附則
พระราชบัญญัติ ให้ใช้บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร พุทธศักราช ๒๔๘๑
ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (ตามประกาศประธานสภาผู้แทนราษฎร ลงวันที่ ๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๘๐) อาทิตย์ทิพอาภา พล.อ. เจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน ตราไว้ ณ วันที่ ๓๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๘๑ เป็นปีที่ ๕ ในรัชกาลปัจจุบัน
โดยที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติว่า สมควรตราประมวลรัษฎากรเพื่อปรับปรุงการรัษฎากรตามหลักความเป็นธรรมแก่สังคม จึงมีพระราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาผู้แทนราษฎร ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้ให้เรียกว่า “พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร พุทธศักราช ๒๔๘๑”
มาตรา ๒ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้ตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๘๒ เป็นต้นไป
มาตรา ๓ ให้ใช้ประมวลรัษฎากรตามที่ตราไว้ต่อท้ายพระราชบัญญัตินี้เป็นกฎหมายตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๘๒ เป็นต่อไป เว้นแต่บทบัญญัติในลักษณะ ๒ หมวด ๖ ว่าด้วยอากรแสตมป์นั้น ให้ใช้เป็นกฎหมายตั้งแต่วันที่ ๑ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๒ เป็นต้นไป
มาตรา ๔ นับแต่วันใช้พระราชบัญญัตินี้ ให้ยกเลิก (๑) พระราชบัญญัติเงินรัชชูปการ พุทธศักราช ๒๔๖๘ (๒) พระราชบัญญัติลักษณะเก็บเงินค่านา ร.ศ. ๑๑๙ (๓) พระราชบัญญัติลักษณะการเก็บภาษีค่าที่ไร่อ้อย พุทธศักราช ๒๔๖๔ (๔) พระราชบัญญัติเปลี่ยนวิธีเก็บภาษียา ร.ศ. ๑๑๙ (๕)
ประกาศพระราชทานยกเงินอากรสวนใหญ่ค้างเก่าและเดินสำรวจต้นผลไม้ใหม่ สำหรับเก็บเงินอากรสวนใหญ่ รัตนโกสินทรศก ๑๓๐ (๖) พระราชบัญญัติภาษีเงินได้ พุทธศักราช ๒๔๗๕ (๗) พระราชบัญญัติภาษีการค้า พุทธศักราช ๒๔๗๕ (๘) พระราชบัญญัติภาษีการธนาคารและการประกันภัย พุทธศักราช ๒๔๗๖ (๙) บรรดาพิกัดอัตรา ข้อบังคับ กฎ ประกาศ
และบทกฎหมายอื่น ซึ่งออกเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมหรือดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าวข้างต้น และนับตั้งแต่วันใช้บทบัญญัติในลักษณะ ๒ หมวด ๖ แห่งประมวลรัษฎากรว่าด้วยอากรแสตมป์ ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติอากรแสตมป์ พุทธศักราช ๒๔๗๕ กับบรรดาพิกัดอัตรา ข้อบังคับ กฎและบทกฎหมายอื่น
ซึ่งออกเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมหรือดำเนินการตามระราชบัญญัตินั้น
มาตรา ๕ บรรดาพระราชบัญญัติ ประกาศ พิกัดอัตรา ข้อบังคับ กฎและบทกฎหมายที่ให้ยกเลิกตามความในมาตรา ๔ วรรคแรกนั้น ยังคงให้ใช้บังคับได้ในการเก็บภาษีอากรจำนวนพุทธศักราชต่าง ๆ ก่อนใช้ประมวลรัษฎากร ส่วนพระราชบัญญัติ พิกัดอัตรา ข้อบังคับ กฎและบทกฎหมายที่ให้ยกเลิกตามความในมาตรา ๔ วรรคสุดท้าย
ก็ยังคงให้ใช้บังคับได้ในการเก็บอากรที่จะพึงเรียกเก็บได้ก่อนใช้บทบัญญัติในลักษณะ ๒ หมวด ๖ แห่งประมวลรัษฎากรว่าด้วยอากรแสตมป์
มาตรา ๖ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีหน้าที่รักษาการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี
ประมวลรัษฎากร
มาตรา ๑ กฎหมายนี้ให้เรียกว่า “ประมวลรัษฎากร”
มาตรา ๒ ในประมวลรัษฎากรนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้มีหน้าที่รักษาการตามประมวลรัษฎากรนี้ “อธิบดี” หมายความว่า อธิบดีหัวหน้ากรมในกระทรวงการคลัง ซึ่งควบคุมการเก็บรัษฎากรประเภทต่าง ๆ ดังกำหนดไว้ในประมวลรัษฎากรนี้ และหมายความรวมถึงผู้ทำการแทนด้วย
“ข้าหลวงประจำจังหวัด” หมายความว่า ข้าหลวงประจำจังหวัดปกครองท้องที่ และหมายความรวมถึงผู้ทำการแทนด้วย “อำเภอ” หมายความว่า กรมการอำเภอปกครองท้องที่ “นายอำเภอ” หมายความว่า นายอำเภอหรือปลัดกิ่งประจำท้องที่ และหมายความรวมถึงผู้ทำการแทนด้วย “ที่ว่าการอำเภอ” หมายความว่า
ที่ว่าการอำเภอหรือกิ่งอำเภอประจำท้องที่
มาตรา ๓ บรรดารัษฎากรประเภทต่าง ๆซึ่งเรียกเก็บตามประมวลรัษฎากรนี้ จะตราพระราชกฤษฎีกาเพื่อการต่อไปนี้ก็ได้ (๑)ลดอัตราเพื่อให้เหมาะสมกับเหตุการณ์หรือสภาพของบางท้องที่ (๒)ยกเว้นแก่บุคคลหรือองค์การระหว่างประเทศตามข้อผูกพันที่ประเทศไทยมีอยู่ต่อองค์การสหประชาชาติหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือตามสัญญา
หรือตามหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติต่อกันกับนานาประเทศ การลดหรือยกเว้นตาม (๑) และ (๒)นั้น จะตราพระราชกฤษฎีกายกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงก็ได้
มาตรา ๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามประมวลรัษฎากรนี้และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวง (๑) แต่งตั้งเจ้าพนักงาน (๒) ให้ใช้หรือให้ยกเลิกแสตมป์โดยกำหนดให้นำมาแลกเปลี่ยนกับแสตมป์ที่ใช้ได้ภายในเวลาและเงื่อนไขที่กำหนดแต่ต้องให้เวลาไม่น้อยกว่าหกสิบวัน (๓) กำหนดส่วนลดและกิจการอื่น
ๆเพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามบทแห่งประมวลรัษฎากรนี้ กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
ลักษณะ ๒ ภาษีอากรฝ่ายสรรพากร
มาตรา ๕ ภาษีอากรซึ่งบัญญัติไว้ในลักษณะนี้ ให้อยู่ในอำนาจหน้าที่และการควบคุมของกรมสรรพากร
มาตรา ๖ ในกรณีทั้งปวงซึ่งคณะบุคคลเป็นผู้มีหน้าที่และคณะนั้นมิใช่นิติบุคคล ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการคณะนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ
มาตรา ๗ บรรดารายการ รายงาน หรือเอกสารอื่น ซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลต้องทำยื่นนั้น ให้กรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้จัดการเป็นผู้ลงลายมือชื่อ
มาตรา ๘ หมายเรียก หรือหนังสืออื่น ซึ่งมีถึงบุคคลใดตามลักษณะนี้ จะให้นำไปส่งในเวลากลางวันระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก หรือจะส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนก็ได้ ถ้าให้นำไปส่ง เมื่อผู้ส่งไม่พบผู้รับ จะส่งให้แก่บุคคลใดซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว และอยู่ในบ้านหรือสำนักงานของผู้รับก็ได้
ถ้าไม่สามารถจะส่งหมายหรือหนังสืออื่นตามวิธีดังกล่าวข้างต้น จะส่งโดยวิธีปิดหมายหรือหนังสือในที่ซึ่งเห็นได้ถนัดที่ประตูบ้านหรือสำนักงานของผู้รับ หรือโฆษณาในหนังสือพิมพ์ท้องที่ก็ได้ เมื่อได้ส่งหมายหรือหนังสืออื่นตามวิธีดังกล่าวข้างต้น ให้ถือว่าเป็นอันได้รับแล้ว
มาตรา ๙ เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นถ้าจำเป็นต้องคำนวนเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยเพื่อปฏิบัติการตามลักษณะนี้ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งกระทรวงการคลังประกาศเป็นคราว ๆ
มาตรา ๑๐ เจ้าพนักงานผู้ใดโดยหน้าที่ราชการตามลักษณะนี้ ได้รู้เรื่องกิจการของผู้เสียภาษีอากร หรือของผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง ห้ามมิให้นำออกแจ้งแก่ผู้ใด หรือยังให้ทราบกันไปโดยวิธีใด เว้นแต่จะมีอำนาจที่จะทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย
มาตรา ๑๑ เว้นแต่จะมีบทบัญญัติหรืออธิบดีจะสั่งเป็นอย่างอื่น ให้นำเงินภาษีอากรไปเสีย ณ ที่ว่าการอำเภอ และการเสียภาษีอากรนั้นให้ถือว่าเป็นการสมบูรณ์เมื่อได้รับใบเสร็จรับเงินซึ่งนายอำเภอได้ลงลายมือชื่อรับเงินแล้ว
มาตรา ๑๑ ทวิ ถ้าผู้เสียภาษีอากรต้องการขอใบแทนใบเสร็จที่เจ้าพนักงานได้ออกให้ไปแล้ว ให้ขอรับได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ โดยเสียค่าธรรมเนียมฉบับละ ๕๐ สตางค์
มาตรา ๑๒ ภาษีอากรซึ่งต้องเสียตามลักษณะนี้ ถ้าเมื่อถึงกำหนดชำระแล้วมิได้เสีย ให้ถือเป็นภาษีอากรค้าง เพื่อให้ได้รับชำระค่าภาษีอากรค้าง ให้เป็นอำนาจของข้าหลวงประจำจังหวัด หรือนายอำเภอโดยเฉพาะที่จะสั่งยึดและสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากร โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่ง
แต่สำหรับนายอำเภอนั้น จะใช้อำนาจสั่งขายทอดตลาดได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากข้าหลวงประจำจังหวัด วิธีการยึดและขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าวในวรรคก่อน ให้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยอนุโลม เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดดังกล่าวแล้ว ให้หักค่าธรรมเนียมกับค่าใช้จ่ายในการยึดและขาย
และเงินภาษีอากรค้าง ถ้ามีเงินเหลือ ให้คืนให้แก่เจ้าของทรัพย์สิน
มาตรา ๑๓ เจ้าพนักงานผู้ใดฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา ๑๐ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ๕๐๐ บาท หรือจำคุกไม่เกิน ๖ เดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ
หมวด ๒ วิธีการเกี่ยวแก่ภาษีอากรประเมิน
มาตรา ๑๔ ภาษีอากรประเมิน คือที่มีระบุไว้ในหมวดนั้น ๆ ว่าเป็นภาษีอากรประเมิน
มาตรา ๑๕ ให้ใช้บทบัญญัติในหมวดนี้บังคับแก่การภาษีอากรประเมินทุกประเภท
มาตรา ๑๖ เจ้าพนักงานประเมิน หมายความว่า เจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง
ส่วน ๑ การยื่นรายการและการเสียภาษีอากร
มาตรา ๑๗ การยื่นรายการ ให้ยื่นภายในเวลาที่กำหนดไว้ในหมวดว่าด้วยภาษีอากรต่าง ๆ และตามแบบแสดงรายการที่อธิบดีกำหนด ถ้าอธิบดีต้องการรายงานประจำปี หรือบัญชีงบดุล หรือบัญชีอื่น ๆ ประกอบแบบแสดงรายการใด ก็ให้สั่งเรียกได้ กับให้อธิบดีมีอำนาจสั่งผู้ต้องเสียภาษีอากรให้มีสมุดบัญชีพิเศษ
และให้กรอกข้อความที่ต้องการลงในสมุดบัญชีนั้นได้ เพื่อสะดวกแก่การคำนวณเงินภาษีอากรที่ต้องเสียตามลักษณะนี้ เมื่ออธิบดีมีคำสั่งตามที่ว่ามานี้ ผู้ยื่นรายการหรือผู้ต้องเสียภาษีอากรต้องปฏิบัติตาม
เพื่อประโยชน์แห่งการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรในกรณีสั่งบุคคลเป็นการทั่วไปให้มีบัญชีพิเศษและให้กรอกข้อความที่ต้องการลงในบัญชีนั้นให้อธิบดีมีอำนาจสั่งได้เมื่อได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรีแล้วคำสั่งเช่นว่านี้ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และให้บุคคลดังกล่าวปฏิบัติตาม
มาตรา ๑๘ รายการที่ยื่นเพื่อเสียภาษีอากรนั้น ให้อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินเป็นผู้ประเมินตามที่กำหนดไว้ในหมวดภาษีอากรนั้น ๆ และเมื่อได้ประเมินแล้ว ให้แจ้งจำนวนภาษีอากรที่ประเมินไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร ในกรณีนี้ จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้
ในกรณีที่ผู้ต้องเสียภาษีอากรถึงแก่ความตายเสียก่อนได้รับแจ้งจำนวนภาษีอากรที่ประเมิน ให้อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินแจ้งจำนวนภาษีอากรที่ประเมินไปยังผู้จัดการมรดกหรือไปยังทายาทหรือผู้อื่นที่ครอบครองทรัพย์มรดก แล้วแต่กรณี ถ้าเมื่อประเมินแล้ว ไม่ต้องเรียกเก็บหรือเรียกคืนภาษีอากร
การแจ้งจำนวนภาษีอากรเป็นอันงดไม่ต้องกระทำ แต่อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินยังคงดำเนินการตามมาตรา ๑๙ มาตรา ๒๐ และมาตรา ๒๑ ได้
มาตรา ๑๙
เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในลักษณะนี้ถ้าภายในเวลาห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการแล้วเจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ใดแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกตัวผู้ยื่นรายการนั้นมาไต่สวนและออกหมายเรียกพยานกับสั่งให้ผู้ยื่นรายการ
หรือพยานนั้นนำบัญชีหรือพยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันส่งหมาย
มาตรา ๒๐ เมื่อได้จัดการตามมาตรา ๑๙และทราบข้อความแล้ว เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจที่จะแก้จำนวนเงินที่ประเมินหรือที่ยื่นรายการไว้เดิมโดยอาศัยพยานหลักฐานที่ปรากฏและแจ้งจำนวนเงินที่ต้องชำระอีกไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้
มาตรา ๒๑ ถ้าผู้ต้องเสียภาษีอากรไม่ปฏิบัติตามหมายหรือคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา ๑๙ หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถาม เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเงินภาษีอากรตามที่รู้เห็นว่าถูกต้อง และแจ้งจำนวนเงินซึ่งต้องชำระอีกไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร ในกรณีนี้ ห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมิน
แต่ในกรณีส่งหมายโดยวิธีหนึ่งวิธีใดดังบัญญัติไว้ในมาตรา ๘ วรรค ๒ และ ๓ นั้น ถ้าภายในกำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันส่งหมาย ผู้อุทธรณ์แสดงให้เป็นที่พอใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้รับอุทธรณ์ได้ว่า มีเหตุสุดวิสัยกระทำให้ไม่ทราบการส่งหมาย ก็ให้มีสิทธิอุทธรณ์ได้
มาตรา ๒๒ ในการประเมินตามมาตรา ๒๐ หรือมาตรา ๒๑ ผู้ต้องเสียภาษีอากรอาจต้องรับผิดเสียเสียเงินอีกร้อยละ ๒๐ แห่งเงินภาษีอากรที่เพิ่มขึ้น เงินนี้ให้ถือเป็นค่าภาษีอากร
มาตรา ๒๓ ผู้ใดไม่ยื่นรายการให้อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมิน แล้วแต่กรณี มีอำนาจออกหมายเรียกตัวผู้นั้นมาไต่สวนและออกหมายเรียกพยานกับสั่งให้ผู้ที่ไม่ยื่นรายการหรือพยานนั้นนำบัญชีหรือพยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันส่งหมาย
มาตรา ๒๔ เมื่อได้จัดการตามมาตรา ๒๓ และทราบข้อความแล้ว อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมิน แล้วแต่กรณี มีอำนาจประเมินเงินภาษีอากร และแจ้งจำนวนภาษีอากรที่ต้องชำระไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้
มาตรา ๒๕ ถ้าผู้ได้รับหมายหรือคำสั่งของอำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมิน แล้วแต่กรณี ไม่ปฏิบัติตามหมายหรือคำสั่งของอำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา ๒๓ หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถาม อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเงินภาษีอากรตามที่รู้เห็นว่าถูกต้องและแจ้งจำนวนภาษีอากรไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร
ในกรณีนี้ห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมิน แต่ในกรณีส่งหมายโดยวิธีหนึ่งวิธีใดดังบัญญัติไว้ในมาตรา ๘ วรรค ๒ และ ๓ นั้น ถ้าภายในกำหนด ๑๕ วันนับแต่วันส่งหมาย ผู้อุทธรณ์แสดงให้เป็นที่พอใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้รับอุทธรณ์ได้ว่ามีเหตุสุดวิสัยกระทำให้ไม่ทราบการส่งหมาย ก็ให้มีสิทธิอุทธรณ์ได้
มาตรา ๒๖ เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในลักษณะนี้ ในการประเมินตามมาตรา ๒๔ หรือมาตรา ๒๕ ผู้ต้องเสียภาษีอากรอาจต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มขึ้นอีก ๒ เท่าจำนวนเงินภาษีอากร เงินนี้ให้ถือเป็นค่าภาษีอากร
มาตรา ๒๗ เงินภาษีอากรที่บุคคลใดจะต้องเสียหรือนำส่งตามบทบัญญัติในหมวดต่าง ๆ แห่งลักษณะนี้เกี่ยวแก่ภาษีอากรประเมิน ต้องเสียหรือนำส่งภายในเวลาตามแต่จะมีบทบัญญัติในหมวดนั้น ๆ กำหนดไว้ ส่วนเงินภาษีอากรที่อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินแจ้งให้เสีย ถ้าไม่มีบทบัญญัติในหมวดต่าง ๆ
ที่กล่าวแล้วกำหนดเวลาไว้เป็นอย่างอื่นก็ต้องเสียภายในเวลา ๓๐ วันนับแต่วันได้รับแจ้งจำนวน ถ้าไม่เสียหรือนำส่งภายในกำหนดที่ว่ามานี้ ให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ ๒๐ แห่งเงินภาษีอากรที่ต้องเสียหรือนำส่งนั้น เงินเพิ่มนี้ให้ถือเป็นค่าภาษีอากร
ส่วน ๒ การอุทธรณ์
มาตรา ๒๘ การอุทธรณ์นั้น ให้อุทธรณ์ตามแบบที่อธิบดีกำหนด
มาตรา ๒๙ ในการอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรที่อำเภอมีหน้าที่ประเมิน ให้อุทธรณ์ได้ตามเกณฑ์และวิธีการ ดังต่อไปนี้ (๑) ให้อุทธรณ์การประเมินของอำเภอต่อเจ้าพนักงานประเมินภายในกำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน (๒) เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา ๒๑ หรือมาตรา ๒๕
ให้อุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินต่อข้าหลวงประจำจังหวัดภายในกำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ หรือรับแจ้งการประเมินมาตรา ๒๐ หรือมาตรา ๒๔ (๓) เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา ๓๓ ให้อุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของข้าหลวงประจำจังหวัดต่อศาลภายในกำหนด ๑๕ วัน
นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์
มาตรา ๓๐ ในการอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรที่อำเภอไม่มีหน้าที่ประเมิน ให้อุทธรณ์ได้ตามเกณฑ์และวิธีการ ดังต่อไปนี้ (๑) เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา ๒๑ หรือมาตรา ๒๕ ให้อุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินต่ออธิบดี หรือข้าหลวงประจำจังหวัดตามที่กำหนดในกฎกระทรวงภายในกำหนด ๑๕ วัน
นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมินตามมาตรา ๑๕ มาตรา ๒๐ หรือมาตรา ๒๔ (๒) เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา ๓๓ ให้อุทธรณ์คำวินิจฉัยของอธิบดีหรือข้าหลวงประจำจังหวัดต่อศาลภายในกำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์
มาตรา ๓๑ การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษีอากร เว้นแต่กรณีอุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา ๒๐ กรณีอุทธรณ์การประเมินตามมาตรา ๒๐ ผู้อุทธรณ์ต้องเสียภาษีอากรตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ภายในกำหนด ๓๐ วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ถ้าไม่เสียภายในกำหนดนี้ ให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ ๒๐
แห่งเงินภาษีอากรที่ต้องเสีย เงินนี้ให้ถือเป็นค่าภาษีอากร
มาตรา ๓๒ เพื่อการวินิจฉัยอุทธรณ์ เจ้าพนักงานประเมิน ข้าหลวงประจำจังหวัด หรืออธิบดี มีอำนาจออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวน ออกหมายเรียกพยาน กับสั่งให้ผู้อุทธรณ์หรือพยานนั้นนำสมุดบัญชีหรือพยานหลักฐานอย่างอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ๑๐ วัน นับแต่วันส่งหมาย
มาตรา ๓๓ ผู้อุทธรณ์คนใดไม่ปฏิบัติตามหมายหรือคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมิน ข้าหลวงประจำจังหวัดหรืออธิบดีตามมาตรา ๓๒ หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถาม ผู้นั้นหมดสิทธิที่จะอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อไป
มาตรา ๓๔ คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของเจ้าพนักงานประเมิน ข้าหลวงประจำจังหวัด หรืออธิบดี ให้แจ้งไปยังผู้อุทธรณ์เป็นหนังสือ
ส่วน ๓ บทกำหนดโทษ
มาตรา ๓๕ ผู้ใดฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา ๑๗หรือมาตรา ๕๑ เว้นแต่จะแสดงว่าได้มีเหตุสุดวิสัยผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท
มาตรา ๓๖ ผู้ใดโดยรู้อยู่แล้วหรือจงใจไม่ปฏิบัติตามหมายหรือคำสั่งของอำเภอ เจ้าพนักงานประเมิน ข้าหลวงประจำจังหวัด หรืออธิบดี ที่ออกตามมาตรา ๑๙ มาตรา ๒๓ หรือมาตรา ๓๒ หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถาม ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ๕๐๐ บาท
มาตรา ๓๗ ผู้ใด (๑) โดยรู้อยู่แล้วหรือจงใจแจ้งข้อความเท็จ หรือให้ถ้อยเท็จ หรือตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จหรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดงเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรตามลักษณะนี้ หรือ (๒) โดยความเท็จ โดยเจตนาละเลยโดยฉ้อโกงหรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใดทำนองเดียวกัน
หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ
ส่วน ๑ ข้อความทั่วไป
มาตรา ๓๘ ภาษีเงินได้นี้อยู่ในประเภทภาษีอากรประเมิน และให้เจ้าพนักงานประเมินเป็นผู้ประเมินเกี่ยวกับภาษีในหมวดนี้
มาตรา ๓๙ ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น “เงินได้สุทธิ” หมายความว่าเงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดนี้ เงินได้ที่กล่าวนี้ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน “ปีภาษี” หมายความว่า ปีปฏิทิน “ภาษีปกติ” หมายความว่า
ภาษีเก็บจากเงินได้ในอัตราภาษีปกติ “ภาษีเสริม” หมายความว่า ภาษีเก็บจากเงินได้ในอัตราภาษีเสริม “ภาษีเงินได้” หมายความว่า ภาษีปกติ หรือภาษีเสริม หรือทั้งสองอย่างรวมกัน
ส่วน ๒ การเก็บภาษีจากบุคคลธรรมดา
มาตรา ๔๐ เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทต่อไปนี้ (๑) เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยมิต้องเสียค่าเช่าหรือประโยชน์เพิ่มอย่างอื่น ซึ่งนายจ้างจ่าย หรือให้แก่ลูกจ้างของตนเป็นค่าจ้างแรงงาน (๒) เบี้ยประชุมกรรมการ บำเหน็จกรรมการ โบนัสกรรมการ
ค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า หรือเงินที่ได้เนื่องจากหน้าที่ตำแหน่งงานอย่างอื่นที่ทำนอกจากที่ระบุไว้ในอนุมาตราอื่น หรือประโยชน์อย่างอื่นซึ่งได้รับเพิ่มขึ้น (๓) เงินปีพระบรมวงศานุวงศ์ เงินได้มีลักษณะเป็นเงินรายปีอันได้มาจากพินัยกรรม นิติกรรมอย่างอื่น หรือคำพิพากษาของศาล
และเงินที่ได้รับเป็นส่วนแบ่งหรือส่วนแจกของผลกำไรหรือดอกเบี้ย จากเงินทุนหรือทรัพย์สินอันเป็นทรัสต์ (๔) เงินได้ที่เป็น (ก) ดอกเบี้ยจากพันธบัตรหุ้นกู้ เงินกู้ยืม จำนำ จำนอง หรือจากเงินฝาก (ข) เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
(ค)เงินโบนัสที่จ่ายแก่ผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ง)เงินลดทุนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเฉพาะส่วนที่จ่ายไม่เกินกว่ากำไรและเงินที่กันไว้รวมกัน (จ)เงินเพิ่มทุนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งจากกำไรที่ได้มาหรือเงินที่กันไว้
(ฉ)ผลประโยชน์ที่ได้จากการที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลควบเข้ากัน หรือการรับช่วงกันหรือการเลิกกัน ซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินทุน ความใน (ก) นี้มิให้ใช้บังคับแก่ดอกเบี้ยจากพันธบัตรของรัฐบาลไทยจากเงินฝากธนาคารออมสินและจากเงินฝากธนาคารเฉพาะส่วนที่ไม่เกินอัตราดอกเบี้ยของธนาคารออมสิน (๕)
เงินได้เนื่องในการให้เช่าทรัพย์สิน รวมทั้งประโยชน์อย่างอื่นที่ให้กันแทนเงินเนื่องในการให้เช่านั้น (๖) เงินได้จากวิชาชีพอิสระ คือวิชากฎหมาย การประกอบโรคศิลปะ วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การบัญชี หรือวิชาชีพอิสระอื่น ซึ่งจะได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดชนิดไว้ (๗) เงินได้จากการรับเหมาทำการโยธา เช่น การรับเหมาทำทาง
ชลประทาน ประปา ปลูกสร้างโรงเรือน และการก่อสร้างอย่างอื่น ๆ (๘) เงินได้จากอาชีพอื่น ๆ เช่น การเกษตร การพาณิชย์ การขนส่ง การหัตถกรรม การศิลปกรรม การช่างฝีมือ และการอุตสาหกรรมอื่น ๆ ตามที่จะได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดชนิดไว้ วรรคสอง (ยกเลิก)
มาตรา ๔๑ ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา๔๐ ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทยหรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ
ผู้อยู่ในประเทศไทยมีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในต่างประเทศหรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ ต้องเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติในส่วนนี้เมื่อนำเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย
ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะรวมเวลาทั้งหมดถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวันในปีภาษีปีใดให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย
มาตรา ๔๒ เงินได้ในลักษณะดังจะกล่าวต่อไปนี้ไม่ต้องรวมคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๑) และ (๒) คือ (๑) เบี้ยทดแทนรายจ่ายพิเศษหรือประโยชน์เพิ่มอันจ่ายโดยสุจริตเป็นโสหุ้ยอันระบุเฉพาะ ซึ่งผู้รับตำแหน่งหน้าที่งานหรือลูกจ้างต้องจ่ายในการปฏิบัติการตามหน้าที่และจ่ายทั้งหมดในการนั้น
และโดยจำเป็นแก่การนั้น รวมทั้งเบี้ยทดแทนรายจ่ายหรือประโยชน์เพิ่มในลักษณะดังว่ามานี้ ซึ่งรัฐบาลกำหนดไว้ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยอัตราค่าพาหนะและเบี้ยเลี้ยงเดินทาง (๒) เงินค่าเดินทางซึ่งนายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างและจ่ายทั้งหมดโดยจำเป็นเพื่อการเดินทางจากต่างถิ่นในการเข้ารับงานเป็นครั้งแรก
หรือในการกลับถิ่นเดิม เมื่อการจ้างได้สิ้นสุดลงแล้ว (๓) ในกรณีที่นายจ้างและลูกจ้างได้ทำสัญญากันโดยสุจริตก่อนใช้พระราชบัญญัติภาษีเงินได้ พุทธศักราช ๒๔๗๕ มีข้อกำหนดว่านายจ้างจะชำระเงินบำเหน็จ เงินค่าธรรมเนียม เงินค่านายหน้า หรือเงินโบนัส ให้แก่ลูกจ้างเป็นจำนวนเดียว เมื่อการงานที่จ้างได้สิ้นสุดลงแล้ว
แม้เงินเต็มจำนวนนั้นจะได้ชำระภายหลังที่ใช้บทบัญญัติในส่วนนี้ก็ดี เงินบำเหน็จ เงินค่าธรรมเนียม เงินค่านายหน้า หรือเงินโบนัส ส่วนที่เป็นค่าจ้างแรงงานอันได้ทำในเวลาก่อนใช้พระราชบัญญัติภาษีเงินได้ พุทธศักราช ๒๔๗๕ นั้น ไม่ต้องรวมคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมิน (๔) เงินเพิ่มพิเศษประจำตำแหน่ง
และเงินค่าเช่าบ้าน หรือบ้านที่ให้อยู่โดยไม่ต้องเสียค่าเช่าสำหรับข้าราชการสถานทูต หรือสถานกงสุลไทยในต่างประเทศ
มาตรา ๔๓ เงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๕) ยอมให้หักค่าใช้จ่ายดังต่อไปนี้ (๑) ถ้าเป็นบ้าน โรงเรือนสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นหรือแพ ยอมให้หัก (ก)ค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ ๒๐ สำหรับชดเชยค่าเช่าที่ดิน เบี้ยประกันภัยค่าซ่อมแซม และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ (ข) ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินหรือภาษีเรือ โรงร้าน ตึก แพ
ตามอัตราที่ระบุไว้ในกฎหมายนั้น ๆในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว และ (ค) ดอกเบี้ยจำนองสำหรับทรัพย์สินนั้นเท่าที่จ่ายจริง (๒) ถ้าเป็นที่ดินใช้ในการเกษตรกรรมยอมให้หัก (ก) ค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ ๑๐ สำหรับชดเชยค่าบำรุงที่ดินและค่าเช่าที่ดิน<o:p> (ข)เงินช่วยบำรุงท้องที่ตามที่ได้ชำระไปในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว และ
(ค) ดอกเบี้ยจำนองสำหรับทรัพย์สินนั้นเท่าที่จ่ายจริง (๓) ถ้าเป็นที่ดินที่มิได้ใช้ในการเกษตรกรรม ยอมให้หักดอกเบี้ยจำนองสำหรับทรัพย์สินนั้นเท่าที่จ่ายจริง (๔) ถ้าเป็นทรัพย์สินที่อาจจำนองได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นอกจากที่กล่าวมาแล้วใน (๑) (๒) และ (๓) ยอมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ ๑๐
สำหรับชดเชยเบี้ยประกันภัย ค่าซ่อมแซม และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ และยังยอมให้หักดอกเบี้ยจำนองสำหรับทรัพย์สินนั้นเท่าที่จ่ายจริงได้อีกด้วย (๕) ถ้าเป็นทรัพย์สินอย่างอื่นนอกจากที่กล่าวมาแล้วใน (๑) (๒) (๓) และ (๔) ยอมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ ๕ สำหรับชดเชยค่าซ่อมแซม และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
มาตรา ๔๔ เงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๖) ยอมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในกิจการของวิชาชีพอิสระนั้น ๆ ตามที่จะได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดไว้
มาตรา ๔๕ เงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๗) ยอมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ ๙๐ สำหรับชดเชยค่าวัตถุสิ่งของ ค่าแรงงาน และค่าใช้จ่ายที่จำเป็นแก่กิจการรับเหมาทำการโยธา
มาตรา ๔๖ เงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๘) ยอมให้หักค่าใช้จ่ายตามที่จะได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดไว้ให้หักได้สำหรับการอาชีพหรือสาขาของการอาชีพใด เพื่อให้เหมาะสมตามสภาพแห่งท้องที่ ทั้งนี้ ให้เป็นการเหมาไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๗๕ แห่งเงินได้พึงประเมินตามที่จะได้กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกานั้น
มาตรา ๔๗ ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา ๔๘(๒) เงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ เมื่อได้หักตามมาตรา ๔๒ ทวิ ถึงมาตรา ๔๖ แล้วให้ได้ลดหย่อนอีก ดังต่อไปนี้ (๑)ในกรณีที่ผู้ต้องเสียภาษีมีภริยาอยู่ร่วมกันตลอดปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว ซึ่งต้องประเมินเรียกเก็บภาษีเงินได้เสมือนเป็นคนๆ เดียวตามมาตรา ๕๗ ตรี
(ก)ลดหย่อนให้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับส่วนตัวสามีและภริยา ๓,๕๐๐ บาท (ข)ลดหย่อนให้เป็นค่าใช้จ่ายตามมาตรา ๔๒ ทวิ สำหรับส่วนตัวภริยาโดยเฉพาะอีกร้อยละ ๒๐ของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๑) ที่ภริยาได้รับ แต่ต้องไม่เกิน ๑,๕๐๐ บาท (ค)ลดหย่อนให้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ
หรือไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ อันอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูคนละ ๙๐๐ บาท แต่มิให้ลดหย่อนให้สำหรับบุตรที่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตั้งแต่๙๐๐ บาท ขึ้นไป (๒)ในกรณีที่ผู้ต้องเสียภาษีมีสามีหรือภริยาอยู่ร่วมกันบางเวลาในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว (ก)ลดหย่อนให้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับส่วนตัว
๒,๐๐๐ บาท (ข)ลดหย่อนให้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับสามีหรือภริยา ๑,๕๐๐ บาท (ค)ลดหย่อนให้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรือไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถอันอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูคนละ ๙๐๐ บาท แต่มิให้ลดหย่อนให้สำหรับบุตรที่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตั้งแต่๙๐๐ บาท
ขึ้นไป (๓) ในกรณีอื่น (ก)ลดหย่อนให้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับส่วนตัว ๒,๐๐๐ บาท (ข)ลดหย่อนให้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรือไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ อันอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูคนละ ๙๐๐ บาท แต่มิให้ลดหย่อนให้สำหรับบุตรที่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตั้งแต่๙๐๐
บาท ขึ้นไป การลดหย่อนสำหรับบุตรนั้นให้ได้รับตลอดทั้งปีไม่ว่ากรณีที่ได้รับลดหย่อนจะมีอยู่ตลอดปีหรือไม่
มาตรา ๔๘ เงินได้พึงประเมินต้องเสียภาษีเงินได้ดังต่อไปนี้ (๑) เงินได้พึงประเมินเมื่อได้หักตามมาตรา ๔๒ ทวิ ถึงมาตรา ๔๗ แล้ว เหลือเท่าใด เป็นเงินได้สุทธิต้องเสียภาษีในอัตราภาษีปกติ แต่ภาษีที่เรียกเก็บนี้มิให้เกิน ๖ ใน ๑๐ ของจำนวนเงินได้พึงประเมินเฉพาะส่วนที่เกินกว่า๔,๘๐๐ บาท
ในกรณีผู้มีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่๗๕,๐๐๐ บาทขึ้นไป ภาษีที่เรียกเก็บตามความในวรรคก่อนต้องไม่น้อยกว่าพันละ ๑ บาทของยอดเงินได้พึงประเมิน (๒)เงินได้พึงประเมินเมื่อได้หักตามมาตรา ๔๒ ทวิ ถึงมาตรา ๔๖ แล้ว เหลือเท่าใดเป็นเงินได้สุทธิต้องเสียภาษีในอัตราภาษีเสริมเฉพาะจำนวนเงินได้สุทธิส่วนที่เกินกว่า ๑๒,๐๐๐
บาท อัตราภาษีปกติและภาษีเสริมให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวดนี้ ถ้าภาษีเงินได้ที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินแล้วมีจำนวนต่ำกว่า ๑ บาท เป็นอันไม่ต้องเรียกเก็บ
มาตรา ๔๙ เงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐(๕) ซึ่งต้องชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินหรือเงินช่วยบำรุงท้องที่ไม่ต้องเสียภาษีปกติ แต่ต้องเสียภาษีเสริมเมื่อยอดเงินได้สุทธิตามมาตรา ๔๘ (๒) ทั้งหมดมีจำนวนเกินกว่า ๑๒,๐๐๐ บาท
มาตรา ๕๐ ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัทสมาคม หรือคณะบุคคลผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๑) (๒) (๓) (๔)เว้นแต่ดอกเบี้ยเงินกู้ยืม จำนำ จำนองและ (๗) หักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินตามวิธีต่อไปนี้ (๑)สำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๑)
ให้คูณเงินที่จ่ายด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายเพื่อให้ได้จำนวนเงินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี แล้วคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา ๔๘ได้เงินภาษีเท่าใด ให้แบ่งออกเป็นส่วนโดยหารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย เป็นเงินเท่าใดให้หักไว้เท่านั้น เมื่อถึงคราวจ่ายเงินครั้งสุดท้ายในปีหนึ่งๆ ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท
สมาคมหรือคณะบุคคลดังกล่าวแล้วหักเงินครั้งสุดท้ายนั้นไว้โดยเพิ่มหรือลดเงินตามที่จำเป็นเพื่อให้ยอดเงินที่หักในปีนั้นพอดีกับจำนวนภาษีที่ต้องเสียทั้งปี (๒)สำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๒) (๓) และ (๔) ให้คำนวณหักตามอัตราภาษีเงินได้ (๓)สำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๗)
เฉพาะสินจ้างแห่งการรับเหมาทำการโยธามีจำนวนรวมกันตั้งแต่ ๕๐,๐๐๐ บาท ขึ้นไป ให้คำนวณหักตามอัตราภาษีปกติจากเงินได้พึงประเมินที่ได้หักค่าใช้จ่ายตามมาตรา๔๕ แล้ว ได้เงินภาษีเท่าใด ให้หักไว้เท่านั้น
มาตรา ๕๑ เจ้าพนักงานประเมินอาจส่งหนังสือแจ้งความแก่บุคคลห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลให้ยื่นบัญชีจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา๔๐ (๑) (๒) (๓) (๔) และ (๗)หรือพยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องเพื่อตรวจสอบการหักภาษี ณ
ที่จ่ายได้ตามที่เห็นสมควรและผู้ได้รับหนังสือแจ้งความต้องปฏิบัติตามภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งความ
มาตรา ๕๒ บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลซึ่งมีหน้าที่หักภาษีตามมาตรา ๕๐ ต้องนำเงินภาษีไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายใน ๗ วัน นับแต่วันที่จ่ายเงิน
มาตรา ๕๓ ในกรณีที่รัฐบาลเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา๔๐ (๑) และ (๗) ให้เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานผู้จ่ายเงินที่จะตรวจสอบให้แน่ว่าจำนวนเงินภาษีที่จะต้องหักตามมาตรา ๕๐ นั้น ได้คำนวณและจดไว้ในฎีกาเบิกเงินแล้วและให้เป็นหน้าที่ที่จะหักเงินจำนวนนั้นก่อนจ่าย
แต่ถ้ามิได้มีการตั้งฎีกาเบิกเงินก็ให้เจ้าพนักงานผู้จ่ายเงินปฏิบัติการตามมาตรา ๕๐ มาตรา ๕๒ และมาตรา ๕๙ โดยอนุโลม
มาตรา ๕๔ ถ้ามิได้หักและนำเงินภาษีส่งตามจำนวนถูกต้อง ผู้จ่ายเงินตามมาตรา ๕๐ และมาตรา ๕๓ ต้องรับผิดร่วมกันกับบุคคลผู้มีเงินได้ในการเสียภาษีที่ต้องชำระ
มาตรา ๕๕ อำนาจการเก็บเงินภาษีโดยวิธีหักไว้ตามมาตรา ๕๐ และมาตรา ๕๓ มิให้เป็นเหตุเสื่อมสิทธิของเจ้าพนักงานประเมินในการที่จะเรียกเก็บเงินภาษีนั้นโดยวิธีอื่น
มาตรา ๕๖ บุคคลทุกคนเว้นแต่ผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะหรือผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ถ้ามีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกินกว่า ๔,๘๐๐บาท ให้ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้วพร้อมทั้งข้อความอื่น ๆ ภายในเดือนกุมภาพันธ์ทุก
ๆ ปี ตามแบบที่อธิบดีกำหนดต่อเจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง ในกรณีที่คณะบุคคลซึ่งมิใช่นิติบุคคลประกอบกิจการเป็นหุ้นส่วนได้รับเงินได้พึงประเมิน
นอกจากบุคคลซึ่งเป็นหุ้นส่วนต้องยื่นรายการดังกล่าวแล้วให้คณะบุคคลนั้นยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดแสดงรายการเกี่ยวกับหุ้นส่วนและข้อความอื่นอันควรแก่เรื่องภายในเดือนกุมภาพันธ์ทุกๆ ปี ต่อเจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งด้วย
มาตรา ๕๗ ถ้าผู้มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกินกว่า๔,๘๐๐ บาท เป็นผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ หรือเป็นผู้อยู่ในต่างประเทศให้เป็นหน้าที่ของผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล ผู้พิทักษ์
หรือผู้จัดการกิจการอันก่อให้เกิดเงินได้พึงประเมินนั้นแล้วแต่กรณี ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๕๖ และเป็นตัวแทนในการชำระภาษี
มาตรา ๕๗ ทวิ ถ้าผู้มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกินกว่า๔,๘๐๐ บาท ถึงแก่ความตายเสียก่อนที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติตามมาตรา ๕๖หรือก่อนที่ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล หรือผู้พิทักษ์ ได้ปฏิบัติตามมาตรา ๕๗ให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดการมรดกหรือของทายาทหรือผู้อื่นที่ครอบครองทรัพย์มรดก แล้วแต่กรณีปฏิบัติแทน
มาตรา ๕๘ ภายในเดือนมกราคม ทุก ๆ ปี (๑) ให้หัวหน้าส่วนราชการในกระทรวงทบวงกรมและหัวหน้าสาขาส่วนราชการตามท้องที่ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดไปยังเจ้าพนักงานประเมินแสดงรายการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๑) และ (๗)แต่ถ้าอธิบดีเห็นสมควรจะยกเว้นไม่ให้ต้องปฏิบัติก็ได้ (๒) ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน
บริษัทสมาคม หรือคณะบุคคลผู้มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ตามมาตรา ๕๐ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดต่อเจ้าพนักงานประเมิน แสดงรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา๔๐ (๑) (๒) (๔) และ (๗)”
มาตรา ๕๙ พร้อมกับการนำเงินภาษีส่งตามมาตรา ๕๒ ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลอื่นยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด แสดงการหักภาษีเป็นรายตัวผู้มีเงินได้พึงประเมิน
มาตรา ๖๐ เพื่อประโยชน์แห่งการคำนวณยอดเงินได้พึงประเมินของผู้เสียภาษี ให้ถือว่าเงินภาษีที่ได้หักและนำส่งตามมาตรา ๕๐ มาตรา ๕๒ และมาตรา ๕๓ เป็นเงินได้พึงประเมินที่ผู้ต้องเสียภาษีได้รับ ส่วนจำนวนเงินภาษีที่หักและนำส่งไว้นั้น ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษีในยอดเงินได้สุทธิ
มาตรา ๖๑ บุคคลทุกคนซึ่งมีนามในหนังสือสำคัญใด ๆ ว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินอันระบุไว้ในหนังสือสำคัญนั้น ๆ ต้องรับผิดเสียภาษีในยอดเงินได้ทั้งสิ้นจากทรัพย์สินนั้น โดยมิคำนึงว่าจะต้องโอนเงินได้แต่ส่วนใดให้แก่บุคคลอื่นด้วยเหตุใด ๆ หรือไม่ ถ้าต้องโอนให้แก่บุคคลอื่น
ผู้มีนามเป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้นมีสิทธิหักเงินภาษีจากจำนวนเงินซึ่งต้องโอนให้แก่บุคคลอื่นตามส่วน
มาตรา ๖๒ ในกรณีผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ผู้ที่ถึงแก่ความตาย บุคคลที่ตั้งตัวแทนจัดการทรัพย์สิน หรือผู้รับประโยชน์จากทรัสต์ เป็นผู้มีเงินได้สุทธิถึงจำนวนต้องเสียภาษี ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล ผู้พิทักษ์ ผู้จัดการมรดก
ทายาทหรือผู้อื่นที่ครอบครองทรัพย์มรดก ตัวแทนหรือทรัสตี แล้วแต่กรณี เป็นผู้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติการตามบทบัญญัติแห่งส่วนนี้ แทนผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ผู้ที่ถึงแก่ความตาย บุคคลที่ตั้งตัวแทน หรือผู้รับประโยชน์จากทรัสต์นั้น
มาตรา ๖๓ บุคคลใดถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายและนำส่งแล้วเป็นจำนวนเงินเกินกว่าที่ควรต้องเสียภาษีตามส่วนนี้ บุคคลนั้นมีสิทธิได้รับเงินจำนวนที่เกินนั้นคืนแต่ต้องยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานประเมินภายใน ๓ ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งปีซึ่งได้ถูกหักภาษีเกินไป
มาตรา ๖๔ ถ้าเงินภาษีที่ต้องเสียตามบทบัญญัติแห่งส่วนนี้สำหรับปีใด มีจำนวนเกินกว่า ๕๐๐ บาท ผู้ต้องเสียภาษีจะชำระเป็น ๒ งวด ๆ ละเท่า ๆ กันก็ได้ แต่เงินงวดที่ ๑ ต้องชำระภายในกำหนดเวลาตามมาตรา ๒๗ และงวดที่ ๒ ภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันได้รับแจ้งจำนวน ถ้าเงินงวดที่ ๑ ไม่ชำระภายในกำหนดเวลาดังกล่าว
ผู้ต้องเสียภาษีหมดสิทธิที่จะชำระเงินภาษีเป็น ๒ งวด และให้ใช้มาตรา ๒๗ บังคับ
ส่วน ๓ การเก็บภาษีจากบริษัทและหุ้นส่วนนิติบุคคล
มาตรา ๖๕ เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือ กำไรสุทธิซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีและรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว ให้มีกำหนดสิบสองเดือน เว้นแต่ในกรณีดังต่อไปนี้จะน้อยกว่าสิบสองเดือนก็ได้ คือ (ก)บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเริ่มตั้งใหม่
จะถือวันเริ่มตั้งถึงวันหนึ่งวันใดเป็นรอบระยะเวลาบัญชีแรกก็ได้ (ข)บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอาจยื่นคำร้องต่ออธิบดี ขอเปลี่ยนวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีในกรณีเช่นว่านี้
ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตสุดแต่จะเห็นสมควรคำสั่งเช่นว่านั้นต้องแจ้งให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้ยื่นคำร้องทราบภายในเวลาอันสมควร
มาตรา ๖๖ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยหรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำกิจการในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำกิจการในที่อื่นๆ รวมทั้งในประเทศไทย
ให้เสียภาษีในกำไรสุทธิจากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำในประเทศไทยในรอบระยะเวลาบัญชีและการคำนวณกำไรสุทธิให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับมาตรา ๖๕ และมาตรา ๖๕ ทวิแต่ถ้าไม่สามารถจะคำนวณกำไรสุทธิดังกล่าวแล้วได้ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการประเมินภาษีตามมาตรา๗๑ (๑) มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๖๗ การเสียภาษีตามความในส่วนนี้ให้เสียตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวดนี้เว้นแต่ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา ๖๖ วรรคสองกระทำกิจการขนส่งผ่านประเทศต่าง ๆ ให้เสียภาษีเฉพาะกิจการขนส่งตามเกณฑ์ ดังต่อไปนี้ (๑) ในกรณีรับขนคนโดยสารให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ ๑
ของค่าโดยสาร ค่าธรรมเนียมและประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บในประเทศไทยก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เนื่องในการรับขนคนโดยสารนั้น (๒) ในกรณีรับขนของให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ ๑ ของค่าระวาง ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บไม่ว่าในหรือนอกประเทศไทยก่อนหักรายจ่ายใดๆ เนื่องในการรับขนของออกจากประเทศไทยนั้น
มาตรา ๖๘ ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเสียภาษีภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีพร้อมกับยื่นรายการซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษี เกี่ยวกับจำนวนกำไรสุทธิและจำนวนเงินภาษีที่ต้องเสียต่ออำเภอตามแบบที่อธิบดีกำหนด ความในมาตรา
๒๒มิให้ใช้บังคับในกรณีแสดงรายการไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์เพราะการหักรายจ่ายไม่เป็นไปตามมาตรา๖๕ ทวิ
มาตรา ๖๙ ภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นรายการซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษีตามมาตรา๖๕ และมาตรา ๖๕ ทวิ มาตรา ๖๖ และ มาตรา ๖๗ เกี่ยวกับรายรับ กำไรสุทธิและรายการอื่น ๆ
ต่อเจ้าพนักงานประเมินตามแบบที่อธิบดีกำหนดพร้อมด้วยบัญชีงบดุลย์บัญชีทำการ และบัญชีกำไรขาดทุน หรือบัญชีรายรับก่อนหักรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีที่กล่าว แล้วแต่กรณี
ถ้าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่สามารถยื่นรายการดังกล่าวในวรรคก่อนและได้ยื่นคำร้องต่ออธิบดีก่อนครบกำหนดไม่น้อยกว่าสิบวันเมื่ออธิบดีพิจารณาเห็นสมควรจะสั่งให้ขยายระยะเวลาออกไปได้อีกไม่เกินสามสิบวัน
มาตรา ๗๐ ถ้าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทยแต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๔) ที่จ่ายในประเทศไทยให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษีโดยวิธีให้ผู้จ่ายเงินหักเงินภาษีจากเงินที่จ่ายในอัตราร้อยละ๒๐ นำส่ง ณ
ที่ว่าการอำเภอภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน และในการนี้ให้นำบทบัญญัติมาตรา๕๔ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๗๑ ภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสุดท้ายของระยะเวลาบัญชี (๑)บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดไม่ยื่นรายการซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้หรือมิได้ทำบัญชี หรือทำไม่ครบตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๗ และมาตรา ๖๘ ทวิ หรือไม่นำบัญชีมาให้เจ้าพนักงานประเมินทำการไต่สวนตามมาตรา๑๙
หรือมาตรา ๒๓ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีในอัตราร้อยละ ๒ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ หรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ของรอบระยะเวลาบัญชีแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่าถ้ายอดรายรับก่อนหักรายจ่ายหรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายดังกล่าวไม่ปรากฏ
เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินโดยอาศัยเทียบเคียงกับยอดในรอบระยะเวลาบัญชีก่อนนั้นขึ้นไปถ้ายอดในรอบระยะเวลาบัญชีก่อนไม่ปรากฏให้ประเมินได้ตามที่เห็นสมควร (๒)บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดมิได้ลงรายการหรือลงรายการไม่ครบถ้วนหรือไม่ตรงความจริงในบัญชีตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๗ และมาตรา ๖๘ ทวิ
เป็นเหตุให้ไม่ต้องเสียภาษีหรือเสียภาษีน้อยลงเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีที่ขาดตามอัตราภาษีในมาตรา ๖๗และอาจสั่งให้ผู้ต้องเสียภาษีเสียเงินเพิ่มขึ้นอีก ๒ เท่าของจำนวนภาษีที่ขาดก็ได้ (๓)
บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งของอธิบดีซึ่งสั่งตามมาตรา๑๗เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจสั่งให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นปฏิบัติตามคำสั่งของอธิบดีให้เสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมิน หรือสั่งให้จัดบุคคลมาปฏิบัติตามคำสั่งของอธิบดีณ
สำนักงานของเจ้าพนักงานประเมินให้เสร็จภายในกำหนดเวลาดังกล่าวแล้วก็ได้ถ้าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวไม่ปฏิบัติตามหรือปฏิบัติไม่ครบถ้วนเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีในอัตราและตามวิธีการดังที่กล่าวใน (๑)
บทบัญญัติมาตรานี้ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่เจ้าพนักงานประเมินจะประเมินให้เสียภาษีตามบทบัญญัติในมาตราอื่น ในกรณีการประเมินตามความในมาตรานี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้
มาตรา ๗๒
ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเลิกกันให้ผู้ชำระบัญชีและผู้จัดการมีหน้าที่ร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานประเมินทราบการเลิกของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่เจ้าพนักงานรับจดทะเบียนเลิกถ้าบุคคลดังกล่าวแล้วไม่ปฏิบัติตามเจ้าพนักงานประเมินอาจสั่งให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน
นิติบุคคลนั้นเสียเงินภาษีเพิ่มขึ้นอีก๑ เท่าของจำนวนภาษีที่ต้องเสีย เงินนี้ให้ถือเป็นค่าภาษี ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเลิกกันดังกล่าวแล้วเพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี
ให้ถือว่าวันที่เจ้าพนักงานรับจดทะเบียนเลิกเป็นวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีให้ผู้ชำระบัญชีและผู้จัดการมีหน้าที่และความรับผิดร่วมกันในการยื่นรายการและเสียภาษีตามแบบและภายในกำหนดเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา๖๘ และมาตรา ๖๙ โดยอนุโลม
ถ้าผู้ชำระบัญชีและผู้จัดการไม่สามารถยื่นรายการและเสียภาษีภายในกำหนดเวลาตามความในวรรคก่อนได้และได้ยื่นคำร้องต่ออธิบดีภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่เจ้าพนักงานรับจดทะเบียนเลิกเมื่ออธิบดีพิจารณาเห็นสมควรจะสั่งให้ขยายระยะเวลาออกไปอีกก็ได้
เฉพาะกรณีที่มีการชำระบัญชีอธิบดีจะสั่งให้ขยายรอบระยะเวลาบัญชีออกไปอีกด้วยก็ได้ ในกรณีที่ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเลิกกันโดยไม่มีการชำระบัญชีให้ผู้จัดการหุ้นส่วนนิติบุคคลมีหน้าที่และความรับผิดชอบเช่นเดียวกับผู้ชำระบัญชีร่วมกับผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งมีอำนาจจัดการตามที่บัญญัติไว้ในสามวรรคก่อน
มาตรา ๗๓ ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลควบเข้ากันกับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอื่นเพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่า
แต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งควบเข้ากันนั้นได้เลิกกันและให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใหม่อันได้ควบเข้ากันมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีแทนแต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งให้ถือว่าเลิกกันนั้นในกรณีดังกล่าวนี้ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๗๒
มาใช้บังคับโดยอนุโลมและสำหรับกรณีบริษัทนิติบุคคลให้กรรมการของบริษัทนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นใหม่มีหน้าที่และความรับผิดเช่นเดียวกับผู้ชำระบัญชีตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา๗๒
มาตรา ๗๔ ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นนิติบุคคลเลิกกันตามมาตรา๗๒ หรือควบเข้ากันกับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอื่นตามมาตรา ๗๓การคำนวณกำไรสุทธิเพื่อคำนวณภาษี ให้เป็นไปตามวิธีการในมาตรา ๖๕ มาตรา ๖๕ ทวิและมาตรา ๖๖ เว้นแต่ราคาทรัพย์สินให้ตีราคาตามราคาตลาดในวันเลิกหรือควบเข้ากันนั้น
ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลประกอบกิจการประกันภัยให้นำเงินสำรองตาม(ก) และ (ข) ของมาตรา ๖๕ ตรี (๑) ที่ยอมให้หักได้นั้นมารวมคำนวณเป็นรายได้ด้วย บทบัญญัติมาตรานี้ไม่ใช้บังคับแก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา๖๖ วรรคสอง ซึ่งกระทำกิจการขนส่งผ่านประเทศต่าง ๆ
มาตรา ๗๕ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดประกอบกิจการวิชาชีพอิสระซึ่งตามกฎหมายหรือโดยสภาพย่อมเป็นกิจการที่จะพึงทำได้แต่โดยบุคคลธรรมดาผู้รู้วิชาชีพเช่นว่านั้นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่กล่าวไม่ต้องเสียภาษีตามส่วนนี้แต่ให้เสียภาษีตามบทบัญญัติส่วน
๒ว่าด้วยการเก็บภาษีจากบุคคลธรรมดาซึ่งประกอบวิชาชีพอิสระ เสมือนว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเป็นบุคคลธรรมดาแต่ผู้เดียวโดยยอมให้หักเฉพาะค่าใช้จ่ายตามมาตรา ๔๔
แต่ถ้าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นได้ประกอบกิจการอย่างอื่นนอกจากวิชาชีพอิสระด้วยก็ให้เสียภาษีสำหรับการประกอบกิจการอย่างอื่นตามบทบัญญัติในส่วนนี้
มาตรา ๗๖ ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนอย่างเดียวกับที่กล่าวในมาตรา๔๙ ทวิ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่กล่าวไม่ต้องเสียภาษีตามส่วนนี้แต่ให้เสียภาษีตามบทบัญญัติส่วน ๒ ว่าด้วยการเก็บภาษีจากบุคคลธรรมดา
เสมือนว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเป็นบุคคลธรรมดาแต่ผู้เดียวโดยยอมให้หักเฉพาะค่าใช้จ่ายตามมาตรา ๔๓ มาตรา ๔๕ หรือมาตรา ๔๖ แล้วแต่กรณี
บัญชีอัตราภาษีเงินได้ (๑) สำหรับบุคคลธรรมดา (ก) อัตราภาษีปกติ ร้อยละ๑๐ (ข) อัตราภาษีเสริม เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๑๒,๐๐๐บาท แต่ไม่เกิน ๒๐,๐๐๐บาท ร้อยละ ๑๐ เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๒๐,๐๐๐บาท แต่ไม่เกิน ๓๐,๐๐๐บาท ร้อยละ ๑๕ เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๓๐,๐๐๐บาท แต่ไม่เกิน ๔๐,๐๐๐บาท ร้อยละ ๒๐
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๔๐,๐๐๐บาท แต่ไม่เกิน ๕๐,๐๐๐บาท ร้อยละ ๒๕ เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๕๐,๐๐๐บาท แต่ไม่เกิน ๖๐,๐๐๐บาท ร้อยละ ๓๐ เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๖๐,๐๐๐บาท แต่ไม่เกิน ๗๐,๐๐๐บาท ร้อยละ ๓๕ เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๗๐,๐๐๐บาท แต่ไม่เกิน ๘๐,๐๐๐บาท ร้อยละ ๔๐ เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๘๐,๐๐๐บาท
แต่ไม่เกิน ๑๒๐,๐๐๐บาท ร้อยละ ๔๕ เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๑๒๐,๐๐๐บาท ขึ้นไป ร้อยละ๕๐ (๒)สำหรับบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ก) กำไรสุทธิไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐บาท ร้อยละ ๑๐ (ข) กำไรสุทธิส่วนที่เกิน ๕๐๐,๐๐๐บาท แต่ไม่เกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐บาท ร้อยละ ๑๕ (ค) กำไรสุทธิส่วนที่เกินกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐บาท ร้อยละ๒๐
มาตรา ๗๗ ภาษีโรงค้านี้อยู่ในประเภทภาษีอากรประเมิน และให้อำเภอเป็นผู้ประเมินเกี่ยวกับภาษีตามหมวดนี้
มาตรา ๗๘ ในหมวดนี้เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น “โรงอุตสาหกรรม” หมายความว่าโรงสี ที่ทำการโม่หรือย่อยหิน ที่ทำการขุดแร่หรือโรงอุตสาหกรรมอื่นที่ใช้เครื่องจักรหรือเครื่องกลทำให้เกิดกำลังหรือแปลงวัตถุดิบให้เป็นรูปอื่น
หรือแปลงวัตถุที่ได้แปลงมาแล้วด้วยการฝีมือหรือด้วยเครื่องจักรหรือเครื่องกลให้เปลี่ยนสภาพเป็นอย่างอื่น ทั้งนี้ ตามที่จะได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดชนิดแห่งอุตสาหกรรมนั้นไว้ “ร้านค้า”
หมายความว่าสถานที่ซึ่งใช้ในการประกอบหรือดำเนินกิจการค้าอันมิใช่โรงอุตสาหกรรมตามที่จะได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดชนิดแห่งการค้านั้นไว้ ร้านค้าดังกล่าวในวรรคก่อนให้หมายความรวมทั้งที่ดิน โรงเรือน ตึก หรือแพซึ่งใช้เป็นที่ผลิตหรือเก็บสินค้าอันเกี่ยวเนื่องกับกิจการค้าและรวมตลอดถึงบริเวณของโรงเรือน ตึก
หรือแพที่ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการประกอบหรือดำเนินกิจการค้ารวมทั้งการผลิตหรือเก็บสินค้า “โรงค้า” หมายความว่าโรงอุตสาหกรรมหรือร้านค้า หรือทั้งสองอย่างรวมกัน “ค่ารายปี” หมายความว่าจำนวนเงินซึ่งร้านค้าสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ
ถ้าร้านค้าใดมีข้อตกลงให้ประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นเนื่องในการได้ใช้ร้านค้านอกจากค่าเช่าเช่นเงินค่าประกันวินาศภัย ซึ่งผู้ให้เช่าเป็นผู้รับประโยชน์เงินกินเปล่าหรือทรัพย์สินอย่างอื่น
จะเอาประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นนั้นมาเป็นเกณฑ์อีกอย่างหนึ่งรวมคำนวณเป็นค่ารายปีด้วยก็ได้โดยคิดเฉลี่ยเป็นรายปีตามอายุสัญญาเช่าเว้นแต่สัญญาเช่ามีกำหนดเวลาไม่ถึงสามปี หรือมิได้มีกำหนดเวลาไว้ให้คิดเฉลี่ยเป็นสามปี “ปีภาษี” หมายความว่า ปีปฏิทิน “ป้าย” หมายความว่า ป้ายชื่อยี่ห้อ หรือเครื่องหมายของโรงค้า
ซึ่งแสดงเป็นตัวอักษรหรือเครื่องหมายอย่างอื่นโดยการเขียน แกะ สลัก จารึก หรือทำให้ปรากฏโดยวิธีอื่น ทั้งนี้ ไม่ว่าจะกระทำบนแผ่นกระดาษ แผ่นไม้แผ่นกระจก กำแพง ผนัง ผ้า หรือวัตถุอื่น ซึ่งแสดงไว้ที่โรงค้า หรือบริเวณใกล้เคียงกับโรงค้า
มาตรา ๗๙ ภาษีโรงค้าให้คิดจาก (๑) ป้ายตามอัตราที่ระบุไว้ในพิกัดอัตราฉบับที่ ๑ ท้ายหมวดนี้ (๒) (ก) ถ้าเป็นร้านค้า ให้คิดจากค่ารายปีตามอัตราที่ระบุไว้ในพิกัดอัตราฉบับที่ ๒ ท้ายหมวดนี้ (ข) ถ้าเป็นโรงงานอุตสาหกรรม ให้คิดจากกำลังที่เครื่องจักรอาจทำการได้และจำนวนลูกจ้าง ตามอัตราที่ระบุไว้ในพิกัดฉบับที่ ๓
ท้ายหมวดนี้
มาตรา ๘๐ บุคคลธรรมดา บริษัทและหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้ประกอบกิจการในโรงค้าในสยาม เป็นผู้ต้องเสียภาษีตามหมวดนี้ ในปีภาษีที่ประกอบกิจการนั้น
มาตรา ๘๑ ภายในเดือนพฤษภาคมทุก ๆ ปี ให้ผู้ต้องเสียภาษียื่นรายการแสดงข้อความเพื่อการเสียภาษีตามมาตรา ๗๙ ตามแบบที่อธิบดีกำหนด ต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ
มาตรา ๘๒ ภาษีที่ต้องเสียตามหมวดนี้ ให้เสียภายใน ๑๕ วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน
มาตรา ๘๓ ถ้าเงินภาษีที่ต้องเสียตามหมวดนี้สำหรับปีใดมีจำนวนเกินกว่า ๕๐๐ บาท ผู้ต้องเสียภาษีจะชำระเป็น ๒ งวด ๆ ละเท่า ๆ กันก็ได้ แต่เงินงวดที่ ๑ ต้องชำระภายในกำหนดเวลาตามมาตรา ๘๒ และงวดที่ ๒ ภายใน ๙๐ วันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน ถ้าเงินงวดที่ ๑ ไม่ชำระภายในกำหนดเวลาดังกล่าว
ผู้ต้องเสียภาษีหมดสิทธิที่จะชำระเงินภาษีเป็น ๒ งวด และให้ใช้มาตรา ๒๗ บังคับ
มาตรา ๘๔ เมื่อปรากฏแก่เจ้าพนักงานประเมินว่าค่ารายปีซึ่งอำเภอประเมินเงินภาษีนั้นผิดจากเกณฑ์แห่งการคำนวณค่ารายปี ดังที่ได้บัญญัติไว้ในหมวดนี้ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจที่จะประเมินภาษีใหม่ได้ภายในเวลา ๒ ปี นับแต่วันที่ถึงกำหนดเสียภาษี ถ้าในการประเมินใหม่นั้นปรากฏว่าได้เรียกเก็บภาษีเกินไป
ก็ให้สั่งคืนเงินส่วนที่เกินให้แก่ผู้ต้องเสียภาษี ถ้าการประเมินใหม่ปรากฏว่าจะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นอีก ก็ให้เจ้าพนักงานประเมินแจ้งจำนวนเงินที่ต้องเสียเพิ่มไปยังผู้ต้องเสียภาษี และแจ้งเหตุที่ต้องเสียเพิ่มขึ้นอีกนั้นด้วย ในการนี้ ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๙ มาตรา ๒๐ และมาตรา ๒๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ในกรณีดังกล่าวไว้ในวรรค ๓ ให้ผู้ต้องเสียภาษีชำระจำนวนเงินภาษีที่ต้องเสียเพิ่มภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจำนวน
มาตรา ๘๕ ผู้ใดเริ่มประกอบกิจการที่จะต้องเสียภาษีตามมาตรา ๗๙ (๒) ในระหว่างวันที่ ๑ มกราคมถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ในปีภาษีปีใด ต้องยื่นรายการเพื่อเสียภาษีภายใน ๖๐ วันนับแต่วันเริ่มประกอบกิจการนั้น และต้องเสียภาษีกึ่งอัตราที่กำหนดไว้ในพิกัดอัตราฉบับที่ ๒ และที่ ๓ ท้ายหมวดนี้
ผู้ใดเริ่มประกอบกิจการดังกล่าวข้างต้นในระหว่างวันที่ ๑ กรกฎาคม ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคมในปีภาษีปีใด ไม่ต้องยื่นรายการเสียภาษีในปีนั้น ผู้ใดประกอบกิจการในร้านค้าที่เข้าลักษณะยกเว้นภาษี ตามพิกัดอัตราฉบับที่ ๒ ท้ายหมวดนี้มาก่อน แต่ในระหว่างปีภาษีปีใดได้เปลี่ยนแปลงหรือขยายร้านค้า
ทำให้กลับเข้าลักษณะต้องเสียภาษี ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้เริ่มประกอบกิจการตั้งแต่วันที่หลุดพ้นจากลักษณะยกเว้นภาษี
มาตรา ๘๖ เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบหรือไต่สวน ให้อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจที่จะเข้าไปในสถานที่ของผู้ใดต่อหน้าผู้นั้นหรือผู้แทนในเวลากลางวันระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกได้ อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินจะเรียกผู้ชำนาญการพิเศษไปเป็นผู้ช่วยก็ได้
ผู้ถูกตรวจสอบหรือไต่สวนหรือผู้แทนจะต้องให้ความสะดวกตามสมควร
มาตรา ๘๗ การเสียภาษีสำหรับป้ายตามมาตรา ๗๙ (๑) นั้น ถ้าผู้ใดมีป้ายขึ้นระหว่างปีก็ดี เปลี่ยนหรือแก้ไขป้ายใหม่ทำให้ภาษีที่ต้องเสียสำหรับป้ายที่เปลี่ยนหรือแก้ไขใหม่นั้นมีจำนวนสูงกว่าภาษีที่ต้องเสียสำหรับป้ายเดิมก็ดี ให้ผู้นั้นมาแจ้งและยื่นรายการเพื่อเสียภาษีสำหรับป้ายนั้นต่ออำเภอ และเสียภาษีภายใน ๑๕ วัน
มาตรา ๘๘ ใบเสร็จค่าภาษีโรงค้านั้นต้องแสดงไว้โดยเปิดเผยในโรงค้า
มาตรา ๘๙ วิธีคิดกำลังที่เครื่องจักรอาจทำการได้เป็นอย่างสูงสุดใน ๒๔ ชั่วโมงก็ดี กำลังสูงสุดของเครื่องจักรคิดเป็นแรงม้าก็ดี ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์การประเมินตามพิกัดอัตราฉบับที่ ๓ ท้ายหมวดนี้ ให้กำหนดขึ้นโดยกฎกระทรวง
มาตรา ๙๐ ผู้ใดฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา ๘๖ ผู้นั้นมีความผิดระวางโทษปรับไม่เกิน ๑๐๐ บาท
มาตรา ๙๑ ผู้ใดไม่แจ้งต่ออำเภอ เป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา ๘๗ ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ๑๐๐ บาท
มาตรา ๙๒ ผู้ใดเสียภาษีสำหรับโรงค้าแล้วไม่เอาใบเสร็จแสดงไว้โดยเปิดเผยในโรงค้าเป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๘๘ ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ๕๐ บาท
พิกัดอัตราฉบับที่ ๑ ป้าย ๑. อัตราภาษีเรียกเก็บนั้น ให้คิดตามพื้นที่ของป้ายดังต่อไปนี้ (ก) ป้ายที่ไม่มีอักษรไทย พื้นที่ป้ายทุก ๕๐๐ ตารางเซนติเมตรหรือเศษต่อ ๑๐ บาท (ข) ป้ายที่มีอักษรไทยปนกับอักษรต่างประเทศหรือเครื่องหมายอื่น พื้นที่ป้ายทุก ๕๐๐ ตารางเซนติเมตรหรือเศษต่อ ๕ บาท แต่ถ้าในป้ายนั้น
พื้นที่สำหรับอักษรไทยน้อยกว่าพื้นที่สำหรับอักษรต่างประเทศหรือเครื่องหมายอื่นให้คิดตามอัตรา (ก) (ค) ป้ายที่มีอักษรไทยล้วน พื้นที่ป้ายทุก ๕๐๐ ตารางเซนติเมตรหรือเศษต่อ ๑ บาท ๒. ป้ายทุกป้ายต้องเสียอย่างน้อยป้ายละ ๑๐ บาท ๓. พื้นที่ของป้ายไม่ว่าจะมีรูปร่างลักษณะอย่างใด ให้คำนวณดังนี้ (ก)
ถ้าเป็นป้ายมีขอบเขตกำหนดได้ ให้เอาส่วนกว้างที่สุดคูณด้วยส่วนยาวที่สุดของขอบเขตป้ายเป็นตารางเซนติเมตร (ข) ถ้าเป็นป้ายไม่มีขอบเขตกำหนดได้ ให้ถือส่วนกว้างที่สุดเท่ากับส่วนกว้างของตัวอักษรหรือเครื่องหมายนอกที่สุดที่ประกอบเป็นป้ายเพิ่มขึ้นอีก ๑๐
เซนติเมตรและถือส่วนยาวที่สุดเท่ากับส่วนยาวของตัวอักษรหรือเครื่องหมายนอกที่สุดที่ประกอบเป็นป้ายเพิ่มขึ้นอีก ๑๐ เซนติเมตร แล้วคูณส่วนกว้างกับส่วนยาวเป็นตารางเซนติเมตร
พิกัดอัตราฉบับที่ ๒ ร้านค้า ๑. ภาษีที่เรียกเก็บนั้น ให้ใช้ค่ารายปีในปีที่ล่วงมาแล้วของร้านค้าเป็นหลักเกณฑ์การประเมิน แต่ในกรณีที่เป็นร้านค้าสร้างขึ้นใหม่ ใช้เป็นครั้งแรกในปีภาษีใดก็ดี หรือเป็นร้านค้าที่มิได้สร้างใหม่ แต่ไม่ทราบค่ารายปีในปีที่ล่วงมาแล้วและไม่สามารถตรวจสอบได้ก็ดี
ให้ใช้ค่ารายปีในปีภาษีนั้นเองเป็นหลักเกณฑ์การประเมิน ๒. ภาษีให้เรียกเก็บตามอัตรา ดังต่อไปนี้ (ก) ร้านค้าที่ผู้ต้องเสียภาษีไม่ได้อาศัยอยู่ร้อยละ ๕๐ แห่งค่ารายปี (ข) ร้านค้าเฉพาะร้านที่ผู้ต้องเสียภาษีอาศัยอยู่ร้อยละ ๔๐ แห่งค่ารายปี (ค) ร้านค้าที่มีค่ารายปีไม่ถึง ๑๒๐ บาท ให้ยกเว้นภาษีสำหรับส่วนร้านค้า
แต่ทั้งนี้ มิให้เป็นการยกเว้นในกรณีที่ผู้ประกอบกิจการใช้ร้านค้าหลายร้าน และค่ารายปีแห่งร้านค้าเหล่านั้น รวมกันมีจำนวนตั้งแต่ ๑๒๐ บาทขึ้นไป (ง) ร้านค้าแผงลอยซึ่งค้าเฉพาะเครื่องบริโภคให้เรียกเก็บภาษีเพียงกึ่งอัตราของ (ก) (ข) หรือ (ค)แล้วแต่กรณี
พิกัดอัตราฉบับที่ ๓ โรงอุตสาหกรรม ๑. ภาษีให้เรียกเก็บตามอัตรา ดังต่อไปนี้ (ก) โรงสี (๑) กำลังที่เครื่องจักรอาจทำการได้เป็นอย่างสูงสุดใน ๒๔ ชั่วโมง ในปีที่ล่วงมาแล้วคิดเป็นเกวียน ๆ ละ ๒๐ บาทต่อปี (๒) จำนวนลูกจ้างในปีที่ล่วงมาแล้ว คิดถัวเฉลี่ยเป็นรายเดือนคนละ ๑๐ บาทต่อปี (ข) ที่ทำการโม่หรือย่อยหิน
ที่ทำการขุดแร่ หรือโรงอุตสาหกรรมอย่างอื่น (๑) กำลังสูงสุดของเครื่องจักรในปีที่ล่วงมาแล้ว คิดเป็นแรงม้า ๆ ละ ๒๐ บาทต่อปี (๒) จำนวนลูกจ้างในปีที่ล่วงมาแล้วคิดถัวเฉลี่ยเป็นรายเดือน คนละ ๑๐ บาทต่อปี (ค) ถ้าใช้แต่เครื่องจักรหรือลูกจ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่อย่างเดียว ก็ให้เรียกเก็บภาษีตาม (๑) หรือ (๒)
เพียงอย่างเดียว แล้วแต่กรณี ๒. ในกรณีที่เริ่มประกอบกิจการในโรงอุตสาหกรรม ระหว่างวันที่ ๑ มกราคมถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ในปีภาษีใด ให้ใช้หลักเกณฑ์การประเมิน ดังต่อไปนี้ (ก) โรงสี (๑) กำลังที่เครื่องจักรอาจทำการได้เป็นอย่างสูงสุดใน ๒๔ ชั่วโมงในเดือนแรกที่ทำการ คิดเป็นเกวียน (๒)
จำนวนลูกจ้างในเดือนแรกที่ทำการ คิดถัวเฉลี่ยเป็นรายวัน (ข) ที่ทำการโม่หรือย่อยหิน ที่ทำการขุดแร่หรือโรงอุตสาหกรรมอย่างอื่น (๑) กำลังสูงสุดของเครื่องจักรในเดือนแรกที่ทำการ คิดเป็นแรงม้า (๒) จำนวนลูกจ้างในเดือนแรกที่ทำการ คิดถัวเฉลี่ยเป็นรายวัน (๓)
ถ้าใช้แต่เครื่องจักรหรือลูกจ้างอย่างใดอย่างหนึ่งแต่อย่างเดียว ก็ให้เรียกเก็บภาษีตาม (๑) หรือ (๒) เพียงอย่างเดียว แล้วแต่กรณี ๓. ในกรณีที่ผู้ประกอบกิจการในโรงอุตสาหกรรมขายเฉพาะแต่ผลที่ผลิตในการอุตสาหกรรมนั้น ไม่ว่าจะขายที่โรงอุตสาหกรรมนั้นเองหรือที่ร้านค้าซึ่งมีไว้สำหรับการขายนั้นก็ตาม
ภาษีโรงค้าที่ต้องเสียตามมาตรา ๗๙ (๒) นั้น คงให้เสียแต่เฉพาะแต่สำหรับส่วนโรงอุตสาหกรรม
หมวด ๕ ภาษีการธนาคาร การเครดิตฟองซิเอร์ การออมสิน และการประกันภัย
มาตรา ๙๓ ภาษีในหมวดนี้อยู่ในประเภทภาษีอากรประเมินและให้เจ้าพนักงานประเมินเป็นผู้ประเมินเกี่ยวกับภาษีตามหมวดนี้
มาตรา ๙๔ ในหมวดนี้เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น “ปีภาษี” หมายความว่า ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม “ธนาคาร” หมายความว่า บุคคลที่กระทำกิจการค้าอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ (๑) เปิดเครดิตโดยรับฝาก หรือเก็บเงินจากผู้อื่นอันผู้รับเครดิตอาจจ่ายหรือส่งไปที่อื่น
โดยวิธีใช้ดร๊าฟเช็คหรือคำสั่ง (๒) ทำกิจการแลกเงิน คือ ออก ซื้อ หรือขายตั๋วเงิน หรือส่งเงินไปต่างประเทศเองโดยโทรเลขหรือจดหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่าง
มาตรา ๙๕ ธนาคารประกอบกิจการในประเทศไทยในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วต้องเสียภาษีในอัตราปีละ ๔,๐๐๐ บาท ถ้ากระทำกิจการแลกเงินในปีภาษีนั้นด้วย ให้เสียภาษีเพิ่มอีกตามจำนวนเงินของกิจการแลกเงินทุก ๆ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท หรือเศษของ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ต่อ ๒,๐๐๐ บาท
มาตรา ๙๖ เครดิตฟองซิเอร์ต้องเสียภาษีในอัตราเดือนละ ๑/๔๘ แห่งหนึ่งในร้อยของจำนวนเงินที่ให้กู้ โดยมีอสังหาริมทรัพย์เป็นประกัน และจำนวนเงินที่ลงไปเพื่อหากำไรในอสังหาริมทรัพย์ในสยามในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว จำนวนเงินที่ว่านี้คือยอดเงินที่ค้างบัญชีในวันสุดท้ายของเดือน แต่การชำระภาษีนั้นให้ชำระปีละครั้ง
มาตรา ๙๗ กิจการออมสินต้องเสียภาษีในอัตราเดือนละ ๑/๓๖ แห่งหนึ่งในร้อยของยอดเงินที่ยังค้างบัญชีเป็นเครดิตของผู้ส่งในสยามในวันสุดท้ายของเดือนในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว แต่การชำระภาษีนั้นให้ชำระปีละครั้ง คลังออมสินและสหกรณ์ซึ่งมิได้หากำไรนั้นยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี
มาตรา ๙๘ กิจการประกันภัยอย่างใด ๆ ในประเทศไทยเว้นประกันชีวิต ต้องเสียภาษีในอัตราร้อยละ ๒ แห่งจำนวนเบี้ยประกันภัยที่เก็บได้ในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้วไม่ว่าเบี้ยประกันภัยนั้นจะส่งเป็นเงิน เครดิต หรือสิ่งอื่นใดที่ใช้แทนเงิน แต่เบี้ยประกันภัยที่คืนให้แก่ผู้เอาประกันภัย ภายใน ๖ เดือน นับแต่วันส่ง
เพราะเหตุไม่รับประกันภัยก็ดี คืนไปโดยเหตุอื่นก็ดี มิให้นับเข้าในจำนวนเงินอันต้องเสียภาษี และถ้าผู้กระทำกิจการประกันภัยใดเสียเงินภาษีแล้วนำประกันภัยซึ่งรับไว้ไปให้ผู้อื่นประกันต่อ ๆ ไป ผู้ประกันต่อไปนั้นไม่ต้องเสียภาษี กิจการประกันภัยประเภทประกันชีวิต
ให้เสียภาษีตามบทบัญญัติในวรรคต้นแต่ให้เสียในอัตราร้อยละ ๑ แห่งจำนวนเบี้ยประกันภัย
มาตรา ๙๙ บุคคลธรรมดา บริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคล ประกอบกิจการธนาคาร เครดิตฟองซิเอร์ กิจการออมสิน หรือกิจการประกันภัยในสยาม เป็นผู้ต้องเสียภาษีตามหมวดนี้
มาตรา ๑๐๐ ภายในวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ทุกปี ให้ผู้ต้องเสียภาษีตามหมวดนี้ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดเกี่ยวกับจำนวนเงินต่าง ๆ ต่อเจ้าพนักงานประเมิน
มาตรา ๑๐๑ เมื่อได้รับแบบแสดงรายการแล้ว ให้เจ้าพนักงานประเมินประเมินจำนวนเงินภาษี แล้วแจ้งให้ผู้เสียภาษีทราบ
มาตรา ๑๐๒ การตรวจสอบหรือการไต่สวนเกี่ยวกับภาษีในหมวดนี้ ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๘๖ และมาตรา ๙๐ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๑๐๓ ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น “ตราสาร” หมายความว่า เอกสารที่ต้องเสียอากรตามหมวดนี้ “กระดาษ” หมายความตลอดถึงแผ่นหนังฟอกหรือสิ่งอื่น ๆ ซึ่งใช้เขียนตราสาร “แสตมป์” หมายความว่า แสตมป์ปิดทับหรือแสตมป์ดุนบนกระดาษและแสตมป์ดุนบนกระดาษนี้
ให้หมายความรวมถึงแสตมป์พิมพ์ทับบนกระดาษด้วย ทั้งนี้ ตามที่กำหนดลักษณะโดยกฎกระทรวง “กระทำ” เมื่อใช้เกี่ยวกับตราสาร หมายความว่า การลงลายมือชื่อตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ “ปิดแสตมป์” หมายความว่า การปิดแสตมป์ทับกระดาษ หรือการมีแสตมป์ดุนบนกระดาษ “ขีดฆ่า” หมายความว่า
การกระทำเพื่อมิให้ใช้แสตมป์ได้อีก โดยในกรณีแสตมป์ปิดทับได้ลงลายมือชื่อ หรือลงชื่อห้างร้านบนแสตมป์ หรือขีดเส้นคร่อมฆ่าแสตมป์ที่ปิดทับกระดาษ และลงวัน เดือน ปีที่กระทำสิ่งเหล่านี้ด้วย ในกรณีแสตมป์ดุนได้เขียนบนตราสารหรือยื่นตราสาร
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประทับแสตมป์ดุนให้แสตมป์ดุนปรากฏอยู่ในด้านหน้าของตราสารนั้น “ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ” ในกรณีแสตมป์ปิดทับ หมายความว่าได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ทับกระดาษก่อนกระทำหรือในทันทีที่ทำตราสารเป็นราคาไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียและได้ขีดฆ่าแสตมป์นั้นแล้ว ในกรณีแสตมป์ดุน
หมายความว่าได้เสียอากรโดยใช้กระดาษมีแสตมป์ดุนเป็นราคาแสตมป์ไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียและขีดฆ่าแล้ว หรือโดยยื่นตราสารให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประทับแสตมป์ดุนและชำระเงินเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียและขีดฆ่าแล้ว “ใบรับ” หมายความว่า (ก) บันทึก หรือหนังสือใด ๆ ที่เป็นหลักฐานแสดงว่าได้รับ
ได้รับฝากหรือได้รับชำระเงินหรือตั๋วเงิน หรือ (ข) บันทึก หรือหนังสือใด ๆ ที่เป็นหลักฐานแสดงว่าหนี้หรือสิทธิเรียกร้องได้ชำระหรือปลดให้แล้ว บันทึก หรือหนังสือที่กล่าวนั้นจะมีลายมือชื่อของบุคคลใด ๆ หรือไม่ ไม่สำคัญ “พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า เจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง “นายตรวจ” หมายความว่า
เจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง
ส่วน ๑ การเสียอากร
มาตรา ๑๐๔ ตราสารที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายหมวดนี้ ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีนั้น
มาตรา ๑๐๕ ในกรณีต่อไปนี้ ผู้ขาย ผู้ให้เช่าซื้อ ผู้รับเงิน หรือผู้รับชำระราคา ต้องออกใบรับให้แก่ผู้ซื้อ ผู้เช่าซื้อ ผู้จ่ายเงิน หรือผู้ชำระราคาทุกคราว จะได้มีการเรียกร้องให้ออกใบรับหรือไม่ก็ตาม (๑) การให้เช่าซื้อทรัพย์สินทุกชนิด ซึ่งมีราคาเช่าซื้อเกิน ๕ บาท (๒)
การขายซึ่งรวมราคาที่ต้องชำระครั้งหนึ่งเกิน ๕ บาทจากโรงค้า ถ้าโรงค้านั้นต้องเสียภาษีโรงค้าตามมาตรา ๗๙ (๒) (๓) การขายซึ่งรวมราคาที่ต้องชำระครั้งหนึ่งเกิน ๑๐๐ บาท (๔) การรับเงินเนื่องในการโพยก๊วนทุกรายไม่จำกัดว่าเป็นจำนวนเงินเท่าใด ถ้าการเช่าซื้อหรือการขายที่กล่าวข้างต้นมีเงื่อนไข
ให้ชำระราคาภายหลังงวดเดียวหรือหลายงวด ให้ออกใบรับทุกคราวที่ได้รับชำระราคา มาตรานี้ไม่ใช้บังคับในกรณีขายสินค้าซึ่งทำในราชอาณาจักรส่งออกไปจำหน่ายนอกราชอาณาจักรและในกรณีที่ผู้ประกอบการเกษตรขายพืชผลอันเกิดจากเกษตรกรรมของตนเช่น ข้าวเปลือก ผัก ปลา สัตว์ และของป่า เป็นต้น
มาตรา ๑๐๖ ใบรับอันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ที่ต้องออกให้เมื่อถูกเรียกร้องนั้น เมื่อผู้มีส่วนได้เสียเรียกร้องผู้มีหน้าที่ออกใบรับต้องออกให้
มาตรา ๑๐๗ เว้นแต่ที่บัญญัติในมาตรา ๑๑๑ ถ้าไม่มีข้อตกลงเป็นอย่างอื่นผู้มีหน้าที่เสียอากรและผู้มีหน้าที่ขีดฆ่า ให้เป็นไปตามบัญชีท้ายหมวดนี้ ถ้าผู้มีหน้าที่ขีดฆ่าเขียนหนังสือไม่เป็น จะให้ผู้อื่นเขียนวันเดือนปีแทนก็ได้ ถ้าผู้มีหน้าที่ขีดฆ่าไม่ยอมขีดฆ่า หรือไม่มีตัวอยู่ที่จะทำการขีดฆ่าได้
ให้ผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ขีดฆ่าแทนได้
มาตรา ๑๐๘ ถ้าทำตราสารหลายลักษณะตามที่ระบุในบัญชีท้ายหมวดนี้บนกระดาษแผ่นเดียวกัน หรือเป็นฉบับเดียวกัน เช่น เช่าและกู้ยืมรวมกันไว้ หรือทำตราสารลักษณะเดียวกันหลายเรื่องบนกระดาษแผ่นเดียวกัน หรือเป็นฉบับเดียวกัน เช่น ขายของสิ่งหนึ่งให้แก่คนหนึ่ง และขายอีกสิ่งหนึ่งให้แก่อีกคนหนึ่ง ซึ่งตามสภาพควรจะแยกกัน
ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ให้ครบทุกลักษณะหรือทุกเรื่อง โดยปิดแสตมป์บริบูรณ์เป็นรายตราสารแยกไว้ ให้ปรากฏว่าตราสารใดอยู่ที่ใด และแสตมป์ดวงใดสำหรับตราสารลักษณะหรือเรื่องใด
มาตรา ๑๐๙ สัญญาใดเป็นตราสาร ซึ่งเกิดขึ้นโดยมีหนังสือโต้ตอบกันและมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ถ้าพิสูจน์ได้ว่า หนังสือฉบับหนึ่งฉบับใดที่จำเป็นในการทำให้เกิดสัญญานั้นขึ้น ได้ปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าแสตมป์แล้ว ให้ถือว่าสัญญานั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว
มาตรา ๑๑๐ คู่ฉบับหรือคู่ฉีกแห่งตราสารใด แม้จะได้ปิดแสตมป์สำหรับคู่ฉบับหรือคู่ฉีกนั้นตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้แล้วก็ดี ถ้ามิได้นำตราสารต้นฉบับหรือพยานหลักฐานมาแสดงให้เป็นที่พอใจว่าตราสารต้นฉบับนั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว มิให้ถือว่าคู่ฉบับหรือคู่ฉีกนั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์
จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรสำหรับตราสารต้นฉบับและขีดฆ่าแล้ว
มาตรา ๑๑๑ ถ้าตราสารที่ต้องเสียอากรได้ทำขึ้นนอกสยาม ให้เป็นหน้าที่ของผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน ๓๐ วัน นับแต่ได้รับตราสารนั้น ถ้าไม่ปฏิบัติตามนี้ให้ถือว่าเป็นตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ถ้ามิได้ปฏิบัติตามความในวรรคก่อน
ผู้ทรงคนใดคนหนึ่งแห่งตราสารต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าก่อน แล้วจึงจะยื่นตราสารเพื่อให้จ่ายเงิน รับรอง สลักหลัง โอน หรือถือเอาประโยชน์ได้ ผู้ทรงตราสารคนใดได้ตราสารตามความในมาตรานี้มาไว้ในครอบครองก่อนพ้นกำหนดที่กล่าวไว้ในวรรค ๑
ผู้ทรงคนนั้นจะเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าก็ได้ โดยมีสิทธิไล่เบี้ยจากผู้ทรงคนก่อน ๆ
มาตรา ๑๑๒ ถ้าตั๋วเงินที่ยื่นให้ชำระเงินมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ผู้รับตั๋วจะเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่า และใช้สิทธิไล่เบี้ยจากผู้มีหน้าที่เสียอากร หรือหักค่าอากรจากเงินที่จะชำระก็ได้
ส่วน ๒ เบ็ดเตล็ด
มาตรา ๑๑๓ ตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ผู้มีหน้าที่เสียอากร หรือผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ ชอบที่จะยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อขอเสียอากรได้ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับตราสารแล้ว ให้อนุมัติให้เสียอากรภายในบังคับแห่งบทบัญญัติต่อไปนี้ ๑. ถ้าตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์นั้น
เป็นตราสารที่กระทำขึ้นในประเทศไทย เมื่อผู้ขอเสียอากรได้ยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อเสียอากรภายใน ๑๕ วันนับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ ก็ให้อนุมัติให้เสียเพียงอากรตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ ๒. ถ้ากรณีเป็นอย่างอื่น ก็ให้อนุมัติให้เสียอากร และให้เรียกเก็บเงินเพิ่มอากร ดังต่อไปนี้อีกด้วย
(ก) ถ้าปรากฏต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่า ตราสารมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์เป็นเวลาไม่พ้นกำหนด ๙๐ วันนับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มอากรเป็น ๒ เท่าจำนวนอากร หรือเป็นเงิน ๔ บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า (ข) ถ้าปรากฏต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่า ตราสารมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์เป็นเวลาพ้นกำหนด ๙๐
วันนับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มอากรเป็น ๕ เท่าจำนวนอากร หรือเป็นเงิน ๑๐ บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า
มาตรา ๑๑๔ โดยการตรวจสอบตามมาตรา ๑๒๓ ก็ดี โดยการกล่าวหาแจ้งความของบุคคลใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือมิใช่ก็ดี ถ้าปรากฏว่าตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ หรือมิได้มีการออกใบรับในกรณีที่ต้องออกใบรับตามมาตรา ๑๐๕ หรือมาตรา ๑๐๖ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจนครบ
และเงินเพิ่มอากรอีกเป็นจำนวน ๖ เท่าของเงินอากรที่ไม่ได้เสียหรือที่ขาด หรือเป็นเงิน ๒๕ บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า เงินเพิ่มเมื่อเรียกเก็บได้แล้ว ให้หักออกร้อยละ ๔๐เป็นเงินสินบนรางวัล
และให้อธิบดีมีอำนาจจ่ายให้แก่บุคคลที่ตรวจพบและบุคคลที่กล่าวหาแจ้งความดังกล่าวในวรรคหนึ่งตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี
มาตรา ๑๑๕ เงินอากรและเงินเพิ่มอากรที่กล่าวในมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ นั้น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จัดการเรียกเก็บจากผู้มีหน้าที่เสียอากรก่อน ถ้าไม่ได้เงินจากผู้มีหน้าที่เสียอากร จึงให้จัดการเรียกเก็บจากผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์แห่งตราสารนั้น
มาตรา ๑๑๖ วิธีเสียเงินอากรและเงินเพิ่มอากรดังบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ ให้เสียโดยวิธีชำระเป็นตัวเงินต่อเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อได้รับชำระเงินแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่สลักหลังตราสารแสดงการรับเงินอากรและเงินเพิ่มอากรถ้ามี ตลอดทั้งนามและตำบลที่อยู่ของผู้เสียเงิน
แล้วลงนามพนักงานเจ้าหน้าที่และวันเดือนปีไว้เป็นสำคัญ
มาตรา ๑๑๗ ตราสารที่มีผู้เสียอากร หรือเสียอากร และเงินเพิ่มอากรตามความในมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ นั้น ให้ถือว่าเป็นตราสารที่ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว ส่วนเงินเพิ่มอากรที่เรียกเก็บ ก็ให้ถือว่าเป็นค่าอากร
มาตรา ๑๑๘ ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้ ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรตามมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔
มาตรา ๑๑๙ ตราสารซึ่งเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือเทศบาลต้องลงนามหรือรับรู้ก็ดี ตราสารซึ่งต้องทำต่อหน้าเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือเทศบาลก็ดี ตราสารซึ่งต้องให้เจ้าพนักงานรัฐบาลหรือเทศบาลลงบันทึกก็ดี ห้ามมิให้เจ้าพนักงานลงนามรับรู้
ยอมให้ทำหรือบันทึกไว้จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้ ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรตามมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔
มาตรา ๑๒๐ ผู้ใดได้เสียอากรหรือค่าเพิ่มอากรโดยมิใช่เป็นผู้มีหน้าที่เสีย ผู้นั้นมีสิทธิไล่เบี้ยเอาค่าอากรหรือค่าเพิ่มอากรซึ่งตนได้เสียไปจากบุคคลผู้มีหน้าที่เสียได้
มาตรา ๑๒๑ ถ้าฝ่ายที่ต้องเสียอากรเป็นรัฐบาลเจ้าพนักงานผู้กระทำงานของรัฐบาลโดยหน้าที่ บุคคลผู้กระทำการในนามของรัฐบาลสภากาชาดไทย หรือเทศบาลอากรเป็นอันไม่ต้องเสีย แต่ข้อยกเว้น ทั้งนี้ มิให้ใช้แก่องค์การของรัฐบาลที่ใช้ทุนหรือทุนหมุนเวียนเพื่อประกอบการพาณิชย์หรือการพาณิชย์ซึ่งเทศบาลเป็นผู้จัดทำ
มาตรา ๑๒๒ ผู้ใดได้เสียค่าอากรหรือค่าเพิ่มอากรเกินไปไม่น้อยกว่า ๒ บาท สำหรับตราสารลักษณะเดียวหรือเรื่องเดียว ผู้นั้นชอบที่จะทำคำร้องเป็นหนังสือยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่ออธิบดีเห็นว่าเกินไปจริงก็ให้คืนค่าอากรหรือค่าเพิ่มอากรที่เกินไปนั้นแก่ผู้เสียอากรได้ แต่คำร้องที่กล่าวนั้นต้องยื่นภายในเวลา ๖
เดือน นับแต่วันเสียอากรหรือค่าเพิ่มอากรและต้องประกอบด้วยคำชี้แจงหรือเอกสารซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่หรืออธิบดีเห็นสมควรให้ยื่นสนับสนุนคำร้อง
มาตรา ๑๒๓ เมื่อมีเหตุผลสมควรพนักงานเจ้าหน้าที่หรือนายตรวจ มีอำนาจเข้าไปในสถานที่ทำการค้า หรือสำนักงานใด ๆในเวลากลางวันระหว่างอาทิตย์ขึ้นและอาทิตย์ตก และทำการตรวจสอบตราสารว่าได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้วหรือไม่ หรือทำการตรวจสอบเพื่อได้ทราบว่าได้ออกใบรับตามมาตรา๑๐๕ หรือมาตรา ๑๐๖
หรือทำหรือเก็บต้นขั้วหรือสำเนาใบรับตามมาตรา ๑๐๕ ทวิ หรือไม่กับมีอำนาจเรียกและยึดตราสาร หรือเอกสาร และออกหมายเรียกตัวผู้มีหน้าที่เสียอากรผู้ทรงตราสาร หรือผู้ถือเอาประโยชน์แห่งตราสาร และพยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาไต่สวนได้ในการตรวจ
พนักงานเจ้าหน้าที่หรือนายตรวจจะต้องพิจารณาอย่าให้เป็นการขัดขวางการดำเนินการตามปกติของร้านค้าหรือสถานที่ทำการค้าจนเกินกว่าความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการตรวจ
ส่วน ๓ บทลงโทษ
มาตรา ๑๒๔ ผู้ใดมีหน้าที่เสียอากรหรือขีดฆ่าแสตมป์ เพิกเฉยหรือปฏิเสธไม่เสียอากร หรือไม่ขีดฆ่าแสตมป์ ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ๑๐๐ บาท
มาตรา ๑๒๕ ผู้ใดออกใบรับไม่เกิน ๕ บาทสำหรับมูลค่าเกิน ๕ บาท หรือแบ่งหรือแยกมูลค่าที่ได้รับชำระนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียอากรก็ดี จงใจกระทำหรือทำตราสารให้ผิดความจริงเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งหมวดนี้ก็ดี ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ๒๐๐ บาท
มาตรา ๑๒๖ ผู้ใดจงใจลงวันเดือนปีที่ขีดฆ่าแสตมป์เป็นเท็จ ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ๒๐๐ บาท หรือจำคุกไม่เกิน ๓ เดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ
มาตรา ๑๒๗ ผู้ใดไม่ออกใบรับตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๐๕ ก็ดี เมื่อถูกเรียกร้องให้ออกใบรับอันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ ปฏิเสธหรือเพิกเฉยเสียไม่ออกใบรับให้เป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๑๐๖ ก็ดี ออกใบรับซึ่งไม่ปิดแสตมป์ตามจำนวนอากรที่ต้องเสียก็ดี ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท วรรคสอง (ยกเลิก)
มาตรา ๑๒๘ ผู้ใด โดยรู้อยู่แล้วไม่อำนวยความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือนายตรวจ ในการปฏิบัติตามหน้าที่หรือโดยรู้อยู่แล้ว หรือจงใจ ไม่ปฏิบัติตามคำเรียก หรือไม่ยอมให้ยึดตราสารหรือเอกสารหรือไม่ปฏิบัติตามหมายของพนักงานเจ้าหน้าที่หรือนายตรวจตามมาตรา ๑๒๓
หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถามหรือฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา ๑๐๕ ทวิ หรือมาตรา ๑๒๓ ทวิมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท
มาตรา ๑๒๙ ผู้ใดโดยเจตนาทุจริตมีแสตมป์ซึ่งรู้อยู่ว่า เป็นแสตมป์ปลอมก็ดี หรือค้าแสตมป์ที่ใช้แล้วหรือที่มีกฎกระทรวงประกาศให้เลิกใช้เสียแล้วก็ดี ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือจำคุกไม่เกินสามปี หรือทั้งปรับทั้งจำ
บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะแห่งตราสาร ค่าอากรแสตมป์ ผู้ที่ต้อง เสียอากร ผู้ที่ต้อง ขีดฆ่าแสตมป์ ๑. เช่าที่ดิน โรงเรือน สิ่งปลูกสร้าง อย่างอื่นหรือแพ ก. ถ้าไม่มีเงินกินเปล่า ทุกจำนวนเงิน ๑๐๐ บาทหรือเศษ ของ ๑๐๐ บาทแห่งค่าเช่าทั้งหมด ตลอดเวลาเช่า ๑๐ สตางค์ ผู้ให้เช่า ผู้เช่า ข.
ถ้ามีเงินกินเปล่าและไม่มีค่าเช่า ทุกจำนวนเงิน ๑๐๐ บาทหรือเศษ ของ ๑๐๐ บาท ๑๐ สตางค์ ผู้ให้เช่า ผู้เช่า ค. ถ้ามีเงินกินเปล่าและมีค่าเช่าด้วย ทุกจำนวนเงิน ๑๐๐ บาทหรือเศษ ของ ๑๐๐ บาทแห่งเงินกินเปล่า และค่าเช่าตลอดเวลาเช่ารวมกัน ๑๐ สตางค์ ผู้ให้เช่า ผู้เช่า หมายเหตุ ๑. ถ้าสัญญาเช่ามิได้มีกำหนดอายุการ
เช่า ให้ถือว่ามีกำหนดเวลา ๓ ปี ๒. ถ้าสัญญาเช่าฉบับใดครบกำหนด อายุแล้ว ผู้เช่ายังคงครองทรัพย์ สินอยู่ และผู้ให้เช่ารู้ความนั้น แล้วไม่ทักท้วง ทั้งมิได้ทำสัญญา ใหม่ ให้ถือว่าสัญญาเช่าฉบับ นั้นมีอายุต่อไปโดยไม่มีกำหนด อายุการเช่าและต้องเสียอากรอีก ยกเว้นไม่ต้องเสียอากร
การเช่าทรัพย์สินใช้ในการทำนาไร่สวน ๒. โอนใบหุ้น ใบหุ้นกู้ พันธบัตรและ ใบรับรองหนี้ ซึ่งบริษัท สมาคม คณะ บุคคล หรือองค์การใด ๆ เป็นผู้ออก คิดตามราคาหุ้นที่ชำระแล้วหรือตาม ราคาในตราสาร แล้วแต่อย่างใดจะ มากกว่าทุกจำนวนเงิน ๑๐๐ บาท หรือเศษของ ๑๐๐ บาท ๑๐ สตางค์ ผู้โอน ผู้รับโอน ยกเว้นไม่ต้องเสียอากร ก.
โอนพันธบัตรของรัฐบาลไทย ข. โอน ใบหุ้น ใบหุ้นกู้ และใบรับรองหนี้ ซึ่งสหกรณ์หรือธนาคารเพื่อการสหกรณ์เป็นผู้ออก ๓. เช่าซื้อทรัพย์สิน ทุกจำนวนเงิน ๑๐๐ บาท หรือเศษ ของ ๑๐๐ บาทแห่งราคาทั้งหมด ๑๐ สตางค์ ผู้ให้เช่า ผู้เช่า ยกเว้นไม่ต้องเสียอากร เช่าทรัพย์สินใช้ในการทำนาไร่สวน ๔. จ้างทำของ ทุกจำนวนเงิน ๑๐๐
บาทหรือเศษ ของ ๑๐๐ บาทแห่งสินจ้างซึ่งกำหนดไว้ ๒๕ สตางค์ ผู้รับจ้าง ผู้ว่าจ้าง หมายเหตุ ถ้าในเวลากระทำสัญญาจ้างทำของ ไม่ทราบจำนวนสินจ้างว่าเป็นราคาเท่า ใด ให้ประมาณจำนวนสินจ้างตาม สมควร เมื่อการรับจ้างทำของได้เสร็จ สิ้นลง และปรากฏจำนวนสินจ้างแน่ นอนแล้ว ให้เสียอากรเพิ่มเติมให้ครบ ตามจำนวนที่ต้องเสีย
หรือขอคืนเงิน อากรถ้าได้เสียเกินไปตามมาตรา ๑๒๒ ยกเว้นไม่ต้องเสียอากร สัญญาที่ทำขึ้นนอกสยาม และการ ปฏิบัติตามข้อสัญญานั้นมิได้ทำในสยาม ๕. กู้ยืมเงิน ทุกจำนวนเงิน ๑๐๐ บาทหรือเศษ ของ ๑๐๐ บาท ๑๐ สตางค์ ผู้ให้กู้ ผู้กู้ ยกเว้นไม่ต้องเสียอากร การกู้ยืมเงินซึ่งสมาชิกกู้ยืมจากสหกรณ์
หรือสหกรณ์กู้ยืมจากสหกรณ์ หรือจาก ธนาคารเพื่อการสหกรณ์ ๖. กรมธรรม์ประกันภัย ก . กรมธรรม์ประกันวินาศภัย ทุก ๒๕ บาทหรือเศษของ ๒๕ บาท แห่งเบี้ยประกันภัย ๑๐ สตางค์ ผู้รับประกันภัย ผู้รับประกันภัย ข. กรมธรรม์ประกันชีวิต ทุก ๒๐๐ บาทหรือเศษของ ๒๐๐ บาท แห่งจำนวนเงินที่เอาประกันภัย ๑๐ สตางค์ ผู้รับประกันภัย
ผู้รับประกันภัย ค. กรมธรรม์เงินปี ทุก ๒๐๐ บาทหรือเศษของ ๒๐๐ บาท แห่งต้นทุนเงินปีนั้นหรือถ้าไม่ปรากฏ ต้นทุนให้คิดทุก ๒๐๐ บาทหรือเศษ ของ ๒๐๐ บาทแห่ง ๓๓ ๑/๓ เท่าของ รายได้ประจำปี ๑๐ สตางค์ ผู้รับประกันภัย ผู้รับประกันภัย ง . กรมธรรม์ประกันภัยซึ่งผู้รับ ประกันภัยนำไปให้ผู้อื่นประกัน อีกต่อหนึ่ง ๑ บาท
ผู้รับประกันภัยคนหลัง ผู้รับประกันภัยคนหลัง จ. ใบรับค่าเบี้ยประกันภัยเมื่อต่ออายุ กรมธรรม์ประกันภัยเดิม กึ่งอัตราซึ่งเรียกสำหรับกรมธรรม์เดิม ผู้รับประกันภัย ผู้รับประกันภัย ยกเว้นไม่ต้องเสียอากร ก. การประกันภัยสัตว์พาหนะซึ่งใช้ในการเกษตรกรรม ข.
บันทึกประกันภัยหรือกรมธรรม์ประกันภัยชั่วคราวซึ่งรับรองจะออกรมธรรม์ประกันภัยตัวจริง แต่ถ้าผู้ทรงจะเรียกร้องเอาสิทธิอย่างอื่นนอกจากให้ส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยตัวจริงแล้วต้องปิดแสตมป์เสียก่อน เช่นเดียวกับที่จะต้องปิดสำหรับกรมธรรม์ประกันภัยตัวจริง ๗. ใบมอบอำนาจ คือ ใบตั้งตัวแทนซึ่งมิ
ได้กระทำในรูปลักษณะตราสารสัญญา รวมทั้งใบตั้งอนุญาโตตุลาการ ก. มอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวหรือ หลายคนกระทำการครั้งเดียว ๑ บาท ผู้มอบอำนาจ ผู้รับมอบอำนาจ ข. มอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวหรือ หลายคนร่วมกันกระทำการมากกว่า ครั้งเดียว ๕ บาท ผู้มอบอำนาจ ผู้รับมอบอำนาจ ค. มอบอำนาจให้กระทำการมากกว่าครั้ง เดียว
โดยให้บุคคลหลายคนต่างคน ต่างกระทำการแยกกันได้ คิดตาม รายตัวบุคคลที่รับมอบคนละ ๕ บาท ผู้มอบอำนาจ ผู้รับมอบอำนาจ หมายเหตุ ถ้าผู้มอบอำนาจมีหลายคน แต่มิได้ เป็นผู้มีอำนาจร่วมกัน แล้วมอบ อำนาจในตราสารฉบับเดียวกัน ต้อง คิดตามรายตัวบุคคลผู้มอบอำนาจคนหนึ่ง เป็นเรื่องหนึ่งตามมาตรา ๑๐๘ ยกเว้นไม่ต้องเสียอากร
๑. ใบไว้ความและใบมอบอำนาจซึ่งทนายความให้แก่เสมียนของตนเพื่อเป็นตัวแทนดำเนินคดีในศาล ๒. ใบมอบอำนาจให้โอนหรือให้กระทำการใด ๆ เกี่ยวด้วยสัตว์พาหนะตามกฎหมายว่าด้วยสัตว์พาหนะ ๓. ใบมอบอำนาจให้รับเงินหรือสิ่งของแทน ๔. ใบมอบอำนาจซึ่งสหกรณ์เป็นผู้มอบ
และใบมอบอำนาจตั้งสหกรณ์เป็นตัวแทนจัดการให้สหกรณ์ได้รับสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ ๘. ใบมอบฉันทะสำหรับให้ลงมติในที่ ประชุมของบริษัท ก. มอบฉันทะสำหรับชุมนุมเดียว ๒๕ สตางค์ ผู้มอบฉันทะ ผู้มอบฉันทะ ข. มอบฉันทะสำหรับชุมนุมกว่าครั้งเดียว ๑ บาท ผู้มอบฉันทะ ผู้มอบฉันทะ ๙. (๑) ตั๋วแลกเงิน ก. จ่ายเมื่อเห็น ๕
สตางค์ ผู้สั่งจ่าย ผู้สั่งจ่าย ข. จ่ายเวลาอื่นนอกจากจ่ายเมื่อเห็น ทุก ๒๕๐ บาทหรือเศษของ ๒๕๐ บาท ๕ สตางค์ ผู้สั่งจ่าย ผู้สั่งจ่าย (๒) ตั๋วสัญญาใช้เงิน ก. ออกให้ในลักษณะกู้เงิน คิดตาม จำนวนเงินในตราสารทุกจำนวนเงิน ๑๐๐ บาท หรือเศษของ ๑๐๐ บาท ๑๐ สตางค์ ผู้จะได้รับใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน ผู้ออกตั๋ว
ข. ออกให้ในกรณีอื่น คิดอย่างเดียวกับอัตราตั๋วแลกเงิน ผู้ออกตั๋ว ผู้ออกตั๋ว ยกเว้นไม่ต้องเสียอากร ถ้าตั๋วออกเป็นสำรับและฉบับแรก ในสำรับนั้นปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว ฉบับอื่น ๆ ไม่ต้องปิดอีก แต่ต้อง สลักหลังฉบับนั้น ๆ ไว้ว่า ได้เสีย ค่าอากรแล้ว ๑๐. บิลออฟเลดิง ๒๕ สตางค์ ผู้กระทำตราสาร ผู้กระทำตราสาร
ยกเว้นไม่ต้องเสียอากร ก. ถ้าออกเป็นสำรับ และฉบับแรก ในสำรับนั้นปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว ฉบับอื่น ๆ ไม่ต้องปิดอีก แต่ต้องสลัก หลังฉบับนั้น ๆ ไว้ว่า ได้เสียอากรแล้ว ข. บิลออฟเลดิงสำหรับสินค้าที่ส่งเข้า มาในสยาม ๑๑. (๑) ใบหุ้นหรือใบหุ้นกู้หรือใบรับรอง หนี้ ของบริษัท สมาคม คณะบุคคล หรือองค์การใด ๆ ๑๐
สตางค์ ผู้ทรงตราสาร ผู้ทรงตราสาร (๒) พันธบัตรของรัฐบาลใด ๆ ที่ขาย ในประเทศไทย ทุกจำนวนเงิน ๑๐๐ บาท หรือเศษของ ๑๐๐ บาท ๑ บาท ผู้ทรงตราสาร ผู้ทรงตราสาร ยกเว้นไม่ต้องเสียอากร ใบหุ้น ใบหุ้นกู้ หรือใบรับรองหนี้ของสหกรณ์ ๑๒. เช็คหรือหนังสือคำสั่งใด ๆ ซึ่งใช้ แทนเช็ค ๕ สตางค์ ผู้สั่งจ่าย ผู้สั่งจ่าย ๑๓.
ใบฝากเงินต่อธนาคารโดยมีดอกเบี้ย ก. ใบฝากที่มีจำนวนเงินต่ำกว่า ๕๐๐ บาท ๒๕ สตางค์ ผู้รับฝาก ผู้รับฝาก ข. ใบฝากที่มีจำนวนเงินตั้งแต่ ๕๐๐ บาทขึ้นไป ๕๐ สตางค์ ผู้รับฝาก ผู้รับฝาก ๑๔. เลตเตอร์ออฟเครดิต ก. ออกในสยาม เงินต่ำกว่า ๑,๒๐๐ บาท ๑ บาท ผู้ออกตราสาร ผู้ออกตราสาร เงินตั้งแต่ ๑,๒๐๐ บาทขึ้นไป แต่
ต่ำกว่า ๖,๐๐๐ บาท ๓ บาท ผู้ออกตราสาร ผู้ออกตราสาร เงินตั้งแต่ ๖,๐๐๐ บาทขึ้นไป ๕ บาท ผู้ออกตราสาร ผู้ออกตราสาร ข. ออกในต่างประเทศและให้ชำระ เงินในสยาม คราวละ ๒๕ สตางค์ ผู้ทรงคนแรกในสยาม ผู้ทรงคนแรกในสยาม ๑๕. เช็คสำหรับผู้เดินทาง ก. ออกในสยาม ฉบับละ ๑๐ สตางค์ ผู้ออกเช็ค ผู้ออกเช็ค ข.
ออกในเมืองต่างประเทศ แต่ให้ ชำระเงินในสยาม ฉบับละ ๑๐ สตางค์ ผู้ทรงคนแรกในสยาม ผู้ทรงคนแรกในสยาม ๑๖. ใบรับของ ซึ่งออกให้เนื่องในกิจการรับขนส่งสินค้าภายในประเทศ โดยทางน้ำ ทางบกและทางอากาศ
คือตราสารซึ่งลงลายมือชื่อพนักงานหรือนายสินค้าของยานพาหนะรับขนส่งซึ่งออกรับของดังระบุไว้ในใบรับนั้นเมื่อไม่ได้ออกบิลออฟเลดิง ก. ใบรับของที่ออกสำหรับรับขนส่ง และมีมูลค่ารับขนส่งน้อยกว่า ๕ บาท สำรับละ ๑๐ สตางค์ ผู้ออกใบรับ ผู้ออกใบรับ ข. ใบรับของในกรณีอื่น สำรับละ ๒๕ สตางค์ ผู้ออกใบรับ ผู้ออกใบรับ ๑๗.
ค้ำประกัน ก. สำหรับเงินจำนวนไม่ถึง ๕๐๐ บาท ทุกจำนวนเงิน ๑๐๐ บาท หรือเศษของ ๑๐๐ บาท ข. สำหรับจำนวนเงินตั้งแต่๕๐๐ บาท ขึ้นไป ๑ บาท ๕ บาท ผู้ค้ำประกัน ผู้ค้ำประกัน ผู้ค้ำประกัน ผู้ค้ำประกัน ยกเว้นไม่ต้องเสียอากร ก. ค้ำประกันหนี้เนื่องแต่การที่รัฐบาล ให้ราษฎรกู้หรือยืมเพื่อการบริโภคหรือ การเกษตรกรรม ข.
ค้ำประกันหนี้เนื่องแต่การที่สหกรณ์ ให้สมาชิกกู้ยืมเงิน ๑๘. จำนำ จำนวนหนี้ทุก ๑๐๐ บาทหรือเศษของ ๑๐๐ บาท ๑๐ สตางค์ ผู้รับจำนำ ผู้จำนำ ถ้าการจำนำมิได้จำกัดจำนวนหนี้ไว้ ๑ บาท ผู้รับจำนำ ผู้จำนำ ยกเว้นไม่ต้องเสียอากร ก. ตั๋วจำนำของโรงรับจำนำที่ได้รับ อนุญาตตามกฎหมาย ข.
จำนำอันเกี่ยวกับการกู้ยืมซึ่งได้ปิด แสตมป์บริบูรณ์แล้วตามข้อ ๕ ๑๘. ใบรับของคลังสินค้า ๒๕ สตางค์ นายคลังสินค้า นายคลังสินค้า ๒๐. คำสั่งให้ส่งมอบของ คือตราสารซึ่ง บุคคลซึ่งปรากฏนามในตราสารนั้น หรือ ผู้ซึ่งบุคคลนั้นตรานามไว้หรือผู้ทรงมี สิทธิที่จะรับมอบสินค้าอันอยู่ในอู่หรือ
เมืองท่าหรือคลังสินค้าซึ่งรับเก็บหรือ รับฝาก โดยเรียกเก็บค่าเช่าหรือรับ สินค้าอันอยู่ที่ท่าสินค้า โดยที่เจ้าของ ลงลายมือชื่อ หรือมีผู้อื่นลงลายมือ ชื่อแทนในเมื่อขายหรือโอนทรัพย์สิน อันปรากฏในตราสารนั้น ๕ สตางค์ ผู้ออกคำสั่ง ผู้ออกคำสั่ง ๒๑. ตัวแทน ก. มอบอำนาจเฉพาะการ ๕ บาท ตัวการ ตัวการ ข.
มอบอำนาจทั่วไป ๑๐ บาท ตัวการ ตัวการ ยกเว้นไม่ต้องเสียอากร การตั้งตัวแทนในกรณีสหกรณ์เป็นตัวการ ๒๒. คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ก. ในกรณีซึ่งพิพาทกันด้วยจำนวนเงิน หรือราคาทุกจำนวนเงิน ๑๐๐ บาท หรือเศษของ ๑๐๐ บาท ๑๐ สตางค์ อนุญาโต ตุลาการ อนุญาโต ตุลาการ ข. ในกรณีซึ่งไม่กล่าวถึงจำนวนเงิน หรือราคา ๑๐ บาท
อนุญาโต ตุลาการ อนุญาโต ตุลาการ ๒๓. คู่ฉบับหรือคู่ฉีกแห่งตราสาร คือ เอกสารซึ่งมีข้อความอย่างเดียวกันกับต้น ฉบับหรือต้นสัญญา และผู้กระทำ ตราสารได้ลงลายมือชื่อไว้อย่างเดียว กับต้นฉบับ ก. ถ้าต้นฉบับเสียอากรไม่เกิน ๕๐ สตางค์ เท่ากับอากรที่ ต้องเสียสำหรับ ต้นฉบับ (๑)
ถ้าไม่มีบุคคลอีกฝ่ายหนึ่งเป็นคู่สัญญา คนที่เสียอากรสำหรับต้นฉบับ ต้องเป็นผู้เสีย คนเดียวกับ ผู้ขีดฆ่า ต้นฉบับ ข. ถ้าเกิน ๕๐ สตางค์ ๕๐ สตางค์ (๒) ถ้ามีบุคคลอีกฝ่ายหนึ่งเป็นคู่สัญญา บุคคลอีกฝ่ายหนึ่งนั้น ต้องเป็นผู้เสียภาษีอากร ยกเว้นไม่ต้องเสียอากร ถ้าฝ่ายที่ต้องเสียอากรเป็นสหกรณ์ ๒๔.
หนังสือบริคณห์สนธิ ของบริษัทจำกัด ที่ส่งต่อนายทะเบียน ๕๐ บาท ผู้เริ่มก่อการ ผู้เริ่มก่อการ ๒๕. ข้อบังคับของบริษัทจำกัด ที่ส่งต่อ นายทะเบียน ๕๐ บาท กรรมการ กรรมการ ๒๖. ข้อบังคับใหม่หรือสำเนาหนังสือ บริคณห์สนธิ หรือข้อบังคับของบริษัท จำกัดซึ่งเปลี่ยนแปลงใหม่ที่ส่งต่อ นายทะเบียน ๑๐ บาท กรรมการ กรรมการ
๒๗. หนังสือสัญญาห้างหุ้นส่วน ก. หนังสือสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วน ๑๐ บาท ผู้เป็นหุ้นส่วน ผู้เป็นหุ้นส่วน ข. หนังสือสัญญาที่แก้ไขสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วน ๒ บาท ผู้เป็นหุ้นส่วน ผู้เป็นหุ้นส่วน ๒๘. ใบรับ (เว้นแต่เอกสารการโพยก๊วน ตามข้อ ๓๑) ออกตามจำนวนเงินในใบรับ ก. สำหรับมูลค่าเกินกว่า ๕ บาท แต่ไม่เกิน
๒๐ บาท ๑๐ สตางค์ ผู้ออกใบรับ ผู้ออกใบรับ ข. สำหรับมูลค่าเกินกว่า ๒๐ บาท ทุก ๒๐ บาท หรือเศษของ ๒๐ บาท ๑๐ สตางค์ ผู้ออกใบรับ ผู้ออกใบรับ ค. ใบรับในการเช่าซื้อหรือการขายที่จำต้องออกตามความในมาตรา ๑๐๕ ทุกจำนวน ๒๐ บาท หรือเศษของ๒๐ บาท ๑๐ สตางค์ ผู้ออกใบรับ ผู้ออกใบรับ ยกเว้นไม่ต้องเสียอากร ก.
การรับเงินซึ่งมีการรับแสดงไว้ในตราสารนั้นเอง และตราสารนั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้วในลักษณะตราสารอย่างอื่น ทั้งขณะเมื่อได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ การรับที่มีแสดงไว้นั้นเป็นองค์ของตราสารนั้นอยู่แล้ว ข. การสลักหลังตั๋วเงินแสดงการรับเงินในตั๋วนั้นทั้งจำนวน
เว้นแต่การสลักหลังแสดงการรับเงินในตั๋วสัญญาใช้เงินออกให้ในลักษณะกู้ยืมเงิน ค. การรับตั๋วเงินซึ่งมิใช่เป็นการชำระหรือประกันหนี้ ง. การรับเงินซึ่งออกในการซื้อขายหรือโอนเงินตราทางธนาคารหรือทางองค์การของรัฐบาล จ. การรับเงินบำนาญ บำเหน็จ ค่าจ้างหรือเบี้ยทดแทนรายจ่ายซึ่งรัฐบาลหรือนายจ้างจ่ายให้ลูกจ้าง ฉ.
ใบรับที่ธนาคารออกให้ในการส่งเงินฝากกระแสรายวัน ช. ใบรับเงินที่รัฐบาลจ่ายคืน ซ. ใบรับเงินทางธนาณัติ ฌ. ใบรับที่ลูกจ้างและนายจ้างออกให้ซึ่งกันและกัน หรือที่ลูกจ้างออกให้ระหว่างกันและกันสำหรับเงินที่จ่ายรับกันในกิจการของนายจ้างตามหน้าที่
ข้อยกเว้นนี้ให้ใช้ตลอดถึงใบรับที่บุคคลในคณะบุคคลซึ่งกระทำกิจการร่วมกันออกให้ซึ่งกันและกันตามหน้าที่เพื่อดำเนินกิจการของคณะบุคคลนั้น ญ. ใบรับที่ออกในต่างประเทศ เว้นแต่ใบรับเบี้ยประกันภัย ฎ. ใบรับซึ่งผู้ประกอบการเกษตรออกให้ในการจำหน่ายพืชผลอันเกิดจากเกษตรกรรมของตน เช่นข้าวเปลือก ผัก ปลา สัตว์ ของป่า
ฏ. ใบรับเงินจากคลังออมสิน ฐ. ใบรับที่ออกให้ในกรณีที่ขายสินค้า ซึ่งทำในราชอาณาจักรส่งออกไปจำหน่ายนอกราชอาณาจักร ฑ. ใบรับที่สหกรณ์และสมาชิกออกให้ซึ่งกันและกัน ฒ. ใบรับชั่วคราวซึ่งออกในการรับเบี้ยประกันภัยครั้งแรก
แต่ถ้าผู้ทรงจะเรียกร้องเอาสิทธิอย่างอื่นนอกจากให้ส่งมอบใบรับตัวจริงแล้วต้องปิดแสตมป์เสียก่อนเช่นเดียวกับที่จะต้องปิดสำหรับใบรับตัวจริง ณ. ใบรับในการไถ่ถอนการจำนองและไถ่ถอนการขายฝากซึ่งได้จดทะเบียนการไถ่ถอนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ด. ใบรับเงินค่าพันธบัตรเงินกู้ของรัฐบาลที่โอน ต.
ใบรับเงินค่าตั๋วเงินคลังที่โอน ถ. ใบรับเงินสำหรับค่าปริวรรตเงินซึ่งธนาคารเป็นผู้ออก ท. ใบรับออกให้แก่ธนาคารแห่งประเทศไทยเนื่องในการแลกเปลี่ยนธนบัตร ธ. ใบรับเงินซึ่งธนาคารเพื่อการสหกรณ์เป็นผู้ออก ๒๙. แบบพิมพ์ของรัฐบาล ก . แบบพิมพ์ซึ่งกฎหมายได้กำหนดราคาสูงกว่าฉบับละ ๑๐ สตางค์ ให้ปิดแสตมป์แทนราคา
ตามราคาที่กฎหมายกำหนด ผู้ทำตราสาร เจ้าพนักงานผู้จ่ายแบบพิมพ์ ข . แบบพิมพ์อื่น ๆ ๑๐ สตางค์ ผู้ทำตราสาร เจ้าพนักงานผู้จ่ายแบบพิมพ์ ค . (ยกเลิก) ง . (ยกเลิก) จ . (ยกเลิก) ฉ . (ยกเลิก) ยกเว้นไม่ต้องเสียอากร ก. ในกรณีสหกรณ์หรือเทศบาลเป็นผู้เสียอากร ข. แบบพิมพ์ซึ่งรัฐบาลขอร้องให้กรอกเพื่อความรู้ของรัฐบาล
โดยผู้กรอกไม่มีความผูกพันตามกฎหมายที่จะพึงต้องปฏิบัติ ค. แบบพิมพ์ซึ่งเจ้าบ้านต้องกรอกตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๒ ก. แห่งกฎกระทรวงการคลังออกตามความในประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๗) ว่าด้วยเงินช่วยการประถมศึกษา ง. แบบพิมพ์ซึ่งนักเรียนหรือนักศึกษาใช้ตอบข้อสอบ จ. แบบพิมพ์ที่ใช้ในการฝากและถอนเงินคลังออมสิน ฉ.
แบบป.ค. ๔๓ ช. แบบ ป.๒ เรื่องแจ้งความสำรวจเด็กของกระทรวงธรรมการ ซ. แบบ ป.๕ เรื่องส่งเด็กเข้าเรียนของกระทรวงธรรมการ ฌ. แบบพิมพ์ของกองประมวลสถิติ ญ. แบบ ร.ว. ๒๒ เรื่องชี้เขตที่ดินของกรมที่ดินและโลหกิจ ๓๐. เรื่องราวยื่นต่อรัฐบาลหรือเทศบาล ซึ่งร้องขอประโยชน์อันมีมูลค่า ตาม ที่จะได้กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ๑๐
สตางค์ ผู้กระทำ ตราสาร ผู้กระทำ ตราสาร ๓๑. เอกสารโพยก๊วน ที่แสดงการรับ แลกหรือการรับส่งเงิน ทุก ๕ บาท หรือเศษของ ๕ บาท ๑๐ สตางค์ เจ้าสำนักโพยก๊วน เจ้าสำนักโพยก๊วน
มาตรา ๑๓๐ ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น “มหรสพ” หมายความว่า การแสดง การเล่น หรือการกีฬา การประกวด หรือการกระทำใด ๆ ที่จัดขึ้นเพื่อเก็บเงินจากผู้ดู “เข้าดู” หมายความตลอดถึงการเข้าดู เข้าฟัง หรือเข้ามีส่วนแสดงมหรสพ “ผู้ดู” หมายความว่า บุคคลที่เข้าดู “ค่าดู” หมายความว่า
เงินที่ผู้ดูต้องจ่ายเป็นค่าตั๋ว “ตั๋ว” หมายความว่า บัตรหรือหนังสืออนุญาตที่ออกให้แก่ผู้ดู “แสตมป์” หมายความว่า แสตมป์ของรัฐบาลซึ่งกำหนดลักษณะโดยกฎกระทรวง “แสตมป์ดุน” หมายความว่า แสตมป์ที่ดุนบนตั๋วด้วยแม่พิมพ์ซึ่งรัฐบาลทำและมีกำหนดลักษณะโดยกฎกระทรวง “ขีดฆ่า” หมายความว่า
การกระทำเพื่อมิให้ใช้แสตมป์ได้อีก โดยขีดเส้นคร่อมฆ่าแสตมป์และลงวันเดือนปีที่ขีดคร่อม “เจ้าของ” หมายความว่า ผู้จัดให้มีมหรสพ และผู้รับผิดชอบดำเนินการมหรสพ “พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า เจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง
มาตรา ๑๓๑ ตั้งแต่วันที่ ๑ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๓ เป็นต้นไป ให้เรียกเก็บอากร เรียกว่าอากรมหรสพ ตามจำนวนค่าดู หรือตามลักษณะตั๋วที่ใช้ตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้
มาตรา ๑๓๒ การเสียอากร ให้เสียโดยใช้แสตมป์ปิดตั๋ว และขีดฆ่า หรือโดยใช้ตั๋วมีแสตมป์ดุน และให้เสียเป็นรายตัวผู้ดู ถ้าตั๋วทำเป็นเล่มออกให้แก่ผู้ดู ต้องเสียอากรตามจำนวนค่าดูในตั๋วทุกฉบับ ถ้าเป็นตั๋วออกให้สำหรับเข้าดูได้หลายครั้ง ให้เสียอากรตามจำนวนเงินค่าดูที่ปรากฏในตั๋วนั้น
มาตรา ๑๓๓ ให้เจ้าของเป็นผู้ที่มีหน้าที่เสียอากรและให้มีหน้าที่ขีดฆ่า หรือจัดให้ผู้อื่นขีดฆ่าแสตมป์ที่ปิดบนตั๋วก่อนมอบตั๋วให้ผู้ดูหรือผู้ซื้อไป แต่ตั๋วไม่เสียค่าดูนั้น ให้ผู้ถือตั๋วเข้าดูเป็นผู้มีหน้าที่เสียอากรและขีดฆ่าแสตมป์ที่ปิดบนตั๋ว
มาตรา ๑๓๔ มหรสพที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ไม่อยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติในหมวดนี้ (๑)มหรสพที่เก็บเงินเพื่อบำรุงสาธารณประโยชน์โดยเฉพาะ ตามเงื่อนไขและวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง (๒)มหรสพภายในเขตวัดหรือบริเวณใกล้เคียงกับเขตวัดตามที่อธิบดีเห็นสมควรซึ่งวัดจัดขึ้นและเป็นเทศกาลประจำปี
(๓)มหรสพที่เก็บค่าดูเป็นอัตราสูงสุดไม่เกิน ๕๐ สตางค์ (๔)มหรสพซึ่งรัฐมนตรีกำหนดในกฎกระทรวง (๕) กีฬาสำหรับสถานศึกษาซึ่งกระทรวงศึกษาธิการจัดให้มีขึ้น
มาตรา ๑๓๕ นอกจากจะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ห้ามมิให้เจ้าของ หรือบุคคลที่เจ้าของแต่งตั้งคอยรับตั๋วอนุญาตให้ผู้ใดเข้าดู เว้นแต่ (๑) มีตั๋วปิดแสตมป์ซึ่งขีดฆ่าแสดงว่าเสียอากรครบถ้วนแล้ว หรือ (๒) มีตั๋วมีแสตมป์ดุนแสดงว่าเสียอากรครบถ้วนแล้ว หรือ (๓)
ผู้ดูเป็นเด็กซึ่งไม่ต้องเสียค่าเข้าตามระเบียบการของเจ้าของ แต่เด็กนั้นต้องมีอายุไม่เกิน ๗ ขวบและสูงไม่เกิน ๑ เมตร (๔) ผู้มีหน้าที่ทำการเกี่ยวกับมหรสพซึ่งโดยลักษณะหน้าที่ ผู้นั้นไม่ต้องเสียค่าดู
มาตรา ๑๓๖ ตั๋วนั้นต้องทำด้วยกระดาษอ่อนและอย่างน้อยต้องมีอักษรไทย ให้ปรากฏข้อความต่อไปนี้ (๑) ชื่อสถานที่สำหรับมหรสพหรือเจ้าของ หรือคณะมหรสพ (๒) เลขที่ตามลำดับของตั๋ว (๓) กำหนดวันเข้าดู (๔) ราคาตั๋ว (๕) ชั้นที่ดู (ถ้ามี) ถ้าเป็นตั๋วไม่เสียค่าดูออกให้สำหรับเข้าดูฉบับละครั้งเดียว
ให้ระบุจำนวนผู้ดูแทนกำหนดวันเข้าดูและราคาตั๋วถ้าออกให้สำหรับเข้าดูฉบับละหลายครั้ง ให้ระบุระยะเวลาเข้าดูและจำนวนผู้ดูแทนกำหนดวันเข้าดูและราคาตั๋ว
มาตรา ๑๓๗ ให้เจ้าของหรือบุคคลซึ่งเจ้าของแต่งตั้งคอยรับตั๋วจากผู้ดูซึ่งต้องมีตั๋วอันต้องเสียอากร
มาตรา ๑๓๘ ให้เจ้าของหรือผู้ได้รับแต่งตั้งตามมาตรา ๑๓๗ ฉีกตั๋วในขณะที่ได้รับจากผู้ดู โดยอย่างน้อยต้องให้แสตมป์ที่ปิดอยู่หรือแสตมป์ดุนขาดเป็นสองตอน แล้วเก็บไว้ส่วนหนึ่ง ส่วนของตั๋วที่เก็บไว้นั้น ต้องรักษาไว้ไม่น้อยกว่า ๓ วัน เว้นแต่ตั๋วที่ออกให้สำหรับเข้าดูหลายครั้ง
มาตรา ๑๓๙ ห้ามมิให้เจ้าของซื้อแสตมป์หรือตั๋วมีแสตมป์ดุนจากที่อื่น นอกจาก ณ ที่ว่าการอำเภอหรือที่ซึ่งรัฐมนตรีกำหนดไว้
มาตรา ๑๔๐ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในสถานที่มหรสพได้เท่าที่จำเป็น เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติตามบทบัญญัติในหมวดนี้ กับมีอำนาจยึดเอกสารหลักฐานอื่นมาตรวจสอบ และออกหมายเรียกเจ้าของผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องหรือพยานหลักฐานอันควรแก่เรื่องมาไต่สวนได้เมื่อมีเหตุผลสมควร
นอกจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามความในวรรคก่อน พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจมีอำนาจเข้าไปในสถานที่มหรสพ เพื่อตรวจตรารักษาความสงบเรียบร้อยได้เท่าที่จำเป็น
มาตรา ๑๔๑ ให้อธิบดีมีอำนาจกำหนดวิธีการให้เจ้าของปฏิบัติเพื่อให้การเสียอากรในหมวดนี้เป็นไปโดยรัดกุมและให้เจ้าของปฏิบัติการตามนั้น
มาตรา ๑๔๒ ผู้ใดฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา ๑๓๓ มาตรา ๑๓๕ หรือมาตรา ๑๔๐ ตรี หรือโดยรู้อยู่แล้วไม่อำนวยความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติการตามหน้าที่ หรือโดยรู้อยู่แล้วหรือจงใจไม่ปฏิบัติตามหมายของพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งออกตามมาตรา ๑๔๐ หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถาม
มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน
มาตรา ๑๔๓ ผู้ใดฝ่าฝืนบัญญัติมาตรา ๑๓๖ มาตรา ๑๓๗ มาตรา ๑๓๘ มาตรา ๑๓๙ หรือมาตรา ๑๔๑ ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ๑๐๐ บาท
บัญชีอัตราอากรมหรสพ ๑. ภาพยนต์ให้เก็บอากรร้อยละ ๕๐ของค่าตั๋ว ๒.กีฬาซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้จัดให้มีขึ้น ให้เก็บอากรร้อยละ ๑๐ ของค่าตั๋ว ๓. มหรสพอย่างอื่นให้เก็บอากรร้อยละ ๓๐ ของค่าตั๋ว ถ้าเป็นกีฬาตามที่กำหนดในกฎกระทรวงให้เก็บอากรร้อยละ ๒๐ ของค่าตั๋ว ๔. ถ้าเป็นมหรสพผสมให้เก็บอากรในอัตราสูง
๕.ตั๋วไม่เสียค่าดูให้เก็บอากรตามราคาชั้นที่ดูเป็นรายครั้งและรายบุคคลที่เข้าดู ๖. การคำนวณอากรถ้าเอาห้าหารมีเศษต่ำกว่าห้าสตางค์ให้ปัดทิ้ง ๗. บัตรที่ทางราชการออกให้เข้าดูโดยไม่ต้องเสียค่าดูและตั๋วที่มีราคาไม่เกิน ๕๐ สตางค์ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียอากร
ลักษณะ ๓ เงินช่วยบำรุงท้องที่
มาตรา ๑๔๔ ให้เรียกเก็บเงินช่วยบำรุงท้องที่สำหรับบำรุงความผาสุกของราษฎรในท้องที่ เงินนี้ให้เรียกว่า “เงินช่วยบำรุงท้องที่”
มาตรา ๑๔๕ การเรียกเก็บเงินช่วยบำรุงท้องที่ซึ่งบัญญัติไว้ในลักษณะนี้ ให้อยู่ในอำนาจหน้าที่และการควบคุมของกรมสรรพากร
มาตรา ๑๔๖ ในลักษณะนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น “ที่ดิน” ให้กินความถึงทางน้ำ บ่อน้ำ สระน้ำ ฯลฯ “เจ้าพนักงานสำรวจ” หมายความว่า เจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง
มาตรา ๑๔๗ เงินช่วยบำรุงท้องที่นั้น เมื่อเก็บมาได้เท่าใด ให้จ่ายบำรุงท้องที่ตามเกณฑ์ดังนี้ (๑) บำรุงท้องที่ภายในเขตตำบลร้อยละ ๖๐ (๒) บำรุงท้องที่ภายในเขตอำเภอร้อยละ ๒๐ (๓) บำรุงท้องที่ภายในเขตจังหวัดร้อยละ ๒๐ (๔) ถ้าเงินช่วยบำรุงท้องที่นี้เก็บในเขตเทศบาล
ก็ให้บำรุงท้องที่ภายในตำบลในเขตเทศบาลนั้นร้อยละ ๕๐ และบำรุงท้องที่โดยทั่วไปภายในเขตเทศบาลนั้นร้อยละ ๕๐ เงินบำรุงท้องที่ตาม (๑)ถ้าที่ประชุมกำนันในท้องที่อำเภอใด โดยนายอำเภอเป็นประธานลงมติเสียงข้างมากเห็นสมควรจะโอนเงินไปจ่ายบำรุงตำบลอื่นในท้องที่อำเภอเดียวกัน
และถ้าคณะกรมการจังหวัดอนุมัติตามมตินั้นแล้วก็ให้ทำได้
มาตรา ๑๔๘ การใช้จ่ายเงินช่วยบำรุงท้องที่นี้ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีจะได้กำหนดไว้ในกฎกระทรวง
มาตรา ๑๔๙ บุคคลใดมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน หรือครอบครองอยู่ในที่ดินซึ่งไม่เป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชนคนใด บุคคลนั้นมีหน้าที่เสียเงินช่วยบำรุงท้องที่ปีละ ๑ ครั้งสำหรับที่ดินแปลงนั้น ตามประเภทชั้นของที่ดินและอัตราในบัญชีท้ายลักษณะนี้
มาตรา ๑๕๑ ที่ดินซึ่งมีราคาปานกลางสูงกว่าไร่ละ ๑๐,๐๐๐ บาท ให้ถือว่าไม่ใช่ที่ดินสำหรับอยู่อาศัย และไม่ได้รับการยกเว้นตามมาตรา ๑๕๐
มาตรา ๑๕๒ ที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกันกับโรงเรือนซึ่งต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินหรือภาษีโรงร้าน ตึก แพ นั้น ให้ยกเว้นไม่ต้องเสียเงินช่วยบำรุงท้องที่
มาตรา ๑๕๓ ที่ดินดังต่อไปนี้ให้ยกเว้นไม่ต้องเสียเงินช่วยบำรุงท้องที่ (๑) พระราชวังอันเป็นส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน (๒) สาธารณสมบัติของแผ่นดิน และที่ดินของรัฐบาลซึ่งใช้ในกิจการของรัฐบาลหรือสาธารณะโดยมิได้หาผลประโยชน์ (๓) ที่ดินของเทศบาล ซึ่งใช้ในกิจการของเทศบาลหรือสาธารณะโดยมิได้หาผลประโยชน์ (๔)
ที่ดินที่ใช้เฉพาะการพยาบาลสาธารณะ การศึกษาสาธารณะหรือการกุศลสาธารณะ (๕) ที่ดินที่ใช้เฉพาะในศาสนกิจศาสนาโดยใดศาสนาหนึ่งหรือพระอาราม หรือสำนักสงฆ์ หรือที่ธรณีสงฆ์ หรือสถานวัดบาทหลวงสถานพักสอนศาสนา หรือที่ศาลเจ้า (๖) สุสาน และฌาปนสถาน (๗) ที่ดินทำทางรถไฟ การประปา หรือการไฟฟ้า (๘)
ที่ดินซึ่งรัฐมนตรีออกกฎกระทรวงยกเว้น
มาตรา ๑๕๔ ให้คณะกรรมการจังหวัดตั้งกรรมการพิจารณาตีราคาปานกลางของที่ดินในตำบลหนึ่ง ๆ ประกอบด้วยบุคคลในท้องที่นั้น ดังต่อไปนี้ (๑) ในกรณีที่ดินในเขตเทศบาลให้มีนายอำเภอ ๑ ผู้ทรงวุฒิ ๑ และเทศมนตรีหรือผู้แทน ๑ (๒) ในกรณีที่ดินนอกเขตเทศบาลให้มีนายอำเภอ ๑ ผู้ทรงวุฒิ ๑ และกำนัน ๑
ถ้าราคาที่ดินในเขตนั้นแตกต่างกันมาก ก็ให้กำหนดเขตเป็นหน่วย ๆ ภายในตำบลนั้นเพื่อประโยชน์แก่การตีราคาปานกลางให้เที่ยงธรรม
มาตรา ๑๕๕ การตีราคาปานกลางนั้นมิให้คำนวณราคาโรงเรือนสิ่งปลูกสร้างหรือสิ่งเพาะปลูกเข้าด้วย
มาตรา ๑๕๖ เมื่อคณะกรรมการตีราคาปานกลางแล้ว ให้เสนอการตีราคานั้นต่อคณะกรมการจังหวัดพิจารณา แล้วให้คณะกรมการจังหวัดนำเข้าปรึกษาสภาจังหวัด เมื่อสภาจังหวัดเห็นชอบด้วยหรือแก้ไขประการใดแล้ว ก็ให้คณะกรมการจังหวัดประกาศประเภทและชั้นของที่ดินนั้นไว้ ณ ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอและตำบลนั้น ๆ
ในกรณีที่ไม่มีสภาจังหวัด เมื่อคณะกรรมการตีราคาปานกลางแล้วให้เสนอการตีราคานั้นต่อคณะกรรมการจังหวัดพิจารณา เมื่อคณะกรรมการจังหวัดเห็นชอบด้วยหรือแก้ไขประการใดแล้ว ก็ให้คณะกรรมการจังหวัดประกาศประเภทและชั้นของที่ดินนั้นไว้ ณ ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ และตำบล นั้น ๆ
มาตรา ๑๕๗ การกำหนดชั้นของที่ดินคราวหนึ่ง ๆ ให้ใช้ได้ไม่เกิน ๕ ปี ภายในเวลา ๕ ปี นับแต่วันประกาศ เมื่อมีเหตุแสดงว่าราคาที่ดินที่ได้ตีราคาไว้นั้นเปลี่ยนแปลงไปมาก ผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งมีสิทธิร้องขอต่อศาลให้สั่งให้คณะกรมการจังหวัดกำหนดชั้นของที่ดินนั้นเสียใหม่
หรือคณะกรมการจังหวัดจะกำหนดชั้นของที่ดินนั้นใหม่เสียเองก็ได้ และต้องปฏิบัติตามความในมาตรา ๑๕๖ ถ้ามีการกำหนดชั้นของที่ดินใหม่ตามความในวรรค ๒ ให้การกำหนดชั้นใหม่นี้มีผลปฏิบัติในปีรุ่งขึ้นเป็นต้นไป
มาตรา ๑๕๘ การสำรวจรังวัดพื้นที่ดินและการแจ้งให้ผู้ต้องเสียเงินช่วยบำรุงท้องที่มาเสียเงิน ให้ปฏิบัติตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง
มาตรา ๑๕๙ ในการสำรวจรังวัดพื้นที่ดิน ให้ผู้ต้องเสียเงินช่วยบำรุงท้องที่ชี้เขตบอกจำนวนพื้นที่ดิน และให้ความสะดวกแก่เจ้าพนักงานสำรวจตามสมควร
มาตรา ๑๖๐ ผู้ใดไม่ชี้เขตหรือไม่ยอมบอกจำนวนพื้นที่ดิน หรือชี้เขตหรือบอกจำนวนพื้นที่ดินขาดจากจำนวนที่เป็นจริง เจ้าพนักงานสำรวจอาจสำรวจเอาเองตามที่รู้เห็นว่าถูกต้อง
มาตรา ๑๖๑ ที่ดินซึ่งใช้ในการเพาะปลูกพืช ถ้าการเพาะปลูกในบริเวณนั้นเสียหายมากผิดปกติ หรือทำไม่ได้ด้วยเหตุอันพ้นวิสัยที่จะป้องกันได้โดยทั่วไป ให้คณะกรมการจังหวัดมีอำนาจพิจารณายกเว้นหรือลดหย่อนเงินช่วยบำรุงท้องที่ได้ตามสมควร ที่ดินซึ่งใช้ในการเพาะปลูกพืชดังกล่าวในวรรคก่อน
จะต้องเป็นที่ดินนอกเขตเทศบาลเมืองหรือเทศบาลนคร หรือนอกเขตที่ดินประเภท ๓ ตามบัญชีประเภทและชั้นของที่ดินท้ายลักษณะนี้ ที่ดินซึ่งใช้ในการเพาะปลูกพืชตามที่อำเภอกำหนดให้ ถ้าการเพาะปลูกในบริเวณนั้นเสียหายมากผิดปกติ หรือทำไม่ได้ด้วยเหตุพันวิสัย ให้ยกเว้นไม่ต้องเสียเงินช่วยบำรุงท้องที่
มาตรา ๑๖๒ ที่ดินของเจ้าของเดียวและมีเขตติดต่อกัน ซึ่งถ้าคิดเงินช่วยบำรุงท้องที่ตามอัตราเต็มจำนวนเป็นเงินเกินกว่า ๑ บาทแล้ว แม้จะได้รับการลดหย่อนตามมาตรา ๑๖๑ ก็ต้องเสียเงินช่วยบำรุงท้องที่อย่างต่ำปีละ ๑ บาท และถ้าเงินช่วยบำรุงท้องที่ซึ่งต้องเสียมีเศษต่ำกว่า ๕ สตางค์ ให้ปัดขึ้นเป็น ๕ สตางค์
มาตรา ๑๖๓ ให้ผู้ต้องเสียเงินช่วยบำรุงท้องที่เสียเงินนั้นภายใน ๓๐ วันนับแต่วันแจ้งให้เสียเงินตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ในการนี้ ให้นำมาตรา ๑๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๑๖๔ เมื่อกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองของผู้เสียเงินช่วยบำรุงท้องที่ได้โอนตกไปยังบุคคลอื่นโดยเหตุใด ๆ ก็ตาม ให้ผู้รับโอนมีหน้าที่ร่วมกันในการเสียเงินช่วยบำรุงท้องที่
มาตรา ๑๖๕ ผู้ใดจงใจไม่ยอมชี้เขตหรือไม่บอกจำนวนพื้นที่ดิน หรือจงใจชี้เขตหรือบอกจำนวนพื้นที่ดินขาดจากจำนวนที่เป็นจริง หรือขัดขวางเจ้าพนักงานสำรวจ ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ๕๐ บาท
มาตรา ๑๖๖ เงินช่วยบำรุงท้องที่ซึ่งต้องเสียตามลักษณะนี้ เมื่อถึงกำหนดแล้วไม่เสีย ให้ถือว่าเป็นเงินค้าง เพื่อให้ได้รับเงินค้างดังกล่าวนี้ ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๘ มาตรา ๑๒ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
บัญชีประเภทและชั้นของที่ดิน ประเภท ๑ ที่ดินนอกเขตเทศบาล ชั้น ราคาปานกลางของที่ดิน อัตราเงินช่วยบำรุงท้องที่ไร่ละ บาท สตางค์ ๑ ไม่เกินไร่ละ ๒๐ บาท - ๑๐ ๒ ตั้งแต่ไร่ละกว่า ๒๐ บาทถึง ๔๐ บาท - ๑๕ ๓ ตั้งแต่ไร่ละกว่า ๔๐ บาทถึง ๖๐ บาท - ๒๐ ๔ ตั้งแต่ไร่ละกว่า ๖๐ บาทถึง ๘๐ บาท - ๒๕ ๕ ตั้งแต่ไร่ละกว่า ๘๐
บาทขึ้นไป - ๓๐ ประเภท ๒ ที่ดินในเขตเทศบาล ชั้น ราคาปานกลางของที่ดิน อัตราเงินช่วยบำรุงท้องที่ไร่ละ บาท สตางค์ ๑ ไม่เกินไร่ละ ๕๐ บาท - ๒๕ ๒ ตั้งแต่ไร่ละกว่า ๕๐ บาท ถึง ๑๐๐ บาท - ๕๐ ๓ ตั้งแต่ไร่ละกว่า ๑๐๐ บาท ถึง ๒๐๐ บาท - ๗๕ ๔ ตั้งแต่ไร่ละกว่า ๒๐๐ บาท ถึง ๔๐๐ บาท ๑ ๐๐ ๕ ตั้งแต่ไร่ละกว่า ๔๐๐ บาท ถึง
๖๐๐ บาท ๑ ๕๐ ๖ ตั้งแต่ไร่ละกว่า ๖๐๐ บาท ถึง ๘๐๐ บาท ๒ ๐๐ ๗ ตั้งแต่ไร่ละกว่า ๘๐๐ บาท ถึง ๑,๒๐๐ บาท ๓ ๐๐ ๘ ตั้งแต่ไร่ละกว่า ๑,๒๐๐ บาท ถึง ๑,๖๐๐ บาท ๔ ๐๐ ๙ ตั้งแต่ไร่ละกว่า ๑,๖๐๐ บาท ถึง ๒,๐๐๐ บาท ๕ ๐๐ ๑๐ ตั้งแต่ไร่ละกว่า ๒,๐๐๐ บาท ถึง ๒,๔๐๐ บาท ๖ ๐๐ ๑๑ ตั้งแต่ไร่ละกว่า ๒,๔๐๐ บาท ถึง ๓,๒๐๐ บาท ๗ ๐๐ ๑๒
ตั้งแต่ไร่ละกว่า ๓,๒๐๐ บาทขึ้นไป ๘ ๐๐ ประเภท ๓ ที่ดินตั้งอยู่รอบเขตที่ตั้งสถานีรถไฟ ที่ตั้งที่ว่าการอำเภอ ที่ตั้งโรงทหาร หรือที่ตั้งโรงงานอุตสาหกรรมของรัฐบาลหรือสถานที่อื่นตามที่จะได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดไว้ ซึ่งคณะกรรมการตีราคาปานกลางของที่ดินเห็นว่าเจริญแล้ว
ให้แบ่งเป็นชั้นแล้วเรียกเก็บเงินช่วยบำรุงท้องที่เท่ากับที่ดินในเขตเทศบาล หมายเหตุ ๑. ที่ดินต้องเสียเงินช่วยบำรุงท้องที่ เศษของไร่ให้คิดในอัตราลดลงตามส่วน ๒. เศษของ ๑ ตารางวาให้ปัดขึ้นเป็น ๑ ตารางวา ๓. เศษของ ๕ สตางค์ให้ปัดขึ้นเป็น ๕ สตางค์
ลักษณะ ๔ เงินช่วยการประถมศึกษา
มาตรา ๑๖๗ (ยกเลิก)
มาตรา ๑๖๘ (ยกเลิก)
มาตรา ๑๖๙ (ยกเลิก)
มาตรา ๑๗๐ (ยกเลิก)
มาตรา ๑๗๑ (ยกเลิก)
มาตรา ๑๗๒ (ยกเลิก)
มาตรา ๑๗๓ (ยกเลิก)
มาตรา ๑๗๔ (ยกเลิก)
มาตรา ๑๗๕ (ยกเลิก)
มาตรา ๑๗๖ (ยกเลิก)
มาตรา ๑๗๗ (ยกเลิก)
มาตรา ๑๗๘ (ยกเลิก)
มาตรา ๑๗๙ (ยกเลิก)
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร พุทธศักราช ๒๔๘๒
มาตรา ๒ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉะบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๔๘๓
มาตรา ๒ ให้ใช้พระราชบัญญัติตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๑๘ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติ
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉะบับที่ ๓) พุทธศักราช ๒๔๘๕
มาตรา ๒ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา๑๕๐ส่วนของที่ดินซึ่งจะต้องเสียเงินช่วยบำรุงท้องที่นั้นคือส่วนซึ่งเหลือจากที่จัดเป็นที่อยู่อาศัยสำหรับผู้ต้องเสียเงินบำรุงท้องที่ซึ่งยอมให้หักออกได้ดังนี้ ก.ถ้าที่ดินนั้นเป็นที่อยู่อาศัยสำหรับผู้ต้องเสียเงินช่วยบำรุงท้องที่ที่นั้นเองให้หักออกได้ ๔๐๐ ตารางเมตร
ข.ถ้าผู้ต้องเสียเงินช่วยบำรุงท้องที่ที่ภริยาหรือสามีอยู่ร่วมด้วย ให้หักเพิ่มอีก๔๐๐ ตารางเมตร ค.ถ้ามีบุตรอยู่ร่วมด้วย ให้หักเพิ่มอีก ๒๐๐ ตารางเมตรต่อ ๑ คน ง.เฉพาะที่นอกเขตเทศบาลเมืองและเทศบาลนครให้หักเพิ่มสำหรับสวนครัวและคอกสัตว์อีก ๔๐๐ตารางเมตร
การพิจารณาหักพื้นที่ดินออกดังกล่าวข้างต้นในกรณีที่บุคคลคนเดียวมีที่ดินหลายแปลง ให้หักให้เฉพาะที่เกี่ยวกับที่ดินซึ่งได้อยู่อาศัยนานที่สุดในปีสำรวจปีหนึ่งๆ แต่แปลงเดียว
ในกรณีที่บุคคลหลายคนมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันหรือครอบครองร่วมกันในที่ดินแปลงเดียวกันการที่จะหักให้สำหรับตัวผู้ต้องเสียเงินช่วยบำรุงท้องที่และภริยาหรือสามีที่อยู่ร่วมกันนั้นให้หักโดยส่วนเฉลี่ยแต่มิให้เกินอัตราที่กำหนดไว้เว้นแต่บุตรที่อยู่ร่วมด้วยให้หักให้ทุกคน ๆ ละ ๒๐๐ตารางเมตร
ถ้าเหตุสำหรับการหักพื้นที่เกิดขึ้นภายหลังวันสำรวจปีใดก็ไม่ต้องหักให้สำหรับปีนั้น ในกรณีที่บุคคลหลายคนมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันหรือครอบครองร่วมกันในที่ดินหลายแปลงให้นำบทบัญญัติในวรรคก่อนๆ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวนรัสดากร (ฉบับที่ ๔) พุทธสักราช ๒๔๘๕
มาตรา ๒ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๔๒ ทวิ เงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐(๑) เฉพาะที่ได้กำหนดจำนวนซึ่งจะต้องจ่ายและระยะเวลาการจ่ายไว้แน่นอนและเป็นการประจำ หรือที่จ่ายในเมื่อได้ออกจากการงานแล้วโดยเด็ดขาดยอมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการอาชีพร้อยละ ๒๐แต่ต้องไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท
มาตรา ๔๙ ทวิ ในกรณีที่สามีกับภรรยาก็ดีบิดากับบุตรผู้เยาว์ก็ดี บิดามารดากับบุตรผู้เยาว์ก็ดี มารดากับบุตรผู้เยาว์ก็ดีมีหุ้นในห้างหุ้นส่วน ซึ่งมิใช่นิติบุคคล และในห้างหุ้นส่วนนั้นไม่มีผู้เป็นหุ้นส่วนอื่น หรือมีผู้เป็นหุ้นส่วนอื่นแต่ผู้เป็นหุ้นส่วนอื่นนั้นมีหุ้นรวมกันไม่ถึงร้อยละ ๕๐
ของเงินทุนให้ถือว่าเงินได้จากกิจการของห้างหุ้นส่วนเฉพาะส่วนของบุคคลต่างๆ ในครอบครัวที่กล่าว เป็นเงินได้ของบุคคลคนเดียวคือเป็นของสามีหรือบิดาในสามกรณีที่กล่าวในลำดับแรกหรือเป็นของมารดาในกรณีที่กล่าวในลำดับสุดท้าย และให้บุคคลต่าง ๆในครอบครัวที่กล่าวนั้นร่วมรับผิดในการเสียภาษีค้างชำระนั้นด้วย
ถ้าสามีภริยาหย่าขาดจากกันในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเงินได้ส่วนของภริยาที่ได้รับในปีนั้นให้ถือเป็นของภริยา
มาตรา ๕๗ ตรี ให้การเก็บภาษีเงินได้จากสามีและภริยานั้น ถ้าสามีและภริยาอยู่ร่วมกันตลอดปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว ให้ถือเอาเงินได้พึงประเมินของภริยาเป็นเงินได้ของสามี และให้สามีมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษี แต่ถ้าภาษีค้างชำระและภริยาได้รับแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ๗ วันแล้ว
ให้ภริยาร่วมรับผิดในการเสียภาษีที่ค้างชำระนั้นด้วย ถ้าสามีหรือภริยามีความประสงค์จะยื่นรายการแยกกัน ก็ให้ทำได้โดยแจ้งให้เจ้าพนักงานประเมินทราบภายในเวลาซึ่งกำหนดให้ยื่นรายการ แต่การแยกกันยื่นรายการนั้นไม่ทำให้ภาษีที่ต้องเสียเปลี่ยนแปลงอย่างใด ถ้าเห็นสมควร
เจ้าพนักงานประเมินอาจแบ่งภาษีออกตามส่วนของเงินได้พึงประเมินที่สามีและภริยาแต่ละฝ่ายได้รับ และแจ้งให้สามีและภริยาเสียภาษีเป็นคนละส่วนก็ได้ แต่ถ้าภาษีส่วนของฝ่ายใดค้างชำระ และอีกฝ่ายหนึ่งได้รับแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ๗ วันแล้ว ให้อีกฝ่ายหนึ่งนั้นร่วมรับผิดในการเสียภาษีที่ค้างชำระนั้นด้วย
การที่สามีภริยาอยู่ต่างท้องที่กัน หรือต่างคนต่างอยู่เป็นครั้งคราว ยังคงถือว่าอยู่ร่วมกัน
มาตรา ๗๖ ทวิ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมีลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อ ในการประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทยให้ถือว่า
บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นประกอบกิจการในประเทศไทยและให้ถือว่าบุคคลผู้เป็นลูกจ้างหรือผู้ทำการแทน
หรือผู้ทำการติดต่อเช่นว่านั้นไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลเป็นตัวแทนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและให้บุคคลนั้นมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้เฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกำไรที่กล่าวแล้ว
ในกรณีที่กล่าวในวรรคแรกถ้าบุคคลผู้มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีไม่สามารถจะคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ได้ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการประเมินภาษีตามมาตรา๗๑ (๑) มาใช้บังคับโดยอนุโลม ในกรณีการประเมินตามความในมาตรานี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้
มาตรา ๑๔๐ ทวิ ในการตรวจสอบของพนักงานเจ้าหน้าที่ ถ้าปรากฏว่าไม่เสียอากร หรือเสียอากรไม่ครบถ้วนตามหมวดนี้ ให้เรียกอากรจนครบและให้เรียกเงินเพิ่มอีกเป็นจำนวน ๒ เท่าของอากรที่ไม่เสียหรือที่ขาดหรือเป็นเงิน ๒๕ บาทแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า อากรและเงินเพิ่มอากรตามมาตรานี้ ให้ชำระเป็นเงินภายใน ๑๐ วัน
นับแต่วันที่ได้รับทราบจากพนักงานเจ้าหน้าที่ เงินนี้ให้ถือเป็นอากร
มาตรา ๑๔๐ ตรี เว้นแต่จะมีอำนาจตามบทกฎหมายอื่น ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการขัดขืนหรือกีดขวางมิให้เจ้าของหรือบุคคลที่เจ้าของแต่งตั้งคอยรับตั๋วปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๑๓๕
มาตรา ๑๘๐ การเรียกเก็บภาษีการซื้อข้าวซึ่งบัญญัติไว้ในลักษณะนี้ ให้อยู่ในอำนาจหน้าที่และการควบคุมของกรมสรรพากร
มาตรา ๑๘๑ ในลักษณะนี้ “พนักงานเจ้าหน้าที่”หมายความว่า เจ้าพนักงานผู้ดำรงตำแหน่งซึ่งระบุไว้ในกฎกระทรวง<o:p> “ข้าวเปลือก” หมายความว่าเมล็ดข้าวมีเปลือกไม่ว่าจะเป็นข้าวจ้าวหรือข้าวเหนียว “ข้าว” หมายความว่า ข้าวสารปลายข้าว ข้าวกล้อง ปลายข้าวกล้อง ข้าวนึ่ง และปลายข้าวนึ่ง
ไม่ว่าจะเป็นข้าวจ้าวหรือข้าวเหนียว “โรงสี” หมายความว่าที่สำหรับทำให้ข้าวเปลือกเป็นข้าวได้ในวันหนึ่งตั้งแต่ ๑ หาบหลวงขึ้นไปไม่ว่าโดยวิธีใดๆ เพื่อการค้ารวมทั้งรับจ้าง “ผู้ทำการโรงสี” หมายความว่าบุคคลใด ๆ หรือองค์การของรัฐบาล ซึ่งประกอบกิจการโรงสี หรือผู้ทำการแทน “ซื้อ”
หมายความว่ารับโอนกรรมสิทธิไม่ว่าในกรณีใด ๆ “จำหน่าย” หมายความว่า จำหน่ายในการซื้อ
มาตรา ๑๘๒ เมื่อมีการซื้อข้าวซึ่งอยู่ในราชอาณาจักรจากผู้ทำการโรงสี นับแต่วันใช้บังคับบทบัญญัติในลักษณะนี้ให้มีการเสียภาษีการซื้อข้าวตามอัตราซึ่งปรากฏในบัญชีท้ายลักษณะนี้และให้เสียขณะส่งมอบข้าว
มาตรา ๑๘๓ ในกรณีผู้ทำการโรงสีส่งข้าวของตนหรือที่ตนยึดถือจากที่เก็บข้าวแห่งหนึ่งไปยังที่อื่น โดยไม่มีการซื้อ ให้ถือว่าผู้ทำการโรงสีได้จำหน่ายและส่งมอบข้าวนั้นตั้งแต่วันส่งข้าวไป
มาตรา ๑๘๔ ในกรณีผู้ทำการโรงสีนำข้าวของโรงสีไปเพื่อบริโภค หรือเปลี่ยนสภาพจากข้าว ให้ถือว่าเป็นการซื้อข้าวจากผู้ทำการโรงสีนั้น และส่งมอบข้าวในขณะที่นำไป
มาตรา ๑๘๕ ในกรณีผู้ทำการโรงสีส่งข้าวไปนอกราชอาณาจักร ให้ถือว่าเป็นการซื้อข้าวจากผู้ทำการโรงสีนั้นและส่งมอบข้าวเมื่อผ่านด่านศุลกากร
มาตรา ๑๘๖ ในเดือนใดผู้ใดส่งข้าวไปนอกราชอาณาจักร ให้ผู้นั้นแจ้งเป็นหนังสือว่า ข้าวที่ส่งไปนั้นได้ซื้อจากผู้ใด เป็นจำนวนเท่าใด และส่งออกทางใด ภายในวันที่ ๗ ของเดือนถัดไป การแจ้ง สำหรับผู้มีสำนักงานในจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี ให้แจ้งต่ออธิบดี สำหรับผู้มีสำนักงานในจังหวัดอื่น
ให้แจ้งต่อข้าหลวงประจำจังหวัดซึ่งสำนักงานนั้นตั้งอยู่
มาตรา ๑๘๗ ในกรณีผู้ทำการโรงสีทำให้ข้าวเปลือกเป็นข้าวให้แก่ผู้ใด ให้ถือว่าการที่ผู้นั้นได้มาซึ่งข้าวเป็นการซื้อข้าวจากผู้ทำการโรงสีนั้น
มาตรา ๑๘๘ ในกรณีผู้ทำการโรงสีซึ่งได้รับใบทะเบียนและใบอนุญาตให้ขายตามมาตรา ๑๙๘ แล้ว ทำการซื้อและจำหน่ายข้าวระหว่างกันเองเพื่อจำหน่ายต่อไป ให้ได้รับยกเว้นภาษีการซื้อข้าว
มาตรา ๑๘๙ ทุกเดือนที่มีการซื้อข้าว อันเป็นกรณีได้รับยกเว้นภาษีการซื้อข้าวตามมาตรา ๑๘๘ ให้ผู้ซื้อและผู้จำหน่ายแจ้งรายการตามแบบและจำนวนฉบับที่อธิบดีกำหนดภายในวันที่ ๗ ของเดือนถัดไป การแจ้ง สำหรับผู้มีสำนักงานในจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี ให้แจ้งต่ออธิบดี สำหรับผู้มีสำนักงานในจังหวัดอื่น
ให้แจ้งต่อข้าหลวงประจำจังหวัดซึ่งสำนักงานนั้นตั้งอยู่
มาตรา ๑๙๐ ในกรณีผู้ไม่มีใบทะเบียนและไม่มีใบอนุญาตให้ขาย ทำการซื้อขายพร้อมทั้งรับโอนกิจการโรงสีเพื่อประกอบกิจการโรงสีและจำหน่ายข้าวต่อไป อธิบดีหรือข้าหลวงประจำจังหวัดโดยอนุมัติของอธิบดี จะยกเว้นภาษีการซื้อข้าวก็ได้
มาตรา ๑๙๑ ในกรณีที่มีการซื้อข้าวจากโรงสีใด ให้ผู้ทำการโรงสีนั้นรับผิดในการชำระภาษีการซื้อข้าว
มาตรา ๑๙๒ ให้ผู้ทำการโรงสีชำระภาษีการซื้อข้าวสำหรับข้าวที่จำหน่ายไปในเดือนหนึ่ง ๆ ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ พร้อมด้วยยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดสองฉบับ และให้ส่งใบขายข้าวไปพร้อมกันด้วยภายในวันที่ ๗ ของเดือนถัดไป
และการชำระเงินนี้จะถือว่าสมบูรณ์ต่อเมื่อได้รับใบเสร็จรับเงินซึ่งนายอำเภอได้ลงลายมือชื่อแล้ว แต่ให้รัฐมนตรีมีอำนาจที่จะกำหนดให้ปฏิบัติเป็นอย่างอื่นได้เมื่อเห็นสมควร
มาตรา ๑๙๓ เงินภาษีการซื้อข้าวถ้ามิได้ชำระภายในกำหนดตามมาตรา ๑๙๒ ให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละสิบ เงินเพิ่มนี้ให้ถือเป็นเงินภาษีการซื้อข้าวด้วย
มาตรา ๑๙๔ ภาษีการซื้อข้าว ถ้ามิได้ชำระภายในกำหนด ให้ถือเป็นเงินค้าง และเพื่อให้ได้รับชำระเงินค้างให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๒ มาใช้บังคับ
มาตรา ๑๙๕ ในกรณีผู้ทำการโรงสีออกใบรับเงินภาษีการซื้อข้าวโดยเฉพาะใบรับนั้นให้ได้รับยกเว้นอากรแสตมป์
มาตรา ๑๙๖ เมื่อมีการซื้อข้าวจากโรงสีใด ให้ผู้ทำการโรงสีนั้นออกใบขายข้าวตามแบบที่อธิบดีกำหนดแสดงจำนวนข้าวและวันเดือนปีที่จำหน่ายให้แก่ผู้ซื้อทุกคราว
มาตรา ๑๙๗ ผู้ใดนำข้าวเป็นจำนวนเกินกว่าห้าหาบหลวงไปจากที่หนึ่งที่ใดโดยไม่มีใบขายข้าวไปกับข้าว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งกักข้าวเพื่อทำการไต่สวนได้ไม่เกินสิบห้าวัน ถ้าผู้นำข้าวไม่นำหลักฐานมาให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทำการไต่สวนภายในกำหนดสิบห้าวัน
พนักงานเจ้าหน้าที่อาจสั่งให้ผู้นำข้าวนั้นชำระภาษีการซื้อข้าว ณ ที่ว่าการอำเภอเป็นเงินสามเท่าของอัตราเงินภาษีการซื้อข้าว ถ้าไม่ชำระเงินภาษีการซื้อข้าวภายในสามวันนับแต่วันได้รับทราบจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ให้ถือว่าเป็นเงินค้าง เพื่อประโยชน์ของผู้นำข้าว จะขอชำระภาษีการซื้อข้าวสำหรับข้าวที่นำไป ณ
ที่ว่าการอำเภอใด ๆ ก็ได้ แต่ต้องชำระเป็นเงินสองเท่าของอัตราเงินภาษีการซื้อข้าว ใบเสร็จรับเงินภาษีการซื้อข้าวที่ออกตามมาตรานี้ให้ถือเป็นใบขายข้าวและภาษีการซื้อข้าวที่ชำระตามมาตรานี้จะขอคืนไม่ได้
มาตรา ๑๙๘ เจ้าของโรงสีหรือผู้ทำการโรงสีต้องแจ้งรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด สำหรับโรงสีซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี ให้แจ้งต่ออธิบดี สำหรับโรงสีซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดอื่น ให้แจ้งต่อข้าหลวงประจำจังหวัดเพื่อขอรับใบทะเบียนประการหนึ่ง และเพื่อขอรับใบอนุญาตให้ขาย
ถ้าประสงค์จะค้าข้าวอีกประการหนึ่ง ถ้าเจ้าของโรงสีหรือผู้ทำการโรงสีมีหรือประกอบกิจการโรงสีหลายโรงสี ให้แจ้งรายการเป็นโรง ๆ ไป สำหรับโรงสีที่ปลูกสร้างเสร็จภายหลังวันใช้บังคับบทบัญญัติในลักษณะนี้ให้แจ้งรายการดังกล่าวภายในสิบห้าวันนับแต่วันสร้างเสร็จ
ในกรณีโอนกิจการโรงสีหรือโอนกรรมสิทธิ์โรงสีภายในสิบห้าวันนับแต่วันโอนให้ผู้โอนแจ้งการโอนต่ออธิบดีหรือข้าหลวงประจำจังหวัดที่กล่าวในวรรคหนึ่ง แล้วแต่กรณี ตามแบบที่อธิบดีกำหนดและให้ผู้รับโอนแจ้งรายการเพื่อขอรับใบทะเบียนและใบอนุญาตให้ขายหรือแก้ทะเบียน แล้วแต่กรณี ตามความในวรรคหนึ่ง
มาตรา ๑๙๙ ถ้าผู้ทำการโรงสีมิได้รับใบทะเบียนตามความในมาตรา ๑๙๘ สำหรับโรงสีใด ห้ามมิให้ประกอบกิจการโรงสีนั้นจนกว่าจะได้รับทะเบียนแล้ว ถ้าผู้ทำการโรงสีมิได้รับใบอนุญาตให้ขายตามความในมาตรา ๑๙๘ สำหรับโรงสีโรงใด ห้ามมิให้จำหน่ายข้าวจากโรงสีนั้น จนกว่าจะได้รับอนุญาตให้ขายแล้ว
มาตรา ๒๐๐ ผู้ทำการโรงสีโรงใดได้รับใบทะเบียนแล้วเลิกประกอบกิจการ ให้ผู้ทำการโรงสีนั้นแจ้งให้อธิบดีหรือข้าหลวงประจำจังหวัดที่กล่าวในมาตรา ๑๙๘ แล้วแต่กรณี ทราบตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในสิบห้าวันนับแต่วันเลิกประกอบกิจการนั้น ในกรณีนี้ ให้อธิบดีหรือข้าหลวงประจำจังหวัดที่กล่าวมีอำนาจสั่งตีตราปิดโรงสีนั้น
กับมีอำนาจเรียกใบอนุญาตให้ขายคืน เมื่อไม่มีข้าวจะจำหน่ายแล้ว
มาตรา ๒๐๑ ให้ผู้ทำการโรงสีทำบัญชีตามแบบและวิธีการที่อธิบดีกำหนดแสดงรายการปริมาณข้าวและข้าวเปลือกซึ่งมีอยู่ ได้มา และจำหน่ายไป เป็นรายวัน และต้องเก็บรักษาบัญชีนี้ไว้จนกว่าจะได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ทำลายแต่ไม่เกินสามปี
มาตรา ๒๐๒ เว้นแต่ในกรณีได้รับยกเว้น ภาษีการซื้อข้าวตามมาตรา ๑๘๘ ผู้ทำการโรงสีผู้ใดจำหน่ายข้าวไปและไม่แสดงรายการปริมาณข้าวที่จำหน่ายในบัญชีตามความในมาตรา ๒๐๑ กับมิได้นำเงินภาษีการซื้อข้าวสำหรับข้าวนั้นไปชำระภายในกำหนดให้ผู้ทำการโรงสีผู้นั้นเสียภาษีการซื้อข้าวสำหรับข้าวนั้น
และเงินเพิ่มอีกเป็นจำนวนสิบเท่า หรือเป็นเงินสองร้อยบาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า ภาษีการซื้อข้าวและเงินเพิ่มตามมาตรานี้ให้ชำระภายในกำหนดสิบวัน นับแต่วันที่ผู้ทำการโรงสีได้รับทราบจากพนักงานเจ้าหน้าที่ เงินเพิ่มนี้ให้ถือเป็นภาษีการซื้อข้าว
มาตรา ๒๐๓ ผู้ใดเคยมีหรือครอบครองข้าวไว้เพื่อจำหน่ายในสำนักงานของตนเองแห่งเดียวหรือหลายแห่งรวมกันไม่ต่ำกว่าห้าพันหาบหลวงเป็นประจำ อาจยื่นคำร้องตามแบบที่อธิบดีกำหนด เพื่อขอให้ตนมีสิทธิและหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ทำการโรงสีได้ เมื่ออธิบดีได้พิจารณาออกใบอนุญาตให้แล้ว เพื่อประโยชน์แห่งบทบัญญัติในลักษณะนี้
ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้ทำการโรงสี และให้ถือว่า สำนักงานของผู้นั้นตามที่ระบุในใบอนุญาตเป็นโรงสี การยื่นคำร้องสำหรับผู้มีสำนักงานในจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี ให้ยื่นต่ออธิบดี สำหรับผู้มีสำนักงานในจังหวัดอื่น ให้ยื่นต่อข้าหลวงประจำจังหวัดซึ่งสำนักงานตั้งอยู่ ในการออกใบอนุญาตตามความในวรรคหนึ่ง
ให้อธิบดีมีอำนาจกำหนดเงื่อนไขตามแต่จะเห็นสมควร ถ้ามีการผิดเงื่อนไข ให้อธิบดีมีอำนาจถอนใบอนุญาตคืนได้ เมื่ออธิบดีได้ถอนใบอนุญาตตามความในวรรคสามแล้ว ให้ผู้รับอนุญาตเสียภาษีการซื้อข้าวสำหรับข้าวที่มีหรือครอบครองอยู่ทั้งหมดในขณะนั้น เสมือนได้มีการซื้อข้าวจากผู้รับอนุญาตในวันถอนใบอนุญาตนั้น
มาตรา ๒๐๔ โรงสีที่ได้รับใบทะเบียนและใบอนุญาตให้ขายหรือผู้ที่มีหรือครอบครองข้าวไม่ต่ำกว่าห้าพันหาบหลวงเป็นประจำ ซึ่งอธิบดีได้ออกใบอนุญาตให้ตามพระราชบัญญัติเงินช่วยชาติในภาวะคับขัน พุทธศักราช ๒๔๘๕ แล้วนั้น ไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๑๙๘ หรือมาตรา ๒๐๓ แล้วแต่กรณี
และให้ถือว่าใบทะเบียนใบอนุญาตให้ขายและใบอนุญาตซึ่งโรงสีและผู้ที่มีหรือครอบครองข้าวที่กล่าวได้รับไปแล้วนั้น เป็นใบทะเบียนใบอนุญาตให้ขายและใบอนุญาตออกให้ตามลักษณะนี้
มาตรา ๒๐๕ ให้มีการเสียภาษีการซื้อข้าวในกรณีนำข้าวต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักร ให้ผู้นำข้าวเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นผู้รับผิดในการชำระภาษีการซื้อข้าว และให้ชำระ ณ อำเภอท้องที่ซึ่งด่านศุลกากรแรกที่นำข้าวผ่านตั้งอยู่ภายในเจ็ดวัน นับแต่วันที่ข้าวผ่านด่านศุลกากรนั้น
ถ้ามิได้ชำระภายในกำหนดดังกล่าวให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละยี่สิบ เงินเพิ่มนี้ให้ถือเป็นภาษีการซื้อข้าว
มาตรา ๒๐๖ ให้อธิบดีมีอำนาจวางระเบียบกำหนดให้ผู้ทำการโรงสีปฏิบัติเกี่ยวกับการแสดงเวลาทำการสีข้าว และติดตั้งเครื่องวัดเพื่อตรวจสอบในโรงสีได้
มาตรา ๒๐๗ พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในสถานที่ทำการของโรงสีหรือสำนักงานใด ๆ ที่ทำการค้าข้าวหรือที่เกี่ยวข้องในเวลาระหว่างอาทิตย์ขึ้นและอาทิตย์ตก และมีอำนาจสั่งหยุดพาหนะขนส่งบรรทุกข้าวซึ่งไม่เป็นพาหนะขนส่งสาธารณะไว้ชั่วคราว กับมีอำนาจทำการตรวจสอบและออกหมายเรียกเจ้าของ ผู้ทำการโรงสี
หรือผู้ทำการค้าข้าว หรือพยานหลักฐานอันควรแก่เรื่องมาไต่สวนได้
มาตรา ๒๐๘ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๒๐๑ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ
มาตรา ๒๐๙ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๘๖ มาตรา ๑๘๙ มาตรา ๑๙๖ มาตรา ๑๙๘ มาตรา ๒๐๐ หรือไม่ปฏิบัติตามระเบียบที่กำหนดตามมาตรา ๒๐๖ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองร้อยบาท
มาตรา ๒๑๐ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๙๙ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือทั้งปรับทั้งจำ
มาตรา ๒๑๑ ผู้ใด โดยรู้อยู่แล้วหรือจงใจ (๑) แจ้งรายการตามมาตรา ๑๙๒มาตรา ๑๙๖ มาตรา ๑๙๘ หรือมาตรา ๒๐๑ ไม่ตรงกับความจริงเพื่อหลีกเลี่ยงหรือช่วยให้หลีกเลี่ยงภาษีการซื้อข้าว (๒)ขัดขืนมิให้พนักงานเจ้าหน้าที่เข้าไปในสถานที่ทำการ หรือไม่หยุดพาหนะหรือมิให้ทำการตรวจสอบหรือไม่ปฏิบัติตามหมาย เป็นการฝ่าฝืนมาตรา
๒๐๗ หรือ (๓)ไม่ยอมตอบคำถามเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ซักถามหรือให้ถ้อยคำเท็จ หรือตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จหรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดง เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีการซื้อข้าว มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาทหรือจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ
มาตรา ๒๑๒ เจ้าพนักงานผู้ใดโดยหน้าที่ราชการได้รู้เรื่องกิจการของผู้มีหน้าที่ต้องรับผิดในการชำระภาษีการซื้อข้าว หรือของผู้อื่นที่เกี่ยวข้องตามบทบัญญัติในลักษณะนี้นำความไปแจ้งแก่ผู้ใด หรือยังให้ทราบด้วยวิธีใดโดยผิดหน้าที่ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินหกเดือน
หรือทั้งปรับทั้งจำ
บัญชีอัตราเงินภาษีการซื้อข้าว ๑. ปลายข้าว ปลายข้าวกล้องปลายข้าวนึ่ง หาบหลวงละ ๔๐ สตางค์ ๒. ข้าวอย่างอื่นหาบหลวงละ ๖๐สตางค์ เศษของ ๑ หาบถ้าต่ำกว่า .๒๕ ของ๑ หาบ ให้ปัดเป็น .๒๕ ของ ๑ หาบ และเก็บเงินภาษีการซื้อข้าว ๑ ใน ๔ของอัตราที่กำหนดข้างต้น ถ้าสูงกว่า .๒๕ ของ ๑ หาบแต่ไม่เกิน .๕๐ ของ ๑ หาบ
ให้ปัดเป็น .๕๐ ของ ๑ หาบ และเก็บเงินภาษีการซื้อข้าว ๑ใน ๒ ของอัตราที่กำหนดข้างต้น ถ้าสูงกว่า .๕๐ ของ ๑ หาบแต่ไม่เกิน .๗๕ ของ ๑ หาบ ให้ปัดเป็น .๗๕ ของ ๑ หาบ และเก็บเงินภาษีการซื้อข้าว ๓ใน ๔ ของอัตราที่กำหนดข้างต้น ถ้าสูงกว่า .๗๕ ของ ๑ หาบแต่ไม่ถึง ๑ หาบ ให้ปัดเป็น ๑ หาบ
และเก็บเงินภาษีการซื้อข้าวตามอัตราข้างต้น
ลักษณะ ๖ ภาษีการซื้อน้ำตาล
มาตรา ๒๑๓ การเรียกเก็บภาษีการซื้อน้ำตาล ซึ่งบัญญัติไว้ในลักษณะนี้ให้อยู่ในอำนาจหน้าที่และการควบคุมของกรมสรรพากร
มาตรา ๒๑๔ ในลักษณะนี้ “พนักงานเจ้าหน้าที่”หมายความว่า เจ้าพนักงานผู้ดำรงตำแหน่งซึ่งระบุไว้ในกฎกระทรวง “ซื้อ” หมายความว่ารับโอนกรรมสิทธิ์ไม่ว่าในกรณีใด ๆ เว้นแต่ในกรณีที่บริจาคเป็นสาธารณกุศล “จำหน่าย” หมายความว่าจำหน่ายในการซื้อ “น้ำตาล” หมายความว่า ๑. น้ำตาลทำจากอ้อย ตาลโตนด
มะพร้าวหรือต้นไม้อื่นเว้นน้ำเหลืองซึ่งได้มาจากการกระทำน้ำตาลทรายขาว ๒.น้ำตาลซึ่งนำเข้ามาจากต่างประเทศทุกชนิด และ ๓.สิ่งของทำด้วยน้ำตาลเป็นส่วนสำคัญซึ่งกำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา “ผู้ประกอบการ” หมายความว่าบุคคลใด ๆ หรือองค์การของรัฐบาลซึ่งประกอบการผลิตน้ำตาลได้วันหนึ่งเกินกว่า ๑๐๐กิโลกรัม หรือผู้ทำการแทน
“ผู้นำเข้า” หมายความว่าบุคคลใด ๆ หรือองค์การของรัฐบาลซึ่งนำน้ำตาลจากต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการค้าหรือเพื่อการอุตสาหกรรมหรือผู้ทำการแทน “ผู้รวบรวม” หมายความว่า บุคคลใด
ๆหรือองค์การของรัฐบาลซึ่งมีน้ำตาลไว้เพื่อการค้าหรือเพื่อการอุตสาหกรรมในคราวหนึ่งหรือหลายคราวรวมกันเป็นจำนวนเดือนหนึ่งเกิน๕๐๐ กิโลกรัม หรือผู้ทำการแทน “สถานที่” หมายความว่า สถานที่ใช้ประกอบการผลิต จำหน่าย หรือเก็บรักษาน้ำตาล
มาตรา ๒๑๕ เมื่อมีการซื้อน้ำตาลซึ่งอยู่ในราชอาณาจักรจากผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวม ให้มีการเสียภาษีเรียกว่าการซื้อน้ำตาลตามอัตราซึ่งปรากฏในบัญชีท้ายลักษณะนี้ และให้เสียขณะส่งมอบน้ำตาล
มาตรา ๒๑๖ ในกรณีผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวม ส่งน้ำตาลของตนที่ตนยึดถือจากสถานที่แห่งหนึ่งไปยังสถานที่อื่นโดยไม่มีการซื้อ ให้ถือว่าผู้ประกอบการผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวม ได้จำหน่ายและส่งมอบน้ำตาลนั้นตั้งแต่วันส่งน้ำตาลไป
มาตรา ๒๑๗ ในกรณีที่ผู้ประกอบการผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวม ส่งน้ำตาลออกไปนอกราชอาณาจักร ให้ถือว่าเป็นการซื้อจากผู้ประกอบการผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมและส่งมอบน้ำตาลเมื่อผ่านด่านศุลกากร ถ้าผู้นำเข้าพิสูจน์ให้เป็นที่พอใจของอธิบดีได้ว่า น้ำตาลที่ส่งออกไปนอกราชอาณาจักรนั้น
เป็นน้ำตาลซึ่งมิได้นำเข้าเพื่ออุปโภคหรือบริโภคภายในราชอาณาจักรแล้ว ให้อธิบดีมีอำนาจยกเว้นภาษีการซื้อน้ำตาลให้ได้
มาตรา ๒๑๘ ในกรณีที่ผู้ประกอบการผลิตน้ำตาลให้แก่ผู้ใด แม้ไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์ในน้ำตาล ก็ให้ถือว่าการที่ผู้นั้นได้มาซึ่งน้ำตาลเป็นการซื้อน้ำตาลจากผู้ประกอบการ
มาตรา ๒๑๙ ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมอุปโภคหรือบริโภค หรือใช้ไปในการอุตสาหกรรมซึ่งน้ำตาลที่ผลิตขึ้นหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรก็ดี ผู้นำน้ำตาลเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่ออุปโภคหรือบริโภคก็ดี ต้องเสียและชำระภาษีการซื้อน้ำตาล สำหรับผู้ประกอบการผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวม
ให้ปฏิบัติเสมือนว่าได้ทำการจำหน่ายน้ำตาล สำหรับผู้อื่นให้ปฏิบัติตามวิธีการที่อธิบดีกำหนด
มาตรา ๒๒๐ ให้อธิบดีมีอำนาจยกเว้นภาษีการซื้อน้ำตาลสำหรับน้ำตาลที่อยู่ในครอบครองของผู้รวบรวมซึ่งได้รับใบทะเบียนสำหรับสถานที่และใบอนุญาตสำหรับตัวแล้วได้ ถ้าเห็นว่าน้ำตาลนั้นได้เสียภาษีการซื้อน้ำตาลมาแล้วและอยู่ในครอบครองของผู้รวบรวมก่อนวันได้รับใบทะเบียนและใบอนุญาตดังกล่าว
มาตรา ๒๒๑ ในกรณีที่ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวม ซึ่งได้รับใบทะเบียนและใบอนุญาตตามมาตรา ๒๓๑ แล้ว ซื้อน้ำตาลจากผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมอื่นเพื่อจำหน่ายต่อไป ให้ได้รับยกเว้นภาษีการซื้อน้ำตาล
มาตรา ๒๒๒ ในกรณีที่ผู้ไม่มีใบทะเบียนและใบอนุญาตซื้อน้ำตาล พร้อมทั้งรับโอนกิจการผลิตหรือค้าน้ำตาลจากผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวม อธิบดีหรือข้าหลวงประจำจังหวัดโดยอนุมัติของอธิบดีจะยกเว้นภาษีการซื้อน้ำตาลให้ก็ได้
มาตรา ๒๒๓ ในเดือนใด ผู้ใดส่งน้ำตาลไปนอกราชอาณาจักร ให้ผู้นั้นแจ้งเป็นหนังสือว่า น้ำตาลที่ส่งไปนั้นได้มาอย่างไร เป็นจำนวนเท่าใด และส่งออกทางใดภายใน ๗ วันของเดือนถัดมา การแจ้งสำหรับผู้ที่มีสำนักงานใหญ่ในจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี ให้แจ้งต่ออธิบดี สำหรับผู้ที่มีสำนักงานใหญ่ในจังหวัดอื่น
ให้แจ้งต่อข้าหลวงประจำจังหวัดที่สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่
มาตรา ๒๒๔ ทุกเดือนที่มีการซื้อน้ำตาลอันเป็นกรณีได้รับยกเว้นภาษีการซื้อน้ำตาลตามมาตรา ๒๒๑ ให้ผู้ซื้อและผู้จำหน่ายแจ้งรายการตามแบบและจำนวนฉบับที่อธิบดีกำหนดภายใน๗ วันของเดือนถัดมา การแจ้ง สำหรับผู้ที่มีสำนักงานใหญ่ในจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรีให้แจ้งต่ออธิบดี สำหรับผู้ที่มีสำนักงานใหญ่ในจังหวัดอื่น
ให้แจ้งต่อข้าหลวงประจำจังหวัดที่สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่
มาตรา ๒๒๕ ในกรณีที่มีการซื้อน้ำตาลจากผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมผู้ใด ให้ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมผู้นั้น รับผิดในการชำระภาษีการซื้อน้ำตาล
มาตรา ๒๒๖ ให้ผู้รับผิดในการชำระภาษีการซื้อน้ำตาลตามมาตรา ๒๒๕ ชำระภาษีการซื้อน้ำตาล ณ อำเภอท้องที่พร้อมด้วยยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด ๒ ฉบับภายในวันที่ ๗ ของเดือนทุกเดือน และการชำระภาษีนี้จะถือว่าสมบูรณ์ต่อเมื่อได้รับใบเสร็จรับเงินซึ่งนายอำเภอได้ลงลายมือชื่อแล้ว
แต่ให้รัฐมนตรีมีอำนาจที่จะวางระเบียบให้ปฏิบัติเป็นอย่างอื่นได้เมื่อเห็นสมควร
มาตรา ๒๒๗ ภาษีการซื้อน้ำตาล ถ้ามิได้ชำระภายในกำหนดตามมาตรา ๒๑๙ หรือมาตรา ๒๒๖ ให้ถือเป็นภาษีค้าง และให้ผู้รับผิดในการชำระภาษีการซื้อน้ำตาลเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ ๑๐ เงินเพิ่มนี้ให้ถือเป็นภาษีการซื้อน้ำตาลด้วย
มาตรา ๒๒๘ เว้นแต่ในกรณีได้รับยกเว้นการซื้อน้ำตาลตามมาตรา ๒๒๑ แห่งลักษณะนี้ ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมผู้ใด จำหน่ายน้ำตาลไป และไม่แสดงรายการปริมาณน้ำตาลที่จำหน่ายในบัญชีตามมาตรา ๒๓๖ แห่งลักษณะนี้ กับมิได้นำภาษีการซื้อน้ำตาลสำหรับน้ำตาลนั้นไปชำระภายในกำหนด ให้ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า
หรือผู้รวบรวมผู้นั้นเสียภาษีการซื้อน้ำตาลสำหรับน้ำตาลนั้นและเงินเพิ่มอีกเป็นจำนวนสิบเท่าหรือเป็นเงินสองร้อยบาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า ภาษีการซื้อน้ำตาลและเงินเพิ่มตามมาตรานี้ให้ชำระภายในกำหนดสิบวันนับแต่วันที่ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมได้รับทราบจากพนักงานเจ้าหน้าที่
เงินเพิ่มนี้ให้ถือเป็นภาษีการซื้อน้ำตาล ถ้าไม่ชำระภายในกำหนด ให้ถือเป็นภาษีค้าง ให้ผู้ขนส่งน้ำตาลผ่านด่านตรวจน้ำตาลโดยไม่มีใบผ่านด่านตามมาตรา ๒๔๑ กำกับไปด้วยหรือมีใบผ่านด่านกำกับไปไม่ครบตามจำนวนน้ำตาลที่ขนส่ง เสียภาษีการซื้อน้ำตาลสำหรับน้ำตาลที่ไม่มีใบผ่านด่านกำกับหรือที่เกินจำนวนในใบผ่านด่านกำกับ
และเงินเพิ่มสิบเท่าหรือเงินสองร้อยบาทเช่นเดียวกับที่ได้กล่าวในวรรคหนึ่ง
มาตรา ๒๒๙ ภาษีการซื้อน้ำตาล ถ้ามิได้ชำระภายในกำหนด ให้ถือเป็นภาษีค้าง เพื่อให้ได้รับชำระภาษีค้างให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๒ มาใช้บังคับ
มาตรา ๒๓๐ ภาษีการซื้อน้ำตาล ถ้ามีข้อตกลงให้ผู้ซื้อเป็นผู้เสีย ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมซึ่งเป็นผู้จำหน่าย ต้องออกใบรับให้ผู้ซื้อสำหรับเงินนี้ต่างหากจากเงินอื่น และใบรับเฉพาะเงินส่วนนี้ไม่ต้องปิดแสตมป์อากร แต่ต้องแสดงปริมาณน้ำตาลที่จำหน่าย
มาตรา ๒๓๑ ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมต้องแจ้งรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด เพื่อขอรับใบทะเบียนสำหรับสถานที่ที่ตนควบคุมและใบอนุญาตสำหรับตัว การแจ้ง สำหรับผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวม ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี ให้แจ้งต่ออธิบดี สำหรับผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า
หรือผู้รวบรวมซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในจังหวัดอื่น ให้แจ้งต่อข้าหลวงประจำจังหวัดที่สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ ถ้าผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวม มีสถานที่หลายแห่ง ให้แจ้งรายการเพื่อรับใบทะเบียนเป็นแห่ง ๆ ไป สำหรับสถานที่ที่มีขึ้นภายหลังวันใช้บังคับบทบัญญัติในลักษณะนี้
ให้แจ้งรายการภายในสิบห้าวันนับแต่วันมีขึ้น
มาตรา ๒๓๒ ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมที่ได้รับใบทะเบียนสำหรับสถานที่ และใบอนุญาตสำหรับตัวตามพระราชบัญญัติภาษีการซื้อน้ำตาล พุทธศักราช ๒๔๘๕ หรือพระราชบัญญัติภาษีการซื้อน้ำตาล (ฉะบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๔๘๗ แล้วไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๒๓๑
และให้ถือว่าใบทะเบียนสำหรับสถานที่และใบอนุญาตสำหรับตัวซึ่งผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมที่กล่าวได้รับไปแล้วนั้น เป็นใบทะเบียนสำหรับสถานที่และใบอนุญาตสำหรับตัวออกให้ตามลักษณะนี้
มาตรา ๒๓๓ ในกรณีการโอนกิจการผลิตหรือค้าน้ำตาล ให้ผู้โอนแจ้งเรื่องโอนและให้ผู้รับโอนแจ้งรายการเพื่อขอรับใบทะเบียนและใบอนุญาตตามวิธีการที่กล่าวในมาตรา ๒๓๑ ก่อนการโอน
มาตรา ๒๓๔ ถ้าผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมมิได้รับใบทะเบียนสำหรับสถานที่แห่งใด ห้ามมิให้ผลิตนำเข้าหรือจำหน่ายน้ำตาลในสถานที่แห่งนั้นจนกว่าจะได้รับใบทะเบียนสำหรับสถานที่แล้ว ถ้าผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมมิได้รับใบอนุญาตสำหรับตัว ห้ามมิให้ผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายน้ำตาล
จนกว่าจะได้รับใบอนุญาตสำหรับตัวแล้ว
มาตรา ๒๓๕ ในกรณีที่ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวม เลิกผลิตนำเข้าหรือจำหน่ายน้ำตาลในสถานที่แห่งใด ให้ผู้ประกอบการผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวม ซึ่งควบคุมสถานที่นั้นแจ้งให้อธิบดีหรือข้าหลวงประจำจังหวัดที่กล่าวในมาตรา ๒๓๑ แล้วแต่กรณี ทราบตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในสิบห้าวันนับแต่วันเลิกผลิต นำเข้า
หรือจำหน่ายน้ำตาลในสถานที่นั้น ในกรณีนี้ให้อธิบดีหรือข้าหลวงประจำจังหวัดที่กล่าวมีอำนาจสั่งตีตราปิดสถานที่นั้นและเรียกใบทะเบียนและใบอนุญาตคืนได้ในเมื่อไม่มีน้ำตาลจะจำหน่ายแล้ว
มาตรา ๒๓๖ ให้ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมทำบัญชีตามแบบที่อธิบดีกำหนดแสดงรายการปริมาณน้ำตาลหรือวัตถุอื่นที่เกี่ยวข้องซึ่งมีอยู่ ได้มา และจำหน่ายไป เป็นรายวันและต้องเก็บรักษาบัญชีนี้ไว้จนกว่าจะได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ทำลาย แต่ไม่เกินสามปี
มาตรา ๒๓๗ ให้อธิบดีมีอำนาจวางระเบียบกำหนดให้ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมปฏิบัติเกี่ยวกับเวลาทำการของสถานที่หรือติดตั้งเครื่องชั่งตวงวัดเพื่อตรวจสอบในสถานที่ได้
มาตรา ๒๓๘ เพื่อให้การเป็นไปตามบทบัญญัติในลักษณะนี้ พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในสถานที่หรือที่อื่นใดที่เกี่ยวข้องในเวลาระหว่างอาทิตย์ขึ้นและอาทิตย์ตก และมีอำนาจทำการตรวจสอบ กับออกหมายเรียกผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวม หรือพยานหลักฐานอันควรแก่เรื่องมาไต่สวนได้
มาตรา ๒๓๙ ให้อธิบดีมีอำนาจที่จะตั้งด่านตรวจน้ำตาลขึ้น ณ ที่หนึ่งที่ใด และเมื่อใดก็ได้ กับให้มีอำนาจกำหนดเส้นทางขนส่งน้ำตาลซึ่งมาจากท้องที่หนึ่งไปยังอีกท้องที่หนึ่งเมื่อใดก็ได้ การตั้งด่านตรวจน้ำตาลก็ดี การกำหนดเส้นทางขนส่งน้ำตาลก็ดี ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๒๔๐ ให้เจ้าพนักงานประจำด่านตรวจน้ำตาลตามมาตรา ๒๓๙ มีอำนาจสั่งพาหนะที่มีเหตุอันควรเชื่อว่าขนส่งน้ำตาลหยุดที่ด่านตรวจน้ำตาลและมีอำนาจเข้าตรวจจำนวนน้ำตาล กับสอบถามและเรียกพยานหลักฐานเกี่ยวกับการขนส่งน้ำตาลนั้นมาไต่สวนได้
มาตรา ๒๔๑ ผู้ควบคุมพาหนะที่ขนส่งน้ำตาลในคราวหนึ่ง ๆ เป็นจำนวนเกินกว่าร้อยกิโลกรัม มีหน้าที่ต้องขนส่งน้ำตาลตามเส้นทางที่อธิบดีกำหนด และต้องนำพาหนะที่ขนส่งน้ำตาลมาให้เจ้าพนักงานประจำด่านตรวจน้ำตาลตรวจและไต่สวน และให้เจ้าของน้ำตาลหรือผู้แทน หรือผู้ควบคุมพาหนะที่ขนส่งน้ำตาล
ขอรับใบผ่านด่านจากเจ้าพนักงานประจำด่านตรวจน้ำตาลกำไปกับน้ำตาลที่ผ่านด่านนั้นด้วย
มาตรา ๒๔๒ ผู้ใดจงใจไม่ทำบัญชีเป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๒๓๖ ก็ดี ทำบัญชีดังกล่าวไม่บริบูรณ์ก็ดี หรือทำบัญชีเป็นเท็จก็ดี มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ
มาตรา ๒๔๓ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๒๑๙ มาตรา ๒๒๓ มาตรา ๒๒๔ มาตรา ๒๓๐ มาตรา ๒๓๑ มาตรา ๒๓๓ มาตรา ๒๓๕ หรือฝ่าฝืนระเบียบตามมาตรา ๒๓๗ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองร้อยบาท
มาตรา ๒๔๔ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๒๓๔ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือทั้งปรับทั้งจำ
มาตรา ๒๔๕ ผู้ใดโดยรู้อยู่แล้วหรือจงใจ (๑) ออกใบรับตามมาตรา ๒๓๐หรือแจ้งรายการตาม มาตรา ๒๒๔ มาตรา ๒๒๖ มาตรา ๒๓๑ หรือมาตรา ๒๓๓ไม่ตรงกับความเป็นจริงเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีการซื้อน้ำตาล (๒)ขัดขืนมิให้พนักงานเจ้าหน้าที่เข้าไปในสถานที่ทำการ หรือมิให้ทำการตรวจสอบหรือไม่ปฏิบัติตามหมายเป็นการฝ่าฝืนอำนาจตามมาตรา
๒๓๘ (๓)ไม่ยอมตอบคำถามเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ซักถามหรือให้ถ้อยคำเท็จ หรือตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จหรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดง เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีการซื้อน้ำตาล หรือ (๔) ไม่ยอมตอบคำถามหรือให้ถ้อยคำเท็จ หรือตอบถ้อยคำอันเป็นเท็จ
หรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดงเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจของเจ้าพนักงานประจำด่านตรวจน้ำตาลตามมาตรา ๒๔๐ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาทหรือจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ
มาตรา ๒๔๖ ผู้ใดไม่หยุดพาหนะ เป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๒๔๐ หรือฝ่าฝืนมาตรา ๒๔๑ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองร้อยบาท
มาตรา ๒๔๗ เจ้าพนักงานผู้ใดโดยหน้าที่ราชการ ได้รู้เรื่องกิจการของผู้รับผิดในการชำระภาษีการซื้อน้ำตาล หรือของผู้อื่นที่เกี่ยวข้องตามบทบัญญัติในลักษณะนี้ นำความนั้นไปแจ้งแก่ผู้ใด หรือยังให้ทราบด้วยวิธีใดโดยผิดหน้าที่ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ
บัญชีอัตราภาษีการซื้อน้ำตาล น้ำตาล กิโลกรัมละ ๑๐ สตางค์ หมายเหตุ ๑. เศษของ ๑ กิโลกรัมแต่ไม่เกิน .๕ กิโลกรัม ให้ปัดเป็น .๕ กิโลกรัมและคิดภาษีการซื้อน้ำตาล ๑ ใน ๒ ของอัตรา ถ้าเศษของ ๑ กิโลกรัมแต่เกิน .๕ กิโลกรัมให้ปัดเป็น ๑ กิโลกรัม และคิดภาษีการซื้อน้ำตาลตามอัตรา ๒.น้ำตาลใด ๆ ถ้ามีน้ำตาลทำจากอ้อย
ตาลโตนด มะพร้าวต้นไม้อื่นหรือนำเข้ามาจากต่างประเทศเจือปนอยู่ ให้ถือเป็นน้ำตาลทั้งหมด
ลักษณะ ๗ ภาษีโรงแรมภัตตาคาร
มาตรา ๒๔๘ การเรียกเก็บภาษีโรงแรมภัตตาคารซึ่งบัญญัติไว้ในลักษณะนี้ ให้อยู่ในอำนาจหน้าที่และการควบคุมของกรมสรรพากร
มาตรา ๒๔๙ ในลักษณะนี้ “โรงแรมภัตตาคาร” หมายความว่า สถานที่ซึ่งเป็นโรงแรมตามพระราชบัญญัติโรงแรมพุทธศักราช ๒๔๗๘ หรือที่จำหน่ายอาหารเป็นปกติ หรือที่เป็นทั้งโรงแรมและที่จำหน่ายอาหารเป็นปกติและสถานที่นั้นมีค่ารายปีตั้งแต่ ๑,๒๐๐ บาทขึ้นไป “เจ้าสำนัก” หมายความว่า เจ้าของ ผู้ควบคุม
และผู้จัดการโรงแรมภัตตาคาร “ที่พัก “ หมายความว่า สถานที่ที่จัดไว้สำหรับคนเดินทางหรือบุคคลอื่นใด ซึ่งเจ้าสำนักจัดให้พักอาศัยเพื่ออยู่หรือพักชั่วคราว “อาหาร” หมายความว่า ของกิน หรือเครื่องดื่มทุกชนิด “ขาย” หมายความว่า โอนกรรมสิทธิ์ไม่ว่ากรณีใด ๆ “ค่ารายปี” หมายความว่า ค่ารายปีตามมาตรา ๗๘
“พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๑๓๐
มาตรา ๒๕๐ ให้จัดเก็บภาษีเรียกว่า ภาษีโรงแรมภัตตาคารเมื่อมีการให้เช่าที่พัก หรือมีการขายอาหารหรือมีการให้เช่าที่พักและขายอาหารจากโรงแรมภัตตาคาร
มาตรา ๒๕๑ การเรียกเก็บภาษีโรงแรมภัตตาคารตามลักษณะนี้ให้เก็บจากค่าเช่าที่พัก หรือค่าอาหาร หรือค่าเช่าที่พักและค่าอาหารบรรดาที่เรียกเก็บหรือที่ค้างชำระตามบัญชีอัตราภาษีโรงแรมภัตตาคารท้ายลักษณะนี้ เงินที่เรียกเก็บหรือที่ค้างชำระเป็นค่าบริการหรือเป็นค่าสิ่งอื่นที่จัดให้
เนื่องในการให้เช่าที่พักหรือการขายอาหารหรือการให้เช่าที่พักและขายอาหารจากโรงแรมภัตตาคาร ให้ถือเป็นเงินที่ต้องเสียภาษีตามความในวรรคก่อน
มาตรา ๒๕๒ รัฐมนตรีมีอำนาจยกเว้นไม่เก็บภาษีโรงแรมภัตตาคารจากสโมสรหรือสมาคมที่จำหน่ายอาหารโดยมิได้มุ่งหากำไรในการยกเว้นไม่เก็บภาษีนี้ รัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ให้ปฏิบัติก็ได้ ถ้าปรากฏว่าสโมสรหรือสมาคมใดไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่รัฐมนตรีกำหนดรัฐมนตรีจะเพิกถอนการยกเว้นไม่เก็บภาษีเสียก็ได้
มาตรา ๒๕๓ ให้เจ้าสำนักชำระภาษีโรงแรมภัตตาคารต่ออำเภอท้องที่ภายในกำหนดเวลาดังต่อไปนี้ (๑) สำหรับกรณีเงินที่เรียกเก็บได้ในเดือนหนึ่ง ๆ ตามมาตรา๒๕๑ ให้นำไปชำระภายในวันที่ ๗ ของเดือนถัดไป (๒) สำหรับกรณีเงินที่ค้างชำระในเดือนหนึ่ง ๆ ตามมาตรา ๒๕๑ให้ขยายกำหนดเวลาชำระต่อไปได้ถึงวันที่ ๑๕
ของเดือนถัดจากเดือนที่ต้องชำระภาษีตาม(๑) พร้อมกับการชำระภาษีตาม (๑) และ (๒)ให้เจ้าสำนักยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดไปพร้อมด้วย และการชำระภาษีนี้จะถือว่าสมบูรณ์ต่อเมื่อได้รับใบเสร็จรับเงินซึ่งนายอำเภอได้ลงลายมือชื่อแล้ว
มาตรา ๒๕๔ ภาษีโรงแรมภัตตาคาร ถ้ามิได้ชำระภายในกำหนดตามมาตรา ๒๕๓ ให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ ๒๐ เงินเพิ่มนี้ให้ถือว่าเป็นภาษีโรงแรมภัตตาคาร
มาตรา ๒๕๕ ภาษีโรงแรมภัตตาคาร ถ้ามิได้ชำระภายในกำหนด ให้ถือเป็นเงินค้างและเพื่อให้ได้รับชำระเงินค้าง ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๒ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๒๕๖ ให้อธิบดี โดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดวิธีการให้เจ้าสำนักปฏิบัติเพื่อให้การเสียภาษีในลักษณะนี้เป็นไปโดยรัดกุมการกำหนดวิธีการเช่นว่านี้ เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้เจ้าสำนักปฏิบัติตาม
มาตรา ๒๕๗ ในการตรวจสอบของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๒๕๙ ก็ดี โดยการกล่าวหาแจ้งความของบุคคลใดๆ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือมิใช่ก็ดี และการกล่าวหาแจ้งความนั้น
ได้แสดงหลักฐานความผิดโดยชัดแจ้งเป็นเหตุให้พบการไม่เสียภาษีโรงแรมภัตตาคารหรือเสียไม่ครบถ้วนพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้เจ้าสำนักเสียภาษีโรงแรมภัตตาคารจนครบและสั่งให้เสียเงินเพิ่มอีกเป็นจำนวน ๒เท่าของภาษีโรงแรมภัตตาคารที่ไม่เสียหรือที่ขาด หรือเป็นเงิน ๑๐๐ บาทแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า
ภาษีโรงแรมภัตตาคารและเงินเพิ่มตามมาตรานี้ให้ชำระภายในกำหนดสิบวันนับแต่วันได้รับคำสั่งจากพนักงานเจ้าหน้าที่เงินเพิ่มนี้ให้ถือเป็นภาษีโรงแรมภัตตาคาร เงินเพิ่มเมื่อเรียกเก็บได้แล้ว ให้หักออกร้อยละ ๒๕ เป็นเงินสินบนรางวัล
และให้อธิบดีมีอำนาจจ่ายให้แก่บุคคลที่ตรวจพบและบุคคลที่กล่าวหาแจ้งความดังกล่าวในวรรคหนึ่งตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี
มาตรา ๒๕๘ ให้เจ้าสำนักมีหน้าที่และความรับผิดในการปฏิบัติและการชำระภาษีโรงแรมภัตตาคารของโรงแรมภัตตาคารตามบทบัญญัติในลักษณะนี้ทุกประการ
มาตรา ๒๕๙ เมื่อมีเหตุผลสมควรพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในโรงแรมภัตตาคารหรือสำนักงานของโรงแรมภัตตาคารเพื่อตรวจสอบการปฏิบัติตามบทบัญญัติในลักษณะนี้ กับมีอำนาจเรียกและยึดตราสารหรือเอกสาร และออกหมายเรียกตัวเจ้าสำนักกับพยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาไต่สวนได้ในการตรวจ
พนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องพิจารณาอย่าให้เป็นการขัดขวางการดำเนินการตามปกติของโรงแรมภัตตาคารจนเกินกว่าความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการตรวจ
มาตรา ๒๖๐ เจ้าสำนักใดฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา๒๕๖ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท
มาตรา ๒๖๑ ผู้ใด โดยรู้อยู่แล้วไม่อำนวยความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติตามหน้าที่ หรือโดยรู้อยู่แล้วหรือจงใจ ไม่ปฏิบัติตามคำเรียก หรือไม่ยอมให้ยึดตราสารหรือเอกสารหรือไม่ปฏิบัติตามหมายของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๒๕๙ หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถามมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท
มาตรา ๒๖๒ ผู้ใด (๑) โดยรู้อยู่แล้ว หรือจงใจ แจ้งข้อความเท็จหรือให้ถ้อยคำเท็จหรือตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จหรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดงเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีโรงแรมภัตตาคาร หรือ (๒) โดยความเท็จ โดยเจตนาละเลยโดยฉ้อโกง หรืออุบาย
หรือโดยวิธีการอื่นใดทำนองเดียวกันหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีโรงแรมภัตตาคารผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาทหรือจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉะบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๔๘๙
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันและเวลาประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไปเว้นแต่ (๑) บทบัญญัติมาตรา ๓ ถึงมาตรา๑๔ มาตรา ๑๗ และมาตรา ๑๙ ให้ใช้สำหรับการจัดเก็บภาษีเงินได้ซึ่งพึงประเมินเรียกเก็บในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ เป็นต้นไป (๒) บทบัญญัติมาตรา ๒๐ ถึงมาตรา๒๒ ให้ใช้สำหรับการจัดเก็บภาษีโรงค้า
ซึ่งพึงประเมินเรียกเก็บในปี พ.ศ. ๒๔๙๐เป็นต้นไป (๓) บทบัญญัติมาตรา ๒๓ และมาตรา๒๔ ให้ใช้สำหรับการจัดเก็บภาษีการธนาคาร การเครดิตฟองซิเอร์ การออมสินและการประกันภัย ซึ่งพึงประเมินเรียกเก็บในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ เป็นต้นไป (๔) บทบัญญัติมาตรา ๓๐ (๑) และ(๒) ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๐ เป็นต้นไป (๕)
บทบัญญัติตั้งแต่มาตรา ๓๑ถึงมาตรา ๓๕ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๐ เป็นต้นไป (๖) บทบัญญัติมาตรา ๓๖ให้ใช้สำหรับการจัดเก็บเงินช่วยการประถมศึกษาจำนวนปี พ.ศ. ๒๔๙๐ - ๒๔๙๑ เป็นต้นไป (๗) บทบัญญัติมาตรา ๓๙สำหรับภาษีโรงแรมภัตตาคาร ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๐ เป็นต้นไป
มาตรา ๔๐ บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ให้ยังคงใช้ได้ในการจัดเก็บภาษีหรือเงินช่วยปีพุทธศักราชต่าง ๆ หรืออากรที่ยังค้างอยู่หรือที่พึงชำระก่อนวันใช้บังคับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๔๑ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉะบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๔๙๐
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉะบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๔๙๐
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๓ ทวิ ถ้าเจ้าพนักงานดังจะกล่าวต่อไปนี้เห็นว่าผู้ต้องหาไม่ควรต้องได้รับโทษจำคุกหรือไม่ควรถูกฟ้องร้องก็ให้มีอำนาจเปรียบเทียบ โดยกำหนดค่าปรับแต่สถานเดียวในความผิดต่อไปนี้ได้ คือ ๑. ความผิดตามมาตรา ๓๕ มาตรา ๓๖มาตรา ๙๐ มาตรา ๙๑ มาตรา ๙๒ มาตรา ๑๒๔ มาตรา ๑๒๕ มาตรา ๑๒๗ มาตรา ๑๒๘ มาตรา ๑๔๒มาตรา ๑๔๓
มาตรา ๑๖๕ มาตรา ๒๐๙ มาตรา ๒๔๓ มาตรา ๒๔๖ มาตรา ๒๖๐ และมาตรา ๒๖๑ซึ่งเกิดขึ้นในจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี ให้เป็นอำนาจของอธิบดี ถ้าเกิดขึ้นในจังหวัดอื่นให้เป็นอำนาจของข้าหลวงประจำจังหวัด ๒. ความผิดตามมาตรา ๑๒๖ มาตรา๒๐๘ มาตรา ๒๑๐ มาตรา ๒๑๑ มาตรา ๒๔๒ มาตรา ๒๔๔ และมาตรา
๒๔๕ให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยผู้แทนกรมสรรพากร ผู้แทนกรมอัยการและผู้แทนกรมตำรวจ ถ้าผู้ต้องหายินยอมตามที่เปรียบเทียบและใช้ค่าปรับตามที่เปรียบเทียบเสร็จแล้วให้ถือว่าเป็นอันคุ้มผู้ต้องหามิให้ถูกฟ้องต่อไปในกรณีแห่งความผิดนั้น
มาตรา ๓ ตรี บุคคลใดจะต้องเสียเงินเพิ่มภาษีอากรตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรนี้และบุคคลนั้นยินยอมและชำระเงินเพิ่มภาษีอากรตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวงแล้วให้ถือว่าเป็นอันคุ้มบุคคลนั้นมิให้ต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มภาษีอากร
มาตรา ๓ จัตวา ในกรณีที่บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรกำหนดให้บุคคลไปเสียภาษีอากรณ ที่ว่าการอำเภอ รัฐมนตรีจะประกาศในราชกิจจานุเบกษา กำหนดให้ไปเสีย ณ สำนักงานแห่งอื่นก็ได้ในกรณีเช่นว่านี้ การเสียภาษีอากรนั้น
ให้ถือว่าเป็นการสมบูรณ์เมื่อได้รับใบเสร็จรับเงินซึ่งหัวหน้าสำนักงานแห่งนั้นได้ลงลายมือชื่อรับเงินแล้ว
มาตรา ๙ ทวิ เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นถ้าจะต้องตีราคาทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเป็นเงินให้ถือราคาหรือค่าอันพึงมีในวันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น
มาตรา ๖๕ ทวิ การคำนวณกำไรสุทธิเพื่อคำนวณภาษีในส่วนนี้ให้เป็นไปตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้ (๑) รายการที่ระบุไว้ในมาตรา ๖๕ตรี ไม่ให้ถือเป็นรายจ่าย (๒) ค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาให้หักได้ไม่เกินกว่าอัตราซึ่งกำหนดในพระราชกฤษฎีกา (๓)ราคาสินค้าคงเหลือเมื่อวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี
ให้คำนวณตามราคาทุนหรือราคาตลาดแล้วแต่อย่างใดจะน้อยกว่า และให้ถือราคานี้เป็นราคาสินค้าคงเหลือยกมาสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีใหม่ด้วย (๔) ราคาทรัพย์สินอื่นนอกจาก(๓) ให้ถือตามราคาในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีก่อนวันใช้บังคับบทบัญญัติในส่วนนี้ถ้าได้ทรัพย์สินหลังจากนั้น
ให้ถือตามราคาที่พึงซื้อทรัพย์สินนั้นได้ตามปกติและห้ามมิให้ตีราคาเพิ่มขึ้น เว้นแต่ในกรณีที่แม้จะมิได้มีการตีราคาเพิ่มขึ้น ก็ยังมีกำไรสุทธิอยู่ (๕) ในกรณีโอนทรัพย์สินใด ๆโดยมีค่าตอบแทนต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุผลสมควร หรือโดยไม่มีค่าตอบแทนเจ้าพนักงานประเมินอาจประเมินราคาทรัพย์สินนั้นตามราคาตลาดได้
(๖)การจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้จะกระทำได้ต่อเมื่อได้ปฏิบัติการโดยสมควรเพื่อให้ได้รับชำระหนี้แล้วเว้นแต่ตามพฤติการณ์ไม่อาจปฏิบัติการเช่นว่านั้นได้โดยสมควรแต่ถ้าได้รับชำระหนี้ในรอบระยะเวลาบัญชีใดให้นำมาคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น
หนี้สูญรายใดได้นำมาคำนวณเป็นรายได้แล้วหากได้รับชำระในภายหลัง ก็มิให้นำมาคำนวณเป็นรายได้อีก (๗) เงินตรา ทรัพย์สินและหนี้สินซึ่งมีค่า หรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศ
ให้คำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทยตามส่วนเฉลี่ยของอัตราที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อเงินตราต่างประเทศครั้งหลังที่สุดแห่งวันทำการสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีหรือราคาทุนแล้วแต่อย่างใดจะน้อยกว่า
มาตรา ๖๕ ตรี รายการต่อไปนี้ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ (๑) เงินสำรองต่าง ๆ นอกจาก (ก)เงินสำรองจากเบี้ยประกันภัยเพื่อสมทบทุนประกันภัยของบริษัทประกันชีวิตเฉพาะส่วนที่กันไว้ก่อนคำนวณกำไร แต่ต้องไม่เกินร้อยละ ๗๕ ของจำนวนเบี้ยประกันที่ได้รับในรอบระยะเวลาบัญชี
(ข)เงินสำรองจากเบี้ยประกันภัยเพื่อสมทบทุนประกันภัยของบริษัทประกันภัยอื่น ๆเฉพาะส่วนที่กันไว้ก่อนคำนวณกำไร แต่ต้องไม่เกินร้อยละ ๓๐ ของจำนวนเบี้ยประกันที่ได้รับในรอบระยะเวลาบัญชี (๒) เงินกองทุน
เว้นแต่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่กระทำกิจการในประเทศไทยได้จ่ายสมทบและจัดสรรไว้เพื่อประโยชน์แก่ลูกจ้างโดยเฉพาะเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนี้ให้หักเป็นค่าใช้จ่ายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่จ่ายแก่ลูกจ้างโดยเด็ดขาดในจำนวนที่เกินร้อยละ๑๐ ของเงินเดือนทั้งหมดของผู้รับ
ซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นถือเป็นหลักคำนวณเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (๓)รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว การให้โดยเสน่หา หรือการกุศล เว้นแต่การกุศลสาธารณะในส่วนที่ไม่เกินร้อยละ๑ ของกำไรสุทธิ (๔) ค่ารับรองหรือค่าบริการในส่วนที่เกินสมควร (๕)รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน
หรือรายจ่ายในการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออกหรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สิน แต่ไม่ใช้เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม (๖)ภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (๗) การถอนเงินโดยปราศจากค่าตอบแทนของผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
(๘)เงินเดือนของผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนเฉพาะส่วนที่จ่ายเกินสมควร (๙)รายจ่ายซึ่งกำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริง หรือรายจ่ายซึ่งควรจะได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีอื่นเว้นแต่ในกรณีที่ไม่สามารถจะลงจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีใด ก็อาจลงจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีที่ถัดไปได้
(๑๐)ค่าตอบแทนแก่ทรัพย์สินซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเป็นเจ้าของเองและใช้เอง (๑๑)ดอกเบี้ยที่คิดให้สำหรับเงินทุน เงินสำรองต่าง ๆ หรือเงินกองทุนของตนเอง (๑๒) ผลขาดทุนของรอบระยะเวลาบัญชีก่อนๆ
เฉพาะส่วนที่มีเงินสำรองหรือกำไรยกมาที่จะชดเชยหรือผลเสียหายอันอาจได้กลับคืนเนื่องจากการประกันหรือสัญญาคุ้มกันใด ๆ (๑๓) รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไร หรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ (๑๔) รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อกิจการในประเทศไทยโดยเฉพาะ
(๑๕)ค่าซื้อทรัพย์สินและรายจ่ายเกี่ยวกับการซื้อหรือขายทรัพย์สินในส่วนที่เกินปกติโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร (๑๖)ค่าของทรัพยากรธรรมชาติที่สูญหรือสิ้นไปเนื่องจากกิจการที่ทำ (๑๗)ค่าของทรัพย์สินนอกจากสินค้าที่ตีราคาต่ำลงทั้งนี้ ภายใต้บังคับมาตรา ๖๕ ทวิ (๑๘)รายจ่ายที่มีลักษณะเช่นเดียวกับที่ระบุไว้ใน (๑) ถึง
(๑๗) ตามที่จะได้กำหนดในพระราชกฤษฎีกา
มาตรา ๖๘ ทวิ เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษีให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจัดทำบัญชีงบดุลย์บัญชีทำการและบัญชีกำไรขาดทุนในรอบระยะเวลาบัญชีตามมาตรา ๖๕ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา๖๖ วรรคสอง ซึ่งกระทำกิจการขนส่งผ่านประเทศต่าง ๆให้ทำบัญชีรายรับก่อนหักรายจ่ายเกี่ยวกับค่าโดยสาร ค่าระวาง
ค่าธรรมเนียมและประโยชน์อื่นใดอันต้องเสียภาษีแทนบัญชีงบดุล บัญชีทำการ และบัญชีกำไรขาดทุนในรอบระยะเวลาบัญชีเฉพาะกิจการขนส่งดังกล่าวแล้ว
มาตรา ๗๖ ตรี ในการไต่สวนบุคคลธรรมดาบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามความในหมวดนี้ โดยการกล่าวหาแจ้งความของบุคคลใดๆ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือมิใช่ก็ตาม
และการกล่าวหาแจ้งความนั้นได้แสดงหลักฐานซึ่งได้มาจากที่อื่นนอกจากหลักฐานทางราชการสรรพากรซึ่งมีอยู่แล้วเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินเรียกเก็บภาษี หรือภาษีและเงินเพิ่มไปอีกเท่าใดให้เจ้าพนักงานผู้รับเงินหักออกร้อยละ ๒๕
เป็นเงินสินบนรางวัลและให้อธิบดีมีอำนาจจ่ายให้แก่บุคคลผู้กล่าวหาแจ้งความและเจ้าพนักงานผู้ตรวจพบตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี
มาตรา ๘๕ ทวิ ผู้ใดประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีตามมาตรา๗๙ (๒) และได้เปลี่ยนแปลงหรือขยายโรงค้าเป็นเหตุให้ต้องเสียภาษีโรงค้าเพิ่มขึ้นในระหว่างวันที่ ๑ มกราคม ถึง ๓๐ มิถุนายน ในปีภาษีปีใดให้ผู้นั้นยื่นรายการเพื่อเสียภาษีเพิ่มเติมต่ออำเภอ ณ
ที่ว่าการอำเภอภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันเปลี่ยนแปลงหรือขยายโรงค้านั้นหรือภายในกำหนดเวลาตามมาตรา๘๑ และต้องเสียภาษีเต็มอัตราที่กำหนดไว้ในพิกัดอัตราฉบับที่ ๒ และที่ ๓ท้ายหมวดนี้ ผู้ใดเปลี่ยนแปลงหรือขยายโรงค้าตามความในวรรคก่อนภายหลังวันที่๓๐ มิถุนายน ในปีภาษีปีใด
ไม่ต้องยื่นรายการเพื่อเสียภาษีเพิ่มเติมในปีนั้น
มาตรา ๑๐๕ ทวิ ในการออกใบรับให้ผู้มีหน้าที่ออกใบรับตามความในมาตรา ๑๐๕ (๒) หรือ (๔) ทำต้นขั้วหรือสำเนาใบรับ และเก็บต้นขั้วหรือสำเนาใบรับเช่นว่านี้ไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันที่ออกใบรับ ใบรับ ต้นขั้วหรือสำเนาใบรับตามความในวรรคก่อน อย่างน้อยต้องมีอักษรไทยให้ปรากฏข้อความต่อไปนี้ (๑)
ชื่อหรือยี่ห้อของผู้ออกใบรับ (๒) เลขที่ตามลำดับของใบรับ (๓) วัน เดือน ปี ที่ออกใบรับ (๔) จำนวนเงินที่รับ (๕) ชื่อ หรือยี่ห้อและที่อยู่ของผู้ซื้อเฉพาะในกรณีการขาย ซึ่งรวมราคาที่ต้องชำระครั้งหนึ่งตั้งแต่ ๕,๐๐๐บาทขึ้นไป
มาตรา ๑๒๓ ทวิ ให้อธิบดี โดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดวิธีการให้ผู้มีหน้าที่เสียอากรปฏิบัติเพื่อให้การเสียอากรในหมวดนี้เป็นไปโดยรัดกุม การกำหนดวิธีการเช่นว่านี้ เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ผู้มีหน้าที่เสียอากรปฏิบัติตาม
บัญชีอัตราภาษีโรงแรมภัตตาคาร (๑) อัตราร้อยละ ๑๕ของเงินที่เรียกเก็บหรือที่ค้างชำระ แต่ภาษีที่จะต้องเสียทั้งปีต้องไม่น้อยกว่าค่ารายปี (๒) ถ้าเงินภาษีที่ชำระตาม (๑)ตลอดปีปฏิทินรวมกันมีจำนวนไม่ถึงค่ารายปี
ให้เพิ่มเงินภาษีที่จะต้องชำระในเดือนสุดท้ายของปีปฏิทินเพื่อให้ยอดเงินภาษีทั้งปีเท่ากับค่ารายปีแต่ถ้าเป็นกรณีที่ประกอบกิจการโรงแรมภัตตาคารไม่เต็มปีให้เสียภาษีตามส่วนแห่งระยะเวลาของเดือนที่ประกอบกิจการในปีปฏิทินนั้น
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๔๙๔
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไปเว้นแต่ (๑) บทบัญญัติมาตรา ๑๗ ถึงมาตรา๓๒ แห่งพระราชบัญญัตินี้และบัญชีอัตราภาษีเงินได้ (๑) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา๓๔ แห่งพระราชบัญญัตินี้
ให้ใช้บังคับในการจัดเก็บภาษีเงินได้สำหรับเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ในปีภาษีพ.ศ. ๒๔๙๔ เป็นต้นไป (๒) บทบัญญัติมาตรา ๓๓แห่งพระราชบัญญัตินี้และบัญชีอัตราภาษีเงินได้ (๒) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๓๔
แห่งพระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับแก่บริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดลงในหรือหลังวันใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้เว้นแต่บทบัญญัติมาตรา ๗๖ ตรี แห่งประมวลรัษฎากรตามที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๓๓แห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้ (๓) บทบัญญัติมาตรา ๓๕
ถึงมาตรา๓๗ แห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้บังคับสำหรับการจัดเก็บภาษีโรงค้าตั้งแต่ในปี พ.ศ.๒๔๙๔ เป็นต้นไป (๔) บทบัญญัติมาตรา ๓๘ ถึงมาตรา๔๕ แห่งพระราชบัญญัตินี้ว่าด้วยอากรแสตมป์ ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นหกสิบวันนับแต่วันใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้ (๕) บทบัญญัติมาตรา ๔๖ ถึงมาตรา๔๘
แห่งพระราชบัญญัตินี้ว่าด้วยอากรมหรสพให้ใช้บังคับเมื่อพ้นสามสิบวันนับแต่วันใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้ (๖) บทบัญญัติมาตรา ๔๙แห่งพระราชบัญญัตินี้ว่าด้วยภาษีโรงแรมภัตตาคาร ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นสามสิบวันนับแต่วันใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๕๐ บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ให้ยังคงใช้ได้ในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่หรือที่พึงชำระก่อนวันใช้บังคับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้เว้นแต่ (๑) มาตรา ๑๙ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา๑๒ แห่งพระราชบัญญัตินี้
ให้ใช้บังคับแก่การยื่นรายการซึ่งได้ยื่นไว้แล้วไม่เกินห้าปีนับแต่วันใช้บังคับบทบัญญัติมาตรา๑๙ (๒) มาตรา ๕๐ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๒๖ แห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้บังคับแก่กรณีความผูกพันที่ต้องจ่ายเงินซึ่งได้เกิดขึ้นก่อนวันใช้บังคับบทบัญญัติมาตรา๕๐
และความผูกพันเช่นว่านี้ยังคงมีอยู่หลังวันใช้บังคับนั้นในกรณีเช่นนี้เมื่อมีการจ่ายเงินตามข้อผูกพันครั้งสุดท้ายให้ผู้จ่ายเงินหักภาษีตามมาตรา ๕๐ สำหรับเงินซึ่งได้จ่ายไปแล้วในครั้งก่อน ๆก่อนวันใช้บังคับบทบัญญัติมาตรา ๕๐ ด้วย (๓) มาตรา ๗๔ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๓๓ แห่งพระราชบัญญัตินี้
ให้ใช้บังคับแก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งเลิกกันก่อนวันใช้บังคับบทบัญญัติมาตรา๗๔ แต่ยังชำระบัญชีอยู่ในวันใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้ ในกรณีเช่นว่านี้เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าวันใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้เป็นวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีและให้นำมาตรา๗๒และมาตรา ๗๓ มาใช้บังคับ
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).