我的書籤免費註冊

ประมวลรัษฎากร หมวด ๒ วิธีการเกี่ยวแก่ภาษีอากรประเมิน

มาตรา ๑๔–มาตรา ๓๗共 24 條

มาตรา ๑๔

มาตรา ๑๔ ภาษีอากรประเมิน คือที่มีระบุไว้ในหมวดนั้น ๆ ว่าเป็นภาษีอากรประเมิน

มาตรา ๑๕

มาตรา ๑๕ ให้ใช้บทบัญญัติในหมวดนี้บังคับแก่การภาษีอากรประเมินทุกประเภท

มาตรา ๑๖

มาตรา ๑๖ เจ้าพนักงานประเมิน หมายความว่า เจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง ส่วน ๑ การยื่นรายการและการเสียภาษีอากร

มาตรา ๑๗

มาตรา ๑๗ การยื่นรายการ ให้ยื่นภายในเวลาที่กำหนดไว้ในหมวดว่าด้วยภาษีอากรต่าง ๆ และตามแบบแสดงรายการที่อธิบดีกำหนด ถ้าอธิบดีต้องการรายงานประจำปี หรือบัญชีงบดุล หรือบัญชีอื่น ๆ ประกอบแบบแสดงรายการใด ก็ให้สั่งเรียกได้ กับให้อธิบดีมีอำนาจสั่งผู้ต้องเสียภาษีอากรให้มีสมุดบัญชีพิเศษ และให้กรอกข้อความที่ต้องการลงในสมุดบัญชีนั้นได้ เพื่อสะดวกแก่การคำนวณเงินภาษีอากรที่ต้องเสียตามลักษณะนี้ เมื่ออธิบดีมีคำสั่งตามที่ว่ามานี้ ผู้ยื่นรายการหรือผู้ต้องเสียภาษีอากรต้องปฏิบัติตาม เพื่อประโยชน์แห่งการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรในกรณีสั่งบุคคลเป็นการทั่วไปให้มีบัญชีพิเศษและให้กรอกข้อความที่ต้องการลงในบัญชีนั้นให้อธิบดีมีอำนาจสั่งได้เมื่อได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรีแล้วคำสั่งเช่นว่านี้ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และให้บุคคลดังกล่าวปฏิบัติตาม

มาตรา ๑๘

มาตรา ๑๘ รายการที่ยื่นเพื่อเสียภาษีอากรนั้น ให้อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินเป็นผู้ประเมินตามที่กำหนดไว้ในหมวดภาษีอากรนั้น ๆ และเมื่อได้ประเมินแล้ว ให้แจ้งจำนวนภาษีอากรที่ประเมินไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร ในกรณีนี้ จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้ ในกรณีที่ผู้ต้องเสียภาษีอากรถึงแก่ความตายเสียก่อนได้รับแจ้งจำนวนภาษีอากรที่ประเมิน ให้อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินแจ้งจำนวนภาษีอากรที่ประเมินไปยังผู้จัดการมรดกหรือไปยังทายาทหรือผู้อื่นที่ครอบครองทรัพย์มรดก แล้วแต่กรณี ถ้าเมื่อประเมินแล้ว ไม่ต้องเรียกเก็บหรือเรียกคืนภาษีอากร การแจ้งจำนวนภาษีอากรเป็นอันงดไม่ต้องกระทำ แต่อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินยังคงดำเนินการตามมาตรา ๑๙ มาตรา ๒๐ และมาตรา ๒๑ ได้

มาตรา ๑๙

มาตรา ๑๙ เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในลักษณะนี้ถ้าภายในเวลาห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการแล้วเจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ใดแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกตัวผู้ยื่นรายการนั้นมาไต่สวนและออกหมายเรียกพยานกับสั่งให้ผู้ยื่นรายการ หรือพยานนั้นนำบัญชีหรือพยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันส่งหมาย

มาตรา ๒๐

มาตรา ๒๐ เมื่อได้จัดการตามมาตรา ๑๙และทราบข้อความแล้ว เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจที่จะแก้จำนวนเงินที่ประเมินหรือที่ยื่นรายการไว้เดิมโดยอาศัยพยานหลักฐานที่ปรากฏและแจ้งจำนวนเงินที่ต้องชำระอีกไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้

มาตรา ๒๑

มาตรา ๒๑ ถ้าผู้ต้องเสียภาษีอากรไม่ปฏิบัติตามหมายหรือคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา ๑๙ หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถาม เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเงินภาษีอากรตามที่รู้เห็นว่าถูกต้อง และแจ้งจำนวนเงินซึ่งต้องชำระอีกไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร ในกรณีนี้ ห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมิน แต่ในกรณีส่งหมายโดยวิธีหนึ่งวิธีใดดังบัญญัติไว้ในมาตรา ๘ วรรค ๒ และ ๓ นั้น ถ้าภายในกำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันส่งหมาย ผู้อุทธรณ์แสดงให้เป็นที่พอใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้รับอุทธรณ์ได้ว่า มีเหตุสุดวิสัยกระทำให้ไม่ทราบการส่งหมาย ก็ให้มีสิทธิอุทธรณ์ได้

มาตรา ๒๒

มาตรา ๒๒ ในการประเมินตามมาตรา ๒๐ หรือมาตรา ๒๑ ผู้ต้องเสียภาษีอากรอาจต้องรับผิดเสียเสียเงินอีกร้อยละ ๒๐ แห่งเงินภาษีอากรที่เพิ่มขึ้น เงินนี้ให้ถือเป็นค่าภาษีอากร

มาตรา ๒๓

มาตรา ๒๓ ผู้ใดไม่ยื่นรายการให้อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมิน แล้วแต่กรณี มีอำนาจออกหมายเรียกตัวผู้นั้นมาไต่สวนและออกหมายเรียกพยานกับสั่งให้ผู้ที่ไม่ยื่นรายการหรือพยานนั้นนำบัญชีหรือพยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันส่งหมาย

มาตรา ๒๔

มาตรา ๒๔ เมื่อได้จัดการตามมาตรา ๒๓ และทราบข้อความแล้ว อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมิน แล้วแต่กรณี มีอำนาจประเมินเงินภาษีอากร และแจ้งจำนวนภาษีอากรที่ต้องชำระไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้

มาตรา ๒๕

มาตรา ๒๕ ถ้าผู้ได้รับหมายหรือคำสั่งของอำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมิน แล้วแต่กรณี ไม่ปฏิบัติตามหมายหรือคำสั่งของอำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา ๒๓ หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถาม อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเงินภาษีอากรตามที่รู้เห็นว่าถูกต้องและแจ้งจำนวนภาษีอากรไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร ในกรณีนี้ห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมิน แต่ในกรณีส่งหมายโดยวิธีหนึ่งวิธีใดดังบัญญัติไว้ในมาตรา ๘ วรรค ๒ และ ๓ นั้น ถ้าภายในกำหนด ๑๕ วันนับแต่วันส่งหมาย ผู้อุทธรณ์แสดงให้เป็นที่พอใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้รับอุทธรณ์ได้ว่ามีเหตุสุดวิสัยกระทำให้ไม่ทราบการส่งหมาย ก็ให้มีสิทธิอุทธรณ์ได้

มาตรา ๒๖

มาตรา ๒๖ เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในลักษณะนี้ ในการประเมินตามมาตรา ๒๔ หรือมาตรา ๒๕ ผู้ต้องเสียภาษีอากรอาจต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มขึ้นอีก ๒ เท่าจำนวนเงินภาษีอากร เงินนี้ให้ถือเป็นค่าภาษีอากร

มาตรา ๒๗

มาตรา ๒๗ เงินภาษีอากรที่บุคคลใดจะต้องเสียหรือนำส่งตามบทบัญญัติในหมวดต่าง ๆ แห่งลักษณะนี้เกี่ยวแก่ภาษีอากรประเมิน ต้องเสียหรือนำส่งภายในเวลาตามแต่จะมีบทบัญญัติในหมวดนั้น ๆ กำหนดไว้ ส่วนเงินภาษีอากรที่อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินแจ้งให้เสีย ถ้าไม่มีบทบัญญัติในหมวดต่าง ๆ ที่กล่าวแล้วกำหนดเวลาไว้เป็นอย่างอื่นก็ต้องเสียภายในเวลา ๓๐ วันนับแต่วันได้รับแจ้งจำนวน ถ้าไม่เสียหรือนำส่งภายในกำหนดที่ว่ามานี้ ให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ ๒๐ แห่งเงินภาษีอากรที่ต้องเสียหรือนำส่งนั้น เงินเพิ่มนี้ให้ถือเป็นค่าภาษีอากร ส่วน ๒ การอุทธรณ์

มาตรา ๒๘

มาตรา ๒๘ การอุทธรณ์นั้น ให้อุทธรณ์ตามแบบที่อธิบดีกำหนด

มาตรา ๒๙

มาตรา ๒๙ ในการอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรที่อำเภอมีหน้าที่ประเมิน ให้อุทธรณ์ได้ตามเกณฑ์และวิธีการ ดังต่อไปนี้ (๑) ให้อุทธรณ์การประเมินของอำเภอต่อเจ้าพนักงานประเมินภายในกำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน (๒) เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา ๒๑ หรือมาตรา ๒๕ ให้อุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินต่อข้าหลวงประจำจังหวัดภายในกำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ หรือรับแจ้งการประเมินมาตรา ๒๐ หรือมาตรา ๒๔ (๓) เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา ๓๓ ให้อุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของข้าหลวงประจำจังหวัดต่อศาลภายในกำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์

มาตรา ๓๐

มาตรา ๓๐ ในการอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรที่อำเภอไม่มีหน้าที่ประเมิน ให้อุทธรณ์ได้ตามเกณฑ์และวิธีการ ดังต่อไปนี้ (๑) เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา ๒๑ หรือมาตรา ๒๕ ให้อุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินต่ออธิบดี หรือข้าหลวงประจำจังหวัดตามที่กำหนดในกฎกระทรวงภายในกำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมินตามมาตรา ๑๕ มาตรา ๒๐ หรือมาตรา ๒๔ (๒) เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา ๓๓ ให้อุทธรณ์คำวินิจฉัยของอธิบดีหรือข้าหลวงประจำจังหวัดต่อศาลภายในกำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์

มาตรา ๓๑

มาตรา ๓๑ การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษีอากร เว้นแต่กรณีอุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา ๒๐ กรณีอุทธรณ์การประเมินตามมาตรา ๒๐ ผู้อุทธรณ์ต้องเสียภาษีอากรตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ภายในกำหนด ๓๐ วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ถ้าไม่เสียภายในกำหนดนี้ ให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ ๒๐ แห่งเงินภาษีอากรที่ต้องเสีย เงินนี้ให้ถือเป็นค่าภาษีอากร

มาตรา ๓๒

มาตรา ๓๒ เพื่อการวินิจฉัยอุทธรณ์ เจ้าพนักงานประเมิน ข้าหลวงประจำจังหวัด หรืออธิบดี มีอำนาจออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวน ออกหมายเรียกพยาน กับสั่งให้ผู้อุทธรณ์หรือพยานนั้นนำสมุดบัญชีหรือพยานหลักฐานอย่างอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ๑๐ วัน นับแต่วันส่งหมาย

มาตรา ๓๓

มาตรา ๓๓ ผู้อุทธรณ์คนใดไม่ปฏิบัติตามหมายหรือคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมิน ข้าหลวงประจำจังหวัดหรืออธิบดีตามมาตรา ๓๒ หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถาม ผู้นั้นหมดสิทธิที่จะอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อไป

มาตรา ๓๔

มาตรา ๓๔ คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของเจ้าพนักงานประเมิน ข้าหลวงประจำจังหวัด หรืออธิบดี ให้แจ้งไปยังผู้อุทธรณ์เป็นหนังสือ ส่วน ๓ บทกำหนดโทษ

มาตรา ๓๕

มาตรา ๓๕ ผู้ใดฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา ๑๗หรือมาตรา ๕๑ เว้นแต่จะแสดงว่าได้มีเหตุสุดวิสัยผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท

มาตรา ๓๖

มาตรา ๓๖ ผู้ใดโดยรู้อยู่แล้วหรือจงใจไม่ปฏิบัติตามหมายหรือคำสั่งของอำเภอ เจ้าพนักงานประเมิน ข้าหลวงประจำจังหวัด หรืออธิบดี ที่ออกตามมาตรา ๑๙ มาตรา ๒๓ หรือมาตรา ๓๒ หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถาม ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ๕๐๐ บาท

มาตรา ๓๗

มาตรา ๓๗ ผู้ใด (๑) โดยรู้อยู่แล้วหรือจงใจแจ้งข้อความเท็จ หรือให้ถ้อยเท็จ หรือตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จหรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดงเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรตามลักษณะนี้ หรือ (๒) โดยความเท็จ โดยเจตนาละเลยโดยฉ้อโกงหรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใดทำนองเดียวกัน หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ ส่วน ๑ ข้อความทั่วไป

回 ประมวลรัษฎากร 全文

本頁條文逐字來自該國官方公開資料,出處見署名列。

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).