเนื่องด้วยการโอนสินทรัพย์และหนี้สินของสำนักงานธนาคารชาติไทยก็ได้ตามจำเป็น แต่ถ้าธุรกิจใดขัดกับบทบัญญัติแห่งมาตราที่กล่าวแล้ว ก็ให้เลิกธุรกิจนั้นเร็วที่สุดที่จะพึงทำได้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี
พระราชกฤษฎีกากำหนดกิจการธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๔๘๙
附則
มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับได้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้
พระราชกฤษฎีกากำหนดกิจการธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๔๙๖
มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับได้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
พระราชกฤษฎีกากำหนดกิจการธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๑๐
มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับได้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ เพื่อให้อำนาจธนาคารแห่งประเทศไทยประกอบธุรกิจให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจและการเงินในปัจจุบัน
พระราชกฤษฎีกากำหนดกิจการธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๑๒
มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับได้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
หมายเหตุ เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ เนื่องด้วยภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันได้เจริญรุดหน้าไปเป็นอันมาก ธนาคารแห่งประเทศไทยจำต้องปฏิบัติงานบางอย่างเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน และเพื่อให้การดำเนินการตามแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมได้บรรลุผลตามเป้าหมาย ฉะนั้น
จึงจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการกำหนดกิจการธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อให้อำนาจธนาคารแห่งประเทศไทยประกอบธุรกิจให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจและการเงินในปัจจุบันรวมทั้งการให้สวัสดิการแก่พนักงานตามสมควร
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๔๘ ลงวันที่ ๒๔ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๑๕
ข้อ ๒ ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ให้ใช้บังคับได้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
พระราชกฤษฎีกากำหนดกิจการธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๒๒
มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับได้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่กฎหมายว่าด้วยการกำหนดกิจการธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประกาศใช้บังคับมานานแล้ว ประกอบกับภาวะการเงินและการเศรษฐกิจในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นอันมาก สมควรปรับปรุงขอบเขตแห่งกิจการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะพึงประกอบได้ให้กว้างขวางออกไป
เพื่อจะได้เป็นเครื่องมือสำหรับผดุงรักษาระบบการเงินและการเศรษฐกิจของประเทศให้มีความมั่นคงยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้ขึ้น
พระราชกฤษฎีกากำหนดกิจการธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๓๘
มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับได้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรขยายขอบเขตแห่งธุรกิจประเภทที่อนุญาตให้ธนาคารแห่งประเทศไทยประกอบได้เพื่อให้มีการนำตั๋วเงิน หุ้นกู้ พันธบัตร หรือตราสารอื่นใดที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย หรือรัฐวิสาหกิจ หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้นโดยเฉพาะ
มาวางเป็นหลักประกันเงินกู้จากธนาคารแห่งประเทศไทยและเพื่อให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจซื้อขายตราสารดังกล่าวได้ ทั้งนี้ เพื่อให้ธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถดำเนินนโยบายการเงินได้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจการเงินของประเทศในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
พระราชกฤษฎีกากำหนดกิจการธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๓๙
มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับได้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่ปัจจุบันรัฐบาลมีนโยบายที่จะให้บริษัทเงินทุนสามารถซื้อขายเงินตราต่างประเทศกับธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อให้บริษัทเงินทุนที่ได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจเกี่ยวกับปัจจัยชำระเงินต่างประเทศแล้วสามารถซื้อและขายกับธนาคารแห่งประเทศไทยได้
สมควรกำหนดกิจการที่ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยประกอบได้เพิ่มขึ้น ให้สอดคล้องกับนโยบายดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).